facebook-icon

ว่าด้วยเรื่องนักธุรกิจคนซึนกับสาวน้อยผู้น่ารัก!

คำถามที่ 1 : หากพี่ชายเป็นอัจฉริยะ แล้วน้องสาวจำเป็นต้องฉลาดเหมือนพี่หรือเปล่า?

ชื่อตอน : คำถามที่ 1 : หากพี่ชายเป็นอัจฉริยะ แล้วน้องสาวจำเป็นต้องฉลาดเหมือนพี่หรือเปล่า?

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.2k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มี.ค. 2563 02:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
คำถามที่ 1 : หากพี่ชายเป็นอัจฉริยะ แล้วน้องสาวจำเป็นต้องฉลาดเหมือนพี่หรือเปล่า?
แบบอักษร

1 

หากพี่ชายเป็นอัจฉริยะ แล้วน้องสาวจำเป็นต้องฉลาดเหมือนพี่หรือเปล่า? 

  

               ฉันไม่เคยคิดสงสัยมาก่อนเลยว่าโตขึ้นอยากจะเป็นอะไร 

               แปลกดีนะ หลังจากที่ลืมตาดูโลกได้ไม่กี่ปีก็ถูกคนในครอบครัวคาดหวังกับเรื่องแบบนี้ซะแล้ว ขนาดคุณครูโรงเรียนอนุบาลยังถามเลยว่าโตขึ้นอยากจะเป็นอะไร เด็กตัวเล็กแค่นี้คิดอะไรไม่ได้หรอก ให้เวลาเขาได้เติบโตและเรียนรู้ต่อไปอีกนิดแล้วค่อยตั้งคำถามข้อนี้ใหม่เถอะ 

               แปลกดีนะ หลังจากที่ลืมตาดูโลกได้ไม่กี่ปีก็ถูกคนในครอบครัวคาดหวังกับเรื่องแบบนี้ซะแล้ว ขนาดคุณครูโรงเรียนอนุบาลยังถามเลยว่าโตขึ้นอยากจะเป็นอะไร เด็กตัวเล็กแค่นี้คิดอะไรไม่ได้หรอก ให้เวลาเขาได้เติบโตและเรียนรู้ต่อไปอีกนิดแล้วค่อยตั้งคำถามข้อนี้ใหม่เถอะ 

               ถึงจะคิดแบบนั้น แต่ฉันก็ยังใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยมาเรื่อยๆ โดยไม่เคยคิดเลยว่าโตขึ้นอยากจะเป็นอะไรกันแน่ คิดแค่ว่าอยากทำงานอะไรก็ได้ที่ทำแล้วได้เงิน ไม่ลำบากและทำให้ตัวเองมีความสุข มันยากหน่อยตรงที่ฉันไม่มีวิชาที่ชอบเป็นพิเศษเลย ถึงจะตั้งใจเรียนแค่ไหนก็ยังสู้คนที่เก่งมาตั้งแต่เกิด หรือคนขยันที่เรียนรู้ไวไม่ได้อยู่ดี 

               สุดท้ายก็หมดกำลังใจและใช้ชีวิตแบบขอไปทีไปวันๆ เรียนก็ได้ไม่เรียนก็ได้ ส่งงานก็ได้หรือไม่ส่งเพราะขี้เกียจก็ได้ พ่อแม่ที่เคยกดดันเรื่องเรียนมาตลอดก็เริ่มเดินทางสายปลงและเลือกที่จะหันกลับไปหวังพึ่งลูกชายที่ทั้งฉลาดและใฝ่เรียนมากกว่าลูกสาวคนสุดท้องอย่างฉัน คนที่ตอบคำถามง่ายๆ อย่าง ‘โตขึ้นอยากจะเป็นอะไร’ ไม่ได้เลยสักครั้ง 

  

               “หอมจะลงสมัคร PET อะไรบ้าง?” 

               “ไม่รู้อะ ลงๆ ตามพวกแกนั่นแหละ ง่ายดี” 

               สีหน้าที่เคร่งเครียดของ ‘เจตน์’ ทำให้ฉันเผลอนิ่งคิดกับตัวเอง แต่สักพักก็ไหวไหล่แล้วพยายามทำตัวสบายๆ เพื่อผ่อนคลายบรรยากาศในห้องเรียนตอนห้าโมงครึ่งที่เริ่มตึงเครียดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด 

               “เอาดีๆ สิหอม ต้องเลือกวิชาที่แกถนัดแล้วก็พวกวิชาที่เอาไปใช้ยื่นเข้ามหา’ลัยได้นะ” 

               ใครจะไปรู้ว่าคำพูดทีเล่นทีจริงของฉันจะไปสะกิดต่อมจริงจังของ ‘ขิม’ ขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ เธอดันแว่นตากรอบใสของตัวเองให้เข้าที่พลางเหลียวหลังหันมามองหน้าฉันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ในแว่นของขิมสะท้อนแสงสีฟ้าจากฟิล์มกันแสงและหน้าจอเว็บไซต์สมัครสอบ GOD-PET ขึ้นมาซ้อนทับกันราวกับเป็นการกดดันทางอ้อม 

               “ก็ไม่มีไง อย่าลืมสิว่าฉันโง่จะตาย ดันทุรังอ่านหนังสือไปก็ไม่ติดมหา’ลัยดังๆ หรอก” 

               “เอาน่า ลองเสี่ยงดูหน่อยก็ไม่เสียหายนะหอม เผื่อฟลุ๊กได้คะแนนเต็มขึ้นมาจะได้เอาไปอวดป้าข้างบ้านได้ไง!” 

               คนที่พยายามลูบหลังลูบไหล่ปลอบขิมให้ใจเย็นลงอีกนิดคือ ‘ชาหวาน’ เธอพูดติดตลกก่อนจะส่งสายตาประมาณว่าอย่าเพิ่งทำตัวไร้สาระตอนนี้เด็ดขาด เพื่อนกำลังเครียด เห็นแบบนั้นแล้วฉันก็พยักหน้ารับเล็กน้อยก่อนจะปล่อยให้เพื่อนสนิททั้งสามคนได้พูดคุยเรื่องวิชาที่อยากจะสอบต่อ ส่วนฉันนั่งไขว่ห้างไถโทรศัพท์เล่นอยู่เงียบๆ เพราะกลัวว่าถ้าเผลอพูดอะไรไม่เข้าหูออกไปเดี๋ยวจะโดนโกรธอีกเป็นครั้งที่สอง 

               ชีวิตเด็กม.หกเทอมสองช่างน่าพิศวง อาจารย์ทุกคนต่างเป็นห่วงและคอยถามไถ่เสมอว่าอ่านหนังสือหรือยัง อยากเข้ามหา’ลัยไหนล่ะ? แน่นอนว่าเพื่อนๆ ทั้งสามคนของฉันต่างก็มีคำตอบในใจอยู่แล้ว ยกเว้นฉันที่เวลาเจอคำถามนี้ทีไรก็มักจะไปต่อไม่เป็นและได้แต่ยืนยิ้มแห้งๆ แอบหลบอยู่ข้างหลังเพื่อนเพราะไม่รู้จะตอบอะไรดี 

               ขิมเป็นคนที่ขยันและตั้งใจเรียนมากที่สุด ด้วยภาพลักษณ์สาวแว่นที่ดูจริงจังกับงานกลุ่มและชอบพูดจาขวานผ่าซากโดยไม่สนใจความรู้สึกของผู้ฟัง ทำให้เธอกลายเป็นคนที่ทั้งห้องต่างพากันจับกลุ่มซุบซิบนินทาด้วยความหมั่นไส้ ฉันเองตอนที่สอบเข้าม.สี่มาใหม่ๆ ก็ไม่ชอบหน้าขิมเหมือนกัน 

               แต่ใครจะไปคิดว่าเราจะมาเป็นเพื่อนแก๊งเดียวกันถึงขั้นนั่งกินข้าวด้วยกัน จับกลุ่มกันทุกครั้งเมื่อมีโอกาสและกอดเอวถ่ายรูปลงหนังสือรุ่นด้วยใบหน้ายิ้มแย้มได้แบบนี้ 

               ส่วนชาหวานเป็นลูกคุณหนูบ้านรวย เธอไม่มีเป้าหมายในชีวิตเหมือนฉัน แต่อย่างน้อยก็ยังมีคนที่บ้านคอยสนับสนุน ดูเหมือนว่าเธอจะอยากเรียนด้านบริหารธุรกิจเพื่อช่วยเหลือกิจการของครอบครัวร่วมกับพี่ชายทั้งสามคนต่อ ธุรกิจครอบครัวก็ต้องให้คนในครอบครัวเป็นคนดูแลอยู่แล้ว 

               ถึงจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อนพลังงานอยู่สี่คน แต่ชาหวานกลับสนิทกับเจตน์ เพื่อนชายคนสนิทที่คบเป็นเพื่อนมาตั้งแต่ตอนประถม เห็นว่าครอบครัวของทั้งสองคนก็รู้จักมักจี่กันเป็นอย่างดีด้วย จะสนิทสนมกันขนาดนั้นก็ไม่แปลก 

               คิดแล้วก็เหลือบมองชาหวานกับเจตน์ที่กำลังหยอกล้อกันด้วยการด่าทอไปมาอย่างรุนแรง มองไปมองมาก็เผลอหลุดขำออกมาเสียงดังเมื่อเห็นว่าชาหวานเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำพลาดท่าโดนเจตน์แกล้งดีดหน้าผากไปหนึ่งที 

               เจตน์เองก็เป็นคนบ้านรวยเหมือนกัน โรงเรียนนี้มีแต่คนฐานะปานกลางค่อนไปทางยอดพีระมิด และกลุ่มคนที่รวยจนไม่ต้องกังวลกับเรื่องเงินทอง ค่าใช้จ่าย หรือแม้กระทั่งความสะดวกสบายในชีวิตเลย ฉันเป็นเด็กจากครอบครัวฐานะปานกลางที่จับพลัดจับผลูสอบเข้ามาได้แบบงงๆ คนในครอบครัวต่างคาดหวังว่าหากส่งลูกสาวมาเรียนที่เดียวกันกับลูกชายที่ฉลาดเป็นกรดของตัวเองแล้ว ฉันเองก็น่าจะเดินตามรอยเท้าพี่ชายได้ไม่ยาก 

               แต่น่าเสียดายที่ฉันไม่สามารถเติมเต็มความฝันนั้นให้พ่อกับแม่ได้… 

               “แกบ้าไปแล้วเหรอหวาน! จะลงหมดเลยเหรอ!” 

               เสียงหวีดร้องของขิมดังขึ้นพร้อมกับเสียงคลิกเมาส์และเสียงรัวคีย์บอร์ดที่ฟังแล้วดูวุ่นวายแบบแปลกๆ ปลุกฉันที่กำลังนั่งเหม่อให้เงยหน้ามองการโต้เถียงของทั้งสองคนด้วยความงุนงง ฉันหันไปสบตากับเจตน์ก่อนจะอ้าปากถามแบบไร้เสียงว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เจ้าตัวดันถอนหายใจใส่แล้วแสดงภาษากายออกมาว่า ‘ลุกมาดูเองเถอะ’ 

               เอ้า ลุกก็ลุก 

               “สนุกดีออก สอบทุกวันเลยนะ” น้ำเสียงรื่นเริงของชาหวานทำให้ฉันอมยิ้มออกมา ก่อนจะยกแขนทั้งสองข้างขึ้นเพื่อคล้องคอเธอจากด้านหลัง “เนอะหอมเนอะ ตื่นเต้นดีออก” 

               “อื้มๆ!” 

               ฉันตอบรับด้วยรอยยิ้ม ขิมที่ยืนกอดอกอยู่ข้างๆ ถึงกับทำตาโต คงไม่คิดว่าเราสองคนจะมีความคิดเห็นไปในทางเดียวกันแบบนี้ล่ะมั้ง 

               “เครียดตายกันพอดี ช่วยเลือกแบบที่คนปกติเขาเลือกกันหน่อยจะได้มั้ย?” 

               “แล้วคนปกติเขาเลือกกันแบบไหนอะ” 

               ชาหวานเอียงคอเล็กน้อย ก่อนถามกลับไปแบบซื่อๆ 

               “ก็...ลงแค่วิชาที่สนใจไง ลงไทยกับอังกฤษที่เป็นตัวหลัก ที่เหลือก็แล้วแต่เลย จะลงวิทย์ คณิต วิศวะ หรือสถาปัตยฯ ก็ได้” 

               “ฉันสนใจหมดเลยอะ” 

               “ไม่เชื่อหรอก ลงแค่อันที่จำเป็นสิ” ขิมหรี่ตาเล็กน้อย ก่อนจะยกโน้ตบุ๊คเครื่องสวยขึ้นมาจากโต๊ะเรียน “เอามานี่ เดี๋ยวเลือกให้ ฉันแนะนำว่าแกควรสอบความถนัดครูกับภาษาฝรั่งเศส” 

               “ให้ยัยหวานลงสอบครูเนี่ยนะ? เอาจริงดิ” 

               ฉันร้องถามเสียงสูงทันทีเมื่อได้ยินชื่ออาชีพที่ไม่เข้ากับเพื่อนตัวเองมากถึงมากที่สุด ซึ่งดูเหมือนเจ้าของชื่อเองก็เห็นด้วย ชาหวานขมวดคิ้วหนักมาก ส่วนเจตน์ที่นั่งเล่นเกมอยู่ข้างๆ ถึงกับรีบยกมือขึ้นปิดปากเพื่อไม่ให้เสียงหัวเราะของตัวเองหลุดรอดออกมา 

               “จริง ฉันว่าหวานน่าจะเป็นครูที่ดีได้” 

               ขิมออกความเห็นด้วยสีหน้าจริงจัง เธอวางโน้ตบุ๊คลงตรงหน้าชาหวานที่เผลอหัวเราะออกมาเบาๆ เมื่อเห็นรายชื่อวิชาที่เพื่อนเลือกให้ 

               “ดีใจที่เห็นความสามารถนะ แต่คนอย่างฉันเป็นเพื่อนที่ดียังยากเลย เป็นครูไม่ได้หรอก...” 

               เจ้าของตำแหน่งครูดีในอนาคตรีบยกมือขึ้นโบกไปมารัวๆ อย่างไม่เห็นด้วย 

               “แค่สอนเลขให้น้องรหัสยัยหวานยังไปไม่เป็นเลย สอนเด็กทั้งห้องไม่ได้หรอก มันท้าทายเกินไป” 

               เมื่อเห็นว่าขิมยังมั่นใจเต็มร้อยว่าเพื่อนตัวเองจะเป็นครูที่ดีได้ ฉันจึงรีบออกตัวช่วยชาหวานด้วยอีกแรง ข้อสอบก็ใช่ว่าจะง่าย เดี๋ยวยัยคนนี้ก็ได้กัดลิ้นตายในห้องสอบหรอก! 

               “ไม่เห็นเป็นไรเลย ไหนบอกว่าจะลงให้หมดไง หวานลองไปสอบเล่นแก้เบื่อก็ได้ ไม่ต้องจริงจังให้มากหรอก” 

               น้ำเสียงสบายๆ ของผู้ชายเพียงคนเดียวในกลุ่มทำให้คนที่ฉันกำลังกอดคออยู่ตัดสินใจได้ เธอถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งก่อนจะก้มหน้าลงเพื่อกดปุ่มยืนยันบนคีย์บอร์ด 

               “...โอเค ลงก็ลง” 

               แล้วการลงสมัครสอบวัดความถนัดทั่วไปและวิชาเฉพาะของชาหวานก็จบลงแค่นั้น แปลกดีที่เพื่อนสาวหน้าตาสวยโดดเด่นคนนี้มักจะชอบใจอ่อนให้เจตน์ที่เป็นเพื่อนสนิทอยู่เรื่อยไป ครั้งนี้ก็เช่นกัน คงด้วยภาพลักษณ์ที่ดูเป็นผู้ใหญ่เกินวัยแถมยังสอบเข้าโรงเรียนนี้มาด้วยโควตานักกีฬายิงปืนอันดับหนึ่ง คุณสมบัติแค่นี้ก็ทำให้เหล่าสาวๆ หนุ่มๆ ต่างพากันกรี๊ดกร๊าดชื่นชมในความสามารถและหน้าตาของเจตน์กันทั้งนั้น 

               ฐานะดีแถมยังมีความสามารถ เป็นใครก็ชอบทั้งนั้นแหละ ขนาดฉันที่เคยเฝ้ามองเจตน์ในฐานะคนแปลกหน้ายังรู้สึกชื่นชมเขาจากใจจริง ไม่เคยคิดว่าจะได้มาเป็นเพื่อนกับคนแบบนั้นด้วยซ้ำ เหมือนฝันไปเลย 

               แถมเจตน์ยังเป็นคนที่เสียงเพราะมาก เขาเคยรับงานเป็นเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์และดีเจที่คอยเปิดเพลงตามคำเรียกร้องของทุกคนช่วงเย็นวันศุกร์ เสียงนุ่มๆ ทุ้มๆ ที่ดูใจดีเหมือนหน้าตาทำให้เจ้าตัวกลายเป็นคนที่มีเสน่ห์มากยิ่งขึ้นไปอีก 

               หน้าตาก็ดี เรียนก็เก่ง แถมยังมีพรสวรรค์ด้านกีฬา ชาติก่อนทำบุญด้วยอะไรนะ อยากรู้จัง... 

               พวกเราเคยโดนผู้หญิงจากต่างห้องและต่างระดับชั้นพากันมาเลียบๆ เคียงๆ ถามว่าเจตน์โสดหรือเปล่า ตอนนี้คบกับใครอยู่มั้ย ชอบผู้หญิงแบบไหน สนใจใครเป็นพิเศษหรือเปล่า? ซึ่งเราสามคนก็ได้แต่ทำหน้างงแล้วส่ายหัวให้แทนคำตอบอยู่เรื่อยไป ก็คนมันไม่รู้จริงๆ นี่นา ขนาดชาหวานที่สนิทกับเจตน์มากกว่าฉันและขิมก็ยังไม่รู้เลยว่าตอนนี้เขามีคนที่ชอบอยู่หรือเปล่า 

               เจตน์ชอบคนแบบไหนนะ? ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกัน เคยลองถามไปครั้งหนึ่งแต่กลับโดนเจ้าตัวตั้งคำถามกลับมาแทนซะงั้น 

  

               ‘นี่หอมไม่รู้จริงๆ เหรอ?” 

           เขาถามฉันด้วยสีหน้าที่ปิดบังความรู้สึกที่อยากจะหัวเราะออกมาดังๆ ได้ไม่มิด เห็นแบบนั้นแล้วฉันเองก็เผลอทำแก้มป่องใส่คนตรงหน้าไปอย่างลืมตัว 

           ‘จะไปรู้ได้ยังไงล่ะ!’ 

           ‘ดีแล้ว อย่ารู้เลย ไม่รู้เหมือนเดิมน่ะดีแล้ว’ 

           คนหน้าตาดียกมือขึ้นเสยผมหน้าม้าชื้นเหงื่อของตัวเอง ดูดีชะมัด ทั้งองศา ทั้งมุมกล้องและฉากหลัง คนบ้าอะไรดูดีขนาดนี้ 

           ‘โอ๊ย...’ 

           ‘หือ เป็นอะไร ฝุ่นเข้าตาเหรอ?’ คนตรงหน้าเบิกตากว้าง เขาย่อตัวลงมาเล็กน้อยเพื่อสังเกตสีหน้าฉันในระยะประชิด ‘บอกแล้วว่าไม่ต้องลงมาในสนาม แถวนี้ฝุ่นมันเยอะ’ 

           ‘หล่อ...’ 

           ‘ฮะ?’ 

           ‘หล่อจนแสบตาเลย เพื่อนใครวะเนี่ย’ 

           ฉันยกมือที่ปิดหน้าปิดตาทั้งสองข้าวออกก่อนจะส่งยิ้มทะเล้นให้เจตน์ที่เบิกตากว้างทันทีที่ฟังจบ เขาชะงักค้างอยู่ในท่าคนเด๋อด๋าก่อนจะหลุดเสียงหัวเราะน่าฟังออกมา มือหนาชื้นเหงื่อที่ตั้งใจว่าจะยกขึ้นมาจับหน้าฉันถูกลดระดับลงไปที่ไหล่ทั้งสองข้างของฉันแทน 

           ‘โห นานๆ ทีโดนหอมชมก็เขินเหมือนกันนะเนี่ย...’ รอยยิ้มที่จริงใจและคำพูดของคนหน้าตาดีทำให้ฉันหัวเราะออกมาเหมือนกัน ‘ถึงแกล้งชมก็ไม่บอกหรอกนะว่าชอบใครอยู่’ 

           ‘แค่นี้ก็บอกไม่ได้ ความลับเยอะจริงนะ’ 

           เมื่อเห็นว่าแผนแกล้งชมให้เขินแล้วเผยความลับออกมาดันล่มไม่เป็นท่าตั้งแต่ยังไม่เริ่ม ฉันเลยได้แต่แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แล้วแกล้งทำเป็นน้อยอกน้อยใจเขาแบบไม่จริงจังนัก 

           ‘ใครว่าไม่อยากบอก อยากบอกสิ อยากโดนแซวจะตายอยู่แล้ว’ 

           เจตน์หลับตาลงพลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ส่วนฉันที่ฟังคำพูดนั้นแล้วตีความออกมาได้คร่าวๆ ว่าเพื่อนสนิทของตัวเองมีคนที่แอบชอบอยู่จริงๆ ก็หูผึ่งขึ้นมาทันที 

           ‘เอ้า! แล้วจะลีลาทำไม รีบๆ บอกชื่อมาเร็ว!’ 

           ดวงตาทั้งสองข้างของฉันเบิกกว้างขึ้นมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น โชคดีชะมัด! ไม่คิดเลยว่าการที่ต้องกลับบ้านเย็นเพื่อรอแก้ข้อสอบวิชาฟิสิกส์จะทำให้ฉันได้มีโอกาสฟังชื่อคนที่เจตน์แอบชอบ แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้ว 

           จะเป็นใครกันนะ อยากรู้จัง! 

           ‘ถ้าบอกได้ก็บอกไปนานแล้ว...’ 

           รอยยิ้มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวาของเขากลายเป็นรอยยิ้มเศร้าๆ ที่มองแล้วก็เผลอหุบยิ้มตามโดยอัตโนมัติ ฉันมองหน้าเพื่อนตัวเองด้วยความไม่เข้าใจ 

           หมายความว่าบอกไม่ได้เหรอ ทำไมถึงเป็นความลับขนาดนั้นล่ะ? 

           ‘ช่างเถอะ ไม่เป็นไร พร้อมเมื่อไหร่ค่อยบอกละกัน’ เมื่อเห็นว่าเพื่อนไม่เต็มใจเล่า ฉันเองก็ไม่อยากเซ้าซี้ บรรยากาศที่เริ่มอึดอัดทำให้ฉันพยายามมองหาสิ่งรอบตัวมาเปิดหัวข้อชวนคุยเรื่องใหม่ ‘โห ผ้าขนหนูสีหวานมาก ช่วงนี้กำลังอินเลิฟเหรอจ๊ะ?’ 

           ‘อื้ม สีมันดูชมพูหวานๆ ดี ชอบ’ 

           ‘เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าเจตน์ชอบสีชมพู’ ฉันมองผ้าขนหนูสีชมพูของเพื่อนรักแล้วก็เผลอยิ้มออกมาอีกรอบ เป็นลายหัวใจน่ารักเชียว ตรงมุมมีผ้ารูปกาน้ำชาใบเล็กๆ ถูกติดเอาไว้ด้วย ‘น่ารักอะ ใช่ร้านที่เคยส่งโลเคชั่นมาว่ารับปักลายทุกชนิดร้านนั้นหรือเปล่า?’ 

           ‘ร้านนั้นแหละ งานดีนะ ว่างๆ ลองไปทำบ้างสิ’ 

           ‘ถ้าว่างนะ’ ฉันไหวไหล่เล็กน้อยพลางตอบคำถามออกไปแบบแบ่งรับแบ่งสู้ ฉันไม่ใช่คนชอบพกผ้าเช็ดหน้าหรือชอบปักลายผ้าเช็ดตัวซะด้วยสิ ซื้อมาแบบไหนก็ใช้แบบนั้นแหละ ไม่ต้องไปปักเพิ่มให้เปลืองเงินเล่นหรอก ‘คิดยังไงถึงไปปักมาเนี่ย ตอนแรกนึกว่าเป็นของที่พวกสาวๆ ให้มาซะอีก’ 

           ‘ไม่มีอะไรหรอก ช่วงนี้แค่ชอบอะไรหวานๆ น่ะ...’ 

           เจตน์พูดแค่นั้น เขาลูบไล้ตัวผ้าปักรูปกาน้ำชาใบนั้นเบาๆ ก่อนจะส่งยิ้มบางๆ ออกมา ฉันที่ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกไปดีก็เลยทำได้แค่ส่งยิ้มให้ ก่อนตัดสินใจอยู่รอเจตน์วิ่งรอบสนามจนเสร็จแล้วติดรถกลับบ้านไปด้วยกัน 

  

               สรุปแล้ววันนั้นฉันก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าคนอย่างคุณชายเจตน์แอบชอบใครอยู่กันแน่... 

               “เฮ้อ...” 

               “เป็นอะไรหรือเปล่า?” 

               รู้ตัวอีกทีก็โดนเจตน์เดินเข้ามาเอียงคอมองใกล้ๆ แถมยังขมวดคิ้วใส่ด้วย นี่ฉันเผลอจ้องหน้าเขานานแค่ไหนเนี่ย คิดแล้วก็รู้สึกผิดจนต้องเลิกกอดคอชาหวานแล้วยกมือขึ้นมาหนวดหว่างคิ้วตัวเองเบาๆ 

               “โทษที คิดอะไรเพลินไปหน่อย...” 

               “คิดพอหรือยัง ถ้าพอก็รีบมาเลือกวิชาสอบได้แล้ว!” 

               “โอเคค่า...” 

               ยัยขิมนี่ก็นะ...ฉันเหล่มองยัยเพื่อนจอมจู้จี้ที่ชอบทำตัวเหมือนแม่ก่อนทำแก้มป่องด้วยความรำคาญใจ แต่สุดท้ายก็หันกลับไปยิ้มหวานให้แล้วยอมนั่งเลือกวิชาที่จะสอบอย่างว่าง่าย ถึงขิมจะชอบทำตัวน่ารำคาญไปบ้าง แต่ฉันก็ไม่ได้โกรธหรือเกลียดอะไรเธอเป็นพิเศษหรอก เชื่อฉันสิ ความจริงแล้วยัยขิมเป็นคนน่ารักนะ 

               แล้วช่วงเวลาสมัครสอบของเราก็จบลงด้วยการหอบใบชำระเงินไปจ่ายค่าสอบด้วยกัน 

                

               หลายเดือนผ่านไป ชีวิตเด็กม.หกเทอมสองก็ค่อยๆ สั้นลงเข้าไปทุกที ส่วนชีวิตใหม่ในมหาวิทยาลัยก็ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาใกล้ตัวมากขึ้น เริ่มจากการสมัครสอบและกำหนดการต่างๆ ที่ถูกปล่อยออกมา ช่วงนี้เองก็มีเพื่อนๆ ในห้องติดมหา’ลัยรอบแฟ้มสะสมผลงานกันแล้ว ฉันเองก็ปรบมือแสดงความยินดีทุกครั้งเวลาที่ได้ยินว่าคนนั้นคนนี้ได้คณะและที่เรียนในฝันเรียบร้อยแล้ว 

               ดีจังนะ... 

               ‘ระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัยในสมัยนี้มันยุ่งยาก’ นั่นคือคำที่ครอบครัวและญาติพี่น้องของฉันพูดออกมาในวันรวมญาติ มันก็ยุ่งยากจริงๆ นั่นแหละ มีสอบรอบนั้นรอบนี้เยอะแยะไปหมด ต้องเอาคะแนนไปยื่น ต้องเอาคะแนนมารวม ต้องเอาอันนั้นมาหาร แบ่งเปอร์เซ็นต์อะไรก็ไม่รู้ดูวุ่นวายไปหมด 

               นั่นสินะ เด็กม.หกต้องสอบเยอะขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน... 

               รู้ตัวอีกทีวันสอบก็ใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว หลายพื้นที่เริ่มจัดโครงการติวฟรีโดยเหล่าสถาบันกวดวิชาชั้นนำ และผู้ทรงความรู้ด้านการศึกษาที่เด็กม.หกหลายๆ รุ่นต่างพากันเทดทูนบูชาว่าเป็นหนึ่งในผู้ให้คำปรึกษาที่ดีที่สุด 

               โรงเรียนของฉันเองก็เริ่มมีบรรยากาศแบบนั้นแล้วเช่นกัน 

               “ทางนี้ๆ มานั่งนี่เร็ว!” 

               ในระหว่างที่กำลังยืนเอ๋อคอยยืดคอมองหาคนคุ้นหน้าในหอประชุมใหญ่ ในที่สุดทั้งฉันและขิมก็หาเพื่อนในกลุ่มตัวเองเจอ ชาหวานกำลังโบกมือหย็อยๆ เรียกพวกเราให้รีบเดินเข้าไปหา ส่วนเจตน์เองก็ใช้ความได้เปรียบจากส่วนสูงลุกขึ้นยืนกวักมือเรียกพวกเราจากที่ไกลๆ 

               ค่อยยังชั่ว หาเพื่อนเจอสักที ฉันยิ้มกว้างอย่างโล่งอกก่อนจะรีบจูงมือขิมที่แอบจิ๊ปากเล็กน้อยเวลาที่โดนใครก็ไม่รู้เดินกระแทกไหล่ใส่ 

               “เฮ้อ...กว่าจะเข้ามาได้ ทำไมวุ่นวายจัง” 

               เมื่อหย่อนก้นนั่งลงบนเก้าอี้แล้วฉันก็วางถุงผลไม้ต่างๆ ที่มีทั้งสับปะรด แคนตาลูป ชมพู่ และสตรอว์เบอร์รี่ที่เจตน์และชาหวานฝากซื้อลงบนโต๊ะ วันนี้ทางโรงเรียนเชิญคนนอกมาติวสอบอีกแล้ว หมู่นี้ตารางติวแน่นกว่าตารางเรียนอีก 

               “นี่โรงเรียนเราตกต่ำถึงขั้นต้องจ้างติวเตอร์มาช่วยติวแล้วเหรอเนี่ย?” 

               ขิมที่เพิ่งทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ได้ไม่นานนักเหยียดยิ้มทันทีเมื่อเห็นตัวอักษรบนโปรเจคเตอร์กลางหอประชุม เธอยกขาขึ้นไขว่ห้างก่อนจิ้มแคนตาลูปฉ่ำน้ำเข้าปาก 

               “ก็นะ ติวเพื่อสอบครั้งสำคัญนี่ ต้องวัดระดับความรู้เด็กเพื่อไปจัดอันดับโรงเรียนด้วย” 

               ไม่รู้เพราะอะไรเหมือนกัน แต่คำพูดของฉันกลับทำให้ขิมหัวเราะ เธอจิ้มแคนตาลูปมาป้อนฉันที่ยิ้มกว้างอ้าปากรับด้วยความเต็มใจ ก่อนจะเริ่มออกความคิดเห็น 

               “ขี้โกงชัดๆ แบบนี้ก็ไม่ได้วัดความรู้เด็กที่ถูกสอนโดยอาจารย์ในโรงเรียนสิ” พูดแล้วขิมก็แกว่งไม้จิ้มผลไม้ในมือราวกับว่ามันเป็นไม้กายสิทธิ์ในการ์ตูนเวทมนตร์ยังไงยังงั้น “วัดอะไรไม่ได้หรอก ถ้าถึงกับต้องจ้างคนนอกมาช่วยติวก็แสดงว่าบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนตัวเองมีปัญหาแล้ว” 

               “อาจจะไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้นก็ได้ อาจารย์โรงเรียนเราก็เก่งอยู่นะ อาจจะจ้างติวเตอร์มาบอกเทคนิคกับเรื่องที่ออกสอบบ่อยเฉยๆ พวกนี้เขาเชี่ยวชาญกว่าอาจารย์ในโรงเรียนอยู่แล้ว” ฉันพยายามแก้ต่าง 

               “หรือไม่ก็เลวร้ายกว่านั้น” ขิมดูไม่เห็นด้วย “โรงเรียนเราใช้หนังสือที่กระทรวงกำหนดมาให้ แต่ข้อสอบที่ทำมาเพื่อวัดระดับกลับมีเนื้อหายากกว่าในหนังสือซะงั้น” 

               “ก็จริง...” 

               “ระบบในโรงเรียนเป็นระบบที่ผู้เรียนไม่สามารถเลือกผู้สอนได้ เราจะได้อาจารย์แบบไหนมาก็ไม่รู้ เจอคนสอนดีก็โชคดีไป แต่ถ้าเจอพวกสอนไม่ดีเข้าก็โคตรซวยเลย” 

               “อย่าพูดแบบนั้นสิ อาจารย์ทุกคนก็สอนดีหมดนั่นแหละ บางคนอาจจะเข้มงวดไปหน่อยก็แค่นั้นเอง” 

               “คิดงั้นเหรอ?” ขิมหรี่ตามองไปทางเพื่อนชายเพียงคนเดียวในกลุ่มที่กำลังจิ้มชมพู่เข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย “เจตน์ เวลาแกเลือกจ้างโค้ชสักคนมาสอนยิงปืน แกเลือกจากอะไร” 

               “...ผลงานกับชื่อเสียงล่ะมั้ง? พวกโค้ชที่เขามีลูกศิษย์ได้รางวัลเยอะๆ กับเคยพาเด็กไปแข่งทีมชาติน่ะ” 

               “เหรอ ทำไมไม่เลือกโค้ชธรรมดาๆ ที่ไม่มีผลงานกับชื่อเสียงล่ะ” 

               “ก็มันไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าโค้ชคนนั้นจะทำให้เด็กเก่งขึ้นนี่” 

               “แต่โค้ชพวกนั้นก็สอนนายให้ยิงปืนได้นะ ยังไงก็ได้ชื่อว่าเป็นโค้ชเหมือนกัน บางคนค่าสอนถูกกว่าด้วย ทำไมไม่ลองเลือกดูล่ะ” 

               “ก็บอกแล้วไงว่าไม่มีอะไรมารับประกัน” 

               คราวนี้เจตน์เริ่มเป็นฝ่ายขมวดคิ้วบ้างเมื่อเห็นว่าขิมยังเอาแต่เสนอความคิดที่เขาไม่เห็นด้วยออกมา 

               “ใครจะไปรู้ อาจจะสอนดีกว่าก็ได้นะ” 

               “ถ้าไม่มีผลงานก็ไม่รู้หรอก มันเสี่ยงเกินไป” 

               “ถ้าสมมติว่านายต้องเรียนกับโค้ชที่คนอื่นเลือกให้แล้วเขาสอนห่วยมาก ไม่มีเทคนิค ไม่มีความสนุก ยิ่งเรียนก็ยิ่งเบื่อ แต่ก็ต้องเรียนเพื่อซ้อมไปแข่ง นายจะทำยังไง?” 

               “คงต้องกลับมาซ้อมเองไม่ก็หาคนเก่งๆ มาสอนเพิ่ม...โอ๊ะ” 

               พอพูดถึงตรงนี้ปุ๊บ เจตน์ก็ทำตาโตทันที 

               “นั่นไง ทีนายยังเลือกโค้ชเลย เด็กก็ต้องเลือกอาจารย์เหมือนกันนั่นแหละ” ขิมยกมือขึ้นกอดอก “พวกติวเตอร์กับอาจารย์พิเศษคือทางเลือกของเด็กที่ไม่สามารถเลือกเรียนกับอาจารย์ที่ตรงกับความต้องการของตัวเองได้ ธุรกิจนี้ก็เลยทำเงินกับเด็กวัยเรียนได้มหาศาลไง” 

               “จริงด้วย สมัยนี้ไม่ได้มีแค่ติวเด็กให้เข้ามหา’ลัยแล้ว มีพวกติวสอบเข้าอนุบาล ม.หนึ่ง ม.สี่ แล้วก็มีติวสอบเป็นข้าราชการด้วย...” 

               พูดจบแล้วก็อ้าปากรับชมพู่ชิ้นพอดีคำที่เจตน์ยื่นมือมาป้อนให้ถึงที่ วงการติวช่างน่ากลัว... 

               “พอมาตรฐานในการรับเด็กสูงขึ้น หลักสูตรขั้นพื้นฐานก็ไม่มีประโยชน์อีกต่อไป ถ้ามีเงินก็ต้องดั้นด้นไปเรียนพิเศษกับติวเตอร์ดีๆ แพงๆ แต่ถ้าไม่มีเงินก็ต้องพยายามให้หนักกว่าคนอื่น...” 

               “โอ๊ยย! พวกแกคุยเรื่องเครียดกันเกินไปแล้ว!” ยังพูดไม่ทันจบประโยคดี ชาหวานก็แว้ดเข้ามากลางวง เธอมองหน้าขิมที่กำลังขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความเอือมระอา ก็นะ ยัยขิมเป็นคนแบบนี้อยู่แล้ว เธอจริงจังกับทุกเรื่องนั่นแหละ “ใครจะติวก็ติวไปเถอะ ไม่เห็นเป็นไรเลย บางคนอาจจะอยากหาความรู้เพิ่มเติมจากในห้องเรียนก็ได้ ยังไงก็วินวินกันทั้งสองฝ่ายนี่ ติวเตอร์ก็ได้เงิน ได้ชื่อเสียง ได้ทักษะในการสอนเด็ก ส่วนพวกเด็กๆ ก็ได้ความรู้กับเทคนิคไปสอบ” 

               “แต่...” 

               เจ้าของประเด็นร้อนทำท่าจะอ้าปากเพื่อโต้แย้ง แต่ดูเหมือนชาหวานจะไม่อยากให้เธอทำแบบนั้น 

               “ไม่รู้ล่ะ เลิกคุยแล้วตั้งใจติวได้แล้ว!” 

  

               แล้ววันอันแสนวุ่นวายก็จบลงไป เพราะวันนี้มีติวตั้งแต่เช้ายันเย็น เด็กม.หกทุกคนที่เดินออกจากหอประชุมจึงมีสภาพเหนื่อยล้า บางคนเดินโซซัดโซเซและมีอาการมึนเบลอเล็กน้อย อาการเหล่านี้เป็นผลมาจากข้อมูลมหาศาลที่เพิ่งถูกยัดเข้ามาในหัวตั้งแต่เช้า ฉันเองก็รู้สึกปวดเมื่อยเนื้อตัวไปหมด นั่งติวไปนานๆ ก็เมื่อยเหมือนกันนะ 

               พวกเราสี่คนพยายามยืดเส้นยืดสายเพื่อคลายความปวดเมื่อย แต่ข้อความที่เด้งมาในกลุ่มแนะแนวก็ทำให้ทั้งกลุ่มพากันถอนหายใจออกมาเสียงดัง 

               พรุ่งนี้ก็มีติวอีกแล้ว... 

               “ติวแค่ครึ่งวันเอง” พูดจบแล้วขิมก็ยื่นหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่เปิดแชทกลุ่มไว้มาตรงหน้าฉัน คิดไปเองหรือเปล่านะว่ายัยคนนี้ดูเสียดายที่โรงเรียนจัดตารางติวให้แค่ครึ่งวัน พอได้แล้วน่า เราติวจัดเต็มกันมาทั้งอาทิตย์แล้วนะ! “พรุ่งนี้ติววิชาสังคม เริ่มติวตอนบ่ายหนึ่ง ห้ามโดดเรียนเด็ดขาด เข้าใจมั้ย?” 

               “รู้แล้วน่า...” 

               ถึงจะไม่อยากมาติวมากแค่ไหน แต่อีกใจหนึ่งฉันก็ไม่อยากทิ้งให้ขิมต้องอยู่คนเดียว ถ้าฉันหยุดเมื่อไหร่เจตน์กับชาหวานก็จะขอหยุดตามด้วยทุกที ฉันเองก็เป็นคนติดเพื่อนพอสมควร ถ้ามีใครสักคนหยุดฉันเองก็อยากหยุดตามเหมือนกัน 

               “รู้แล้วก็ดี” 

               ขิมขยับมุมปากเป็นรอยยิ้มทันทีเมื่อได้ยินคำตอบ แต่ดูเหมือนอีกสองคนที่เหลือจะไม่คิดแบบนั้น 

               “โธ่ เราติวมาทั้งอาทิตย์แล้วนะ พักหน่อยเถอะ” 

               ถึงชาหวานจะโอดครวญหรือร้องไห้งอแงเสียงดังแค่ไหน ยัยขิมคนตั้งใจเรียนก็ไม่ใจอ่อนง่ายๆ อยู่ดี ฉันก็เลยต้องกลับบ้านมาซักผ้า จัดกระเป๋าคาบเช้าและเตรียมสมุดจดไปติวในช่วงบ่าย เรียนมากไปก็เหนื่อยเหมือนกันนะเนี่ย 

               กะว่าพออาบน้ำเสร็จแล้วจะนอนพักสักสิบนาทีให้หายเหนื่อยก่อนค่อยลุกขึ้นมาอ่านหนังสือทบทวนบทเรียนต่อ แต่ดันเผลอหลับยาวโดยไม่รู้ตัวซะงั้น รู้สึกตัวตื่นมาอีกทีก็เป็นเวลาตีห้าครึ่งแล้ว 

               ไม่นะ! สายแล้ว ต้องรีบอาบน้ำ...เอ๊ะ เดี๋ยว ยังไม่ได้รีดชุดนักเรียนเลยนี่นา! 

               เวลาฝันหวานบนเตียงได้จบลงแล้ว! ฉันรีบวิ่งกระหืดกระหอบลงมาเปิดไฟทั่วบ้านแล้วยกโต๊ะรีดผ้าที่วางอยู่แถวนั้นมาตั้งอย่างรวดเร็ว 

               “หอม! รีดตัวนี้ให้พี่หน่อย แป๊บเดียวๆ ขอแซงคิวหน่อย!” 

               เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังเป็นจังหวะใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พร้อมกับเสียงเข้มที่แผดเสียงร้องดังลั่นจนปลุกคนทั้งบ้านให้ตื่นขึ้นมาเปิดประตูดูว่าเกิดอะไรขึ้นได้ 

               ไอ้พี่บ้านี่ อยู่เงียบๆ ไม่เป็นหรือไง... 

               “อะไรเนี่ย ไปไกลๆ เลย!” 

               ฉันสะบัดเสื้อนักศึกษาสีขาวในสภาพยับยู่ยี่ตัวหนึ่งออกไปจากมือทันทีที่ได้รับมาจาก ‘พี่เซนท์’ พี่ชายเพียงคนเดียวของฉัน 

               “วันนี้พี่ต้องออกแต่เช้า รีดให้หน่อยๆ” 

               “คิดว่าต้องออกแต่เช้าคนเดียวหรือไง! พี่มีเรียนเช้าแค่ไม่กี่วันเอง ให้หนูรีดเสื้อตัวเองก่อนสิ” 

               พี่ชายตัวดียังคงยืนกระทืบเท้ารัวๆ อยู่หน้าโต๊ะรีดผ้า เจ้าตัววิ่งวนไปมาพร้อมพึมพำคำว่า ‘สายแล้วๆ’ ด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูปัญญาอ่อนแบบสุดๆ ฉันทำหน้าบึ้งมองพี่แท้ๆ ของตัวเองด้วยสีหน้ารำคาญใจ ก่อนจะยอมลัดคิวหยิบเสื้อนักศึกษาของพี่เซนท์มารีดให้อย่างไม่มีทางเลือก 

               “...โห ทำไมถึงมีน้องสาวน่ารักขนาดนี้วะเนี่ย น้ำตาจะไหล รักที่สุดเลยย!” 

               “รักเหมือนกัน...อ๊ะ! อย่ามากอดนะ เดี๋ยวโดนเตารีด!” 

               คนที่โตแล้วแต่ก็ยังทำตัวเป็นเด็ก กินข้าวไม่ยอมล้างจาน ตากผ้าแต่ไม่ยอมเก็บมารีด แถมซักผ้าแล้วยังลืมตาก ปล่อยให้เน่าอยู่ในเครื่องตั้งแต่เช้ายันเย็นคนนี้คือพี่ชายของฉันเอง ชื่อจริงชื่อ ‘สุคนธ์’ แปลว่ากลิ่นหอมหรือเครื่องหอมเหมือนกับชื่อเล่นฝรั่งเก๋ๆ ของพี่ที่แปลว่ากลิ่นหอม (Scent) เหมือนกัน 

               ถึงจะดูเป็นคนไร้ความรับผิดชอบในเรื่องงานบ้าน แต่พี่เซนท์น่ะเรียนเก่งมาก เขาหัวดีเรื่องเลขและภาษามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ตอนเด็กๆ พี่มักจะเป็นคนช่วยทำการบ้านวิชาคณิตศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ให้ฉันเสมอ แต่อย่าไปขอให้สอนเชียว ฉันเคยให้ชานมไข่มุกหนึ่งแก้วเป็นค่าจ้างติวสอบกลางภาควิชาฟิสิกส์ ปรากฏว่าพี่ชายฉันพูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง สอนใครไม่เป็นเลย เป็นคนประเภทเรียนเองอ่านเองรู้เองแค่คนเดียวแต่สอนคนอื่นไม่ได้น่ะ 

               เห็นเป็นคนบ้าๆ ไร้ประโยชน์แบบนี้ แต่พี่ฉันเรียนเอกฟิสิกส์ในมหาวิทยาลัยรัฐบาลชื่อดังนะ ฉันนับถือพี่มากๆ ที่สามารถเอาชนะความกดดันและทำข้อสอบได้ทันเวลา แถมคะแนนยังสูงลิ่วจนแทบจะเรียกได้ว่าแค่เห็นก็ยินดีรับเข้าไปเรียนแล้ว ไม่เสียแรงที่คอยส่งข้าวส่งน้ำรีดผ้ารีดผ่อนให้ตลอด เวลาที่เผลอหลับคาหนังสือฉันก็เป็นฝ่ายอาสาบุกรุกเข้าไปถึงห้องนอนรกๆ เพื่อปิดไฟและห่มผ้าให้เขาด้วย 

               เป็นน้องสาวที่ดีใช่มั้ยล่ะ! 

               อุตส่าห์ตั้งใจว่าจะช่วยอำนวยความสะดวกให้จนถึงตอนเข้ามหาวิทยาลัยแท้ๆ แต่พี่เซนท์กลับเลือกที่จะไม่อยู่หอ ไม่หารค่ากินค่าอยู่กับใครทั้งนั้น ทั้งๆ ที่มีเพื่อนฝูงมากมายคอยเกลี้ยกล่อมและขอร้องให้มาอยู่ด้วยกันจนแทบจะกราบเท้า แต่พี่เซนท์ก็เอาแต่ปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่าชอบอยู่บ้านมากกว่า ฉันเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเขาถึงได้เลือกแบบนี้ 

               ปกติพี่ชายฉันเป็นคนติดเพื่อนมากพอๆ กับฉันเลยนะ ไปไหนไปกันตลอด วันหยุดแทบไม่เคยอยู่บ้านสักครั้ง ฉันเคยสะกดรอยตามพี่เพื่อไปแอบถ่ายรูปมาให้แม่ด่าเล่น คิดว่าเขาต้องไปสิงสถิตที่ร้านเกมไม่ก็โรงหนังแถวนี้แน่ๆ แต่ผิดคาด... 

               พี่ชายฉันตื่นเช้ามาแต่งตัวหล่อเพื่อแบกเป้ไปนั่งติวหนังสือกับเพื่อนที่ร้านกาแฟต่างหาก! 

               ฉันประทับใจมาก วันนั้นก็เลยตัดสินใจเดินเข้าไปกลางวงเพื่อลูบหัวพี่แล้วซื้อชานมไข่มุกให้หนึ่งแก้วเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้พี่ชายตั้งใจอ่านหนังสือต่อไป เพราะงั้นฉันถึงได้ดีใจมากตอนเห็นพี่มีชื่อติดในมหาวิทยาลัยที่อยากเข้ามาตลอด วันนั้นเราสองคนจับมือกันแล้วเต้นลีลาศไปทั่วบ้านเลย 

               คิดว่าในที่สุดชีวิตเบ๊จำเป็นตลอดหกปีที่ผ่านมาต้องจบลงแล้วแท้ๆ จากนี้พี่จะไปอยู่หอ ไปใช้ชีวิตแบบที่ต้องซักผ้าหยอดเหรียญ ตากผ้าที่ระเบียง แล้วก็ใช้ห้องอาบน้ำรวม 

               แต่กลายเป็นว่าฉันได้ต่อสัญญาเบ๊ล่วงหน้าไปอีกสี่ปี เพราะพี่ชายตัวดีดันเลือกที่จะอยู่บ้านซะงั้น! 

               “เอ้อ หอม” 

               “ว่าไง?” 

               “ใกล้สอบแล้วนี่ ตั้งใจอ่านหนังสือหรือเปล่า” 

               “ตั้งใจอยู่แล้ว ไม่ตั้งใจได้ไง” ฉันทำตาโตมองคนที่มีเค้าโครงหน้าบางส่วนคล้ายตัวเองในเวอร์ชันเพศตรงข้ามที่กำลังกอดอกกระดิกเท้ารอเสื้อตัวเองอยู่ที่โซฟา “พี่นั่นแหละตั้งใจเรียนหรือเปล่า อย่าให้รู้นะว่าติดสาว จะฟ้องแม่ให้ดู” 

               “ติดสงติดสาวอะไร เวลาจะเที่ยวยังไม่มีเลยหอมเอ๊ย” เขาลากเสียงยาวด้วยความเบื่อหน่ายก่อนจะยกมือขึ้นเท้าคางแล้วกลายเป็นฝ่ายทำหน้าบึ้งแทนซะเอง พี่ชายฉันเรียนอยู่ปีสามแล้วน่ะ “คิดได้หรือยังว่าอยากเรียนคณะอะไร?” 

               “ยังไม่รู้เลย” 

               ฉันส่ายหน้ารัวๆ พร้อมกับพ่นน้ำยารีดเรียบใส่เสื้อไปด้วย 

               “อ้าว ไม่รู้ได้ไง? จะสอบแล้วนะ รอบหนึ่งผ่านไปแล้ว หอมลองยื่นรอบสองดูสิ” 

               “ยื่นไปเขาก็ไม่เอาหรอก” 

               “ลองดูก่อน อย่างน้อยถ้าติดก็จะได้ไปลองไปสัมภาษณ์ดูไง” 

               “ไม่เอาๆ!” 

               “ลองเถอะ พี่กลัวหอมสู้เพื่อนคนอื่นในรอบสามกับรอบสี่ไม่ได้นะ” 

               ได้ยินคำพูดนั้นแล้วมือที่กำลังจับเตารีดอยู่ก็ชะงักไป ดูสิ ขนาดพี่เซนท์ยังไม่คิดว่าคนแบบฉันจะไปแข่งกับใครได้เลย ฉันสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเริ่มรีดแขนเสื้อต่อ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาหลังจากนั้นเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นจนตัวเองยังตกใจ 

               “ไม่ลองก็ไม่รู้หรอก” 

               “สู้ๆ ละกัน เดี๋ยวซื้อกาแฟกับกระทิงดำมาตุนให้” พี่เซนท์ยักไหล่ขึ้นลงเหมือนไม่ใส่ใจ แต่กลับยิ้มกว้างด้วยความยินดีเมื่อเห็นประกายความตั้งใจในแววตาของฉัน “แล้วเพื่อนหอมจะเรียนคณะอะไรกันอะ คนที่ดูเป็นคุณหนูคุณชายกับคนใส่แว่นหน้าดุๆ สามคนนั้นน่ะ” 

               “อ๋อ ชาหวาน เจตน์ แล้วก็ขิมเหรอ?” นานๆ ทีพี่ชายฉันจะทำตัวอยากรู้เรื่องชาวบ้านแฮะ หายากนะเนี่ย “หวานกับเจตน์น่าจะเรียนบริหารไม่ก็นิเทศ ส่วนขิม...” 

               “ขิมนี่คนที่คนใส่แว่นใช่มั้ย ให้เดานะ...” จำได้ด้วยแฮะ ฉันพยักหน้าก่อนจะหยิบกางเกงนักศึกษาของพี่มารีดต่อในระหว่างที่กำลังรอคำตอบ “อยากเรียนหมอแน่ๆ!” 

               “แอ๊ะแอ่! เดาผิดจ้า” 

               “เฮ้ย ผิดได้ไง เกรดสวยขนาดนั้นต้องเรียนหมอสิ!” 

               ไปเอาค่านิยมเกรดสวยเท่ากับต้องเรียนหมอมาจากไหนเนี่ย... 

               “พี่เซนท์ตอนอยู่ม.หกก็เกรดสวย ได้สี่ทุกวิชา ทำไมไม่เรียนหมอล่ะ?” 

               “ไม่เอาอะ จบช้า ไม่ชอบช่วยคน” 

               ว่าแล้วเชียว ฉันหัวเราะออกมาทันทีเมื่อได้ยินคำตอบที่สมกับเป็นพี่ชายตัวเองดี 

               “เพื่อนหนูก็ไม่อยากเป็นหมอ พ่อแม่มีลูกคนเดียวเลยให้เป็นอะไรก็ได้ ไม่บังคับ” คราวนี้ฉันแกล้งพ่นน้ำยารีดผ้าเรียบแรงๆ ให้ละอองน้ำบางส่วนกระเด็นไปทางพี่เซนท์ เขาสบถออกมาเล็กน้อยก่อนยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมาบังละอองน้ำได้อย่างทันท่วงที ฉันยิ้มกว้างก่อนจะลองถามออกไปอีกครั้ง “อยากทายอีกรอบมั้ยว่าเพื่อนหนูอยากเข้าคณะอะไร?” 

               “เอาสิ อ่า...เทคนิคการแพทย์!” 

               ครั้งนี้น้ำเสียงของพี่เซนท์ฟังดูมั่นใจแบบสุดๆ 

               “ตัดคณะแพทย์ๆ วิทย์ๆ ออกไปเลย” 

               “งั้น...ครุศาสตร์!” 

               “แค่คิดก็ผิดแล้ว” 

               “แฟชั่น! การโรงแรม! ตัดโม!” 

               “ตัดโมนี่ชื่อคณะเหรอ...” ฉันแค่นหัวเราะออกมาหนึ่งที ขี้เกียจเล่นแล้ว พี่เซนท์ทายไม่ถูกหรอก คิดได้ดังนั้นก็หยิบเสื้อนักศึกษาและกางเกงที่รีดเสร็จใหม่ๆ ส่งให้เจ้าของตัวจริงที่อ้าแขนรอรับด้วยแววตาซาบซึ้ง “เฉลยนะ นิติ” 

               “...ฮะ? ไม่เห็นรู้เลยว่าขิมอยากเป็นทนาย” 

               เขาอ้าปากค้างทันที เข้าใจเลย ตอนได้ยินจากปากเจ้าตัวครั้งแรกทั้งฉันและชาหวานต่างก็อ้าปากค้างกันทั้งคู่ ยกเว้นเจตน์ไว้คนหนึ่ง รายนั้นเหมือนตัวละครลับที่รู้ทุกเรื่องแต่ไม่ยอมพูดอะไรออกมาสักคำ เอาแต่ยิ้มแล้วพูดว่า ‘นึกว่าหอมกับหวานจะรู้แล้วซะอีก’ อยู่นั่นแหละ น่าหมั่นไส้ชะมัด! 

               “เห็นว่าอยากเรียนเพื่อสอบเป็นอัยการไม่ก็ผู้พิพากษาน่ะ” 

               “ดีๆ ฝากบอกขิมด้วยว่าตั้งใจอ่านหนังสือก็แล้วกัน” 

               มีการฝากบอกด้วยแฮะ ฉันแอบเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ สนิทก็ไม่สนิทแล้วยังจะมาฝากข้อความแบบนี้ไปให้อีก แปลกแฮะ แต่อย่าไปใส่ใจเลย พี่เซนท์คงอยากแสดงความห่วงใยในฐานะรุ่นพี่คนหนึ่งนั่นแหละ 

               หลังจากที่รีดผ้าในส่วนของตัวเองเสร็จ ฉันก็เข้าไปอาบน้ำต่อจากพี่ ใช้เวลาแต่งตัวทาครีมและแต่งหน้าบางๆ อยู่สักพักก็ลงบันไดมากินข้าวพร้อมคุณพ่อคุณแม่และพี่เซนท์ แถมแมวอ้วนมาด้วยอีกหนึ่งตัว 

               “ไงหมูน้อย เมี้ยวๆ” 

               ฉันก้มตัวลงไปจกพุงแมวส้มที่กำลังพลิกตัวไปมาอยู่บนพื้นบ้าน มันร้องเหมียวออกมาหนึ่งคำเมื่อเห็นว่าฉันเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาภาษาแมวก่อน เจ้าตัวนี้ชื่อหมู เป็นแมวจรประจำหมู่บ้าน มันชอบไปบ้านนั้น โผล่บ้านนี้ มีชื่อเรียกไม่ซ้ำกัน รวมๆ แล้วน่าจะมีไม่ต่ำกว่าห้าชื่อเลยล่ะ 

               “หอม” 

               “ว่าไงคะ?” 

               เมื่อคุยกับแมวเสร็จแล้วฉันก็เลื่อนเก้าอี้ลงนั่งที่ประจำอย่างคล่องแคล่ว มีเรื่องอะไรหรือเปล่านะ วันนี้ฉันแต่งตัวนานไปเหรอ? ก็ไม่นี่ ยังไม่สายเลยด้วยซ้ำ นอนเล่นอีกสิบนาทีก็ยังไปโรงเรียนทันนะ 

               “ลูกป้าจุ๋มเขามีที่เรียนแล้วนะ” 

               “อ้อ...เหรอคะ ดีจัง” 

               เรื่องนี้อีกแล้ว...ฉันลอบถอนหายใจออกมาให้เสียงเบาที่สุด ก่อนจะแกล้งยิ้มแสดงความยินดีแล้วเริ่มจับช้อนส้อมขึ้นมาตักแกงจืดเต้าหู้เข้าปาก ในหัวพยายามปล่อยผ่านความคิดร้ายๆ ออกไปอย่างเต็มที่ 

               ลูกป้าจุ๋มเขาไม่ใช่คนผิด จะไปด่าเขาไม่ได้นะหอม คุณแม่เขาแค่ดีใจเกินไปหน่อยก็เลยเอามาเล่าให้แม่ฉันฟังก็แค่นั้นเอง เขาไม่ผิดๆ... 

               “เห็นว่าติดหลายที่ด้วย เลือกไม่ถูกเลยว่าจะเข้าที่ไหน” 

               “โห เก่งจัง” 

               ฉันแกล้งยิ้มออกไปอีกครั้ง ขอแสดงความยินดีกับลูกป้าจุ๋มคนนั้นจากใจจริงเลย แต่การแสดงออกของแม่กำลังทำให้ฉันรู้สึกกังวลจนเผลอจิกเล็บลงกับช้อนสเตนเลสในมือ ท่านปรายตามองฉันเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองพี่เซนท์ที่กำลังยกโทรศัพท์ขึ้นมาตอบแชทเพื่อนอยู่เงียบๆ 

               “ทำไมหอมถึงไม่ฉลาดเหมือนพี่มันนะ” 

               “...!” 

               “แม่!” 

               คำว่า ‘ไม่ฉลาดเหมือนพี่’ ทำให้ฉันสะดุ้งจนเกือบทำช้อนส้อมหล่นจากมือ ไม่ได้นะ ต้องจับไว้ให้แน่น อย่าปล่อยเด็ดขาด ถ้าเผลอทำอะไรบ้าๆ ลงไปตอนนี้ต้องโดนด่าแน่ๆ... 

               “ตะโกนอะไรเสียงดัง ที่แม่พูดน่ะเรื่องจริง” 

               เสียงเรียกด้วยความตกใจเมื่อกี้เป็นเสียงของพี่เซนท์ เขามองแม่ที่กำลังตักข้าวเข้าปากอย่างไม่ทุกข์ร้อนก่อนจะหันกลับมามองหน้าฉันด้วยแววตาที่ฉายความกังวลออกมาอย่างเห็นได้ชัด  

               “ผมไม่ได้ฉลาดขนาดนั้นนะ แล้วน้องก็ไม่ได้โง่ด้วย” 

               “แม่ยังไม่ได้บอกว่าหอมโง่เลยสักคำ แค่บอกว่าไม่ฉลาดเฉยๆ” น้ำเสียงนิ่งเรียบที่เต็มไปด้วยความกดดันของแม่ทำให้พี่เซนท์เริ่มห่อไหล่ลง “เรียนก็ไม่เก่ง เกรดเทอมที่แล้วก็ไม่ดี” 

               “ผมว่าเกรดน้องก็ไม่ได้แย่นะ...” 

               “แล้วมันดีพอมั้ย? ถามตัวเองดูซิว่าเกรดทุเรศๆ แบบนั้นจะเอาไปยื่นที่ไหนได้” 

               “ขอโทษค่ะ...” 

               เกรดฉันก็ไม่สวยจริงๆ นั่นแหละ คราวนี้พี่เซนท์เป็นฝ่ายยืดตัวตรงเตรียมจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ฉันกลับจับมือเขาไว้แล้วส่ายหัวเบาๆ 

               “ขอโทษแล้วเกรดมันดีขึ้นเหรอ เทอมที่แล้วก็เอาแต่พูดว่าขอโทษๆ อยู่นั่นแหละ ตั้งใจหน่อยสิ” 

               “หนูก็กำลังพยายามอยู่...” 

               “แค่พยายามมันยังไม่พอหรอก เฮ้อ...แม่ถามจริงๆ นะหอม ทำไมเรื่องแค่นี้ถึงทำไม่ได้” เสียงถอนหายใจด้วยความผิดหวังของแม่ทำให้ฉันกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ “สมัยเรียนแม่อยู่สายวิทย์ก็ได้เกรดสี่มาตลอด พี่เซนท์ยังทำได้เลย ลูกป้าจุ๋มก็ทำได้ แล้วทำไมหอมถึงทำไม่ได้?” 

               “หนูไม่ได้เก่งเหมือนพี่เซนท์กับลูกป้าจุ๋มนะคะ...” 

               “ไม่เก่งก็พยายามสิ อ่านหนังสือให้หนักขึ้น อย่ามัวแต่เที่ยวเล่นกับเพื่อน หนังสือน่ะซุ่มอ่านบ้างก็ได้” 

               “เข้าใจแล้วค่ะ” 

               “ให้ตายสิ ทำไมถึงไม่ได้ดั่งใจขนาดนี้นะ รู้งี้น่าจะมีลูกแค่คนเดียว...” 

               “...” 

               “อย่าทำให้แม่ผิดหวังนะหอม ฉลาดให้เหมือนคนอื่นซะบ้าง” 

               รู้ตัวอีกทีฉันก็พยักหน้ารับให้กับคำพูดนั้นของแม่อย่างเต็มใจ แทบไม่ได้สังเกตเลยว่าทำไมอยู่ๆ ขอบตาถึงร้อนผ่าวขึ้นมา ทุกคำที่แม่ใช้ไม่ได้มีคำหยาบคายปนอยู่ในนั้นเลย ไม่มีแม้แต่คำว่ากูมึง แต่ฉันกลับรู้สึกกดดันและรู้สึกแย่จนอยากร้องไห้ออกมา ฉันเกลียดความกดดัน ไม่ชอบบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด และไม่สบายใจกับความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่อัดแน่นอยู่เต็มอก 

               ฉันกำลังรู้สึกแย่ รู้สึกแย่เอามากๆ เลย... 

               นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่โดนคุณแม่ตักเตือนด้วยถ้อยคำแบบนี้ซะหน่อย ฉันควรจะทำใจให้ชินกับมันไปได้แล้ว แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกฟุ้งซ่านจนไม่เหลือความอยากอาหารเลย ทั้งๆ ที่รสชาติก็ไม่ได้แย่ ข้าวก็หุงออกมานุ่มกำลังดี อากาศวันนี้ก็ไม่ได้ร้อนมาก แต่คำพูดของแม่และความกดดันที่ถูกส่งมาเรื่อยๆ ผ่านสายตากลับทำให้ฉันรู้สึกอยากก้มตัวลงไปกอดเข่าแล้วนั่งคุดคู้อยู่บนพื้น 

               ถ้าทำแบบนั้นก็จะไม่มีใครเห็นว่าฉันร้องไห้ ถ้าทำแบบนั้นจะไม่มีคนเห็นว่าฉันกำลังรู้สึกแย่ 

               อุตส่าห์ตั้งใจเรียนมาตลอดแต่กลับไม่เข้าใจอะไรเลย พยายามแล้วแต่ก็ไม่เข้าหัว สูตรคณิตศาสตร์ที่ไม่เคยจำได้ ทฤษฎีที่ไม่เข้าใจว่าหมายความว่าอะไร ตัวเลขยกกำลังที่ดูซับซ้อน และปริศนาที่ถูกแทนค่าด้วย X ฉันไม่เคยเข้าใจมัน ถึงเข้าใจแล้วแต่ข้อสอบกับบทต่อไปกลับทำให้ฉันรู้สึกโง่ลงเข้าไปทุกทีๆ 

               ฉันไม่โทษของพวกนั้นหรอก แม่บอกฉันเสมอว่าคนอื่นเรียนได้ฉันก็ต้องเรียนได้ ฉันผิดเองที่ไม่สามารถทำความเข้าใจของพวกนี้ได้ เพราะเป็นคนผิดก็เลยถูกดุ เพราะทำให้แม่ผิดหวังก็เลยต้องโดนตักเตือนซะบ้าง 

               แม่ไม่ผิดหรอก เพราะฉันคือคนผิด ต้องถูกลงโทษด้วยถ้อยคำถากถางแบบนี้ก็ถูกต้องแล้ว ไม่เป็นไร ฉันทำตัวแย่เอง... 

               ฉัน... 

               “หอม หอม!” 

               “...คะ?” 

               “ไม่เป็นไรแน่นะ” 

               “เอ๊ะ อื้ม! ไม่เป็นไรๆ” 

               เผลอเหม่ออีกแล้ว เวลาโดนแม่ดุทีไรฉันมักจะชอบทบทวนความผิดของตัวเองและจมปลักอยู่กับความคิดในหัวจนลืมคนรอบตัวไปซะสนิทเลย ถ้าจำไม่ผิด พอกินข้าวและล้างจานเสร็จแล้วฉันก็ซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ของพี่เซนท์มาที่ท่ารถ ระหว่างทางก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย รู้ตัวอีกทีก็กอดเอวพี่ไว้แน่นจนลืมเลยว่ารถจอดได้สักพักแล้ว 

               “ไหวมั้ยเนี่ย ให้ไปส่งที่โรงเรียนมั้ย” 

               “ไม่เป็นไร พี่มีเรียนแต่เช้าไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวก็ไปเช็กชื่อไม่ทันหรอก” 

               “เข้าห้องเลตแป๊บเดียวไม่เป็นไรหรอก เช้านี้รถไม่ค่อยเยอะด้วย เดี๋ยวพี่พาซิ่งเอง!” 

               “ไม่เอาอะ กลัวตาย” ฉันแกล้งทำทีเป็นหวาดกลัวกับสกิลการขับรถของพี่ ถึงจะรู้อยู่เต็มอกว่าเขาแกล้งทำเป็นร่าเริงเพื่อให้ฉันรู้สึกสบายใจขึ้นจากคำพูดของแม่ แต่ฉันก็ยังปฏิเสธความหวังดีนั้น “พี่รีบไปเรียนเถอะ รอรถตู้แค่แป๊บเดียวเอง เดี๋ยวถึงโรงเรียนแล้วจะไลน์ไปหานะ” 

               “...ก็ได้ เลิกเรียนแล้วโทรมาด้วยนะ เดี๋ยวเย็นนี้ไปรับ” 

               “หือ? จะมารับเหรอ” 

               แปลกจัง พี่เซนท์เกลียดการขับรถช่วงเย็นจะตาย พี่ชายฉันไม่ชอบรถติด ปกติฉันจะกลับบ้านด้วยการติดรถไปกับพ่อเพื่อนไม่ก็โบกรถเมล์รถตู้หน้าโรงเรียนกลับบ้านเองน่ะ 

               “อื้ม ทำไม มารับไม่ได้ไง?” เขาทำหน้าบึ้งก่อนจะยกนิ้วขึ้นมาดีดหน้าผากฉันไปหนึ่งที มือหนักมาก ความเจ็บจี๊ดบริเวณหน้าผากทำให้ฉันต้องรีบยกสองมือขึ้นมาปิดไว้ เจ็บ เจ็บมาก! “เย็นนี้เดี๋ยวพาไปเที่ยวห้าง ไปคีบตุ๊กตาแก้เครียดกัน เดี๋ยวเลี้ยงข้าวด้วย อยากกินอาหารญี่ปุ่นมั้ย?” 

               “เลี้ยงเหรอ?” 

               “เลี้ยงดิ! หอมจ่ายค่าน้ำมันรถให้พี่ก็พอ” 

               “...งั้นเย็นนี้อย่าลืมมารับนะ ถึงแล้วโทรมาบอกด้วย!” 

               ฉันยิ้มกว้างก่อนจะโบกไม้โบกมือให้พี่เจตน์ที่หยิบหมวกกันน็อคมาสวม เขาโบกมือให้ฉันก่อนจะบึ่งรถออกไปสู่ถนนใหญ่ เมื่อเห็นว่าชุดนักศึกษาและป้ายทะเบียนที่คุ้นตาแล่นผ่านไปไกลแล้วก็ค่อยๆ ลดมือลง รอยยิ้มที่เคยมีค่อยๆ จางหายไป 

               คุณพ่อและคุณแม่ของฉันเป็นคนเงียบๆ เข้มงวด และมีระเบียบ อันที่จริงครอบครัวเราก็ไม่ได้มีบรรยากาศน่าอึดอัดแบบนี้ทุกวันหรอก บางวันแม่ก็ยิ้มกว้าง บางวันพ่อก็เล่นมุกตลก แต่บางครั้งหน้าที่การงานที่พบเจอในแต่ละวันก็ทำให้พวกท่านมีความเครียดสะสมน่ะ ฉันเข้าใจนะ จะเอามาลงที่ฉันบ้างก็ไม่เป็นไรหรอก 

               ไม่เป็นไรจริงๆ... 

               หลังจากหยิบหูฟังขึ้นมาสุ่มหาเพลงที่ชอบระหว่างต่อแถวรอคิวรถคันถัดไป ในที่สุดฉันก็ได้เข้ามานั่งในรถตู้ ระหว่างที่รถออกตัวก็ได้ยินเสียงคนขับพูดชื่อสถานที่ออกมา ตลาดบ้างล่ะ โรงงานบ้างล่ะ นิคมอุตสาหกรรมบ้างล่ะ ผ่านไปไม่กี่ป้ายในที่สุดก็ถึงที่หมายที่ฉันต้องลง 

               แค่เดินลงไปแล้วข้ามสะพานลอยก็ถึงโรงเรียนแล้ว นักเรียนโรงเรียนเดียวกันในรถต่างก็พากันทยอยลุกออกไปจ่ายเงินและลงจากรถไปหมดแล้ว ยกเว้นฉันที่ยังนั่งนิ่งอยู่กับที่ไม่ลุกไปไหน 

               ขอโทษนะขิม วันนี้ฉันไม่มีอารมณ์ไปเรียนจริงๆ 

               แค่หลับตาลงก็ได้ยินเสียงเพลงที่ชอบดังก้องอยู่ในหู ฉันแกล้งทำเป็นขยับตัวไปมองดูการจราจรบนท้องถนนผ่านบานหน้าต่างใบเล็กบนรถ คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยสักพักก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์ข้อความหนึ่งเข้าไปในกลุ่มว่า 

  

               ‘วันนี้ปวดหัวอะ ไปติวไม่ได้นะ ตัวร้อนมากเลย แงงง’ 

  

               จากนั้นก็ส่งสติ๊กเกอร์ร้องไห้งอแงไปอีกหนึ่งตัว แค่นี้ก็เรียบร้อย! 

               ปกติฉันชอบอยู่กับเพื่อนนะ อยากไประบายให้พวกนั้นฟังเหมือนกัน แต่ไม่รู้ทำไม วันนี้ฉันกลับอยากอยู่คนเดียว อยากลองโดดเรียนดูบ้าง อยากลองทำตัวแย่ๆ ชดเชยให้กับการทำตัวเป็นคนดีมาตลอด 

               พอคิดว่าวันนี้จะได้ลองใช้เวลาอยู่คนเดียวเงียบๆ แล้วก็เผลอยิ้มให้กับเงาสะท้อนจางๆ ของตัวเองในกระจก 

               ใครจะไปคิดว่าเช้าวันใหม่ในวันธรรมดาที่ฟ้าครึ้มนิดๆ จะกลายเป็นวันที่ฉันได้โดดเรียนเป็นครั้งแรก และการโดดเรียนในวันนี้ก็ทำให้ฉันได้พบกับใครคนหนึ่งที่กำลังจะมีบทบาทเข้ามาในชีวิต พร้อมกับสถานะที่ต้องขีดเส้นใต้และไฮไลท์สีชมพูไว้เลยว่าเป็น ‘ผู้สนับสนุน’ คนสำคัญ 

               คนที่กล้ายื่นมือเข้ามาเปลี่ยนแปลงเส้นทางชีวิตของฉันไปในทางที่ตัวฉันเองก็ยังไม่เคยคิดฝันถึงมันมาก่อน 

               การพบกันโดยบังเอิญในวันนั้นเป็นจุดพลิกผันที่ทำให้เราสองคนได้รับรู้ว่าโลกใบนี้มันก็ไม่ได้โหดร้ายอะไรขนาดนั้น... 

 

 

 

ชื่อตอนสิ้นคิดมาก โอ๊ยยยย555555

ช่วงนี้โดนกักตัวอยู่บ้านค่ะ ก็เลยอู้งานมานั่งแต่งนิยายแบบงงๆ ตอนต่อไปก็น่าจะมาแบบงงๆ เหมือนกัน ช่วงนี้อาจจะอัพแบบงงๆ ไปเรื่อยๆ ค่ะ (ฮา)

สวัสดีค่ะ Marry We Marry เองงง! ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ช่วงนี้ใครอยู่บ้านบ้างยกมือขึ้นน ปกติเราเป็นคนชอบอยู่บ้านนะ แต่อยู่นานไปจนแทบไม่ได้ออกไปไหนแล้วก็แอบเบื่อ โดยเฉพาะช่วงที่ห้างก็ปิด ไปนู่นก็ไม่ได้ ไปนี่ก็ไม่ได้เพราะเรื่องไวรัสก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ TT แงงง

สำหรับนิยายเรื่องนี้ แนว Slice of Life เหมือนเดิมนะคะ เราติดการบรรยายยาวๆ และพรรณาถึงความคิดตัวละครไปแล้ว แง หวังว่าจะไม่ยาวมาก และหวังว่าจะไม่น่าเบื่อ แต่คิดว่าคงแต่งออกมาน่าเบื่ออยู่ดี ยังไงก็ฝากติดตามเรื่องราวความน่าเบื่อนี้ด้วยนะคะ! ถ้าเจอคำผิดหรืออะไรแปลกๆ ก็ทักมาบอกได้เลยนะ ยินดีรับคำติชมค่ะ

ช่วงนี้รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ อาจจะต้องรักษาไปยาวๆ เลย ไม่รู้ว่าเจ้าโรคนี้จะหายไปตอนไหน แล้วเราจะควบคุมได้จนถึงเมื่อไหร่ หวังว่าทุกคนจะรักษาสุขภาพ อย่าลืมกินร้อน ช้อนเรา ล้างมือด้วยนะ!

อาจไม่ได้เพ้อถึงของกินแล้วเพราะไม่ค่อยออกจากบ้าน แต่เราอยากบอกว่าช่วงนี้ทำสุกี้กินเองบ่อยมากค่ะ กินในห้องแอร์ได้แถมไม่มีควันแบบไหม้ๆ มารบกวนด้วย รักน้ำจิ้มพันท้ายที่สุดเลย! หมูร้อนๆ ในห้องแอร์หนาวๆ นี่สุดยอด!

เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ได้มีนางเอกเรียนม.ปลาย ช่วงสอบเข้ามหา'ลัยกดดันสุดๆ เลยเนอะ เราในตอนนั้นก็เครียดมากเหมือนกัน ไม่รู้ทำไมป้าข้างบ้าน คนรู้จักแม่ หรือแม้กระทั่งลูกหลานของญาติพ่อต้องติดมหา'ลัยดีๆ ก่อนเราทุกที5555 พ่อกับแม่ก็ไม่เข้าใจว่าสมัยนี้การสอบเข้ามันไม่เหมือนเอนทรานซ์สมัยก่อนแล้วนะ ก็ปวดหัวดีค่ะ (ฮา)

ช่วงนี้เห็นว่าเริ่มมีประกาศคะแนนสอบของเด็กๆ กันแล้ว ยังไงก็ขอให้ประสบความสำเร็จและได้ในสิ่งที่ต้องการนะคะ เราหวังไว้แบบนั้นจริงๆ

อันที่จริงเราเรียนสายภาษามาค่ะ ใบ้ให้ว่าเป็นภาษาแถบเอเชียที่เราชอบมาก ฝันอยากเรียนมาตลอด แต่สภาพแวดล้อมและอาจารย์ในห้องเรียนกลับทำให้เราเบื่อภาษานี้และหมดแรงใจในการเรียนต่อ สุดท้ายก็ต้องถอยออกมาเงียบๆ และหมดแพซชั่นไปเสียดื้อๆ ตอนนี้มีเวลาว่างแล้ว มีอิสระมากขึ้นด้วย ยังไงก็แอบหวังว่าสักวันจะหาแรงจูงใจกลับไปเรียนภาษานั้นได้อีกครั้งเหมือนตอนที่เรายังเด็กค่ะ...

ยังไงก็...หวังว่าจะได้เจอกับทุกคนอีกในตอนหน้านะคะ อย่าลืมรักษาสุขภาพกันด้วยล่ะ!

ความคิดเห็น