ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 2 ชดใช้

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 24.8k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ก.ค. 2563 14:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2 ชดใช้
แบบอักษร

กาลเวลาเดินผ่านมาจวบจนสองอาทิตย์ที่ความตายพรากเพื่อนที่รักไปจากวงโคจรของชีวิต มันคือความเจ็บปวดแสนสาหัสที่เกิดขึ้นในเดือนนี้ และจะเป็นความเจ็บปวดที่จะฝังใจเขาไปตลอดชีวิต

ร่างโปร่งยืนล้วงกระเป๋ากางเกงทอดมองวิวในยามค่ำคืนก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย คำพูดของผู้เป็นย่าดังก้องในโสตประสาต

คำที่บอกให้เขาแต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่ง คนที่เขาไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้าค่าตา นึกละเหี่ยใจในชีวิตตัวเอง

ตอนแรกคิดว่าผู้เป็นย่าจะบังคับแค่เวหาผู้เป็นพี่ชายเพียงคนเดียวแต่อยู่ๆเขาก็พลอยโดนการคลุมถุงชนไปอีกคน ทว่าหากสลับเจ้าสาวได้ก็คงจะดี....

ไม่ๆนั้นพี่สะใภ้ของแกนะ เขาสะบัดความคิดในหัวออกก่อนจะครุ่นคิดอะไรบางอย่างแทน ภาพหญิงสาวคนหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวสมอง พลอยให้เปลวเพลิงถูกปลุกระดมขึ้นมาอีกครั้ง

“ต่อให้เธอจะอยู่คนละขอบฟ้ากับฉัน ฉันก็จะเอาเธอมาชดใช้ในสิ่งที่เธอทำให้ได้”

 

เท้าเรียวที่สวมใส่ผ้าใบสีขาวก้าวฉับๆด้วยท่าทีคล่องแคล่ว คงด้วยเพราะว่าอาชีพของเธอจึงพลอยให้สาวหน้าหวานกลายเป็นสาวห้าวไปโดยปริยาย การปีนปรายสิ่งปลูกสร้างกลายเป็นเรื่องชำนาญของเธอไปเสียแล้ว นับตั้งแต่ได้ชื่อว่าเป็นสถาปนิกเต็มตัวหลังจากเรียนจบมาได้สามปีกว่าๆ ชีวิตเธอได้ถวายให้กับงานไปเกือบเก้าสิบเปอร์เซ็นต์จนบางทีก็ถูกผู้เป็นบิดาเอ่ยบ่นที่ทำงานทำการจนไม่ได้กลับบ้านกลับช่อง แต่ตอนนี้คงไม่มีอีกแล้วเพราะท่านเพิ่งจะจากไปเมื่อปีก่อน

ตอนนี้ชีวิตเธอเลยมอบให้กับงานไปเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์แม้ว่าผู้เป็นมารดาและน้องสาวจะอยู่ แต่ทั้งสองก็ไม่เคยใส่ใจหรือสนใจธารินเลยสักนิด ตั้งแต่จำความได้เธอก็ถูกแม่เย็นชาใส่ราวกับว่าเธอนั้นไม่ใช่ลูกไม่รู้เหตุผลเหมือนกันว่าเพราะอะไร แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากแอบร้องไห้คนเดียวอยู่บ่อยๆ ต่อให้แม่จะมองเธอด้วยสายตาแบบไหนแต่เธอก็ยังรักและเคารพท่านเหมือนเดิม เพราะยังไงท่านก็คือแม่...

คงจะมีแค่ครั้งเดียวที่แม่และน้องจะรักเธอเป็นพิเศษนั้นก็คือตอนขอเงิน หลังจากที่สิ้นพ่อก็เหมือนเสียเสาหลักของครอบครัวไป จนกลายเป็นธารินซะเองที่ต้องทำงานดูแลแม่และน้องที่กำลังเรียนอยู่

แม้จะเหนื่อยจนร่างแทบแหลก แต่ก็ไม่อาจจะถอย เพราะคนข้างหลังยังคอยเธออยู่...คนที่ต่อให้ทำดีแค่ไหนก็ได้รับมาแค่ความเย็นชา

“ร้อนหรือเปล่าเหมย?”การันต์สถาปนิกหนุ่มรุ่นพี่ที่พ่วงท้ายตำแหน่งพี่รหัสเอ่ยถามธารินอย่างนึกห่วงหลังจากที่แหงนหน้ามองฟ้าเมื่อครู่ แดดวันนี้ดูจะแรงกว่าปกติ

“โถ่ พี่รัน พูดอย่างกับไม่รู้จักนิสัยเหมย”นิสัยเธอน่ะหรอ พุ่งชนมันทุกอย่าง ไม่ว่างานหนักงานเบาเธอก็รับหมดขอแค่งานนั้นเปลี่ยนค่าเป็นเงินได้ก็พอ

“จ้า แม่คนเก่ง”ริมฝีปากบางฉีกยิ้มให้กับพี่ชายคนสนิท ก่อนจะขยับหมวกนิรภัยให้เข้าที่ แล้วจึงกลางพิมพ์เขียวออกบนโต๊ะไม้ขนาดกลาง เป็นเวลาร่วมหลายชั่วโมงที่สถาปนิกทั้งสองยืนตรวจงานและสำรวจสิ่งปลูกสร้างจนแน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดพลาดจึงได้เดินทางกลับ เพื่อไปยังออฟฟิศเตรียมจัดการงานที่คั่งค้างต่อ

 

รองเท้าผ้าใบคู่เก่งถูกเก็บเข้าชั้นรองเท้าอย่างเป็นระเบียบ ร่างบางที่ดูอิดโรยจากการทำงานหย่อนก้นลงนั่งบนโซฟาขนาดกลางสำหรับวางในคอนโดที่ไม่ได้ใหญ่มาก

เธอย้ายออกมาอยู่ที่คอนโดนับตั้งแต่ผู้เป็นพ่อเสีย ด้วยว่าที่นี้ใกล้กับออฟฟิศและก็ไม่ค่อยอยากวุ่นวายกับมารดาและน้องสาวสักเท่าไหร่ ยิ่งเห็นท่าทีของแม่ยิ่งเจ็บปวดหัวใจ การเลือกเดินออกมาอยู่ตัวคนเดียวเหมือนจะดีเสียกว่า เพราะต่อให้อยู่บ้านก็ไม่ต่างจากการอยู่เพียงลำพัง

“เฮ้อ วันนี้เหนื่อยหน่อย แต่สนุกมากเลยนะคะพ่อ ได้เพื่อนร่วมงานใหม่ๆตั้งหลายคนแหนะ”เสียงแจ้วๆเอ่ยบอกกรอบรูปของผู้เป็นบิดา นั้นคือความสุขอีกอย่างหนึ่งที่เธอจะไขว้คว้าหามันหลังจากทำงานเสร็จในทุกๆวัน “บนนั้นสบายดีมั้ยคะ หนูคิดถึงพ่อจัง”

เสียงสั่นเครือในประโยคสุดท้าย หัวใจปลิวไหวราวกับคลื่นทะเล น้ำตาไหลซึมออกมาก่อนที่มือบางจะยื่นไปปัดออกเพื่อไม่ให้มันมันไหลรินลงอาบแก้ม

“อาบน้ำดีกว่า”ว่าจบก็เดินไปหยิบข้าวของแล้วจึงหายวับเข้าห้องน้ำไป ผ่านไปเกือบยี่สิบนาทีเธอก็เดินออกมา ด้วยว่าเสียงโทรศัพท์ดังประท้วงอยู่หลายคราไม่หยุดหย่อน

“ว่าไงคะแม่”รู้ดีว่าที่มารดาโทรมาคงไม่พ้นเรื่องเงิน แต่ก็ดีใจอยู่ลึกๆที่ได้ยินเสียงนี้อีกครั้ง

(พรุ่งนี้ว่างหรือเปล่ามาทานข้าวที่บ้านหน่อยสิ) คิ้วบางย่นติดกันนึกฉงนใจในประโยคและน้ำเสียงที่เอ่ย มันดูอบอุ่นอย่างที่เธอไม่เคยได้รับจากแม่มาก่อน ประโยคนี้ก็เช่นกันแม่ไม่เคยเรียกเธอกินข้าวนอกจากพ่อ แต่วันนี้เหมือนการรอคอยบางอย่างถูกปลดเปลื้องจากหัวใจ หยดน้ำตาไหลรินพร้อมๆกับเสียงสะอื้นเบาๆ

“ว่างค่ะ ว่างค่ะแม่ เดี๋ยวหนูเลิกงานแล้วจะรีบไปนะคะ”น้ำเสียงกระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัด แววตาของเธอทอประกายวิบวับด้วยความตื้นตันใจ

(อือ แล้วเป็นยังไงบ้าง)

“สะ...สบายดีค่ะ แม่ล่ะคะ”

(ก็สบายดี แค่นี้ก่อนนะ)

“ค่ะ”แม้จะเป็นเพียงประโยคสั้นๆทว่าในหัวใจกลับเต็มตื้นไปด้วยความสุข

ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะได้รู้สึกอะไรแบบนี้เลยสักนิด....

 

“ถูกหวยหรือไงแม่คุณ ยิ้มหน้าบานทั้งวันเชียว”เสียงการันต์เอ่ยแซวสาวน้อยสถาปนิกประจำออฟฟิศ

“ยิ่งกว่าถูกหวยอีกค่ะ”ฉีกยิ้มจนแก้มแทบปริ ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มตอบพลางย่นคิ้วอย่างนึกเอ็นดู

“ขนาดนั้นเชียว”หญิงสาวพยักหน้าหงึกๆแทนการตอบก่อนจะก้มมองนาฬิกาข้อมือ แล้วจึงยิ้มกว้าง รีบคว้ากระเป๋าสะพายใบโปรดแล้ววิ่งแจ้นออกไปด้วยความเร็ว

“กลับก่อนนะพี่รันต์ กลับก่อนนะคะทุกคน”เสียงใสๆเอ่ยลาเพื่อนร่วมงานอย่างเช่นทุกวัน เห็นจะมีเพียงบางอย่างที่แปลกไปจนการันต์มองตามด้วยความสงสัย

“ปกติไม่เคยกลับเร็วขนาดนี้นี่หน่า”ปกติธารินต้องสะสางงานจนมืดค่ำ ต่อให้เข็มนาฬิกาจะเดินล่วงเลยเวลาเลิกงานไปนานแล้วก็ตาม ไม่รู้ว่าเธอเป็นคนหรือหุ่นยนต์กันแน่ ใช้แรงงานอย่างกับมีแบตเตอรี่อยู่ในตัว

“นี้คิดเหมือนกันมั้ย”สุธีสถาปนิกหนุ่มเดินเข้ามาหาเพื่อนสนิทพลางมองตามน้องคนเล็กของออฟฟิศจนหล่อนเข้าลิฟต์ไปจึงหันกลับมามองการันต์พร้อมๆกับทำท่าทางครุ่นคิด

“คิดอะไร?”

“ก็ปกติเจ้าเหมยมันเคยกลับเร็วขนาดนี้ซะที่ไหน ฉันว่ามันต้องแอบมีแฟนแล้วแน่ๆเลย พรุ่งนี้ต้องสอบสวนซะแล้ว มีแฟนแล้วไม่เคยบอกพี่ๆสักคำ”คำพูดนั้นทำให้สีหน้าของการันต์หม่นลงอยู่ไม่น้อยด้วยว่าใจนั้นแอบรักน้องรหัสมาตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกัน หากเธอมีแฟนแล้วจริงๆหัวใจเขาคงจะเคว้งคว้างไร้ทิศทางของหัวใจ

“เฮ้อ” ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่จนสุธีถึงกลับหันขวับไปมอง

“เป็นอะไรวะ?”

“เปล่า ฉันกลับก่อนนะ”

“เอ้า ไอ้นี้ก็มาแปลกอีกคน กลับเร็วจังวะ”มองตามเพื่อนรักไปก่อนที่จะสลัดความสงสัยนั้นออกแล้วรีบไปเก็บสัมภาระเพื่อกลับบ้านอีกคน

อย่าพึ่งมีใครเลยนะเหมย...รอพี่ก่อน...อย่าพึ่งเอาหัวใจไปให้ใครนะ

เขาได้แต่ภาวนาอยู่ในใจ ด้วยว่าหากเอ่ยออกมามันอาจจะทำลายสถานะพี่น้องที่เขารักษามันมาตั้งหลายปี กว่าจะได้ใกล้ชิดกับเธอไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด

ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะรักษาไว้มากกว่าที่จำทำลายมัน...

ความคิดเห็น