facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 13 ภรรยาของข้า

ชื่อตอน : ตอนที่ 13 ภรรยาของข้า

คำค้น : อ๋อง ฮ่องเต้ เทพธิดา นางมาร ภรรยา สามี วังหลวง แก้แค้น ชิงบัลลังก์ จูบ จุมพิฒ เร่าร้อน

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 520

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 22 มี.ค. 2563 19:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 13 ภรรยาของข้า
แบบอักษร

“เจ้าไม่ควรลงมือกับอ๋องไท่หย่งเช่นนั้น” 

         อ๋องเยี่ยเหลียงเอ่ยถามหญิงข้างกายขณะที่เดินออกมาจากอุทยานหลวง ใบหน้าของเขาเรียบสงบ จนเดาไม่ออกว่าเขาแค่ตักเตือนนาง หรือตำหนินางกันแน่  

 

         “ก็ใครใช้ให้อ๋องอันธพาลนั่นมารังแกท่าน !” 

         เสียงใส ๆ แหว ตากลมโตวาวขึ้นอย่างเหลืออด 

 

         “ทีคนอื่น ๆ ว่าเจ้าเป็นหญิงเบาปัญญาบ้าง เป็นนางปีศาจบ้าง ข้าก็ไม่เห็นเจ้าจะเดือดร้อน เหตุใดแค่ข้าถูกชกหมัดสองหมัดเจ้ากลับซัดพลังใส่เขาเสียกระอักเลือด” 

         ใบหน้าคมคายนั้นคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม หากแต่ดวงตาระยับ รู้สึกหัวใจพองอยู่ในอก 

 

         “ก็คนพวกนั้นพูดไม่จริง ! ข้าไม่ได้เบาปัญญา และไม่ได้เป็นปีศาจ ทำไมต้องใส่ใจ” 

         เซี่ยะเหลียนเชิดหน้าใส ๆ ขึ้น ริมฝีปากบางตอบทันควัน 

 

         “แล้วทำไม เรื่องของข้า เจ้าจึงใส่ใจ” 

         ร่างสูงโน้มลงกระซิบข้างแก้มเนียน จนได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ 

 

         เซี่ยะเหลียนได้ยินประโยคนั้นเต็มสองรูหู ใบหน้าแดงก่ำ หัวใจเต้นแรง นั่นสิ ! ทำไมนางถึงกลับซัดพลังออกไปโดยไม่ยั้งคิด ทันทีที่เห็นอ๋องเยี่ยเหลียงถูกทำร้าย 

 

         เมื่อเห็นดรุณีที่เคยเถียงคำไม่ตกฟาก กลับเงียบไปแถมใบหน้าแดงระเรื่อราวกับสาวน้อยที่มีรักแต่กลับไม่รู้ว่ารักเป็นเช่นใด ใบหน้าคมคายจึงปรากฏยิ้มน้อย ๆ  

          

         “เอาหล่ะ ทีนี้เจ้าบอกความจริงแก่ข้ามาเสียที เจ้าเป็นศิษย์สำนักไหน ถึงได้มีพลังยุทธ์สูงขนาดนี้ แล้วเจ้าแฝงตัวเข้ามาในวังหลวงทำไม ?” 

 

         ดวงตากลมโตของเซี่ยะเหลียนกรอกขึ้นบน แล้วถอนหายใจราวกับคนที่จนใจจะอธิบายบางสิ่งบางอย่าง ทำไมชอบถามคำถามที่น่าปวดกบาลเช่นนี้ 

         “อะไรที่ท่านเรียกว่าวรยุทย์” 

 

         “พลังที่เจ้าซัดใส่อ๋องไท่หย่งเมื่อครู่” 

 

         “นั่นมันพลังเทพ มันติดตัวข้ามาตั้งแต่กำเนิด” 

         เซี่ยะเหลียนตอบตามความจริง แต่อ๋องเยี่ยเหลียงกลับนิ่งขรึมไปอย่างครุ่นคิด 

 

         “เมื่อไหร่เจ้าจะบอกความจริงกับข้า” 

         เขาเคยอ่านพบในตำราว่าด้วยเทพและเซียน แต่คิดว่ามันคงเป็นเรื่องเล่าขาน เพราะหากเทพและเซียนมีอยู่จริง ในวันที่ท่านแม่จากเขาไป เขาร้องไห้อ้อนวอนเทพยดาให้ยื้อชีวิตแม่เขาไว้ สุดท้ายเขาก็กลายเป็นเด็กกำพร้าอยู่ดี แล้วจะให้เขาเชื่อว่าเทพมีอยู่จริงได้อย่างไร 

          

         เซี่ยะเหลียนมองใบหน้าคมคายของอ๋องเยี่ยเหลียงอย่างจนปัญญา นางบอกความจริงแก่เขาทุกสิ่ง แต่เขากลับไม่เชื่อนาง  

ในระหว่างจนใจที่จะเอ่ยดวงตาซุกซนก็แลไปเป็นหอเทียมฟ้า หอสูงที่สุดในวังหลวงตั้งอยู่ท้ายอุทยานหลวง 

         “ท่านอ๋อง สูง ๆ นั่นคืออะไร !” 

 

         ยังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยตอบ ว่าหอที่สูงที่สุดของวังหลวงนี้ คือ หอเทียมฟ้า ร่างน้อยก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า พร้อมกับตวัดมือออกแพรสีขาวบางก็เข้าโอบล้อมร่างบุรุษให้โบยบินเคียงข้างนาง ทิ้งไว้เพียงเสียงหวีดว้ายของเหล่านางกำนัลเบื้องล่าง 

 

         ทั้งคู่ทะยานขึ้นฟ้า บินเคียงกันราวกับนกหงส์หยก สายลมโชยอ่อน ๆ ปะทะใบหน้าคนทั้งสอง แม้อ๋องเยี่ยเหลียงจะไม่เคยฝึกวิชาตัวเบาจนเหาะเหินเดินอากาศได้ แต่เขาก็ไม่ตื่นตกใจกลัวกับการล่องลอยอยู่เหนือความสูง ที่สูงกว่าหอเทียมฟ้า กลับรู้สึกโล่ง และเป็นอิสระอย่างอธิบายไม่ได้ จนเผลอฉีกยิ้มกว้าง  

 

         เขามองลงไปเบื้องล่างผ่านปุยเมฆขาว เห็นพระราชวังที่ใหญ่โตมโหฬารเหลือเพียงจุดเล็ก ๆ จุดเล็ก ๆ นั่นที่กักขังผู้คนชิงดีชิงเด่นกันไว้มากมาย ช่างไม่มีใครรู้ตัวบ้างเลยว่าตนก็เปรียบเสมือนธุลีหนึ่งในจักรวาลก็เท่านั้น 

 

         “คนที่มีวรยุทธ์ เหาะได้สูงเท่านี้ไหม?” 

         เสียงใส ๆ ร้องถามอย่างซุกซน 

 

         “ฮ่า ฮ่า ไม่รู้สิ” 

         นั่นสิ คนที่มีวรยุทธ์จะสามารถเหาะได้สูงเหนือเมฆได้เท่านี้หรือไม่ ? เพราะเขาเองก็ไม่เคยออกนอกวังจึงไม่ใคร่จะรู้เรื่องในยุทธภพนัก 

 

         “งั้นท่านเชื่อข้ารึยัง ว่าข้าเป็นเทพธิดาองค์น้อย” 

         เซี่ยะเหลียนถามบุรุษข้างกายขณะที่ร่อนตัวลงบนหลังคาหอเทียมฟ้า เมื่อทอดสายตาไปไกล ๆ ฝั่งทิศตะวันตกจะเห็นภูเขาเล็กใหญ่ลดหลั่นกันเป็นชั้น ๆ ยามนี้ดวงตะวันอยู่ที่เหลี่ยมเขาทอแสงระเรื่อสีแดงฉาน 

 

         “เทพธิดาองค์น้อย” 

         อ๋องเยี่ยเหลียงลดตัวนั่งพลางพินิจคนข้าง ๆ 

 

         “ใช่ เทพธิดาองค์น้อย ใคร ๆ ก็เรียกข้าเช่นนั้น” 

         เสียงใส ๆ เอ่ยถึงตนเองด้วยสีหน้าภาคภูมิใจยิ่ง  

 

หากสิ่งใดที่ใกล้เคียงเทพธิดา ก็คงจะเป็นความงามที่แสนจะบริสุทธิ์ของนาง แต่จะเป็นไปได้อย่างไรที่เขาจะสามารถเข้าหอกับเทพได้ ในเมื่อในคืนนั้นรสสัมผัสซาบซ่านเร่าร้อนของการบรรเลงเพลงรักยังตราตรึงในใจเขาไม่เคยหมด สุดท้ายอ๋องเยี่ยเหลียงก็ยิ้มให้ดรุรีน้อยแล้วเอ่ยว่า 

“เจ้าไม่ใช่เทพธิดาองค์น้อย แต่เจ้าเป็นภรรยาข้า” 

 

“ภรรยา คือ อะไร” 

เซี่ยะเหลียนตารุกวาว คำ ๆ นี้เพิ่งจะเคยได้ยิน แล้วนางกลายเป็นภรรยาไปได้อย่างไร 

 

“ภรรยา คือ หญิงสาวที่สมัครใจเข้าหอกับบุรุษที่ตนรัก และข้าก็คือ สามีเจ้า” 

อ๋องเยี่ยเหลียงโน้มลงกระซิบผะแผ่วข้างแก้มเนียน ก่อนจะซวยโอกาสปักจมูกลงแก้มนางสูดกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของนางเข้าเต็มปอด 

  

“ท่านอ๋อง !” 

เทพธิดาองค์น้อยแก้มแดงแจ๋ ไม่ได้ตกใจที่ถูกขโมยหอมแก้ม แต่รู้สึกวูบวาบใจเต้นระตึกอย่างอธิบายไม่ถูก สุดท้ายร่างน้อย ๆ ก็ทิ้งตัวลงนอนราบกับหลังคาเพื่อหลบสายตากรุ่มกริ่มของบุรุษที่ตีตรานางว่าเป็นภรรยาเขา 

 

หากการเข้าหอของชายหญิง คือ การตกลงเป็นสามีภรรยา นั่นก็แสดงว่านางได้ทำลายการเป็นสามีภรรยาของท่านหญิงชิงชิงเสียแล้ว นางผิดหรือไม่ ? หรือนางควรจากไปเสีย  

 

“เฮ่อ.......” 

อ๋องเยี่ยเหลียงพ่นลมหายใจยาว แล้วทอดกายนอนราบลง  

การประพฤติตนตามกฎระเบียบของวังมาตลอดทำให้เขาถูกยกย่องเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่บรรดาองค์ชายและเหล่าขุนนางน้อยใหญ่ และงานของเขาในทุก ๆ วัน คือ การตรวจฎีกาพร้อมกับให้คำปรึกษาแก่องค์ฮ่องเต้ทั้งสองสิ่งนี้เขาแบกไว้บนบ่ามาเนิ่นนาน และทันทีที่เซี่ยะเหลียนนำพาเขาแหกกฎทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า หัวใจของเขาก็ได้สัมผัสกับความเป็นอิสระที่ส่วนลึกของเขาโหยหามาแสนนาน  

เมื่อแผ่นหลังสัมผัสกับกระเบื้องเผา และได้แหงนหน้ามาท้องฟ้าสีส้มสลับแดง บัดนี้ดวงอาทิตย์ได้ลับเหลี่ยมเขาไปแล้วเหลือเพียงแสงสุดท้ายของวัน ช่างเป็นภาพที่แสนสวยงามทำให้เขาลืมภาระบนบ่าไปชั่วขณะ 

 

“ข้าอยากนอนมองท้องฟ้ากับเจ้าแบบนี้ทุกวัน” 

มือใหญ่เลื่อมกุมมือน้อยไว้ในฝ่าอุ้งมืออุ่น 

“ข้าพยายามจะปกป้องหัวรั้น ๆ ของเจ้าให้อยู่ได้นาน ๆ แต่ดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่ชอบให้ชีวิตของเจ้าอยู่ได้นาน การลบหลู่อ๋องไท่หย่งครั้งนี้ถือว่าร้ายแรงนัก” 

 

“ทำไม ท่านต้องยอมให้อ๋องอันธพาลนั่นอยู่เรื่อย” 

เซี่ยะเหลียนพลิกกายเข้าหา มองใบหน้าคมคายสะท้อนแสงอาทิตย์ยามอัสดง จนเกิดเงาในบางมุม 

 

“หากข้าไม่ยอมเขา ข้าคงไม่อาจรักษาชีวิตไว้ได้ ท่านแม่ของข้าเป็นเพียงหญิงชาวบ้านที่มีโอกาสได้ถวายงานพระบิดาเมื่อครั้งที่ท่านเสด็จประพาสหัวเมืองเมื่อสามสิบปีก่อน ใครเลยจะคิดว่าองค์ฮ่องเต้กับหญิงชาวบ้านจะมีรักให้กันลึกซึ้ง เมื่อเข้าวังพระบิดาจึงแต่งตั้งให้ท่านแม่เป็นพระสนม ต่อให้รักมากสักเท่าใดก็เป็นได้เพียงเท่านี้ เพราะไม่ใช่ราชนิกุล และไม่ใช่บุตรสาวขุนนาง” 

 

เมื่อเห็นดรุณีน้อยข้างกายตาแป๋ว ฟังเขาอย่างตั้งอกตั้งใจ อ๋องเยี่ยเหลียงจึงเล่าต่อไปอีกว่า 

“ท่านแม่สอนข้าให้ยอมราชนิกุลคนอื่น ๆ เพื่อรักษาชีวิต ให้คนอื่นเข้าใจว่าเราโง่ ดีกว่าให้เขารู้ว่าเราเก่ง แล้วไม่รู้ว่าหัวจะหลุดจากบ่าเมื่อใด และวันที่ข้าลืมตาดูโลก แคว้นซู่ก็ส่งองค์หญิงมาเชื่อมสัมพันธไมตรี ความงามขององค์หญิงทำให้พระบิดาพอใจนางไม่น้อย ลืมพวกเราสองแม่ลูกไปเสียสิ้น” 

เสียงทุ้มยังเล่าต่อไปเรื่อย ๆ และท้องฟ้าได้เปลี่ยนเป็นสีเทาแล้ว 

 

“จนอ๋องไท่หย่งถือกำเนิดมา เมื่อเขาเติบโตขึ้น พระบิดาแต่งตั้งองค์ชายใหญ่เป็นรัชทายาท อ๋องไท่หย่งเนื่องจากมีสายพระโลหิตของแคว้นอื่น จึงไม่มีสิทธิ์ในบัลลังก์ และไม่มีสิทธิ์ควบคุมราชกิจงานในวังหลวง วัน ๆ ได้แต่เที่ยวเล่นสำมะเลเทเมา และเก็บเอาความน้อยใจมาลงที่ข้า ข้าเคยถูกเขาผลักตกบ่อน้ำครั้งหนึ่งจนแทบเอาชีวิตไม่รอด เขาไม่ถูกตำหนิหรือถูกลงโทษแม้แต่น้อย ใครเลยจะกล้าแตะต้องเขา หากแตะต้องเขาก็เท่ากับไม่ให้เกียรติ์แคว้นซู่ แม้พระมารดาของอ๋องไท่หย่งจะชีวิตไปแล้วก็ตาม เขาก็ยังคงมีอิทธิพลมากนัก ดังนั้น หากเป็นไปได้เจ้าไม่ควรปะทะกับเขาอีก” 

 

“ได้ ข้าจะฟังคำท่าน” 

เซี่ยนเลียนบอกเขาแค่สองส่วน ที่เหลืออีกแปดส่วน คือ หากอ๋องไท่หย่งรังแกท่านอีก ข้าจะซัดเขาให้ลงนรกไปเลย ! 

 

อ๋องเยี่ยเหลียงให้มายิ้มให้คนข้างกายอย่างอบอุ่น มือน้อย ๆ ของนางเลื่อนขึ้นแตะแผลที่มุมปากเขาอย่างแผ่วเบา 

“เจ็บมากหรือไม่” 

นางถามคล้ายกระซิบ แววตาสั่นระริก ราวกับเจ็บปวดไปกับเขาด้วย 

 

“เป็นบุรุษต้องอดทน” 

เสียงทุ้มไม่อาจกล่าวได้ว่าเจ็บหรือไม่ เขาซ่อนทุกสิ่งไว้ในใจเสมอ ตั้งแต่เล็กจนโตถูกรังแกแล้วเรียกร้องจากใครได้บ้าง เจ็บปวดแล้วร่ำไห้กับใครได้บ้าง 

 

ร่างน้อยก็เคลื่อนกายเข้าหา พร้อมกับประทับกลีบปากนุ่มอุ่นลงบนบาดแผลที่มุมปากอ๋องเยี่ยเหลียง ราวกับว่าห้วงเวลาได้หยุดนิ่งลง ความอบอุ่นส่งผ่านจากริมฝีปากนางสู่หัวใจเขา 

 

เมื่อร่างน้อยผละออกบาดแผลที่เคยมีไหลซึมก็ดีขึ้นแปดส่วน ปรากฏเพียงรอยแดง ๆ เท่านั้น 

“ข้าไม่อยากเห็นท่านเจ็บ” 

 

แม้จะไม่ใช่คำ “รัก” แต่มันช่างสั่นสะเทือนหัวใจที่แกร่งดุจหินผาของเขานัก บุรุษหนุ่มรับรู้ความรู้สึกทั้งหมดโดยไม่ต้องกล่าวอย่างโจ่งแจ้ง และเขาก็ตอบแทนความจริงใจที่นางมอบให้เฉกเช่นเดียวกัน มือใหญ่คว้าเอวบางเข้าแนบชิด จุมพิตนาง เมื่อริมฝีปากแตะกันความรู้สึกวาบหวามไหลโอบอ้อมเรือนกายของทั้งคู่ ความปรารถนาในส่วนลึกของหัวใจทำให้จูบของเขาหนักหน่วงเนิ่นนาน แม้นดวงตะวันจะลาลับขอบฟ้าแล้วนภาจะส่องแสงระยิบระยับด้วยดาวน้อยใหญ่ เขาก็ยังไม่ปล่อยนางอันเป็นที่รักจะอ้อมแขนแกร่งได้ 

 

เขาเพิ่งเข้าใจความหมายของคำว่า “รักกันหวานชื่น แม้แต่เทพแลเซียนบนสวรรค์ยังอิจฉา” ก็วันนี้ 

 

.......................................................................................................... 

 

 

ดวงจันทร์ลอยเหนือนภานานแล้ว อ๋องเยี่ยเหลียงและเซี่ยะเหลียนจึงกลับถึงวังอ๋อง และเมื่อทั้งคู่ก้าวเข้าสู่ห้องโถงกลางเรือนใหญ่ ก็พบกับครอบครัวของราชครูที่นั่งล้อมโต๊ะกินข้าว หากแต่กับข้าวบนโต๊ะยังไม่ถูกแตะต้องแม้แต่น้อย 

 

“คาราวะท่านราชครู” 

อ๋องเยี่ยเหลียงประสานมือทำความเคารพ 

 

ปัง ! 

 

ราชครูตั้งใจวางตะเกียบลงโต๊ะแรง ๆ ทั่วทั้งห้องเงียบกริบ !!! 

 

 

 

........................................................................................................................................................ 

ความคิดเห็น