ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : โดนลอบโจมตี

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 642

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ก.ย. 2563 06:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
โดนลอบโจมตี
แบบอักษร

 

 

 

ณ สถานที่แห่งนึง

 

ได้มีร่างของอสูรตนนึงที่มีขนาดตัวใหญ่บึกบึน ร่างกายของมันเป็นสีเขียว ดวงต่ส่องแสงสีส้ม มีเขาขนาดใหญ่ที่แตกแขนงออกคล้ายกับเขากวาง

 

มันกำลังนั่งดูรายการเกมการแข่ง kill them up และมันก็ได้เห็นพลังคอมมานด์ต่างๆที่เขานั้นแสดงออกมา

 

โดยเฉพาะท่าที่ฮาซุยเปลี่ยนหมัดของเขาเป็นเฉดสีรุ้งเจ็ดสีต่อยมส่เรบิโกะเพื่อเผด็จศึกมันทำให้อสูรพันธ์ตนนั้นที่นั่งดูอยู่ตาเบิกกว้างทันที

 

[ ฮาซุย : จินตนาการไร้ขีดจำกัด! เสียงเพลงสีรุ้ง! ]

 

[ ตู้มมมมมมมมม!! ]

 

 

??? : ....ชั้นไม่ได้เห็นพลังนี้มาพันปีแล้ว

 

อสูรพันธ์ตนนั้นกล่าวก่อนที่มันจะหยิบแก้วที่ใส่ไวน์ที่ทำจากเลือดมนุษย์อย่างหวานคอก่อนที่มันจะเอ่ยปากพูดต่อ

 

??? : สุดยอดพลังคอมมานด์ของฮิตซู ไม่คิดเลยว่าพลังแบบนี้จะมาตกอยู่ในมือของเด็กผู้ชายตัวเล็กๆแค่ตัวเดียว ชั้นฝากเธอไปจัดการเจ้าหนูนั่นแล้วเอาพลังนั้นมาให้ชั้นซะ

 

 

อสูรพันธ์คนนั้นกล่าว ก่อนที่ด้านหลังเก้าอี่ที่อสูรพันธ์คนนั้นนั่งอยู่จะปรากฏร่างของอสูรพันธ์เพศหญิงคนนึง ผมของเธอเป็นสีขาวมัดทรงหางม้า ดวงตาเป็นสีเหลืองเหมือนตาสิงโต สวมชุดรัดรูปสีดำที่เปิดแผ่นหลัง และเนินอก สวมถุงมือสีดำ สวมเกราะตามตัวที่มีลักษณะเหมือนสิงโตกับมังกรสีแดงตามตัว และที่ใบหน้าท่อนล่างก็สวมหน้ากากปากมังกรสีแดงอยู่ด้วย

 

ก่อนที่หญิงสาวคนที่ถูกวานนั้นจะก้มหัวให้อสูรพันธ์คนนั้นจากด้านหลังพร้อมถอยหลังออกห่างมาจากอสูรพันธ์คนนั้นอย่างเงียบเชียบ

 

"ค่ะท่าน"

 

 

??? : ...ฮิตซู ไม่ว่าแกจะเตรียมแผนสำรองอะไรเอาไว้ ชั้นจะรู้มันทั้งหมดเอง

 

 

อสูรพันธ์ตนนั้นกล่าวออกมาพร้อใกับที่คิ้วของเขาเริ่มขมวกเข้าหากันและมีเส้นเลือดปูดโปนออกมาจากหน้าผากบ่งบอกให้รู้ว่าอสูรพันธ์ตนนี้น่าจะมีความแค้นเรื่องอะไรบางอย่างกับฮิตซูมาก่อน ทำให้มันรู้สึกโมโหทันทีที่นึกถึงเรื่องของฮิตซู

 

 

ทางด้านฮาซุย

 

คุณเรบิโกะได้ขอตัวกลับออกไปนอกเกม kill them up เรียบร้อยแล้ว และเจ้าซูมารุที่สายตาดีมาจากไหนไม่รู้มันก็แอบมองดูท่าเดินของเรบิโกะที่ดูแปลกๆ ทำให้มันหันมาทางผมก่อนจะยกยิ้มมีเล่ห์เหลี่ยมและหัวเราะคิกๆออกมา น่าวิ่งเข้าไปตบให้คอหักเสียจริง

 

ซึ่งหลังจากนั้นมันก็ยังพอเวลาให้นั่งพักต่ออีกซักพักนึง ซึ่งในระหว่างที่นั่งพักอยู่นั้น ผมก็ได้ลองใช้สกิลจดจำของผมเปิดดูรูปภาพในเฟรมความทรงจำของตัวเอง...หรือถ้าให้พูดอีกนัยนึง มันคือความทรงจำของฮิตซู

 

ผมมองเห็นความทรงจำหลายๆอย่างในหัวของคุณฮิตซู ภาพเฟรมความทรงจำบางภาพก็ดูได้แต่บางภาพก็ดูไม่ได้เพราะว่าระยะเวลาของความทรงจำที่ผ่านมาเป็นพันปีแล้ว จึงทำให้ความทรงจำที่เหลืออยู่นั้นเลือนลางมาก แต่ภาพส่วนใหญ่ที่ยังคงหลงเหลือให้ผมเห็น ก็จะเป็นภาพทั้งความดีและผลงานต่างๆที่ช่วยเหลือคนนับไม่ถ้วนของเขา

 

แต่ที่ผมรู้สึกสนใจมากที่สุดคงเป็นความทรงจำที่เขาได้เอ่ยคำพูดที่เป็นประโยคเด็ดและเป็นประโยคที่มอบทัศนคติใหม่แก่เหล่าปีศาจ

 

โดยตอนที่เขาพูดเขาได้เอานิ้วชี้ชี้ตัวเองที่เป็นจอมมารเบื้องสูงก่อนที่เขาจะเอามือไปทาบที่อกของอสูรพันธ์คนนึงที่เป็นขอทานยากจน

 

ฮิตซู : เราสามารถพาตัวเองก้าวหน้าได้ แต่อย่าได้ทิ้งใครไว้ด้านหลัง

 

 

ผมที่ได้ยินประโยคนี้ผมยังรู้สึกดีจนเผลอยิ้มอ่อนๆขึ้นมาเลยเพราะมันเป็นคำพูดที่ฟังดูดีมากและเป็นคำพูดที่ติดหูเหล่าอสูรพันธ์และถูกพูดขานส่งต่อมารุ่นสู่รุ่นกันเลยทีเดียว

 

ฮาซุย : ( ผมจะทำให้พวกอสูรพันธ์ยอมรับที่ผมเป็นจอมมารได้ไงกันคุณฮิตซู ? ...ผมไม่ได้เป็นเหมือนท่าน )

 

 

ผมคิดกับตัวเองแล้วก็หางคิ้วตกลงด้วยความสิ้นหวัง เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาถ้าหากไม่มีพลังของท่านฮิตซูอยู่หละก็ผมคงมาถึงจุดนี้ไม่ได้

 

ซึ่งในระหว่างที่ผมกำลังดูเฟรมความทรงจำของคุณฮิตซูอยู่นั้นผมก็เกิดนึกขึ้นได้ว่า

 

ถ้าหากผมสามารถย้อนกลับไปดูความทรงของคุณฮิตซูได้ บางทีผมอาจจะย้อนไปดูได้ว่าใครเป็นคนฆ่าเขา

 

ว่าแล้วผมก็เปิดเฟรมภาพดูในหัว แต่เมื่อเจอกับเฟรมภาพที่ว่า ผมกลับพบว่าภาพเฟรมนั้นมันได้เลือนหายไปแล้วครึ่งนึง ทำให้ผมมองไม่เห็นหน้าคนที่ฆ่าคุณฮิตซู

 

แต่ผมก็ยังพอเห็นแบบเลือนลางว่าตัวคนที่ฆ่าท่านฮิตซูนั้นตัวใหญ่ มีเขาเหมือนกวาง และตาแดง มันใช้มือของมันที่มีลักษณะเหมือนใบมีดที่มีเชื้อราขึ้นแทงทะลุที่อกของฮิตซู

 

และดูเหมือนว่าตอนที่เขาโดนแทงจะไม่ได้ตายทันทีด้วย คุณฮิตซุตายอย่างทรมาณ

 

มันทำให้ผมกำหมัดแน่นด้วยความโกรธแค้นและปฏิญาณกับตัวเองอย่างหนักแน่นว่าจะต้องตามหาตัวคนที่ทำแบบนี้ให้เจอ

 

และในตอนนั้นเองเสียงของปีเตอร์ก็ดังเข้ามาในหัวเหล่าผู้เล่น

 

ปีเตอร์ : เกมการแข่งที่ 7 กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว เหล่าผู้เล่นเตรียมตัว

 

คำพูดของปีเตอร์ทำให้เราเหล่าผู้เล่นพากันเดินไปยืนรออยู่ที่บานประตูห้องพัก รอจนกระทั่งมันเปิด

 

แอ๊ด~

 

และเมื่อประตูเปิด สิ่งแรกที่เราพบที่อยู่อีกฟากนึงของประตูก็คือความมืดมิด มันมืดสนิทไปหมดตรงทางข้างหน้าของเรา

 

ไม่ว่าผมจะเอนตัวมองไปทางไหนก็ไม่สามารถที่จะมองเห็นอะไรได้เลย

 

ปีเตอร์ : เกมที่ 7 นี้คือเกมคลำหาของ เหล่าผู้เล่นจะต้องเดินเข้าไปในความมืดมิดที่อยู่เบื้องหน้า ซึ่งที่อีกฟากของประตูจะเป็นถ้ำที่มีความกว้างและความสูงใหญ่ ผู้เล่นจะต้องเดินหาประตูโดยอาศัยสัญชาติญาณและสัมผัสอื่นที่ตัวเองมีที่ไม่ใช่การมองเห็นในการเดินหาประตูทางออก ซึ่งภายในถ้ำนั้นไม่มีใครรู้ว่ามีอะไรอยู่บ้าง และถ้าหากคุณเดินออกห่างจากประตูแบบไม่รู้ตัวคุณก็อาจจะต้องติดอยู่ในความมืดมิดนั้น...ตลอดกาล~

 

 

คำพูดช่วงท้ายของคุณปีเตอร์มันทำเอาเหล่าผู้เล่นทุกคนพากันขนหัวลุกซึ่งเขาก็ตั้งใจให้เป็นแบบนั้นแม้แต่ผม

 

ซูมารุ : นี่ นานมีพลังระเบิดแสงใช่มะ ? ชั้นขอติดตามนายไปด้วยดิ ^w^

 

ซากูมะ : ผมด้วย~ ^w^

 

เรแม็ก : =_=; ( แล้วทำไมจู่ๆตูถึงกลายเป็นเหมือนคนสำคัญของพวกเมิงวะเนี่ย ? ) ฮาซุย ? นายจะไปด้วยไหม ? ...ฮาซุย!?

 

 

 

ภายในความมืดมิดของเกมการแข่งนี้มีกล้องที่ติดเอาไว้ในถ้ำมีลักษณะเป็นกล้องอินฟาเรดที่ทำให้สามารถมองเห็นภาพได้ภายในความมืดโดยลักษณะของภาพที่ถ่ายออกมานั้นจะมีลักษณะเป็นสีเขียว

 

ซึ่งเกมนี้เป็นเกมที่มีกล้องติดเอาไว้น้อยที่สุดแล้วก็ว่าได้เพราะว่ามันมีกล้องติดตั้งเอาไว้แค่ 4 ตัวเท่านั้น หนำซ้ำบรรยากาศในสนามแข่งนั้นก็เงียบสุดๆ ไม่มีคนดูคนไหนส่งเสียงออกมาเลยเพราะเกมนี้มันจะดูมีความสนุกมากกว่าถ้าหากให้บรรยากาศแบบเงียบๆ

 

ก่อนที่ปีเตอร์จะกระซิบบอกเข้าไปในไมโครโฟน

 

ปีเตอร์ : ขณะนี้มีผู้เล่นอยู่หนึ่งคนหาญหกล้าเดินเข้ามาในเกมความมืดมิดนี้แล้วนะครับ คนๆนั้นไม่ต้องให้ผมบอกทุกคนก็คงมองเห็นแล้วว่าเป็นใคร

 

 

ปีเตอร์พูดเพราะภาพที่มันออกมาจากกล้องอินฟาเรดที่ถ่ายการแข่งอยู่นั้นมันได้ฉายภาพตัวผมที่กำลังเดินอยู่ในความมืดอย่างไม่รีบร้อน

 

แบนชี : เจ้าเด็กนั่นมันมองเห็นทางได้ไง ?

 

 

แบนชีเอ่ยขึ้นเพราะเธอคิดสงสัยว่าผมเดินอยู่ในความมืดแบบนี้ได้ไง แต่ความเป็นจริงแล้ว...

 

โป๊ง!

 

ฮาซุย : โอ้ย!?

 

 

ตัวผมที่เดินมาแบบมั่วๆก็ไก้เดินหัวโขกเข้ากับหินย้อยภายในถ้ำโดยบังเอิญจนหงายหลังลงไปนอนกับพื้น

 

แบนชี : ...เอ้อ ชั้นถอนคำพูด มันมองไม่เห็นทางนี่หว่า

 

 

ผมลุกขึ้นมาอีกครั้ง ในถ้ำนี่มืดชะมัด ขนาดผมยกมือขึ้นมาอยู่ตรงหน้าตัวเองผมยังมองไม่เห็นมือตัวเองเลย

 

ผมลุกขึ้นแล้วยื่นมือไปข้างหน้าคลำๆหาทางไปต่อ ทางด้านเรแม็กนั้น

 

เพ้ง! วิ้ง~~!

 

เขาได้ใช้ระเบิดแสงทำมห้เกิดแสงสว่างวาบขึ้นเป็นช่วงสั้นๆทำให้เขาพอที่จะสามารถจูงมือคนอื่นพาเดินมาได้อยู่

 

โดยเรแม็กนั้นจูงมือซากูมะ ซากูมะจูงมือซูมารุ ซูมารุจูงมือเซฟิสและเซฟิสก็เอามือจับเขาของดิบราวแล้วพามันเดินตามมาอย่างเป็นขบวนเรียบร้อย แม้ในสายตาบางคนมันอาจจะดูขบขันแต่มันก็เป็นวิธีที่แสดงถึงสามัคคีกัน และยังเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดด้วย ไม่เหมือนกับพวกอสูรพันธ์ผู้เล่นบางคนที่เดินแยกไปคนเดียวและพยายามอาศัยของที่ตัวเองสร้างความสว่าง

 

ฉึก!

 

"อ้าก!?"

 

นั่นไง พูดไม่ทันไรก็มีอสูรพันธ์ตรงไหนไม่รู้เผลอเดินเหยียบหินงอกจนมันทิ่มเท้าเป็นแผลขนาดใหญ่และร้องออกมาดังลั่นถ้ำเลย

 

ซึ่งในระหว่างที่ผมเดินมาอยู่นั้นเองผมก็เกิดนึกขึ้นได้ว่า...

 

ฮาซุย : จริงด้วย เราใช้เจ้านี่ก็ได้หนิ

 

ว่าแล้วผมก็หยิบกล้องถายรูปของผมขึ้นมาแล้วกดชัตเตอร์ถ่าย

 

แฉะ!

 

ทันทีที่ผมกดชัตเตอร์ก็เกิดแสงแฟรชสว่างวาบออกมาพอๆกับของเรแม็กทำให้ผมมองเห็นทางข้างหน้าได้ชั่วสั้นๆ ก่อนที่ตัวของผมจะวาร์ปพุ่งไปข้างหน้าตามการเล็งกดถ่ายชัตเตอร์ของผม

 

เป็นการทำให้ผมมองเห็นทางในความมืดสั้นๆและยังลดระยะทางได้อีกด้วย

 

ฮาซุย : สะดวกซิครับงี้ ^_^

 

 

แฉะๆๆๆๆๆๆๆ!

 

 

หลังจากนั้นผมก็กดชัตเตอร์กดถ่ายภาพรัวๆจนเกิดแสงแฟรชสว่างวาบเป็นวงกว้างจนอสูรพันธ์บางคนยังสังเกตุเห็นแสงไฟจากที่ผมกดชัตเตอร์ได้เลย

 

คิซูกิ : ชะ..ช่วยเปลี่ยนภาพไปช่องอื่นซิ

 

คิซูกิพูดพร้อมเอามือบังหน้าตัวเองบอกให้ปีเตอร์เปลี่ยนกล้องถ่ายภาพรายการไปดูที่ของคนอื่น เพราะด้วยความที่กล้องนั้นมันเป็นกล้องอินฟาเรด จึงทำให้แสงแฟรชของผมมันสว่างจ้ามากกว่าปกติทำให้ทุกคนที่ดูรายการฝั่งผมพากันแสบตาเพราะแสงแฟรชของผม

 

นั่นเลยทำให้ไม่มีใครพากันมาดูตัวผมเลย แต่ผมก็ไม่สนเรื่องนั้นแล้วกดชัตเตอร์ต่อไปจนกระทั่ง

 

แฉะ!

 

ฮาซุย : ฮู่ว~ เหนื่อยเหมือนกันนะเนี่ย ^_^

 

 

ผมกล่าวออกมาก่อนจะก้มลงดูกล้องในมือตัวเอง กล้องนี่มันสารพัดประโยชน์จริงๆแต่...

 

ฮาซุย : ?

 

ผมกลับมองเห็นความผิดปกติบางอย่าง นั่นคือภาพที่ผมกดถ่ายในชัตเตอร์ มันได้ปรากฏรูปภาพที่ผมถ่ายไปล่าสุดและภายในภาพนั้นผมก็มองเห็นเหมือนอะไรบางอย่างยืนอยู่ในความมืดห่างจากผมไปข้างหน้า

 

ภาพนั้นมันดูไม่ชัดเพราะมือผมมันส่ายตอนกด แต่มันก็ทำให้ผมรู้ได้ว่าสิ่งที่ปรากฏในภาพไม่ใช่พวกผู้เล่นแน่ ว่าแลเวผมก็เล็งกล้องไปข้างหน้าแล้วกดถ่ายอีกรอบ

 

แฉะ!

 

พอถ่ายเสร็จผมก็ไม่ได้วาร์ปหายไปไหน ผมก้มลงดูภาพที่ถ่ายได้ตอนนี้ผมมองเห็นภาพชัดขึ้น มันเป็นภาพของมนุษย์ที่เหมือนสวมชุดบางอย่างที่เป็นสีแดงกำลังยินมองตรงมาทางผม แต่ในภาพนี้ดูเหมือนมันจะเข้ามาใกล้กว่าภาพแรก

 

แฉะ!

 

ผมกดถ่ายอีกรอบก็ทำให้ผมมองเห็นภาพมันชัดขึ้นและมันก็เข้าใกล้มากขึ้น

 

แฉะ! แฉะ! แฉะ! แฉะ!

 

ผมกดถ่ายภาพทีละครั้งโดยเว้นระยะการกดชัตเตอร์ สิ่งนั้นมันเข้ามาใกล้ผมมากขึ้นเรื่อยๆจนผมเริ่มสามารถมองเห็นมันได้ด้วยตาเปล่าตอนที่แสงแฟรชกล้องสว่าง

 

และเมื่อผมกดภาพครั้งสุดท้าย

 

แฉะ!

 

สิ่งนั้นก็มาอยู่ตรงหน้าผมแล้ว!

 

 

ฟุ้บ~!

 

มันได้สะบัดแขนที่สวมเกราะสีแดงใส่ผม แต่ตัวผมที่ดูออกอยู่แล้วจึงรีบเปลี่ยร่างเป็นน้ำหมึกทำให้แขนมันทะลุผ่านตัวผมได้ทัน

 

ผมไม่รอช้ารีบกลับคืนร่างแล้ววิ่งเข้าไปกระโดดกระแทกเข่าใส่หน้าของคนๆนั้นทันที

 

พัก!!

 

เจ้าตัวเซถลาไป ในตอนนั้นผมหยิบกล้องมาถ่ายภาพอีกครั้ง ทำให้ผมมองเห็นเป็นช่วงสั้นๆว่าเจ้าตัวนั้นเป็นผู้หญิงสวมชุดรัดรูปสีดำคล้ายชุดนักฆ่า สวมหน้ากากสีแดงปิดใบหน้าท่อนล่าง สวมเกราะแดง และเมื่อผมก้มลงภาพที่ตัวเองถ่ายผมก็ลองตรวจสถานะของเธอจากในภาพนั้นทันที

 

[ ชื่อ : เบล

 

นามสกุล : การุโมะ(นามสกุลปลอม)

 

ฐานะ : นักฆ่ารับจ้าง

 

ระดับพลังอสูร : เจ้าพ่อมด lv.85

 

พลังชีวิต : 1500/1500

 

ความแข็งแกร่ง : 1,400

 

ความเร็ว : 1,600

 

พลังคอมมานด์(สีแดง) : เงามัจจุราช ]

 

( สามารถนำตัวเองเข้าไปอยู่ในเงาคนอื่นแล้วลงมือฆ่าคนที่เป็นเจ้าของเงาอย่างแนบเนียน และยังสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆในเงามืดได้ด้วย )

 

ฮาซุย : เงามัจจุราชเหรอ ? มิน่าหละทำไมถึงสามารถมองเห็นในความมืดได้

 

ในตอนนั้นผมเผลอหลุดปากพูดถึงพลังคอมมานด์ของนักฆ่าคนนั้นเข้า ทำให้เธอหันควับมาทางผมด้วยนัยตาที่ส่องแสงสีแดง

 

พัวะ!!

 

ฮาซุย : โอ้ย!?

 

ผมถูกเธอคนนั้นพุ่งเข้ามาชกใส่ผมด้วยความเร็วสูงโดยที่ผมแทบมองไม่เห็นเธอเลยด้วยซ้ำเพราะสภาพแวดล้อมในถ้ำมันมืดมาก ผมรู้เลยว่าเธอคนนี้ต้องถูกส่งมาเป็นนักฆ่าล่าผมแน่

 

จากคนที่พยายามจะให้ผมตายและอาจเป็นคนเดียวกันกับที่ฆ่าคุณฮิตซูด้วย!

 

ฮาซุย : ชื่อเบลซินะ คุณคงเป็นนักฆ่าที่มีฝีมือไม่ใช่น้อยเลย แต่ว่าในถ้ำที่มีแต่ความมืดแบบนี้หนะ ไม่มีทางที่เธอจะเข้ามาอยู่ในเงาผมได้หรอกนะ

 

 

ผมเจตนาที่จะเอ่ยปากบอกข้อมูลส่วนตัวของเธอให้รู้ทั้งหมด ซึ่งพอนักฆ่าเบลได้ยินแบบนั้นเธอก็ทำหน้าประหลาดใจออกมาเล็กน้อยก่อนที่เธอจะพุ่งมาหาผมอีกครั้ง

 

พัก!!

 

ฮาซุย : โอ้ย!?

 

ผมถูกเธอเอาเข่ากระแทกใส่คางของผมจนผมหน้าเชิดขึ้นข้างบน ก่อนที่ผมจะโดนเธอเตะใส่จนร่างกระเด็นไปตามแรงเตะลงไปนอนกองกับพื้น

ถึงผมจะลุกขึ้นได้แต่ผมก็มองไม่เห็นตัวเธออยู่ดี เห็นแต่แสงไฟสีแดงที่เป็นดวงตาทั้งสองข้างของเธอที่แวบไปแวบมาในความมืดอย่างรวดเร็วซึ่งสังเกตุได้ยากมาก

 

เบล : ย้ะ!

 

เพ้ง!

 

ผมได้สร้างโล่ห์น้ำหมึกขึ้นมาป้องกัน เสียงที่ผมได้ยินมันมากระทบกับโล่ห์ของผมมันฟังดูเหมือนไม่ใช่เสียงหมัดต่อยแต่เป็นเหมือนเสียงอาวุธมีคมเสียมากกว่า

 

ตอนนี้ถึงผมจะมีระดับพลังอสูรที่สูงกว่าเธอ แต่ในเรื่องทักษะการต่อสู้เธอนั้นเหนือกว่า หนำซ้ำเธอยังมีอาวุธคอมมานด์และยังมองเห็นในความมืดได้อีก ทำให้ผมในตอนนี้เสียเปรียบเธอสุดๆ

 

ฮาซุย : แมร่งเอ๊ย~! มองไม่เห็นเลย! ใครเป็นคนส่งเธอมาเนี่ย!?

 

ผมตะโกนถามไปก่อนที่ผมจะใช้รองเท้าจักรวิปลาสของผม กงล้อสีทองใต้รองเท้าหมุนอย่างรวดเร็วพาตัวผมถอยหลังออกห่างมาจากเบลอย่างรวดเร็ว

 

เบล : รองเท้าเจ๋งดีหนิ

 

เบลกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น ผมเลิกคิ้วขึ้นมาเพราะไม่คิดเลยว่าผู้หญิงที่ดูสวยงามและมีน้ำเสียงที่น่าฟังขนาดนี้จะเป็นนักฆ่าได้

 

ฮาซุย : ใครเป็นคนส่งคุณมา ?

 

เบล : คนที่ต้องการได้พลังคอมมานด์ของนายไง

 

ฮาซุย : แล้วเธอรู้ไหมว่าคนที่ทำแบบนี้อาจเป็นคนเดียวกับที่อยู่เบื้องหลังการตายของฮิตซูก็ได้

 

 

เมื่อเบลเธอได้ยินคำพูดของผมเธอก็ชะงักไปครู่นึงเหมือนกำลังลังเลแต่แล้วเธอก็กลับมาจริงจังอีกครั้งก่อนที่เธอจะพูด

 

เบล : ชั้นไม่เชื่อแกหรอก!

 

ฮาซุย : เขาจ่ายคุณมาเท่าไหร่เนี่ย!?

 

เบล : อยากรู้ไปทำไม ? จะจ่ายให้แพงกว่าเหรอ ?

 

เบลพูดติดตลกก่อนที่เธอจะพุ่งตัวเข้าหาผม ผมสะบัดรองเท้าจักสวิปลาสป้องกันอาวุธมีคมของเธอเอาไว้ แสงสว่างที่เกิดขึ้นจากรองเท้าผมทำให้ผมมองเห็นว่าอาวุธของเธอมันทีลักษณระเป็นสีแดงเหมือนกับเกราะที่เธอสวมใส่เป๊ะๆเลย

 

อาวุธของเบล

 

เพ้ง!

 

ผมใช้เท้าปัดอาวุธของเธอออกก่อนที่ผมจะเปลี่ยนแขนเป็นน้ำหมึกรูปดาบแล้วเหวี่ยงฟันใส่เธอ แต่เบลเธอหงายหลังนอนราบไปกับพื้นก่อนดีดตัวลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็วแล้วถีบใส่ผมจนร่างผมกระเด็น

 

ผมลงไปนอนกองกับพื้นอยู่ครู่นึงก่อนที่ผมจะลุกขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง

 

ฮาซุย : โอเค คุณเป็นคนบังคับให้ผมใช้เจ้านี่เองนะ

 

 

ว่าแล้วผมก็หยิบเศษหน้ากากอสูรที่มันเคยพังเสียหายไปแล้วแต่ผมก็เก็บมันเอาไว้ นึกแล้วว่าต้องได้ใช้ประโยชน์อีก ผมเศษหน้ากากนั้นที่แตกอยู่ครึ่วซีกมาผสมเข้ากับกล้องถ่านรูปของผมที่เป็นอาวุธคอมมานแล้วทำการรวมทั้งสองอย่างเข้าด้วยกันด้วยน้ำหมึกของผมอย่างรวดเร็ว

 

เบลเธอวิ่งเข้ามาหาผมอย่างรวดเร็วพร้อมคมอาวุธในมือเธอที่พุ่งเข้ามา

 

เบล : ตายซะเถอะ!

 

 

ฉิ้ง~!

 

แฉะ!

 

แต่แล้วอาวุธของเบลกลับต้องไปแทงโดนก้อนหินที่อยู่ใกล้ๆนั้นแทนเพราะว่าแสงแฟรชจากกล้องถ่ายรูปที่สว่างวาบออกมา

 

และเมื่อตาของเบลกลับมามองเห็นได้ตามปกติเธอก็หาผมไม่เจอแล้ว เธอพยายามมองหาผมโดยรอบจนกระทั่ง

 

ฮาซุย : กล้องอสูร...มองเห็นในความมืด

 

 

เสียงของผมที่เอ่ยขึ้นนั้นทำให้เบลที่อยู่ด้านล่างเงยหน้าขึ้นมาเห็นว่าตัวผมนั้นกำลังเกาะอยู่งนหินย้อยมองลงมาที่เธอ โดยที่ใบหน้าของผมนั้นได้สวมหน้ากากสีดำที่มีแค่ครึ่งซีก โดยที่หน้ากากนั้นมีลักษณะที่เปลี่ยนไปโดยเฉพาะบริเวณตำแหน่งตาของมันได้ถูกประกอบเข้ากับกระบอกเลนส์กล้องถ่ายรูปของผม ของทั้งสองอย่างได้หลอมรวมเข้าด้วยกันเป็นชิ้นเดียวกัน

 

พร้อมทั้งร่างกายของผมที่มีการเปลี่ยนแปลงไปด้วย

 

ฮาซุย : เท่านี้ผมก็สามารถมองเห็นคุณได้ชัดขึ้นแล้ว

 

 

 

 

 

 

เบล นักฆ่ารับจ้างสาว

 

 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว