ทั้งที่รู้สึกเกลียดตั้งแต่ยังไม่เคยเจอหน้า แต่สวรรค์กลับนำพาให้ทั้งคู่พานพบกัน

ตัดครั้งที่ 14

ชื่อตอน : ตัดครั้งที่ 14

คำค้น : ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน ตัดแขนเสื้อ ฟิคป๋อจ้าน อ้ายหมิง หานตง ซือเป่า 18+ นิยายวาย นิยายจีนย้อนเวลา

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 798

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 20 เม.ย. 2563 22:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตัดครั้งที่ 14
แบบอักษร

ตัดครั้งที่ 14 

 

บนเตียงตั่งขนาดพอเหมาะสำหรับบุรุษเพียงหนึ่งคนได้หลับนอน ในยามนี้กลับมีร่างของสองบุรุษเบียดกายเพื่อพักพิง 

ภายใต้แสงเงาของจันทรา ดวงตาทั้งสองคู่นั้นกลับจดจ้องกันและกันมิวาง 

“ไยฝ่าบาทถึงเสด็จมาที่นี่” บุรุษหนุ่มที่พึ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก เอ่ยถามเจ้าของร่างตรงหน้าที่ในยามนี้มิควรมาปรากฏอยู่ต่อหน้าตน 

“ข้าแค่อยากอยู่ข้างกายเจ้า” น้ำเสียงอ่อนโยนเอื้อนเอ่ยพร้อมปลายนิ้วที่เกลี่ยลงมายังหางตาของชายหนุ่ม 

“ข้ารู้ว่ายามนี้เจ้าต้องการใครสักคนอยู่เคียงข้าง และข้าต้องการเป็นคนผู้นั้น” คนพูดยังคงเอื้อนเอ่ยพร้อมสัมผัสแสนอ่อนโยนที่เลื่อนลงมาบนโหนกแก้ม 

“แต่คืนนี้ฝ่าบาทควรอยู่ที่ตำหนักพระสนมเอก พระองค์ใดพระองค์หนึ่งมิใช่หรือ” หานตงเอ่ยในสิ่งที่ควรจะเป็น 

“แต่ข้าเลือกที่จะอยู่กับเจ้า สำหรับข้า..เจ้าสำคัญกว่าสิ่งใด” คำพูดของผู้ที่อยู่เบื้องหน้าช่างทำให้คนฟังอบอุ่นไปทั้งหัวใจ 

“ฝ่าบาทจะอยู่กับกระหม่อมทั้งคืนจริงหรือ” หานตงเอ่ยถามเพื่อย้ำความมั่นใจ พร้อมเลื่อนใบหน้าเข้าไปหาผู้เป็นเจ้าเหนือหัว 

“ข้าจะอยู่กับเจ้า...ทั้งคืน” ผู้ที่อยู่เบื้องหน้าตอบคำถามด้วยใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อ ดวงตาคู่เหยี่ยวที่มักเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวบัดนี้กลับสั่นคลอน ไม่กล้าแม้แต่จะประสานสายตากับตน 

“ฝ่าบาท...” หานตงเอ่ยเรียกเจ้าของดวงหน้านั้นพร้อมเสยคางให้อีกคนกลับมาสบตา 

ชายหนุ่มค่อยๆ เลื่อนใบหน้าเข้าไปหาซึ่งจุดหมายปลายทางที่เขาต้องการสัมผัสก็คือริมฝีปากสีชาดที่แสนเย้ายวน 

 

“ฝ่าบาท...จู๊บบบบ” 

 

โครม! 

“โอ๊ย!” 

สิ้นเสียงโครมครามจากบางอย่างที่ตกลงไปวัดความแข็งของพื้นก็ตามมาด้วยเสียงร้องโอดครวญที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด 

“โอ๊ยเจ็บ บ้าเอ๊ย! ข้าฝันไปหรือนี่” ชายหนุ่มที่พึ่งถูกปลุกจากความฝันอันแสนหวานบ่นพึมพำพร้อมลูบก้นของตัวเองเพื่อบรรเทาความเจ็บ 

“ข้านึกอยู่แล้ว ฝ่าบาทจะมาที่นี่ได้อย่างไร” หานตงที่ยังคงนั่งกองอยู่กับพื้นบ่นออกมาอย่างหัวเสีย 

...จางเกอที่เข้ามากอดปลอบข้าเมื่อคืนก็คงเป็นเพียงแค่ความฝันเช่นกันสินะ 

 

เบ้าตาที่ปวดจนแทบจะลืมไม่ขึ้นเพราะบวมช้ำจากการร้องไห้อย่างหนักยังไม่ทันจะหายก็ต้องมาเจ็บตัวเพิ่ม แถมยังต้องมารู้สึกผิดหวังอีก มันช่างน่าอนาถใจยิ่งนัก 

“คุณชาย! คุณชายเป็นอะไรขอรับ” 

คนที่กำลังนั่งเซ็งต้องหันไปมองเจ้าของน้ำเสียงที่พึ่งเปิดประตูเข้ามา 

“คุณชาย! ไยท่านไปนั่งตรงนั้นล่ะขอรับ” เสี่ยวกวงรีบวางถาดอาหารแล้วตรงเข้ามาช่วยพยุงผู้เป็นนายที่ยังคงนั่งทำหน้าเบื่อหน่ายอยู่กับพื้น ให้กลับขึ้นไปนั่งบนเตียง 

“คุณชายล้างหน้าล้างตาก่อนนะขอรับ” เสี่ยวกวงรีบทำหน้าที่ของตนไม่ให้ขาดตกบกพร่อง 

“อืม” หานตงพยักหน้ารับก่อนจะจัดการล้างหน้าล้างตา 

“ข้านำสำรับมาด้วย คุณชายกินสักนิดนะขอรับ” เสี่ยวกวงรีบยื่นผ้าให้ผู้เป็นนายเช็ดหน้าก่อนจะเอ่ยบอกด้วยความเป็นห่วง 

“ข้าไม่หิว” แต่ความหวังดีนั้นกลับถูกปฏิเสธกลับไปในทันที 

“ตั้งแต่นายหญิงจากไป คุณชายยังไม่ได้กินอะไรเลย จะเจ็บไข้เอาได้นะขอรับ” เสี่ยวกวงยังคงไม่ละความพยายาม 

“ข้ากินไม่ลง” หานตงตอบกลับไปก่อนจะล้มตัวลงนอนพร้อมหันหลังให้อีกคน 

...ตอนนี้จิตใจของเขามันห่อเหี่ยวจนไม่อยากดื่มกินหรือทำอะไร 

 

“แม้แต่อาหารที่ข้าทำ เจ้าก็กินไม่ลงหรือ” น้ำเสียงที่ได้ยินทำให้คนที่กำลังจะหลับตาสะดุ้งขึ้น 

“ฝ่าบาท...” ชายหนุ่มที่พึ่งดีดตัวขึ้นนั่งพร้อมหันไปมองเจ้าของเสียงเอื้อนเอ่ยอย่างไม่เชื่อสายตา 

“เสี่ยวกวง พานายเจ้ามานั่งนี่สิ” เจ้าของร่างภายใต้อาภรณ์สีม่วงเข้มปักดิ้นทองลายปักษาเอื้อนเอ่ยก่อนจะเดินไปนั่งยังโต๊ะชุดกลางห้อง 

...ฝ่าบาทในชุดเดียวกันกับเมื่อคืน หรือข้าไม่ได้ฝันไป 

 

“กินสิ จ้องหน้าข้าทำไม” คนตรงหน้าเอ่ยออกมาอีกครั้งเมื่อชายหนุ่มเอาแต่จ้องหน้าอีกคนไม่วางตา 

“อื้ม” หานตงพยักหน้ารับก่อนจะหยิบตะเกียบขึ้นมาถือโดยมีเสี่ยวกวงยืนลุ้นอยู่ข้างๆ 

“เปี๋ยงเปี๋ยงเมี่ยน...” แต่แล้วเมื่อเห็นอาหารที่อยู่ตรงหน้าหานตงก็ต้องพึมพำออกมาอย่างไม่เชื่อสายตาอีกครั้ง 

“ตอนอยู่ที่หมู่บ้านหลังหุบเขา ข้าเห็นเจ้าชอบกิน ข้าเลยทำมาให้” ผู้เป็นเจ้าเหนือหัวเอ่ยอีกครั้งก่อนจะเลื่อนชามตรงหน้าเข้ามาใกล้หานตงมากกว่าเดิม 

“ลองชิมดูสิ ถูกปากหรือไม่” 

หานตงพยักหน้ารับก่อนจะยกชามตรงหน้าขึ้นมาคุ้ยเส้นบะหมี่เข้าปาก 

“คุณชายยอมกินแล้ว! เพราะฝ่าบาทแท้ๆ ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ ขอบพระทัย” เสี่ยวกวงคุกเข่าคำนับองค์ฮ่องเต้ด้วยความดีใจ 

“พอแล้วๆ เจ้ามีอะไรก็ไปทำเถอะ ข้าอยู่กับหานตงเอง” สิ้นรับสั่ง บ่าวคนสนิทผู้รู้ความก็หายตัวไปจากห้องด้วยความเร็วเหนือแสง 

“เจ้ารู้สึกปวดหัวหรือไม่” คำถามดังขึ้นพร้อมสัมผัสอ่อนโยนจากปลายนิ้วแสนนุ่ม ลงบนเปลือกตาของคนที่กำลังโซ้ยบะหมี่ 

...อ่า ช่างเหมือนในความฝัน นี่ข้าไม่ได้กำลังอยู่ในความฝันใช่หรือไม่ 

 

“ปะ...ปวด แต่ไม่มากพ่ะย่ะค่ะ” หานตงรีบกลืนเส้นลงคอแล้วตอบกลับไป 

“ค่อยๆ กิน” องค์ฮ่องเต้เอ่ยพลางใช้หลังมือเช็ดมุมปากให้ชายหนุ่ม 

“เออ...” หานตงที่ยังคงอยู่ในสภาวะมึนงงไม่รู้ตัวเองอยู่ในความจริงหรือความฝัน จ้องการกระทำแสนอ่อนโยนที่อีกคนมีให้ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยออกไป 

“ฝ่าบาท...” 

“มีสิ่งใดหรือ” คนถูกเรียกขานรับด้วยความสงสัย 

“โปรดหยิกกระหม่อมสักหนึ่งที” เพื่อให้มั่นใจว่าไม่ได้อยู่ในความฝัน หานตงจึงเอ่ยขอออกไป 

“โอ๊ย! เจ็บๆๆ” แล้วเขาก็ต้องส่งเสียงร้องลั่น เมื่อบุคคลตรงหน้าช่วยเขายืนยันโดยไม่มีการออมแรง 

“ฝ่าบาท พระองค์ทำเกินไปแล้ว!” หานตงโวยวายใส่คนตรงหน้า เมื่ออีกคนปล่อยมือออกจากแก้มของตน 

“ข้าทำสิ่งใดเกินไป? เจ้าเป็นคนเอ่ยขอเอง” คนถูกว่าตอบกลับมาเหมือนตัวเองไม่ได้ทำสิ่งใดผิด 

“ใช่ข้าเป็นคนเอ่ยขอ แต่พระองค์ก็ไม่ควรออกแรงขนาดนั้น” หานตงยังคงโวยวายพลางลูบแก้มของตนไปด้วย 

“เจ็บมากหรือ?” สิ้นคำถามปลายนิ้วของคนพูดก็สัมผัสลงบนแก้มของหานตง 

“เจ็บมาก เจ็บมากเลย ท่านดูสิ แดงไปหมดแล้วกระมัง” หานตงว่าพลางยื่นแก้มให้อีกคนดู 

“ถ้าอย่างนั้นข้าควรทำเช่นไร ใช้คาถาเหมือนเมื่อก่อนดีหรือไม่” 

หานตงขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจเมื่อได้ยิน 

“คาถาใดหรือ?” 

คนถูกถามไม่ตอบแต่กลับยื่นมือมาจับใบหน้าของหานตงให้หันแก้มด้านที่ถูกหยิกไปหาตน 

ลมหายใจอุ่นๆ ที่กำลังลอยมากระทบบนแก้มของชายหนุ่ม ทำให้เขารับรู้ว่าในตอนนี้ใบหน้าของอีกคนนั้นเข้ามาใกล้เพียงใด 

“เสี่ยวตงคนเก่งของจางเกอ ไม่เจ็บแล้วนะ จางเกอจะเป่าไล่ความเจ็บให้เจ้าเอง” สิ้นประโยคที่เอื้อนเอ่ยพวงแก้มของหานตงก็รับรู้ถึงสายลมที่อีกคนเป่าออกมา 

“หายเจ็บหรือยัง” คำถามดังขึ้นอีกครั้งพร้อมคนพูดที่กลับไปนั่งยังตำแหน่งเดิม 

“หากข้าบอกว่ายังเจ็บล่ะ” หานตงประสานสายตากับอีกคนพร้อมยกมือขึ้นลูบแก้มที่กำลังร้อนผ่าวของตัวเองก่อนจะเอ่ยถามออกไป 

“หากเป็นเช่นนั้นข้าคงต้องทำมากกว่านี้” ซึ่งคนตรงหน้ากลับเท้าคางตอบกลับมาอย่างไม่สะทกสะท้าน 

...หืม? ท้าทายเยี่ยงนี้ ลองดูซะดีไหม! 

 

หานตงสะบัดหน้าไปมาไล่ความคิดอกุศลของตัวเอง ก่อนจะรีบก้มหน้าก้มตากินบะหมี่ต่อในทันที 

“เห็นเจ้าร่าเริงได้แบบนี้ข้าก็เบาใจ” องค์ฮ่องเต้เอ่ยพลางเกลี่ยเส้นผมออกจากใบหน้าให้ชายหนุ่ม 

หานตงไม่ได้ตอบโต้สิ่งใดกลับไป ใช่ว่าไม่เสียใจ ใช่ว่าไม่รู้ว่าตนสูญเสียผู้ใดไป แต่ในยามนี้เมื่อมีฝ่าบาทอยู่ด้วย เขาแค่รู้สึกสบายใจเพียงเท่านั้นเอง 

“กินอิ่มแล้วก็ดื่มยาเสีย เจ้าจะได้พักผ่อน” 

คนที่พึ่งวางชามบะหมี่ในมือลงรีบหันขวับไปมองคนพูดในทันที เมื่ออีกคนเอ่ยถึงสิ่งที่เขาเกลียดขึ้นสมอง 

“ไยต้องดื่มยา กระหม่อมไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย” หานตงรีบส่ายหน้าไปมาพร้อมถอยหนีในทันที 

“ร้องไห้ขนาดนั้น เจ้าไม่ปวดหัวหรือ ยานี้จะช่วยให้เจ้าอาการดีขึ้น” คนตรงหน้าเอ่ยพลางเลื่อนถ้วยยาสีดำทมิฬมาให้ 

...แค่ได้กลิ่นก็แทบอ้วกแล้ว ใครจะไปกินลง 

 

“กระหม่อมไม่...” หานตงกำลังจะหาทางเลี่ยงการดื่มยา แต่คนตรงหน้ากลับขัดขึ้น 

“ดื่มเสียหน่อยเถิด ยานี้ข้าตื่นไปเคี้ยวด้วยตนเองเพื่อเจ้าเลยนะ” 

...เจอคำพูดแบบนี้ใครจะไปปฏิเสธลง 

แต่...ไม่ว่ายังไงกระหม่อมก็ไม่กินยานั่น! ต่อให้พระองค์ทำมากกว่านี้กระหม่อมก็ไม่กิน! 

“กระหม่อมไม่ได้เป็นอะไรพ่ะย่ะค่ะ ไม่ต้องดื่มยานี้หรอก” หานตงดันถ้วยยากลับไปประหนึ่งว่านั้นคือยาพิษที่กำลังจะปลิดชีวิตตน 

“ข้าเป็นห่วงเจ้านะ หานตง” แต่คนตรงหน้าก็หาได้ละความพยายามไม่ 

“ถ้าเช่นนั้น กระหม่อมจะดื่มภายหลัง” ในเมื่อปฏิเสธไม่ได้ก็เออออแล้วค่อยแอบเททิ้งก็แล้วกัน 

“ดื่มเสียตอนนี้จะดีกว่า” แต่ดูเหมือนว่าองค์ฮ่องเต้จะรู้ทันเขาซะด้วยสิ 

“กระหม่อมไม่ชอบดื่มยา มัน...ขม” หานตงตัดสินใจบอกออกไปตามตรง ถึงจะน่าอายก็เถอะก็ยังดีกว่าฝืนกินยานั่น 

“เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ หากเจ้ายอมดื่มยา ข้าจะให้ในสิ่งที่เจ้าต้องการหนึ่งอย่าง” องค์ฮ่องเต้นิ่งคิดสักพักก่อนจะใช้วิธีเอารางวัลมาหลอกล่อ 

“กระหม่อมไม่ต้องการสิ่งใด” ถึงรางวัลจะล่อตาล่อใจมากแค่ไหน แต่หานตงก็ยังคงตั้งมั่นในความคิด 

“อืม...ให้ข้าป้อนเจ้าดีหรือไม่” องค์ฮ่องเต้ก็ยังไม่ละความพยายาม ทำทุกวิธีให้ชายหนุ่มที่กำลังทำตัวเหมือนเด็กยอมกินยา 

“หากป้อนด้วยปากกระหม่อมอาจจะยอม” หานตงพลั้งปากเอ่ยออกไปอย่างท้าทาย 

แต่เมื่ออีกคนชะงักไป ชายหนุ่มก็พึ่งตระหนักว่าตนเองได้เผลอกระทำการหมิ่นพระเกียรติขององค์ฮ่องเต้ไปเสียแล้ว 

“กระหม่อมขอประทานอภัย กระหม่อมไม่ได้ตั้งใจ” หานตงที่ลืมไปว่าบุคคลตรงหน้านั้นคือเจ้าเหนือหัวรีบขอพระราชทานอภัยในทันที 

“หากข้าทำเช่นนั้นเจ้าจะยอมดื่มยาจริงหรือ” 

“ห่ะ?” แต่แล้วคำถามที่ได้ยินก็ทำให้คนที่กำลังก้มหน้ารับความผิด รีบเงยหน้ามองอีกคนด้วยความสงสัย 

ยังไม่ทันจะได้ตั้งตัวองค์ฮ่องเต้ที่หานตงพึ่งเผลอล่วงเกินไปนั้นกลับลุกจากที่นั่งมายืนตรงหน้า 

“ฝ่าบาท...จะทำสิ่งใดพ่ะย่ะค่ะ” หานตงเงยหน้าถามด้วยความไม่เข้าใจ 

“ทำในสิ่งที่เจ้าร้องขอ” พูดจบองค์ฮ่องเต้ก็คว้าเอาชามยาขึ้นไปกระดกดื่มก่อนจะใช้สองมือจับใบหน้าของหานตงเอาไว้ 

หานตงที่คิดไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น เบิกตากว้างด้วยความตกใจ เมื่อสัมผัสได้ถึงริมฝีปากนุ่มที่ทาบทับลงมายังริมฝีปากของตน 

ยังไม่ทันจะได้ตั้งตัวเรียวลิ้นก็รับรู้ถึงความขมของยาที่ถูกส่งต่อมาจากโพรงปากของบุคคลที่อยู่เบื้องหน้า 

ชายหนุ่มต้องฝืนกลืนยาทั้งหมดลงคอ เมื่อยังคงถูกริมฝีปากนุ่มนั้นปิดกั้นเอาไว้ แต่ถึงแม้จะกล้ำกลืนฝืนทนกับความขมของยาเพียงใด สองมือของชายหนุ่มกลับโอบเอวของบุคคลตรงหน้ากระชับเข้าหาตน 

เรียวลิ้นที่ยังคงเคลือบไปด้วยรสเฝื่อนและความขมของยา เริ่มแทรกผ่านความขมนั้นไปสู่ความหวานล้ำที่เคยลิ้มลอง กวัดพันเกี่ยวเอาเรียวลิ้นที่แสนอ่อนนุ่ม สำรวจโพรงปาก กวาดต้อนเอาทั้งยาที่ยังตกค้างและสายน้ำใส เพื่อลบความขมให้จางหายไป 

...ในเมื่อฝ่าบาทบังคับให้กระหม่อมกินยาขมบรรลัยนั่น กระหม่อมก็ขอล้างปากด้วยความหวานจากเรียวลิ้นของพระองค์ก็แล้วกัน 

 

สองเรียวลิ้นหยอกล้อแลกเปลี่ยนสายน้ำหวานไปมา ประหนึ่งสิ่งคุ้นเคย ยิ่งดื่มกินยิ่งต้องการ ยิ่งสัมผัสยิ่งโหยหา รู้ตัวอีกทีร่างขององค์ฮ่องเต้ก็ขึ้นไปนั่งคร่อมบนตักของหานตงเสียแล้ว 

เมื่อได้แนบชิดสองมือที่เคยโอบกอดเพียงรอบเอว เริ่มลูบไล้ไปทั่วเรือนร่าง สัมผัสทุกสัดส่วนตามใจตัวเองอย่างจาบจ้วง ลืมสิ้นไปแล้วว่าบุคคลที่ตนกำลังล่วงล้ำนั้นคือผู้ใด 

“อื้อ...” เสียงค้านในลำคอของคนบนตักดังขึ้น เมื่อความต้องการของหานตงนั้นมากเกินกว่าเรียวลิ้นที่กำลังดูดกลืน 

ความหวานล้ำปลุกปั่นให้ห้วงแห่งอารมณ์ลุกโชน ปลุกเร้าให้สิ่งที่อยู่ภายใต้อาภรณ์ลุกชัน 

หานตงไม่ได้สนใจเสียงคัดค้านที่ดังออกมาจากในลำคอ ยังคงกอบโกยเอาความหอมหวานอย่างไม่มีทีท่าจะหยุด 

จนเมื่อองค์ฮ่องเต้ใช้สองมือดันไหล่ของชายหนุ่มเอาไว้เป็นสัญญาณว่าตนหายใจไม่ทัน ชายหนุ่มจึงพึ่งรู้สึกตัวและหยุดการกระทำ ยอมปล่อยให้ริมฝีปากบวมเจ่อนั้นได้เป็นอิสระ 

ดวงหน้าทั้งสองผละออกจากกันช้าๆ เหลือเพียงดวงตาที่ยังคงประสานกันเป็นสิ่งสื่อความรู้สึกที่อยู่ภายใน 

“หานตง เจ้า...” ดวงหน้าขององค์ฮ่องเต้ที่มักจะเก็บอาการได้ดีเสมอกลับขึ้นสีแดงก่ำ เมื่อรับรู้ถึงความแข็งแกร่งของชายหนุ่มที่สัมผัสกับเบื้องล่างของตน 

“เออ...คือ...กระหม่อม....” หานตงที่พึ่งรู้ตัวรีบปล่อยร่างตรงหน้าให้เป็นอิสระเช่นกัน 

องค์ฮ่องเต้รีบลุกออกจากตักของชายหนุ่ม ทั้งที่ก่อนหน้านี้เป็นคนเริ่ม แต่ในตอนนี้กลับทำตัวไม่ถูกเสียอย่างนั้น 

ความเงียบปกคลุมไปทั่วทั้งห้อง มีเพียงเสียงความวุ่นวายในยามเช้าของคนในจวนและเสียงนกที่อยู่ภายนอกดังแว่วให้ได้ยิน เมื่อทั้งสองไม่รู้จะวางตัวเช่นไร 

หานตงยกมือขึ้นเกาท้ายทอยตัวเองเมื่อไม่รู้จะเอามือไปวางไว้ตรงไหน สายตาก็เหลือบมองแผ่นหลังของเจ้าเหนือหัวผู้อยู่เบื้องหน้าสลับกับเจ้ามังกรที่ผงาดอยู่เบื้องล่าง 

ความรู้สึกกับเหตุผลในใจกำลังตีกันยุ่งไปหมด รู้ดีถึงหน้าที่ของตน แต่อีกคนก็ดันน่ากิน 

...หานตงเอ่ย เอายังไงดีหนอ 

 

“ข้า...กลับวังก่อน เจ้าพักผ่อนเถอะ” 

เถียงกับตัวเองยังไม่ทันจะได้คำตอบ มือกลับไปเร็วกว่าความคิด คว้าร่างตรงหน้าเข้ามาสู่อ้อมกอดอีกครั้ง เพียงเพราะได้ยินว่าอีกคนจะจากไป 

“ฝ่าบาท...อยู่กับกระหม่อมได้หรือไม่” ชายหนุ่มซบดวงหน้าลงบนไหล่ของเจ้าเหนือหัวแล้วเอื้อนเอ่ยอย่างเอาแต่ใจ 

“แต่...เจ้าอาจต้องการ...ใช้เวลากับตัวเอง” คนในอ้อมกอดพึมพำตอบกลับมา เมื่อเบื้องล่างยังคงสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งที่ยังไม่ยอมสงบลง 

“กระหม่อมต้องการใช้เวลากับฝ่าบาท” หานตงเอื้อนเอ่ยในสิ่งที่ต้องการ ไม่ได้นึกถึงหน้าที่ของตนแล้วว่าคือสิ่งใด 

“......” เมื่อคนบนตักไม่เอ่ยสิ่งใดตอบ หานตงจึงสรุปเอาเองว่านั้นคือคำอนุญาต 

กลิ่นกายหอมอ่อนๆ ประจำกายของอีกคน เป็นกลิ่นหอมเย็นชวนให้จิตใจสงบ แต่ก็เย้ายวนให้เขาเข้าไปดอมดมในเวลาเดียวกัน และแน่นอนว่าหานตงก็ไม่คิดปฏิเสธความต้องการของตนเช่นกัน 

ชายหนุ่มค่อยๆ ใช้มือกวาดเส้นผมสีดำยาวของอีกคนไปรวมกันไว้ เผยให้เห็นท้ายทอยขาวเนียน ก่อนจะเลื่อนปลายจมูกไล่ดอมดมประหนึ่งผีเสื้อที่กำลังหลงมัวเมาความหอมของบุปผางาม 

เมื่อผีเสื้อดอมดมหยอกเย้าบุปผางามจนพอใจก็เริ่มเคลื่อนกาย กระทำการลิ้มชิมรสน้ำหวานจากเกสรที่ถูกซุกซ่อนอยู่ภายในไว้อย่างดี 

แต่แล้วฝ่ามือที่กำลังจะเลื่อนลงไปหยอกเย้ายังเกสรแหล่งผลิตน้ำหวานนั้นก็ต้องหยุดชะงักเมื่อถูกรั้งเอาไว้ 

“หานตง...ข้า...” ยังไม่ทันที่คนบนตักจะได้เอ่ยสิ่งใด มือที่เคยใช้ห้ามปรามกลับถูกชายหนุ่มจับไปจรดริมฝีปากลงบนหลังมือ 

“ฝ่าบาทจะใจร้ายกับกระหม่อมหรือ” น้ำเสียงที่หานตงเอื้อนเอ่ยทั้งออดอ้อนและน่าสงสาร ชวนให้คนฟังใจอ่อนยวบไปถึงตาตุ่มจนมิอาจปฏิเสธได้ 

มุมปากของหานตงยกสูงขึ้นเมื่อบุปผางามเริ่มโอนอ่อนตามผีเสื้อแสนเจ้าเล่ห์ 

ชายหนุ่มเริ่มไล่ปลายจมูกขึ้นไปตามหลังมือ เรื่อยไปตามท่อนแขนและไหล่ลาดเนียน เริ่มปฏิบัติการหลอกล่อบุปผางามในมือ แย้มกลีบเผยเกสรให้ตนได้เชยชมอีกครา 

“หานตง! หยุดก่อน” แต่แล้วหานตงก็ต้องชะงัก เมื่อบุปผาที่เขากำลังดอมดมกลับปฏิเสธออกมาเสียงแข็ง 

คนบนตักขยับกายพร้อมแกะมือทั้งสองของเขาออกจากตัวก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง 

หานตงที่เหมือนจะพึ่งตระหนักว่าตนเองทำเกินไปกำลังจะอ้าปากของพระราชทานอภัยอีกครั้งก็ต้องหุบปากลง เมื่อเจ้าของแผ่นหลังตรงหน้าหันกลับมา 

“ข้าไม่สามารถให้ในสิ่งที่เจ้าต้องการได้” คำตอบที่เหมือนดังกระทะใบใหญ่ฟาดลงมากลางกระหม่อมสร้างความมึนงงให้คนได้ยินจนแทบไปไม่เป็น 

...มีเพียงข้าหรือที่ต้องการ? 

 

หากประโยคเมื่อกี้เปรียบดังกระทะใบใหญ่ เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นก็คงเป็นหินก้อนใหญ่ที่หล่นมาซ้ำอีกครั้ง 

เมื่อเจ้าเหนือหัวผู้ที่พึ่งปฏิเสธเขานั้นกลับใช้สองมือประคองใบหน้าของเขาเอาไว้แล้วประทับริมฝีปากลงมาบนเปลือกตาของชายหนุ่ม 

“ข้าต้องกลับวังแล้ว ดูแลตัวเองด้วย” สิ้นคำลาเจ้าของร่างภายใต้อาภรณ์สีม่วงเข้มก็จากไป ทิ้งให้ชายหนุ่มนั่งค้างเติ่ง มึนงงในสิ่งที่พบเจอ 

…ข้า...ข้าควรตกใจกับสิ่งใดก่อนระหว่างการถูกปฏิเสธกับการกระทำของฝ่าบาท 

 

“ข้าทำอะไรลงไปเนี่ย!” ผ่านไปหลายนาทีกว่าเสียงโวยวายดังขึ้น เมื่อสมองของชายหนุ่มประมวลผลสำเร็จ 

“ข้าจะ...ข้าจะ...อ้ากกกกก” หานตงฟุบหน้าลงบนโต๊ะก่อนจะทุบมันระบายความรู้สึกที่เอ่อล้นอยู่ภายใน 

...นี่ข้าเผลอทำตามความต้องการของตัวเองอีกแล้วหรือนี่ 

 

“คุณชาย! เป็นอะไรขอรับ!” เป็นเสี่ยวกวงที่รีบวิ่งเข้ามาดูผู้เป็นนายอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงโวยวาย 

“ข้าไม่ได้เป็นอะไร ข้า...ข้า...โว้ยยยย” หานตงกลับไปดึงทึ้งหัวตัวเอง เมื่อนึกถึงสิ่งที่ทำลงไป 

“คุณชาย คุณชายเสียสติไปแล้วหรือขอรับ” เสี่ยวกวงแทบจะหลั่งน้ำตาเมื่อเห็นผู้เป็นนายมีอาการประหนึ่งคนเสียสติเช่นนี้ 

“ผู้ใดเสียสติ!” หานตงหันไปมองบ่าวคนสนิทตาขวางก่อนจะหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อรวบรวมสมาธิไม่ให้ตนเองฟุ้งซ่าน 

“ข้ากลับมาที่ห้องได้อย่างไร” หานตงถามขึ้นเมื่อไล่สิ่งที่อยู่ในหัวออกไปได้ 

“ฝ่าบาทอุ้มท่านมาขอรับ” คำตอบของเสี่ยวกวงทำเอาคิ้วของหานตงขมวดกันยุ่ง 

...ข้าถูกอุ้มอีกแล้วหรือ? 

“เรื่องเป็นเช่นไร เจ้าจงเล่าให้ข้าฟัง” หานตงถามออกไปด้วยความอยากรู้ 

เหตุการณ์เมื่อคืนที่ฝ่าบาทมาหาเขาไม่ใช่ความฝันแน่นอน แต่หลังจากที่ร้องไห้อย่างหนักหานตงก็จำสิ่งใดไม่ได้อีก 

“ขอรับ” เสี่ยวกวงพยักหน้ารับก่อนจะเล่าในสิ่งที่ตนเห็น 

“เข้ายามโฉ่ว (01:00 น.- 02:59 น.) ได้เกือบหนึ่งชั่วยาม ข้าก็เอาผ้าห่มไปให้ท่าน เพราะข้ากลัวว่าท่านจะหนาว” หานตงตั้งใจฟังในสิ่งที่คนตรงหน้าเล่า 

“แต่ใครจะไปคิดว่า เมื่อข้าไปถึงกลับพบว่าท่านกับฝ่าบาท...” 

“ข้ากับฝ่าบาททำไมหรือ” หานตงรีบถามด้วยความสงสัย เมื่อเห็นอีกคนเงียบไปพร้อมใบหน้าที่ขึ้นสีแดงระเรื่อ 

“ท่าน...นอนหนุนตักฝ่าบาทอยู่ขอรับ” เสี่ยวกวงเอานิ้วจิ้มกันไปมาด้วยความเขินอายเมื่อนึกถึงภาพที่ตนเห็นเมื่อคืน 

“ข้าแค่นอนหนุนตักฝ่าบาท ไยเจ้าต้องทำท่าทางเยี่ยงนั้น” หานตงถามออกไปด้วยความไม่เข้าใจ 

“ไม่ใช่แค่นอนหนุนตักนะขอรับ ฝ่าบาทยัง...” ท่าทางเขินอายของเสี่ยวกวงเริ่มทำให้หานตงหงุดหงิด 

“อะไรของเจ้า อึกอักอยู่ได้ เห็นอะไรก็เอ่ยออกมา” 

“ข้าเห็นฝ่าบาทกำลังจุมพิตท่านขอรับ” เสี่ยวกวงกลั้นใจพูดออกมาด้วยความอาย 

“ก็แค่จูบ” 

“ห่ะ!” หานตงอุทานขึ้นก่อนจะหันขวับไปมองหน้าบ่าวคนสนิท 

“เจ้าบอกว่า...เห็นฝ่าบาท...จูบข้าอย่างนั้นหรือ!?” หานตงถามย้ำอีกครั้ง 

“ใช่ขอรับ” เสี่ยวกวงพยักหน้าที่กำลังขึ้นสีระรัวเพื่อยืนยัน 

“อ่า...แล้วยังไงต่อ” หานตงยกมือขึ้นเกาท้ายทอย เมื่อเริ่มรู้สึกว่าใบหน้าของตนกำลังร้อนวูบวาบก่อนจะเอ่ยถามต่อ 

...บ้าเอ้ย ทำไมข้าต้องรู้สึกเขินด้วยก็แค่ถูกขโมยจูบตอนหลับเท่านั้นเอง >_< 

 

“พอฝ่าบาทเห็นข้า ฝ่าบาทก็ส่งยิ้มให้ก่อนจะอุ้มท่านที่หลับไปแล้วกลับมาที่ห้องขอรับ” เสี่ยวกวงเล่าต่อในทันที 

“แล้วหลังจากนั้นเล่า ฝ่าบาทประทับที่ใด” หานตงถามต่อด้วยความสงสัย อย่าบอกนะว่าไปนอนห้องซุนเทียน 

“จะประทับที่ใดได้นอกจากอยู่กับท่านล่ะขอรับ ท่านเล่นกอดฝ่าบาทไม่ปล่อยแบบนั้น” เสี่ยวกวงเอ่ยพลางส่ายหน้าไปมา 

“เจ้าหมายความว่า ฝ่าบาทประทับอยู่กับข้าทั้งคืนอย่างนั้นหรือ” หานตงถามย้ำ 

“ขอรับ” เสี่ยวกวงก็ตอบอย่างหนักแน่น 

“ข้ากับฝ่าบาทนอนบนเตียงหลังนี้ด้วยกันทั้งคืน?” หานตงยังคงถามต่อ 

“ใช่ขอรับ” ซึ่งเสี่ยวกวงก็ยังตอบอย่างแข็งขันเช่นเดิม 

“......” เมื่อได้รับการยืนยันแน่ชัด หานตงถึงกลับไปไม่เป็นเลยทีเดียว 

“คุณชายรู้สึกไม่สบายหรือขอรับ ทำไมหน้าถึงแดงเยี่ยงนั้น” เสี่ยวกวงถามขึ้นด้วยความสงสัย 

“เปล่าๆ เจ้าจะไปทำอะไรก็ไปทำเถอะ ข้าอยากพักผ่อน” หานตงไล่บ่าวคนสนิทที่มีท่าทางอยากรู้อยากเห็นให้ออกห่างจากตน 

“มีอะไรเรียกข้านะขอรับ” เสี่ยวกวงน้อมรับก่อนจะเก็บถ้วยชามออกจากห้องไป 

“ทั้งที่พระองค์ยอมอยู่กับกระหม่อมทั้งคืน แต่เมื่อกี้พระองค์กลับปฏิเสธกระหม่อม” หานตงทิ้งตัวลงนอนบนเตียงก่อนจะยกมือก่ายหน้าผากอย่างใช้ความคิด 

...กระหม่อมมองไม่ออกจริงๆ ว่าพระองค์กำลังคิดสิ่งใด 

...และกระหม่อมควรจะจัดการกับความรู้สึกของตัวเองเช่นไร 

+ 

+ 

+ 

ป้ายวิญญาณตรงหน้าเป็นเหมือนสิ่งย้ำเตือนในโอกาสที่เกิดขึ้นอีกครั้ง แต่เขากลับปล่อยให้หลุดลอยไป 

ทั้งที่มีโอกาสได้ใช้เวลาอยู่กับมารดาอีกครั้ง แต่เขากลับชะล่าใจปล่อยเวลาล่วงเลยจนไม่สามารถหวนกลับได้อีกครา 

ถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้นจะสร้างความโศกเศร้าเพียงใด แต่มันก็ยังเป็นสิ่งย้ำเตือนว่าไม่มีอะไรแน่นอน 

ในตอนนี้พิธีกรรมต่างๆ ได้ผ่านพ้นและเสร็จสิ้นลงแล้ว หานตงเองก็ยังมิได้หลุดพ้นจากความโศกเศร้า 

แต่ชายหนุ่มเพียงแค่ตระหนักได้ว่าต่อให้เสียใจเพียงใด มารดาของตนก็ไม่มีวันกลับมา แทนที่จะโทษตัวเองหรือจมปลักอยู่กับความสูญเสีย สู้เราเอาสิ่งเหล่านั้นมาเป็นประสบการณ์ไม่ดีกว่าหรือ 

“โอ๊ย!” ชายหนุ่มที่กำลังนั่งเหม่อมองป้ายวิญญาณ จมอยู่ในความคิดของตัวเองต้องร้องเสียงหลง เมื่ออยู่ดีๆ ก็ถูกใครบางคนฉุดกระชากลากถูออกมาจากห้อง 

“พี่ใหญ่! ท่านทำอันใด” หานตงเอ่ยถามผู้เป็นพี่ที่ลากตนออกมาด้วยความไม่เข้าใจ 

คนถูกถามไม่ให้คำตอบแต่กลับโยนกระบี่ลงมาตรงหน้าของชายหนุ่มแทน 

“ลุกขึ้นมาสู้กับข้า” คำสั่งดังขึ้นพร้อมกระบี่ที่ถูกชักออกมาจากฝัก 

“สู้กับท่าน? ไยข้าต้องทำเยี่ยงนั้น” หานตงที่พึ่งตอบกลับไปยังไม่ทันจะได้ลุกขึ้นยืนก็ต้องชะงัก เมื่อปลายกระบี่ของอีกคนถูกนำมาจ่อที่ตน 

“ท่านเสียสติไปแล้วหรือ” เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบังคับให้ชายหนุ่มต้องรีบคว้ากระบี่ที่พื้นมาเป็นอาวุธเพื่อป้องกันตัว 

“ประลองกระบี่กับข้า หากข้าชนะ เจ้าห้ามเข้าใกล้ฝ่าบาทอีก” คำท้าทายที่เหมือนเป็นการบังคับดังออกมาจากปากของคนตรงหน้า สร้างความงุงงงให้คนได้ยินไม่น้อย 

...ข้าที่ร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็กมีหรือจะไปสู้ท่านได้ แล้วฝ่าบาททรงเกี่ยวอะไรด้วย 

 

“ท่านหมายถึงอะไร ไยต้องเอ่ยถึงฝ่าบาท” หานตงเอ่ยถามพร้อมถอยห่างจากปลายกระบี่ 

“เพราะเจ้าฝ่าบาทถึงต้องตกอยู่ในสถานการณ์เยี่ยงนี้” ซุนเทียนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว 

“ท่านพูดอะไรข้าไม่เข้าใจ เฮ้ๆ ใจเย็น” หานตงรีบหลบกระบี่ของอีกคนด้วยความเร็ว 

“หากคืนนั้นฝ่าบาทไม่เสด็จมาหาเจ้า พระองค์ก็คงไม่ต้อง...” 

“ฝ่าบาททำไมหรือ! เกิดอะไรขึ้นกับพระองค์” ซุนเทียนยังไม่ทันจะได้เอ่ยจบประโยคดี หานตงก็รีบถามออกไปด้วยความร้อนใจ 

เพราะช่วงนี้ยังคงโศกเศร้าในการจากไปของผู้เป็นมารดา หานตงที่ไม่ได้เข้าไปทำงานในวังจึงไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น 

“หวังไทหวงไทเฮาทรงกริ้วฝ่าบาทถึงขั้นตำหนิพระองค์ต่อหน้าขุนนางในท้องพระโรง” ใต้เท้าอี้ที่พึ่งตามเข้ามาเป็นคนตอบคำถามที่ชายหนุ่มอยากรู้ 

“ฝ่าบาทจึงต้องไปคุกเข่าสำนึกผิดหน้าตำหนักฉู่ซิวกง เพื่อขอประทานอภัยจากหวังไทหวงไทเฮา” ใต้เท้าหมิงที่พึ่งมาถึงเช่นกันเป็นผู้ขยายความให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น 

“ข้าจะไปเข้าเฝ้าฝ่าบาท” หานตงเอ่ยออกไปด้วยความรีบร้อน แต่ยังไม่ทันจะได้ขยับไปไหนก็ต้องหยุดการเคลื่อนไหว เมื่อกระบี่ที่อยู่ในมือของซุนเทียนถูกนำมาจ่อที่คอหอยของตนอีกครั้ง 

“เจ้าห้ามไปพบฝ่าบาท” ซุนเทียนเอ่ยออกมาเสียงแข็ง 

“ข้าจะไป ไยข้าถึงไปเข้าเฝ้ามิได้” หานตงหาได้กลัวกระบี่ซึ่งจ่ออยู่ที่คอของตนไม่ เอ่ยถามออกไปด้วยความไม่เข้าใจ 

“เพราะเจ้าเป็นตัวต้นเหตุของเรื่องนี้!” 

/ “เพราะเจ้านางถึงได้ตาย!” / 

“.....” หานตงนิ่งไปในทันทีเมื่อได้ยิน คำพูดของซุนเทียนเหมือนสิ่งตอกย้ำ คำพูดของผู้เป็นบิดาว่าเขาคือต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมด 

“พวกเจ้าเลิกเถียงกันเถิด ในยามนี้พวกเราควรคิดหาหนทางให้หวังไทหวงไทเฮาทรงหายกริ้วฝ่าบาทมิใช่หรือ” ใต้เท้าอี้เอ่ยขึ้นอีกครั้ง  

“เถียงกันไป โทษกันมาก็เท่านั้น รอห่วงกู่มาก่อนแล้วเราค่อยคิดหาวิธีกัน” ใต้เท้าหมิงก็เห็นด้วยเช่นกัน 

“ถ้าอย่างนั้นพวกเราไปรอห่วงกู่ที่เรือนรับรองกันเถิด” ซุนเทียนสูดหายใจเข้าเต็มปอดก่อนจะเก็บกระบี่เข้าฝัก 

“ข้าไป...” หานตงกำลังจะเอ่ยก็ต้องถูกซุนเทียนขัดขึ้นอีกครั้ง 

“ส่วนเจ้ากลับไปที่ห้องซะ ก่อนที่ความอดทนของข้าจะหมดลง” 

“ข้าไม่กลับ ข้าก็อยากหาวิธีช่วยฝ่าบาทเช่นกัน” หานตงตอบกลับไปเสียงแข็ง 

“อั๊ก!” แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวเดิน ชายหนุ่มก็ต้องทรุดลงไปกองกับพื้นด้วยความจุก เมื่อซุนเทียนพุ่งเข้ามาหาด้วยความเร็วก่อนจะใช้ฝักกระบี่กระแทกใส่ท้องของเขาอย่างแรง 

“น้องรอง เจ้ารู้ดีว่าไม่มีทางสู้ข้าได้ จงกลับไปอยู่ในที่ของเจ้า อย่าได้ทำตัวมีปัญหา” ซุนเทียนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่ต่างจากสายตาที่ใช้มอง 

“ซีด...ข้า...ข้าขอท้าประลองกับท่าน!” ชายหนุ่มกัดฟันลุกขึ้นยืนในมือกำกระบี่เอาไว้แน่นก่อนจะตะโกนเสียงดังลั่น 

“ได้ ข้าจะต่อให้เจ้าสามกระบวนท่า” ซุนเทียนหันมารับคำท้าก่อนจะชักกระบี่ออกมาจากฝัก 

“ซุนเทียน เจ้าอย่าทำเช่นนี้ เจ้าก็รู้ว่าหานตงไม่มีทางสู้เจ้าได้” ใต้เท้าหมิงเข้ามาห้ามด้วยความเป็นห่วง 

“ถ้าเจ้าจะโทษผู้ใดก็โทษข้าเถิด หากข้าไม่กราบทูลเรื่องของหานตง คืนนั้นฝ่าบาทก็คงไม่เสด็จออกจากวัง” ใต้เท้าอี้ก็เข้ามาขัดขวางเช่นกัน 

“คุณชายขอรับ อย่าสู้กับคุณชายใหญ่เลยนะขอรับ” เสี่ยวกวงที่ยืนดูสถานการณ์อยู่ก็รีบเข้ามาห้ามนายของตัวเองเอาไว้เช่นกัน 

“แต่ถ้าน้องรองไม่รั้งฝ่าบาทเอาไว้ เรื่องราวก็คงไม่เลวร้ายเช่นนี้” ซุนเทียนยังคงเอ่ยออกมาด้วยความโกรธ 

“พี่ใหญ่จะกล่าวโทษอะไรข้าก็ได้ แต่ไม่ว่ายังไงข้าก็ต้องเข้าเฝ้าฝ่าบาทให้ได้” หานตงเอ่ยเสียงแข็งก่อนจะผลักเสี่ยวกวงออกจากทางแล้วชักกระบี่ขึ้นมาท้าประลอง 

“พวกเจ้าหลบไป หากวันนี้ข้าไม่ได้สั่งสอนน้องชายผู้ไม่รู้ความ อย่ามาเรียกข้าว่าซุนเทียน!” ซุนเทียนผลักสหายทั้งสองออกจากทางก่อนจะพุ่งเข้าหาผู้เป็นน้องซึ่งคนถูกจู่โจมก็รีบยกกระบี่ขึ้นมาป้องกันตัวเองทันที 

“เจ้าไม่คู่ควรที่จะอยู่เคียงข้างฝ่าบาท” ซุนเทียนกวัดแกว่งกระบี่ไปพร้อมแรงโทสะที่มี 

“แล้วพี่ใหญ่เล่า คู่ควรหรือ?” หากเป็นเรื่องชกต่อยหานตงนั้นไม่เป็นรองใคร แต่เรื่องวรยุทธ์ยังไงซะเขาย่อมด้อยกว่าซุนเทียน 

แต่ถึงอย่างนั้นก็พอหลบหลีกไม่ให้ตนได้รับบาดเจ็บได้ เขาจึงใช้วิธียั่วยุให้อีกคนเสียสมาธิแล้วหาโอกาสจู่โจม 

“ข้าจะคู่ควรหรือไม่ มิใช่สิ่งที่เจ้าเป็นผู้ตัดสินใจ” ซุนเทียนที่มักใจเย็นเสมอในตอนนี้กลับเดือดดาลจนน่ากลัว 

“ข้าจะคู่ควรหรือไม่ ท่านก็ไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจเช่นกัน” ซึ่งนั่นก็เป็นไปตามที่หานตงคิด ยิ่งยั่วยุอีกคนก็ยิ่งเสียสมาธิ 

“เจ้า!” ซุนเทียนถอยหลังออกไปก่อนจะพุ่งมาใส่หานตงอีกคน ซึ่งชายหนุ่มก็ตั้งท่าเตรียมรอรับอยู่เช่นกัน 

จริงอยู่ว่าการที่สามารถทำให้ซุนเทียนเสียสมาธิได้นั้นอาจทำให้หานตงมีสิทธิ์ชนะ แต่ด้วยวรยุทธ์เพียงน้อยนิดที่ชายหนุ่มมีนั้น จึงทำได้แค่หลบหลีกไปมา ไม่สามารถประมือตรงๆ และทำร้ายอีกคนได้ 

สุดท้ายผ่านไปได้ไม่กี่กระบวนท่าหานตงก็พลาดท่าได้รับบาดเจ็บจนได้ 

“อึก!” เสียงร้องดังขึ้นพร้อมเลือดสีแดงสดที่ไหลออกมาจากหัวไหล่ข้างซ้ายของหานตงเป็นเวลาเดียวกันที่ห่วงกู่มาถึงพอดี 

“ซุนเทียน! เจ้ากำลังทำสิ่งใด!” คนมาใหม่ถามขึ้นก่อนจะรีบตรงเข้าไปดูชายหนุ่มที่กำลังกุมต้นแขนของตัวเองด้วยความเจ็บ 

“ไหนให้ข้าดูซิ” ห่วงกู่เอ่ยขึ้นก่อนจะรีบใช้ผ้ากดบาดแผลเอาไว้ 

“คุณชาย ฮือ คุณชายขอรับ” เสี่ยวกวงที่ไปนั่งหลบอยู่หลังเสารีบวิ่งเข้ามาดูเช่นกัน 

“แผลไม่ลึกมาก รีบพานายของเจ้าไปทำแผลเสียก่อน” ห่วงกู่เอ่ยขึ้นก่อนจะส่งหานตงให้เสี่ยวกวงช่วยพยุงกลับเรือนพำนักของตน 

“เจ้าแพ้ข้าแล้ว” หานตงหยุดข้อขาที่ก้าวเดินเมื่อได้ยินสิ่งที่ซุนเทียนเอ่ยก่อนจะกัดฟันหันกลับไปประสานมือค้อมกายคำนับอีกคน 

“ขอบคุณพี่ใหญ่ที่สอนสั่ง” เมื่อเอ่ยเสร็จก็หันหลังเดินออกมา 

...ถึงวรยุทธ์ของข้าจะสู้ท่านไม่ได้ แต่เรื่องของฝ่าบาทข้าไม่มีวันยอมแพ้ท่านแน่นอน 

 

“เจ็บๆ ท่านเบามือหน่อยมิได้หรือ” หานตงร้องโอดครวญ เมื่อความเจ็บแสบแล่นขึ้นมาจากบาดแผลที่ถูกใส่ยา 

“หากรู้ว่าเจ็บไยถึงไม่ประมาณตน” ห่วงกู่ผู้ซึ่งกำลังทำแผลให้เอ่ยขึ้น 

“ข้าเพียงแค่ต้องการเข้าเฝ้าฝ่าบาท” หานตงเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ในยามนี้ฝ่าบาทจะทรงเป็นเช่นไร แค่คิดถึงในใจของเขาร้อนรนไปหมด 

“เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงไป หวังไทหวงไทเฮาเพียงแค่ต้องการแสดงอำนาจ ฝ่าบาทคุกเข่าแค่ไม่กี่ชั่วยามหรอก” ห่วงกู่ตอบก่อนจะใช้ผ้าพันรอบบาดแผลให้ชายหนุ่ม 

“แต่ข้า...โอ๊ย!” หานตงต้องร้องขึ้นอีกครั้งเมื่ออีกคนออกแรงมัดผ้าพันแผล 

“รีบรักษาบาดแผลของเจ้าให้หายก่อนเถิด เรื่องอื่นเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงไป” ห่วงกู่เอ่ยก่อนจะลุกขึ้นยืน 

“คุณชายห่วง ท่านช่วยข้าได้หรือไม่ ข้าอยากเข้าเฝ้าฝ่าบาท” หานตงรีบคว้ามือของคนตรงหน้าเอาไว้แล้วขอร้องออกไป 

“เจ้าแค่รักษาบาดแผลของเจ้าให้หาย แล้วกลับเข้าไปทำงานในวัง เพียงเท่านั้นเจ้าก็ได้พบฝ่าบาท” ห่วงกู่ตอบกลับมาเพียงเท่านั้นพร้อมแกะมือของหานตงออก 

“แต่ข้าเป็นห่วงฝ่าบาท ข้าอยากเข้าเฝ้าตอนนี้” หานตงก็ยังคงไม่ยอมแพ้ 

“หากได้เข้าเฝ้าแล้วเจ้าจะทำสิ่งใด เจ้าจะทำให้หวังไทหวงไทเฮาหายกริ้วอย่างนั้นหรือ” คำพูดของคนตรงหน้าทำให้หานตงเงียบลง 

“ทำตามที่ข้าบอกเถิด แล้วเจ้าจะได้ในสิ่งที่ต้องการ” ห่วงกู่ทิ้งคำพูดไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะจากไป 

“เดี๋ยวข้ามานะขอรับ” เสี่ยวกวงเอ่ยขึ้นพร้อมเก็บข้าวของก่อนจะออกจากห้องไป 

“ข้าต้องทำเช่นไร” หานตงเอนตัวพิงกับที่นั่งก่อนจะเหม่อมองออกไปด้านนอกหน้าต่าง 

...สุดท้ายทำไมถึงกลายเป็นข้าที่ทำให้ฝ่าบาทเดือดร้อน 

 

“คุณชายดื่มยาก่อนนะขอรับ” คนที่หายไปไม่นานกลับมาพร้อมยาที่ส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วทั้งห้อง 

“ข้าต้องดื่มยาด้วยหรือ” หานตงหันไปมองยาในชามพร้อมยกมือขึ้นปิดจมูก 

“ยานี่จะช่วยให้บาดแผลของท่านสมานเร็วขึ้นนะขอรับ” เสี่ยวกวงรีบบอกสรรพคุณของยาให้ผู้เป็นนายฟัง 

“ถ้าข้ากินยานั่น ข้าจะหายเร็วขึ้นอย่างนั้นหรือ” เมื่อหานตงเอ่ยถาม เสี่ยวกวงก็รีบพยักหน้ารับทันที 

ชายหนุ่มจ้องมองชามยาตรงหน้าก่อนจะตัดสินใจคว้ามากระดกดื่ม กลั้นใจกลืนลงคอทั้งที่ทรมานจนแทบอาเจียน แต่เขาก็ต้องฝืนกลืนมันลงไป เพื่อรักษาแผลของตน 

...หากยานี่ทำให้ข้าได้พบฝ่าบาทเร็วขึ้น ข้าก็จะดื่มมัน 

 

“น้ำขอรับ” เสี่ยวกวงรีบยื่นน้ำให้ผู้เป็นนายที่กำลังทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก น้ำตาคลอเบ้าเหมือนจะหลั่งน้ำตายังไงก็ไม่รู้ 

“ทำไมถึงข่มเยี่ยงนี้” หานตงบ่นขึ้นเมื่อดื่มน้ำตามไปอึกใหญ่ 

“คุณชายกินส้มตามสิขอรับ” เสี่ยวกวงรีบยื่นจานส้มมาให้ ซึ่งหานตงก็รีบกินตามที่อีกคนบอก 

“ค่อยยังชั่ว เสี่ยวกวง เจ้าช่างรู้ความจริงๆ” หานตงเอ่ยชมบ่าวคนสนิทที่เข้าใจคิดหาวิธีลบรสขมของยา 

“ข้าไม่ได้เป็นคนคิดขอรับ ฝ่าบาททรงมีรับสั่งกับข้าเอาไว้” คำตอบที่ได้ยินทำให้หานตงหันไปมองหน้าบ่าวตนสนิท 

“เจ้าหมายความว่าเยี่ยงไร” 

“ฝ่าบาททรงมีรับสั่งกับข้าว่า เวลาที่คุณชายดื่มยาให้ข้าหาส้มหรือผลไม้มาให้คุณชายกินตาม เพื่อลบรสขมของยาขอรับ” เสี่ยวกวงตอบกลับมาอย่างใสซื่อ 

“อย่างนั้นหรือ” หานตงพึมพำตอบกลับไปก่อนจะยกมือขึ้นเท้าคางกับโต๊ะปิดปากที่กำลังยกยิ้มเอาไว้ เมื่อก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายรับรู้ถึงความอบอุ่นที่กำลังแผ่ซ่านไปทั่ว 

...ฝ่าบาท พระองค์ช่างใส่ใจกระหม่อมยิ่งนัก 

...กระหม่อมตัดสินใจได้แล้วว่าต่อไปนี้กระหม่อมจะทำเช่นไร 

 

>>> เสียงจากคนแต่ง 

หานตงถ้ายังคิดไม่ได้แม่จะเอากระทะฟาดหัวให้ 

แต่งตอนนี้ไป ใจก็ฟูๆ ยังไงไม่รู้ >< 

ฝ่าบาทเองก็ลำบากไม่น้อย มาลุ้นกันต่อไปจ้าว่าทั้งคู่จะลงเอยกันยังไง 

 

ด้วยเหตุการณ์บ้านเมืองตอนนี้ และงานประจำที่ทำอยู่รุมเร้าอย่างมาก 

พู่เลยแต่งได้ไม่ยาวเท่าไหร่และมาอัพช้าหน่อยนะคะ 

อย่าพึ่งทิ้งกันไปไหนนะ อยู่ด้วยกันจนจบน่าาาา 

พู่เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังเจอปัญหานะคะ 

อยากระบาย อยากเมาส์มอย มาคอมเม้นคุยกันจ้า 

รักคนอ่านนะจุ๊บๆ 

 

ไปเมาส์ที่ไหนก็อย่าลืมติด  

#ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน  

#หานตงอ้ายหมิง 

#เสี่ยวตงของพี่จาง 

 

เจอกันใหม่ตอนหน้าจ้า 

ติดตามการอัปเดตข่าวคราวได้ที่  

Facebook : Fic BY Pucca_ww 

TWITTER : @pucca_ww 

ความคิดเห็น