ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 5 ความเงียบที่ซ่อนหยดน้ำตา

ชื่อตอน : บทที่ 5 ความเงียบที่ซ่อนหยดน้ำตา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 13.6k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 19 เม.ย. 2563 23:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 5 ความเงียบที่ซ่อนหยดน้ำตา
แบบอักษร

วันเวลาเลยผ่านไปราวๆสองอาทิตย์เห็นจะได้กับการต้องจมปลักอยู่ในขุมนรกอเวจี แต่สวรรค์ยังพอเห็นใจธาริน ที่อย่างน้อยก็ไม่ต้องนอนร่วมห้องกับซาตาน หลังจากวันนั้นเขาและเธอก็กลายเป็นเหมือนเส้นขนานแทบจะไม่ค่อยได้เจอะเจอหน้ากัน ด้วยว่าธารินพยายามเลี่ยงที่จะเจอเขา ผู้ชายที่ทำร้ายเธอตั้งแต่คืนแรกของการแต่งงาน 

ร่างบางเอนกายพิงเก้าอี้อย่างเหนื่อยล้า ก่อนจะหลับตาลงช้าๆเมื่อเริ่มรู้สึกว่าปวดหนึบๆที่ขมับ  

การันต์ทอดมองอาการธารินด้วยความสงสัย สองอาทิตย์มานี้เขารู้สึกเหมือนว่าหญิงสาวไม่ค่อยจะยิ้มเลยสักนิดผิดแปลกไปจากเมื่อก่อนราวกับคนละคน 

"เหมย"ไม่มีเสียงตอบใดๆจากเธอ"เหมย"เอ่ยเรียกอีกครั้งพร้อมๆกับแตะเบาๆที่ไหล่มน 

"คะ...คะ มีอะไรหรือคะพี่รัน?"หญิงสาวคล้ายหลุดออกจากวังวนเขาวงกตเมื่อชายข้างกายเอ่ยเรียกสติ 

"เป็นอะไรรึเปล่า ช่วงนี้ไม่ค่อยยิ้มเลย เครียดเรื่องที่บ้านหรอ มีอะไรบอกพี่ได้นะ" 

ริมฝีปากบางฉีกยิ้มอย่างขอบคุณ 

"ไม่มีหรอกค่ะ เหมยแค่เครียดเรื่องงานนิดหน่อย ไม่เกี่ยวกับที่บ้านหรอกค่ะ"เขาดูออกว่าเธอกำลังซ่อนเร้นความรู้สึกบางอย่างเอาไว้ ธารินเป็นคนที่หากมองแค่ภายนอกเธอจะกลายเป็นผู้หญิงที่เก่ง ฉลาด เข้มแข็งแต่ใครจะรู้ว่าข้างในของเธออ่อนแอและต้องอดทนมากเพียงใด  

"คิดว่าพี่ดูไม่ออกหรอ ว่ามันไม่ใช่เรื่องงาน" 

ใบหน้าหวานหันมองคนข้างๆแววตาของเธอล้นเอ่อไปด้วยความทุกข์ระทม 

"นอกจากพ่อแล้วคงจะแต่พี่รันนี้ละค่ะที่เข้าใจเหมย"ดวงตาเริ่มร้อนผ่าวแต่ก็ต้องอดกั้นมันเอาไว้ไม่ให้ไหลออกมา เธอไม่อยากอ่อนแอให้ใครเห็นโดยเฉพาะแม่ เพราะแม่ไม่ชอบให้เธอร้องไห้ แม่บอกว่ามันน่ารำคาญ...เธอจะโดนต่อว่าทุกครั้งที่ร้องไห้งอแงในตอนที่ยังเป็นเด็กนั้นเลยกลายเป็นเหตุผลที่เธอไม่ค่อยจะร้องไห้ให้ใครได้เห็นแม้กระทั้งพ่อ... 

มือหนาคว้าข้อมือเล็กให้เดินตามก่อนจะตรงไปยังห้องชงกาแฟพร้อมกดล็อคประตูเอาไว้ 

"อย่าเก็บมันไว้คนเดียวได้มั้ย ระบายมันออกมาบ้าง"จบประโยคนั้นร่างบางก็สั่นไหวตามแรงสะอื้น หยดน้ำตาที่พยายามหยุดมันในคราแรกเอ่อล้นออกมาราวเขื่อนแตก มือหนาจับหัวของเธอซบลงที่หน้าอกของเขาเพราะรู้ดีว่าหญิงสาวไม่ชอบให้คนเห็นหน้าเวลาร้องไห้ 

นานนับครึ่งชั่วโมงที่คนทั้งสองยืนนิ่งอยู่แบบนั้น ดีที่บริษัทนี้เป็นของการันต์เลยไม่มีใครกล้าว่าหรือด่าเรื่องที่เธอและเขาหลบมาอู้งาน 

"มันเหนื่อยมากใช่มั้ย?"ใบหน้าหวานพยักตอบพลางสะอื้นไห้ราวกับจะขาดใจเสียให้ได้ 

"สู้ๆนะ เหมยเก่งจะตาย ผ่านไปได้อยู่แล้ว"มือหนาโยกหัวน้อยๆอย่างเอ็นดูก่อนจะเช็ดคราบน้ำตาออกจากใบหน้านวล เขาไม่ชอบเลยที่เธอเป็นแบบนี้ 

"ขอบคุณนะคะพี่รัน ขอบคุณจริงๆ"เธอเอ่ยขอบคุณเขาจากใจจริง ก่อนจะเงยหน้าที่แดงก่ำเพราะผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักหน่วงขึ้นมองชายตรงหน้า แววตาของเธอยังคงความเศร้าอยู่เหมือนเดิม "ตั้งแต่ที่ไม่มีพ่อ เหมยก็ไม่เคยได้สัมผัสอ้อมกอดที่อบอุ่นอีกเลย ขอบคุณนะคะที่ทำให้เหมยได้รับอ้อมกอดแบบนั้นอีกครั้ง" 

ริมฝีปากหนาฉีกยิ้มดีใจ ดีใจที่อย่างน้อยก็ได้เป็นอ้อมกอดที่เธอต้องการ แม้จะทำได้แค่ในฐานะพี่ชายก็ตามเพราะเขารู้ดีว่าธารินให้เขาได้แค่นี้... 

"ไปกันเถอะ ป่านนี้เจ้าธีคงจะเมาท์สนุกปากแล้ว" 

เธอฉีกยิ้มเล็กน้อยกับคำพูดของการันต์ก่อนจะพยักหน้ารับทราบและเดินตามชายหนุ่มออกไป... 

 

ในยามที่นาฬิกาเดินมาบรรจบเวลาสองทุ่มกว่าๆร่างบางเพิ่งจะได้เดินเข้าบ้าน ด้วยว่ามีงานเร่งด่วนที่ต้องทำจึงจำเป็นต้องกลับดึกพอควร 

เธอเปิดประตูบ้านออกก่อนจะพบกับความมืดสนิทจะว่าวราธรยังไม่กลับก็คงไม่ใช่เพราะว่ารถของเขายังจอดอยู่ที่เดิมเหมือนทุกครั้ง 

มือบางค่อยๆกดเปิดสวิตซ์ไฟอย่างระมัดระวัง ในเวลาต่อมาความมืดมิดก็ถูกแทนที่ด้วยแสงไฟนีออน ร่างบางสะดุ้งตกใจเมื่อสายตาสบเข้ากับร่างโปร่งที่นั่งอยู่บนโซฟาตัวใหญ่ เธอมองเขาเพียงครู่ก่อนจะรีบสาวเท้าเดินออกไปให้ห่างจากจุดเสี่ยงอันตราย 

"ไปยืนเรียกแขกอยู่แถวไหนมาล่ะ ถึงได้กลับบ้านดึกดื่นขนาดนี้"น้ำเสียงเรียบนิ่งทว่าใบหน้ากลับเหยียดยิ้มสมเพช 

"แถวนี้ล่ะมั้งคะ"เธอเอ่ยออกมาโดยไม่ได้คิดอะไรเพียงแค่ต้องการจะเอาชนะชายหนุ่มก็เท่านั้น ร่างบางหมุนตัวกลับเตรียมจะเดินขึ้นห้องทว่าเท้าที่กำลังจะก้าวเดินก็ต้องหยุดชะงัก... 

"หึ...สันดานมันก็คือสันดานคงจะแก้ยาก แต่ยังไงจะทำอะไรก็รู้จักเกรงใจคุณย่าบ้างนะ อย่าเอานิสัยเก่าๆมาใช้ ฉันไม่อยากให้วงศ์ตระกูลของฉันแปดเปื้อนเพราะคนอย่างเธอ"มือบางกำหมัดแน่นอย่างคับแค้นใจพลางจ้องมองชายหนุ่มอย่างเอาเรื่อง 

"ทำไม มองทำไม เงินไม่พอใช้หรอ อยากได้ค่าตัวว่างั้น"ริมฝีปากหนาเหยียดยิ้มดูถูกก่อนจะก้าวดุ่มๆตรงมาหาร่างบางทว่าธารินนั้นไวกว่า เธอรีบวิ่งหนีสุดชีวิต แต่ในจังหวะที่กำลังจะเอื้อมมือไปบิดกลอนประตูก็ถูกกระชากจนปลิวชนเข้ากับอกแกร่ง 

"เธอหนีฉันไม่พ้นหรอกธาริน" 

"ปล่อย อย่ามายุ่งกับฉัน"หญิงสาวพยายามดันร่างชายหนุ่มให้ออกห่างด้วยท่าทางรังเกียจ 

"ก็ไม่ได้อยากจะจับนักหรอก สกปรก!"สิ้นประโยคนั้นร่างบางก็ถูกเหวี่ยงลงพื้นแม้ไม่แรงมากทว่าก็ทำให้ข้อมือที่ดันพื้นไว้ตอนล้มเจ็บแปลบขึ้นมาทันที 

"ฉันไปทำอะไรให้คุณ จะเกลียดจะแค้นอะไรฉันนักหนา" 

"อย่าถามหาเหตุผลเลย รู้ไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเธอต้องชดใช้มันอย่างสาสมอยู่ดี"เขากำลังพูดถึงเรื่องอะไร ชดใช้อะไรอีก ทำไมชีวิตนี้เธอถึงได้ถูกคนอื่นบอกให้ชดใช้นั้นชดใช้นี้ให้ตลอดเวลา แล้วเธอล่ะทำไมไม่มีใครชดใช้ในสิ่งที่ขาดหายให้เธอบ้าง 

วราธรมองร่างบางที่นั่งนิ่งบนพื้นด้วยความแปลกใจด้วยคิดว่าเจ้าหล่อนจะโวยวายหรืออาจจะร้องไห้ออกมาบ้าง หากเป็นอย่างหลังเขาคงจะสมใจทว่าเธอกลับนิ่งและค่อยๆพยุงตัวลุกขึ้นราวกับว่าไม่สะทกสะท้านใดๆเลยสักนิด 

"ฉันจะชดใช้ให้"เธอเอ่ยตอบอย่างเหนื่อยๆทั้งๆที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องชดใช้ให้กับอะไร เธอไม่รู้อะไรเลย 

คำพูดของธารินพลอยทำให้วราธรชะงักงันเพราะคิดว่าเธอจะโต้เถียงทว่ากลับไม่... 

พอประตูปิดสนิทร่างบางก็ทรุดตัวลงบนพื้นก่อนจะปล่อยหยดน้ำตาออกมาอย่างบ้าคลั่งทว่ากลับไม่มีเสียงสะอื้นเล็ดลอดออกมาเลยสักแอะเดียว 

มันคงจะจริงที่เขาว่าไว้ ในตอนเด็กเราเลือกที่จะร้องไห้ดังๆเพื่อให้โดนสนใจแต่พอโตขึ้นเราจะเลือกร้องไห้ให้เงียบที่สุดเพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่าเราเสียใจดั่งเช่นธารินในตอนนี้ 

เธอเหนื่อย เหนื่อยจนบางทีก็ไม่อยากหายใจต่อ แต่สุดท้ายเธอก็ทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง... 

 

เช้าวันใหม่ที่ใบหน้าหวานยังคงหม่นหมองเช่นเดิม การันต์ก็ยังทำหน้าที่พี่ชายที่แสนดีไม่มีขาดตกบกพร่อง 

"ออกมาทำงานข้างนอกทั้งที ทำหน้าให้มันสดชื่นหน่อยสิ"คนที่เอาแต่เหม่อลอยหันมองการันต์ก่อนจะฉีกยิ้มน้อยๆให้พี่ชายคนสนิท 

"ดีมาก เอาล่ะถึงแล้ว ลงได้ครับนายหญิง"เธอได้แต่หัวเราะเบาๆพลางส่ายหน้ากับประโยคการพูดของชายหนุ่ม 

เพียงไม่นานสถาปนิกทั้งสองก็มาหยุดอยู่ที่สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ก่อนจะเริ่มเดินตรวจเช็คงานอย่างเช่นที่ทำกันอยู่ประจำ 

เท้าเรียวก้าวฉับๆอย่างคล่องแคล่วไปตามพื้นปูนบนชั้นสองของตึกนั้นทว่าเท้าที่กำลังก้าวก็ต้องหยุดชะงักเมื่อสายตาสบเข้ากับร่างโปร่งที่เพิ่งจะมายืนอยู่ข้างๆการันต์ 

"เหมยนี้คุณวราธรเป็นเจ้าของโครงการนี้"การันต์เอ่ยแนะนำชายหนุ่มอีกคนให้น้องร่วมงานได้รับทราบ 

ริมฝีปากหนากระตุกยิ้มเล็กน้อยเมื่อสีหน้าของธารินที่ดูจะตกใจเป็นอย่างมากเมื่อเห็นเขามาปรากฏตัวบริเวณนี้ 

"สวัสดีครับ" 

"สวัสดีค่ะ"เธอเอ่ยตอบตามมารยาทก่อนจะหันไปตรวจงานของตนโดยไม่ได้ใส่ใจวราธรนัก 

เพียงไม่นานชั่วโมงแห่งความอึดอัดก็พลันสลายหายไปเมื่อได้แยกตัวออกมาจากวราธรเพื่อเตรียมจะกลับบริษัท 

แต่เหมือนความสุขจะอยู่กับเธอได้ไม่นานก็ถูกแทนที่ด้วยความลำบากใจเมื่อการันต์ลืมเอาเอกสารงานให้วราธรไปในตอนที่พบกัน จนหน้าที่ส่งเอกสารนั้นตกมาเป็นของธารินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วยว่าการันต์ดันติดธุระสำคัญ ในตอนนี้ที่ที่ธารินกำลังยืนอยู่จึงกลายเป็นบริษัทของตระกูลที่เธอเพิ่งจะได้เข้าไปอยู่ในฐานะสะใภ้คนเล็ก 

"สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่ามาพบใครคะ?"พนักงานประชาสัมพันธ์เอ่ยถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม 

"ฉันมาจากบริษัทเคอาร์จะเอาเอกสารโครงการมาให้คุณวราธรน่ะค่ะ" 

"ออ...งั้นเชิญ...อ้าวนั้นท่านรองลงมาพอดีเลยค่ะ"ร่างบางหันมองไปตามสายตาของพนักงานสาวก่อนจะพบร่างโปร่งเดินเคียงคู่มากับเลขาส่วนตัว 

"งั้นฉันฝากให้เขาด้วยนะคะ"เธอไม่อยากพบ ไม่อยากเจอ พอวางเอกสารไว้ธารินก็รีบก้าวเท้าหนีในทันทีทว่าก็ไม่อาจลอดพ้นสายตาของท่านรองไปได้ 

"อ้าว เจอกันอีกแล้วนะคุณสถาปนิก" 

ธารินหันขวับไปมองอย่างละเหี่ยใจ 

ไอ้เจ้ากรรมนายเวร!!! 

ความคิดเห็น