ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนคะ : ) มือใหม่จริงคะ กรุณาเป็นกำลังใจให้ด้วยค่ะ

ตอนที่ 21 : หาที่ดินขยับขยายโรงหมัก

ชื่อตอน : ตอนที่ 21 : หาที่ดินขยับขยายโรงหมัก

คำค้น : ย้อนอดีต,โรงเตี๊ยมแม่ลูกอ่อน,โรงเตี๊ยม,ตอนที่ 21,หาที่ดินขยับขยายโรงหมัก

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.1k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 25 มี.ค. 2563 18:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 21 : หาที่ดินขยับขยายโรงหมัก
แบบอักษร

ตอนที่ 21 : หาที่ดินขยับขยายโรงหมัก 

 

"ข้าอยากได้...เจ้า!!!..." ท่านอ๋องหยุดแล้วเอามือมาดึงมือของฉันไปเกาะกุมไว้ 

"ห๊ะ! ท่าน ท่าน ??? คิดจะ จะ อยากได้อะไร อะไรเพคะ" 

"ข้าอยากได้...สูตรอาหารจากเจ้า" ท่านอ๋องเกาเหว่ยพูด พร้อมยิ้ม 

ใจหายหมดเลยคิดว่าจะขออะไรซะอีก บ้า บ้า บ้า บ้า อีตาอ๋องบ้าพาคิดไปไกลแสนไกลเลยเนี่ย ^_^ หลงคิดไปว่า ท่านอ๋องคงเห็นว่าฉันเป็นสาวหม้ายท้องแก่ที่สวย! และมาหลงเสน่ห์ฉัน! ที่ไหนได้พูดไม่จบจริงๆเลยตาอ๋องบ้าเนี่ยมาทำให้คิด ขอบอกเลยนะคะ เห็นฉันจะเป็นหม้ายท้องแก่ แต่ก็ไม่ง่ายนะคะ 

ท่านอ๋องพูดต่อ "อย่างนี้ดีหรือไม่ ข้ามีเงื่อนไข4ข้อแลกกับการให้เจ้าใช้ที่ดินผืนนี้ไปตลอดชีวิต!...ไม่ต้องเช่าไม่ต้องซื้อไม่ต้องจ่ายเงินสักอีแปะเดียว" 

"เงื่อนไขที่ว่าคืออะไรเพคะ?" ตา เป็นประกายระยิบระยับ...ใจร้อนอยากรู้พูดให้ไวท่านอ๋อง! 

"ข้อแรก ถ้าเจ้าขยายโรงหมัก เจ้าควรปลูกเรือนใหม่ด้วยจะได้หาคนงานมาเพิ่ม เพราะเรือนเก่าเจ้าเล็กเกินกว่าจะรับคนอยู่เพิ่มได้แล้ว ข้าจึงคิดจะปลูกเรือนให้ใหม่ใหญ่กว่าเดิมให้เจ้า ข้าจัดการดูแลการก่อสร้างเรือนและโรงหมัก แต่! แต่ข้าจะให้เจ้าช่วยคิดและตัดสินใจรวมกัน เรือนที่ปลูกใหม่เป็นเรือนสองชั้นซักสิบห้าห้อง ข้าจะมาอยู่บางครั้งบางคราว ห้องของข้าสี่ห้องสำหรับข้า คนของข้าและองครักษ์ ห้องที่เหลือเป็นของเจ้าจะจัดการอย่างไรก็แล้วแต่เจ้าเห็นสมควร ยกให้เจ้าเป็นใหญ่ในเรือนใหม่ เจ้าคิดเห็นเป็นอย่างไร?" 

ฉันคิดในใจว่า ก็ดีนะหากเรามีคนช่วยคิดที่เป็นงานและรู้มากกว่าเรา ช่วยทำงานคุมงานแน่นอนว่าดีกว่าคิดเองคนเดียวว่าดี ออกตังช่วยในการปลูกเรือน ช่วยหาคนมาปลูกสร้างยิ่งดี ที่สำคัญจะไม่มีปัญหากับใครเพราะทุกคนย่อมต้องเกรงใจท่านอ๋องเป็นแน่ คงไม่มีใครที่จะกล้าขัดใจและเกรงกลัวท่านอ๋อง ดังนั้นจึงตอบว่า 

"ยินดีอย่างยิ่งเพคะ หม่อมฉันเป็นเพียงหญิงสาวที่ตั้งครรภ์ใกล้คลอดตัวคนเดียว หากท่านพี่ช่วยและค่อยรับฟังให้คำปรึกษาชี้แนะ ย่อมดีกว่าคิดคนเดียวเพคะ หม่อมฉันคิดว่าหม่อมฉันขอเขียนเพียงโรงหมักดีกว่า หม่อมฉันเห็นดีด้วยเรื่องปลูกเรือนใหม่ใหญ่ขึ้น ส่วนแบบเรือนและการจัดหาจัดการการก่อสร้างหม่อมฉันอยากให้ท่านพี่จัดการทั้งหมดเพคะ ถ้าท่านพี่เป็นผู้ออกแบบหรือหาแบบที่ชอบ หม่อมฉันเชื่อว่าท่านพี่ต้องหาสิ่งที่ดีที่สุดให้หม่อมฉันกับบุตรได้ดีกว่าแน่ หม่อมฉันขอเพียงบอกในสิ่งที่ต้องการเพิ่มเติมจากที่ท่านพี่ออกแบบมาก็พอแล้วเพคะ" 

"ได้! ข้าเป็นคนตรงไปตรงมา ชอบสิ่งใดก็ทำไม่ชอบก็ไม่ทำ ถึงจะร้องขออ้อนวอนเพียงใดข้าก็ไม่สนใจถ้าไม่อยากทำ ปกติข้าไม่ยุ่งเกี่ยวเรื่องของใคร แม้มีเกิดขึ้นตรงหน้าข้าก็จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวและไม่เกี่ยวข้อง แต่สำหรับเจ้าเป็นข้อยกเว้นเพราะข้าสนใจใส่ใจเจ้าทุกๆเรื่อง หากเจ้าขาดเหลือสิ่งใด ต้องการอะไรขอให้บอกข้าตรงๆแล้วข้าชอบฟังเจ้าพูดกับข้าเสมอ" 

"ขอบพระทัยเพคะ ที่ทรงเมตตาหม่อมฉัน" 

ท่านอ๋องพูดว่า "ข้อที่2. ข้าอยากได้สูตรอาหารเกี่ยวกับผักกาดดองของเจ้าสี่สูตร ข้าจะส่งให้พ่อครัวในวัง เจ้าจะได้มียอดสั่งซื้อซีอิ๊วเต้าเจี้ยวและผักกาดดองข้าวังทุกเดือน และเท่าที่ข้ารู้มาอีกไม่ช้าพ่อค้าหลายเมืองจะเดินทางมารับเต้าเจี้ยว ซีอิ๊วและผักดองไปขายแน่นอน" 

ตาเป็นประกายด้วยความยินดี"ยินดีเพคะ หม่อมฉันยินดีให้สูตรอาหารที่เกี่ยวกับผักกาดดองสักหลายๆสูตร เพคะ" 

"ขอบใจเจ้ามาก" ฉันยิ้มให้พร้อมส่ายหน้าแล้วพูดว่า 

"หม่อมฉันเสียอีกที่ต้องเป็นฝ่ายขอบพระทัยท่านพี่ ที่ท่านพี่คิดให้หม่อมฉันมีรายได้เพิ่มขึ้น" พูดพร้อมกับยิ้มหวานให้ท่านอ๋อง 

ท่านอ๋องยิ้มแย้มและพูดต่อ "ข้อที่3. ข้าอยากเป็น...ข้าอยากเป็นพ่อของลูกในท้องของเจ้า!..." 

"ท่านพี่!...เรื่องนี้! ท่านอยากเป็นพ่อของลูกๆหม่อมฉัน! หม่อมฉันคิดว่าเร็วเกินไปสำหรับท่าน คิดอีกนิดเถอะเพคะ อาจทำให้ท่านถูกคนติฉินนินทาเอาได้เพคะ อีกทั้งหม่อมฉันยังไม่ได้คิดสิ่งใดกับท่าน และหม่อมฉันเป็นเพียงสามัญชนคนธรรมดาไหนเลยจะกล้าอาจเอื้อม ทั้งยังมิใช้บุตรสาวขุนนางหรือบุคคลสำคัญใดๆ หม่อมฉันขอร้องให้ท่านพี่คิดดีๆอีกสักครั้งเพคะ" 

"เหม่ยเอ๋อร์!เจ้าอย่างคิดมากเกินไป ข้าชอบหรือพอใจในตัวเจ้าหาใช้เจ้าจะต้องมีฐานะสูงศักดิ์หรือต้องมีบิดามารดาเป็นขุนนาง ข้าเพียงแต่อยากดูแลเจ้าและบุตรเท่านั้น ข้ารู้จักเจ้าดีในทุกเรื่องแต่เจ้าอาจยังไม่รู้จักข้าดีพอ ยิ่งข้ามาใกล้ชิดเจ้านับวันจะยิ่งเห็นมุ่มที่ทำให้ข้าชอบเจ้ามากขึ้น ข้ารู้...เจ้าอาจพบเจอคนไม่ดีมาจึงกลัวจะเจอคนเช่นแม่ทัพหยางเฟิง เช่นนั้นข้าให้เจ้าดูนิสัยใจคอของข้าและเกี่ยวกับข้าอีกสักหน่อยค่อยตอบข้าก็แล้วกัน ให้เจ้าคลอดบุตรก่อนข้าจะรอคำตอบ ดีหรือไม่" 

"ดี!...ดีเพคะ" ค่อยโล่งอกหน่อยตื่นเต้นชะมัดยาด ทำเอาใจสั่นหวั่นไหวเลยนะอีตาอ๋องเกาเหว่ยบ้า จึงถามว่า 

"แล้วข้อ4และเพคะ" 

"ข้อ4ข้าขอเก็บไปคิดดูก่อน ยังคิดไม่ออกก็เอาไว้ก่อน เดี๋ยวคิดได้จะบอกแต่คงไม่ใช่เรื่องยากเกินกว่าเจ้าจะให้ได้แนะๆ"ฉันพยักหน้างงอ่ะค่ะ 

"ได้เพคะ" 

"เช่นนั้นเจ้าก็เขียนสูตรอาหาร พรุ่งนี้ข้าจะให้เอาเข้าวังไปพร้อมของที่สั่ง รอบหน้าคงสั่งผักกาดดองมาไม่น้อยเป็นแน่ แล้วเจ้าร่างแบบโรงหมักกับบ้านได้หรือไม่? ถ้าอย่างไรข้าจะช่วย" 

"หม่อมฉันพอเขียนได้อยู่บ้างเพคะ เพียงแต่บ้านข้าคงรบกวนท่านพี่ออกแบบ และหม่อมฉันคงบอกความต้องการบางอย่างเท่านั้น ส่วนโรงหมักหม่อมฉันจะเขียนแบบเอง ถ้าเขียนเสร็จจะเอาให้ท่านพี่ดูเพคะ แต่ว่า...หม่อมฉันมีความคิดนึงที่อยากพูดกับท่านพี่" 

"มีอะไรจะพูดก็ว่ามา ข้าฟังอยู่" 

"คือหม่อมฉันฟังที่ท่านพี่พูดว่าควรหาคนงานเพิ่ม เพราะขยายโรงหมัก หม่อมฉันจึงได้คิดว่า...หม่อมฉันอยากทำเรือนถัดจากโรงหมักทำเป็นโรงครัวและที่พักคนสูงอายุที่ยากจนหรือคนแก่และเด็กที่ไร้บ้าน พวกเขาจะได้มีที่พักมีอาหารและช่วยงานเล็กๆน้อยๆที่พอทำได้ ส่วนคนที่ยังหนุ่มสาวที่ยากจน ขอทานหรือคนไร้บ้านไร้ที่พักพิง หม่อมฉันจะให้ที่พักให้งานพวกเขาทำเมืองเจี้ยงถงก็จะไม่มีขอทานหรือเด็กที่ถูกทิ้ง" 

ท่านอ๋องเกาเหว่ยหัวคิ้วขมวดแล้วถาม "จะดีรึที่จะเอาพวกนี้มาทำงาน? เจ้าจะไว้ใจได้หรือ? ถ้าเจ้าอยากทำทานก็ให้ทานแก่พวกเขาเป็นครั้งคราวดีกว่า" ฉันส่ายหัวไปมา 

"ท่านพี่! ท่านรู้หรือไม่ว่า หม่อมฉันได้รับเด็กน้อยห้าคนมาจากวัด พวกเขาถูกทิ้งและอาศัยอยูบริเวณวัดเพื่อจะได้มีอาหารประทังชีวิต แต่ก็ไม่ได้มีกินทุกมื้อ อยู่บ้านที่เหมือนซากปรักหักพังแทบจะไม่มีหลังคาหรือกำแพงกันแดดฝน วันนั้นที่หม่อมฉันไปแจกทานได้พบเจอจึงรับเด็กพวกนั้นมา หม่อมฉันยังเห็นว่ามีคนยากคนจนอีกมากที่อยู่แถวนั้น หม่อมฉันจึงฉุดคิดเมื่อท่านพี่บอกข้าควรมีคนงานเพิ่มขึ้น หม่อมฉันคิดว่าควรให้โอกาสคนที่เขาไม่มีใครหยิบยื่นโอกาสให้ ท่านพี่รู้หรือไม่ว่าเด็กที่หม่อมฉันรับมาเลี้ยงทุกคนรู้หน้าที่ของตนเอง คอยช่วยงานหยิบนั้นหยิบนี้ ช่วยรดน้ำแปลงผักและอีกหลายอย่างโดยที่หม่อมฉันไม่เคยสั่ง พวกเขาเรียนรู้จากแม่นมและพี่ๆทุกคนในบ้านรวมถึงมองหม่อมฉันทำและทำตาม พวกเขาเรียนรู้จดจำและทำงานที่พอทำได้ การที่หม่อมฉันเอาซาลาเปาแจกคนเหล่านั้นมันเป็นเพียงการแก้ไขที่ปลายเหตุ มีบุคคลท่านนึงที่หม่อมฉันรักเคารพคำสอนทุกทุกคำสอนที่ทำให้หม่อมฉันเอามาเก็บในใจและนำใช้ได้เสมอมา หม่อมฉันเรียกว่า คำสอนของพ่อ หม่อมฉันจะขอยกคำสอนคำสอนนึงก็คือ 

* 'เบ็ดตกปลา' ใช้เวลานานหน่อย อาจได้ปลาเล็กบ้างใหญ่บ้าง แต่หากฝึกตกทุกๆวันย่อมมีประสบการณ์ รู้ตรงไหนคือที่ที่มีปลาชุก รู้ว่าตอนไหนปลาจะมากินเหยื่อ แบบนี้จะยั่งยืนแต่ต้องรอ 'เนื้อปลา' อันนี้ได้กินทันที จะชิ้นใหญ่ชิ้นเล็กก็อยู่ที่ว่าเขาจะแบ่งมาให้กินกันเท่าไร โชคดีได้ชิ้นใหญ่ รู้จักเอาไปแปรรูปเก็บไว้กินได้นานๆก็ดีไป แต่หากแปรรูปไม่เป็นกินวันสองวันหมดก็ไม่มีปลากินอีก ก็ต้องร้องเรียกเนื้อปลากันจนวุ่นวาย 'เราไม่ควรให้ปลาแก่เขา แต่ควรจะให้เบ็ดตกปลาและสอนให้รู้จักวิธีตกปลาจะดีกว่า' 

สรุปง่ายๆก็คือหม่อมฉันจะให้อาชีพหรืองานให้พวกเขาทำดีกว่าให้อาหาร สอนให้เขาทำงานเพราะถ้าให้อาหารไม่นานอาหารหมดก็คือหมด พวกเขาก็จะขออีกหากไม่ขอก็รอคนมาให้ทานใหม่อีก แต่ถ้าไม่มีใครมาให้ทานอาหารพวกเขาก็คิดเป็นขโมยหรือเป็นโจรฉกชิงวิ่งราว หนักหน่อยก็ฆ่าชิงทรัพย์ ก็เพราะพวกเขาทำอะไรไม่เป็น หม่อมฉันจึงคิดว่าไม่ควรให้อาหารพวกเขา เราควรหางานให้หาอาชีพให้พวกเขา เท่านี้เมืองนี้ก็จะไม่มีขอทานหรือคนจรจัดหรือคนไร้บ้าน และคนจนก็มีงานทำมีกินมีใช้ไม่จนถึงขั้นอดอยากต้องริเป็นขโมยหรือโจรอีกต่อไปเพคะ" 

ท่านอ๋องเกาเหว่ยกับองครักษ์ที่ฟังตาเป็นประกายแวววาว มองมาที่เหม่ยเอ๋อร์อย่างไม่เชื่อปนประหลาดผสมรู้สึกทึ้งและเปลียนเป็นความชื่นชม 

ท่านอ๋องคิดว่า ไม่อยากเชื่อราชสำนักและองค์ฮ่องเต้หาทางออกที่ทำให้ปัญหานี้เบาบางหรือหมดไป และคิดหาทางกันนานตั้งหลายสิบคนกลับคิดไม่ได้ แต่นางเป็นเพียงผู้หญิงที่เอาคำสอนที่ฟังดูพอเข้าว่าเป็นการสอนลูกหลานทั่วไป นางกลับเอามาตีความหมายที่สามารถเอามาทำได้กับขอทานคนไร้บ้านคนยากคนจนได้ ทั้งที่นางไม่ใช่คนในตระกูลขุนนางหรือเชื้อพระวงศ์ นางเพียงคิดเพื่อช่วยคนพวกนั้นโดยมิได้หวังชื่อเสียงหรือลาภยศใดๆ 

"เป็นคำสอนที่ดียิ่งนัก! ได้ข้าสนับสนุนข้าจะหาคนมาเตรียมพื้นที่เลย เพราะอยากปลูกให้เสร็จทันก่อนเจ้าคลอดหรือไม่ก็ให้เป็นของขวัญวันครบเดือนของลูกของเรา!" แล้วยิ้มกรุ้มกริ่มหยอกล้อเหม่ยเอ๋อร์ ทำให้นางหน้าแดงเพราะเขินอาย พอเห็นแม่นมกำลังเข้ามาฉันรีบชักมือกลับ 

แม่นมเห็นว่า อกสั่นขวัญแขวนทำให้ทุกคนตกตะลึงตื่นเต้นได้ผ่านพ้นไป จึงตัดสินใจเดินเข้าไปช่วงเวลานี้ 

"ท่านอ๋องเกาเหว่ยและคุณหนูอาหารเสร็จแล้วเจ้าค่ะ รับสำรับที่นี้เลยหรือไม่เจ้าคะ" ฉันพยักหน้าให้แม่นม 

"ท่านพี่ไปรับสำรับกันเถอะเพคะ หม่อมฉันกับลูกหิวแล้วเพคะ" 

ท่านอ๋องพยักหน้าพร้อมกับ"อืม!ไปกันเถอะ" 

หลังอาหารเช้าท่านอ๋องก็กลับไป ส่วนฉันก็เข้าไปร่างแบบโรงหมัก โรงครัวและเรือนพักมีห้องแบบอยู่ห้องละสองคน และฉันทำห้องสำหรับสอนหนังสือให้เด็กๆ พวกเขาจะได้มีความรู้และฉันเห็นว่าที่ดินค่อนข้างกว้างขวาง เมื่อปลูกสร้างเรือนต่างๆเสร็จสิ้นจะยังเหลือที่อีกมาก ก็เพาะปลูกผักไว้กินเองและขายเช่นเดิม เหมาะกับอีกหนึ่งคำสอนของพ่อคือ 'อยู่อย่างพอเพียง' ยามนี้ฉันรู้สึกสบายใจขึ้น หรือเป็นเพราะมีท่านอ๋องเป็นผู้ให้คำปรึกษาและให้ใช้ที่ดินรวมทั้งช่วยจัดการการปลูกสร้างต่างๆทำให้ความกังวลใจก็หมดไปกระมัง พอคิดๆแปลกใจจริงความรู้สบายอกสบายใจเช่นนี้ เริ่มมีมาได้สักพักแล้วคือเริ่มไม่กี่วันที่ผ่านมานี่เอง หรือว่าตั้งแต่ท่านอ๋องมากินข้าวด้วยทุกวัน! 

ไม่ได้! ไม่ได้!เด็ดขาดฉันจะชอบท่านอ๋องไม่ได้! ดูอย่างอีตาแม่ทัพสิมีเมียแล้วยังแต่งอนุเพิ่มได้ แล้วท่านอ๋องเป็นเชื้อพระวงศ์คงมีอนุหรือชายารองหรืออาจมีหญิงอุ่นเตียงมากกว่าหนึ่งมากกว่าหนึ่งหรือมากมายหลายคนแน่นอน ฉันเป็นแม่หม้ายมีลูกติดท้องถ้าแต่งให้ท่านอ๋องมีหวังเป็นอนุหรือสาวอุ่นเตียงให้เขาแน่ๆ ไม่นะ! ฉันไม่ยอมให้เป็นน้อยใครไม่เอาด้วยหรอก อนาคตลูกฉันต้องเป็นลูกอนุและต้องในวงเวียนความอิจฉาริษยา แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน แย่งความโปรดปรานของสามี ถึงฉันจะรักแต่ถ้าเป็นแบบนั้นสู้ฉันอยู่เป็นโสดแบบนี้ ทั้งปลอดภัยและมีความสุขกับลูกๆดีกว่าอยู่แบบอกสั่นขวัญผวาทุกวัน ยิ่งคิดว่าต้องใช้สามีร่วมกับผู้หญิงอื่นด้วยในเวลาเดียวกันยิ่งขนลุกขนพองสยองเกล้าขึ้นมาในทันที ไม่ ไม่ ไม่เอาเด็ดขาด 

 

 

 

 

................................................................ 

ขออ้างถึง คำสอนของพ่อ 

*พระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (พ่อหลวง ร.๙) 

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคมพ. ศ. 2541 

ขอน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ 

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ 

ข้าพระพุทธเจ้า นามปากกา วิสกี้ไทย 

 

ความคิดเห็น