facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

วาสนาบันดาลให้นางและเขามาบรรจบกันอีกครา ทว่าเขาจะทำเช่นไร เมื่อทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีตเปลี่ยนแปลงไป รวมถึง ‘นาง’ ที่เขาแสนชังผู้นั้นด้วย!

ตอนที่ 10 เรื่องวุ่นวาย

ชื่อตอน : ตอนที่ 10 เรื่องวุ่นวาย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.9k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มี.ค. 2563 10:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 10 เรื่องวุ่นวาย
แบบอักษร

 

“พี่ใหญ่มาเวลานี้ มีเรื่องอันใดหรือ” เจินเมี่ยวเพิ่งจะกินอาหารเย็นเสร็จ กำลังดื่มชาย่อยอาหาร 

เจินฮ่วนรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง แต่ยังคงเอ่ยว่า “ไม่ทราบขนมเปี๊ยะแผ่นบางห่อผักของน้องสี่ทำเช่นใดหรือ เมื่อค่ำนี้ห้องครัวเล็กก็ใช้วัตถุดิบแบบเดียวกัน ทว่ารสชาติกลับไม่เหมือน”  

ตั้งแต่นางอวี๋ตั้งครรภ์ก็อาเจียนคลื่นไส้อย่างหนัก จึงสร้างห้องครัวเล็กนี้ขึ้นมาเป็นพิเศษ 

อาหารค่ำที่ห้องครัวใหญ่ส่งมาให้วันนี้ก็กินมิได้ สาวใช้พูดกันว่าขนมเปี๊ยะแผ่นบางที่คุณหนูสี่ส่งมาให้เมื่อเที่ยงนั้น ต้าไหน่ไนกินเสียเกลี้ยง เจินฮ่วนจึงรีบให้ห้องครัวเล็กทำเลียนแบบ ผู้ใดจะทราบว่านางอวี๋ชิมไปเพียงคำก็วางลงเสียแล้ว 

เพื่อภรรยาและลูกในครรภ์ แม้เจินฮ่วนจะมิอยากพบหน้าน้องสาวคนนี้ แต่ก็จำต้องบากหน้ามาขอร้อง 

สำหรับพี่ชายคนนี้ ใจของเจินเมี่ยวกลับไม่มีความรู้สึกใดๆ จึงมิได้โกรธเคืองหรือยินดี เมื่อได้ยินเขากล่าวเช่นนั้นก็สั่งให้สาวใช้หยิบพู่กันและหมึกมา เขียนวิธีทำแล้วส่งให้ไป 

“ขอบใจน้องสี่มาก” เจินฮ่วนกล่าวด้วยใบหน้าเฉยชา 

เจินเมี่ยวกลับมิใส่ใจ ยกชาขึ้นดื่ม 

เจินฮ่วนจากไปด้วยความประหม่าเล็กน้อย 

จากระยะเวลาที่จื่อซูติดตามเจินเมี่ยวมานี้ แม้ใบหน้าจะเฉยชา เจินเมี่ยวก็มิได้รังเกียจ หากมีของอร่อยล้วนมอบให้นางกินด้วยเสมอ มากน้อยก็ย่อมมีน้ำใจฉันนายบ่าว จึงอดเอ่ยมิได้ว่า “บ่าวขอพูดในสิ่งที่ไม่ควรสักประโยคเถิด เหตุใดคุณหนูจึงมิอ่อนข้อให้คุณชายใหญ่สักเล็กน้อย วันหน้าอย่างไรก็ต้องพึ่งคุณชายใหญ่”  

สะใภ้จะมีอำนาจในบ้านของสามีหรือไม่ต้องดูตระกูลบิดามารดา แต่ผู้ที่จะช่วยค้ำชูได้ก็คือพี่ชายน้องชายในตระกูล 

เจินเมี่ยวยิ้มตาหยี 

นางจะพึ่งพาผู้ใดได้เล่า จวนเจิ้นกั๋วกงยิ่งใหญ่กว่าจวนเจี้ยนอานปั๋วมากมายเท่าใด พี่ใหญ่เป็นบุตรของบ้านเล็กไม่อาจสืบทอดตำแหน่ง ตอนนี้ยังคงร่ำเรียนตำรา ทว่าอวี๋ซื่อจื่อแห่งจวนเจิ้นกั๋วกงกลับรับตำแหน่งในหน่วยองครักษ์รักษาพระองค์ 

คิดถึงแววตาที่เต็มไปด้วยความแค้นชิงชังรังเกียจดวงนั้น เจินเมี่ยวก็สั่นสะท้านขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว 

นางไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แค่คิดก็เกิดความกลัวขึ้นมาจับหัวใจ ทำได้เพียงบังคับไม่ให้ตนเองไปคิด พยายามใช้ชีวิตปัจจุบันนี้ให้ดีก็พอ 

พูดตามจริงแล้ว นางล้วนมิอาจพึ่งใครได้ และไม่มีผู้ใดให้นางพึ่งเช่นกัน 

ในโลกเดิมนั้นนางเข้าเรียนเร็วกว่าคนอื่นปีถึงสองปี ตอนนี้ก็อายุยี่สิบปีแล้ว แต่ความรักหวานหยดย้อยเช่นนั้นกลับมิเคยลิ้มลอง ถึงจะอยากรู้อยู่บ้างแต่มิได้ฝักใฝ่เป็นพิเศษ 

ชีวิตยี่สิบปีนั้นของนางผ่านไปอย่างมีความสุข บัดนี้นางไม่ขอความรักจากบุรุษ เพียงต้องการชีวิตที่สุขสงบก็พอ 

วันเวลาหลังจากนั้นผ่านไปอย่างเรียบง่าย ทุกวันเจินเมี่ยวจะคัดคัมภีร์พระพุทธ อ่านตำรา บางคราก็ทำอาหารรสเลิศใส่ปาก งานเทศกาลตวนอู่ผ่านไป ไม่นานอากาศก็จะร้อนแล้ว 

ฮูหยินสามนางเวินคิดว่าบุตรสาวทั้งสองมิได้ออกจากจวนนานแล้ว ผู้หนึ่งจะออกเรือนปีนี้ ปีหน้าก็จะมีอีกหนึ่งที่ต้องออกเรือน จึงคิดพาสองพี่น้องไปร้านเป่าหวาดูเครื่องประดับ 

ร้านเป่าหวาเป็นร้านเครื่องเงินที่ดีที่สุดในเมืองหลวง มารดาและบุตรสาวเลือกเครื่องประดับอยู่ชั้นสองของร้านด้วยความสนอกสนใจ 

ผ่านไปครึ่งชั่วยาม จิ่นผิงสาวใช้คนสนิทของนางเวินเดินเข้ามา เอ่ยวาจาสองสามประโยคข้างหูนาง 

นางเวินสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ลุกขึ้นเอ่ยว่า “เหยียนเอ๋อร์ เจ้ากับเมี่ยวเอ๋อร์เลือกเครื่องประดับรออยู่ที่นี่ก่อน ชอบอันใดก็ให้ทางร้านส่งไปที่จวน หากเลือกเสร็จแล้วแม่ยังไม่กลับมา พวกเจ้าก็กลับเรือนเสีย อย่าอยู่ข้างนอกนานเกินไป”  

สองพี่น้องสบตากันแล้วเอ่ยปากรับคำ 

รอจนนางเวินจากไป เจินเหยียนหาโอกาสแยกสาวใช้ออกไปแล้วกล่าวกับเจินเมี่ยวว่า “วันนี้ท่านแม่พาฮว่าปี้มาด้วย ให้จิ่นผิงอยู่เรือน แต่นางกลับมาในเวลานี้ เกรงว่าคงมีเรื่องด่วน ข้าไม่วางใจประเดี๋ยวจะตามท่านแม่ไป เจ้าอย่าเที่ยวเดินเพ่นพ่านเล่า”  

เจินเมี่ยวคิดว่านางเวินมิได้นำพวกนางไปด้วย เกรงว่าคงไม่อยากให้พวกนางรู้ แต่พี่รองนั้นเป็นคนมีความคิดเป็นของตนมาแต่เยาว์วัย นางคงขวางมิได้ กำลังจะพยักหน้ารับ พลันรู้สึกเสียววาบที่ต้นคอ 

นางอดหันมองออกไปนอกหน้าต่างมิได้ 

มีคนผู้หนึ่งสวมอาภรณ์สีน้ำเงินนั่งอยู่บนหลังอาชา จ้องมองมาที่นางตาไม่กะพริบ 

ความรู้สึกนั้นคล้ายมีกริชอันเย็นเยียบจ่ออยู่บนลำคอ ขอเพียงขยับ โลหิตก็จะพุ่งออกมาไม่หยุด 

เป็นเขา!  

เห็นชัดว่าเป็นบุรุษรูปงามดุจจันทรายามนภาผ่อง แม้นั่งอยู่บนหลังอาชาเงียบๆ บนถนน แต่ไม่ทราบว่าดรุณีน้อยมากเท่าใดที่ย่างเท้าให้ช้าลงเพราะแรงดึงดูดจากเขา 

ยังมีดรุณีน้อยใจกล้าหยิบผลอิงเถา[1] จากตะกร้าโยนเข้าใส่ เขาก็ยังนั่งตรงไม่ขยับ ผลอิงเถากระแทกเข้ากับชายอาภรณ์ น้ำสีแดงสดของมันไหลออกมา 

ชายอาภรณ์ที่เปื้อนน้ำจากผลอิงเถานั้นพัดสะบัดตามแรงลม คล้ายว่าลมได้พัดแห้งรอยเลือดสีเข้มรอยหนึ่งกระนั้น 

เจินเมี่ยวหัวใจบีบแน่น นางดึงไม้ค้ำหน้าต่างลงเสียงดัง ‘ปัง’  

เจินเหยียนตกใจสะดุ้ง “น้องสี่ เจ้าเป็นอันใดไป”  

เจินเมี่ยวจับแขนเสื้อเจินเหยียนไว้ น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย “พี่รอง พาข้าไปด้วย”  

นางกลัวว่าหากอยู่ที่นี่ บุรุษผู้นั้นจะอดใจไม่ไหวขึ้นมาบีบคอนางตาย 

ดวงตาของเขาบอกนางเช่นนี้ 

เจินเหยียนกลัวจะตามนางเวินไม่ทัน จึงมิได้พูดมากความ อนุญาตให้เจินเมี่ยวติดตามไปด้วยทันที คนทั้งสองสวมหมวกเหวยเม่า[2] รีบร้อนเดินลงจากชั้นสองไป 

เมื่อออกมาจากร้านเป่าหวา บนถนนมีผู้คนเดินพลุกพล่านไปมา บุรุษเย็นชาดุจหุบเขาสูงที่ปกคลุมไปด้วยหิมะผู้นั้นหายไปนานแล้ว 

เจินเมี่ยวถอนหายใจยาวออกมา เดินตามติดเจินเหยียนไม่ห่าง 

หลังจากนี้อย่าได้ปรากฏตัวขึ้นมาอีกเลยได้หรือไม่ ข้างนอกช่างอันตรายนัก นางอยากกลับจวนแล้ว!  

นางเวินเดินลดเลี้ยวเข้าไปในตรอกซอยหนึ่ง แล้วหยุดที่เรือนชาวบ้านหลังหนึ่ง 

“เตะประตู!”  

เพราะวันนี้พาบุตรสาวสองคนออกมาข้างนอก นางเวินจึงตั้งใจนำสาวใช้ร่างกายบึกบึนมาด้วยหลายคน เวลานี้กลับได้ใช้งานแล้ว 

เสียงดังปัง ประตูถูกสาวใช้ร่างใหญ่กำยำถีบจนเปิดออก 

นางเวินเดินเข้าไป ไม่นานก็ได้ยินเสียงร้องตกใจของบุรุษและสตรีดังลอดออกมา 

ตามด้วยเสียงคำรามอย่างโกรธเกรี้ยวของบุรุษ “นางเวิน นางคนใจร้าย อย่าได้ทำเรื่องราวให้ใหญ่โต!”  

“หา?! ข้าทำเรื่องใหญ่โตท่านมิพูดเรื่องราวใดให้ชัดเจนแม้ครึ่งคำ แต่มาเลี้ยงชู้รักไว้ที่นี่คืออันใด คิดว่าข้าเป็นคนตายหรือไร! เข้ามา ทุบตีนางแพศยานี้ให้หนัก!”  

“ผู้ใดกล้า ข้าขอบอกเจ้าไว้นางเวิน หว่านเหนียงตั้งครรภ์บุตรของข้าแล้ว วันนี้ วันนี้ข้ามิกลัวเจ้าจะวิวาทอีกแล้ว!”  

ตรงปากซอยนี้เริ่มมีคนมาล้อมมุงดูมากขึ้นเรื่อยๆ  

เจินเหยียนก้าวเท้าเข้าไปอย่างว่องไว 

นางรู้สึกถึงความผิดปรกติของบิดามานานแล้ว เกรงจะก่อเรื่องยุ่งยากในอนาคตจึงได้เตือนมารดา คิดไม่ถึงว่ามารดาจะอดกลั้นโทสะไว้มิได้ วิวาทจนเรื่องราวบานปลายเช่นนี้ 

โดยทั่วไปแล้วภรรยาเอกมิใช่ควรเอ่ยตักเตือนสามีเงียบๆ แล้วรับคนกลับไปหรอกหรือ วันหน้าจะทับให้แบนนวดให้กลม[3] ยังมีอันใดไม่สะดวก 

เจินเหยียนนวดคลึงขมับ มองชาวบ้านที่มามุงดูแล้ว คาดว่าน่าจะไม่ทราบฐานะของบิดาตนจึงลอบผ่อนลมหายใจ แต่ก็รู้ดีว่ามิอาจปล่อยเอาไว้ได้นาน จึงลากเจินเมี่ยวเข้าไปด้านใน 

เมื่อเห็นบุตรสาวสองคนเดินเข้ามา นายท่านสามกับนางเวินต่างตกตะลึงขึ้นพร้อมกัน 

นายท่านสามยิ่งโมโหหนักขึ้น ชี้นิ้วด่ากราดนางเวิน “นางตัวร้าย เจ้า...เจ้าถึงกับพา...”  

เจินเหยียนรีบเอ่ยว่า “ท่านพ่อ ท่านจะให้คนทั้งเมืองหลวงทราบกันหมดหรือไร”  

นายท่านสามเงียบเสียงลงทันทีดั่งลูกหนังที่ถูกเหยียบแตกก็มิปาน 

เจินเหยียนยกคิ้วขึ้น กวาดตามองสาวใช้ทั้งหลาย “มัวตะลึงอันใดอยู่ ยังมิรีบเชิญหว่านเหนียงกลับจวนอีก!”  

คนกลุ่มนี้จึงจากไป พวกเขามาอย่างรวดเร็วและจากไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน ชาวบ้านทั่วไปล้วนไม่ทราบว่าที่นี่มีผู้ใดอาศัยอยู่ คนที่มาจับชู้รักนั้นเป็นภรรยาบ้านใด เพียงแต่วิจารณ์กันอย่างออกรสเพื่อสร้างสีสันให้กลับชีวิตอันจืดชืดเท่านั้น 

ทว่าเรื่องนี้กลับแพร่กระจายในแวดวงผู้มีบรรดาศักดิ์อย่างรวดเร็ว เร็วกระทั่งจวนเจี้ยนอานปั๋วรับมือไม่ทัน ทั้งวาจาที่กล่าวก็มิไม่น่าฟังอย่างยิ่ง ผู้คนนั้นเล่าลือว่าฮูหยินสามแห่งจวนเจี้ยนอานปั๋วไปจับชู้รักของสามี ทั้งยังนำบุตรสาวทั้งสองไปด้วย!  

ฮูหยินผู้เฒ่าโมโหจนเจ็บร้าวหัวใจไปหมด พูด ‘อัปรีย์’ ติดต่อกันหลายครั้ง แล้วถอนหายใจยาวกล่าวว่า “คงมีคนคิดกลั่นแกล้งจวนเจี้ยนอานปั๋วของเราเป็นแน่”  

 

------ 

[1] ผลอิงเถา คือผลเชอร์รี่ 

[2] หมวกเหวยเม่า เป็นหมวกปีกว้างและมีผ้าโปร่งบางยึดติดที่ปีกหมวกโดยรอบ ผ้าที่คลุมยาวถึงบ่าหรืออาจยาวกว่านั้น 

[3] ทับให้แบนนวดให้กลม เป็นสำนวนเปรียบเปรยว่าจะจัดการชี้นิ้วให้ทำตามอย่างไรก็ย่อมได้  

ความคิดเห็น