facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 4 ไม่เท่ากัน 50%

ชื่อตอน : ตอนที่ 4 ไม่เท่ากัน 50%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.1k

ความคิดเห็น : 26

ปรับปรุงล่าสุด : 01 เม.ย. 2564 03:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4 ไม่เท่ากัน 50%
แบบอักษร

4  

ไม่เท่ากัน  

 

วันนี้ต้นน้ำมีนัดกับคนสำคัญ เพราะนานๆ ครั้งใครคนนั้นถึงจะเดินทางเข้ากรุงเทพ เขาจึงมีโอกาสได้นัดทานข้าวกับคนที่แสนคิดถึง ขับเจ้าขันเงินบึ่งไปรับถึงสถานีขนส่ง แม้คนตัวเล็กจะอาสาไปรับถึงที่ใครคนนั้นก็เอาแต่เกรงอกเกรงใจ 

ทั้งที่ไม่จำเป็นเลย 

"แม่ทิพย์" คำเรียกติดปากเอ่ยเรียกขึ้นทันทีที่เห็นร่างอวบอ้วนเดินลงมาจากรถประจำทาง ใบหน้าใจดีแย้มรอยยิ้มกว้างเมื่อเห็นเด็กน้อยที่เธอเลี้ยงมากับมือ 

สองคนเดินเข้าหา กอดกันกลม 

"จะมารับทำไมถึงนี่ แม่บอกแล้วไงว่าเจอกันที่ร้านก็ได้" ถึงปากจะพูดแบบนั้น มือกลับลูบไปตามเนื้อตัวต้นน้ำด้วยความคิดถึง และเอื้อเอ็นดู 

"ผมเป็นห่วง มาเถอะครับ อากาศร้อน" ด้วยเดินทางมาเหนื่อยๆ ลงจากรถเจออากาศเปลี่ยนกะทันหันก็กลัวคนมีอายุจะไม่สบาย แถมสถานีขนส่งคนเยอะเบียดเสียดหายใจลำบาก ต้นน้ำจึงรีบพาแม่ทิพย์ขึ้นมานั่งสบายๆ บนรถ 

ใช้เวลาไม่นานก็ถึงร้านอาหารที่ต้นน้ำจองโต๊ะไว้ บรรยากาศในร้านเงียบสงบเป็นส่วนตัว เหมาะกับการค่อยๆ ทานอาหารและพูดคุยกันไป สองคนช่วยกันดูเมนูและสั่งอาหารสามสี่อย่าง เมนูอาหารโปรดของแม่ทิพย์ต้นน้ำจำได้เสมอ เช่นเดียวกับเธอที่ไม่เคยลืมช่วงเวลาในวัยเด็กของเด็กคนนี้ 

“แม่ยังจำได้ สมัยก่อนต้นน้ำชอบร้องขอให้แม่เจียวไข่ให้บ่อยๆ เพราะกินไม่ทันพวกพี่ๆ ทุกที” แม่ทิพย์เอ่ยขึ้นเพราะบังเอิญเห็นไข่เจียวปูในเมนู ความทรงจำในอดีตเรียกรอยยิ้มละมุนให้ปรากฏขึ้น 

“โตมาถึงได้ตัวแค่นี้ละมั้งครับ” 

คนฟังหัวเราะเบาๆ ยามวางเมนูในมือลง 

หลังจากบริกรของร้านเดินออกไป รอยยิ้มสดใสบนใบหน้าเล็กค่อยๆ เลือนหาย ปากเอ่ยถามถึงเรื่องที่ค้างคาใจ 

"รถไปไหนแล้วล่ะครับ ทำไมคราวนี้นั่งรถทัวร์มาเอง" 

หญิงมีอายุระบายยิ้มบาง ดวงตาโอบอ้อมอารีมองเด็กคนนี้เหมือนลูกในอุทรคนหนึ่ง ความช่วยเหลือต่างๆ มากมายที่ได้รับจากเขา แม้เจ้าตัวจะบอกว่าเป็นการทดแทนบุญคุณ แต่มันก็มากเกินไปสำหรับเธออยู่ดี รวมถึงเรื่องนี้ แม้ไม่อยากตอบก็คงปิดได้อีกไม่นาน จึงตัดสินใจพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว 

"พอเริ่มเก่าพักหลังมานี้ก็เลยซ่อมบ่อยขึ้น อีกอย่างแม่ไม่ค่อยได้เดินทางไปไหนบ่อยอยู่แล้ว ก็เลยขายทิ้งไปแล้วจ้ะ" 

คนฟังขมวดคิ้วมุ่นด้วยไม่เชื่อ แม่ทิพย์กำลังโกหกเพื่อให้เขาสบายใจ 

"ครั้งที่แล้วที่ผมกลับไปมันยังดีอยู่ ลุงเสริมดูแลรถคันนั้นดีมากมันไม่น่ามีปัญหาอะไร ค่าใช้จ่ายไม่พออีกแล้วหรือครับ" 

เห็นไหม ไม่เคยปิดอะไรได้เลย 

"ตอนนี้ก็พออยู่พอกินกัน ต้นน้ำไม่ต้องเป็นห่วงนะ เด็กๆ อยู่ได้ ยังบ่นถึงพี่ต้นน้ำกันอยู่เลยว่าคิดถึง แต่ไม่รู้ว่าคิดถึงคนหรือคิดถึงขนมกันแน่นะ" 

บทสนทนาถูกเบี่ยงเบนหัวข้อไปอย่างติดตลก แต่ความจริงที่แม่ทิพย์พยายามปกปิดไว้ต้นน้ำดูออก 

"ที่มากรุงเทพคราวนี้เพราะเรื่องค่าใช้จ่ายใช่ไหมครับ" 

แม่ทิพย์ยังคงรอยยิ้มไว้แม้ประกายนั้นจะส่งไปไม่ถึงดวงตา เพราะอายุที่เริ่มมากขึ้นจะให้สดใสเหมือนเก่าก่อนคงไม่ได้ ยิ่งระยะนี้มีเรื่องให้คิดมากมาย ความอ่อนล้าจึงสะสมให้สุขภาพยิ่งแย่ลง 

มือเรียวบางยกขึ้นกอบกุมฝ่ามืออวบอูมของคนฝั่งตรงข้ามเอาไว้ เพราะรักเป็นห่วงเหมือนบุพการี ทำไมแค่นี้ต้นน้ำจะดูไม่ออก 

"เกิดอะไรขึ้นครับ" 

หญิงมีอายุทอดถอนใจด้วยความอ่อนล้า ใช่ว่าเธออยากรบกวนต้นน้ำซ้ำแล้วซ้ำอีก แค่ค่าใช้จ่ายทุกเดือนตอนนี้ก็เดือดร้อนเด็กคนนี้มากแล้ว แต่ปัญหาตอนนี้ก็เกินกว่าที่เธอจะจัดการได้เช่นกัน อีกทั้งปากท้องของเด็กๆ อีกร่วมร้อยชีวิตก็รอเธออยู่ 

"พวกเขาบอกว่าจะขายที่" 

"....!!! " 

.... 

 

"เป็นอะไรหรือเปล่า" เสียงเรียบเรื่อยเอ่ยถามขึ้นเมื่อวันนี้คนช่างพูดเซื่องซึมกว่าที่เคย หากเป็นปกติคงกระตือรือร้นตักนู่นตักนี่ให้เขาทานมือเป็นระวิงแล้ว แต่นี่กลับนั่งเขี่ยข้าวในจานไปมาเหมือนมีอะไรในใจ 

เพราะช่วงนี้งานยุ่งภูผาจึงไม่ค่อยมีเวลาไปหาที่เดอะคลับ วันนี้ถึงได้แวะรับคนตัวเล็กออกมาทานมื้อค่ำด้วยกัน และเขามีเรื่องสำคัญจะพูดด้วย 

"เปล่าครับ" คนเซื่องซึมปลุกใจตัวเองให้กลับมาร่าเริงอีกครั้ง 

แบบนี้ไม่สมกับเป็นต้นน้ำเลย ป๋าอุตส่าห์สละเวลาอันมีค่าแวะมาหา เขากลับมัวแต่คิดเรื่องอื่นเสียได้ 

คิดได้แบบนั้นจึงตักอาหารที่คุณป๋าชอบให้ถึงจาน 

"ทานเยอะๆ นะครับ วันนี้ทำงานมาเหนื่อยๆ " 

"ขอบใจ" 

กลับกลายเป็นว่ามื้อนี้ภูผาไม่ต้องตักอาหารเองเลย เพราะเมื่อไหร่ที่กับข้าวในจานพร่องลงก็มีของใหม่เข้ามาแทนที่ แต่ละอย่างที่ต้นน้ำเลือกสรรให้ล้วนเป็นของชอบของภูผาทั้งนั้น ปากเล็กกลับมาเจื้อยแจ้วเรื่องนู้นเรื่องนี้ชวนคุยไปเรื่อยจนบรรยากาศบนโต๊ะอาหารชื่นมื่นเหมือนทุกครั้ง 

จนกระทั่งเสียงโทรศัพท์ของภูผาดังขึ้น ร่างสูงขอตัวออกไปรับสาย ต้นน้ำจึงมีเวลาได้คิดอะไรกับตัวเองลำพัง 

ความกังวลใจที่ถูกกดเก็บไว้เผยออกมาอีกครั้ง สองสามวันนี้เขาเอาแต่คิดเรื่องนี้ไม่ตก 

ต้นน้ำมีเงินที่เก็บหอมรอมริบจากการทำงานอยู่พอสมควร แม้จะมากสำหรับการใช้ชีวิตแต่คงไม่มากพอสำหรับที่ดินผืนนั้น และส่วนมากจากทั้งหมดก็ได้รับมาจากคนที่เพิ่งลุกออกไป 

แล้วเขาจะยังกล้าขอร้องอีกหรือ 

แต่ป๋าก็เป็นคนเดียวที่ต้นน้ำนึกออก 

ถ้าหากขอแล้วภูผาจะยินดีช่วยไหม แน่นอนว่าเขาคืนให้แน่แต่อาจต้องใช้เวลา ถ้าขอร้องให้ป๋าร่างสัญญากู้ยืมป๋าจะยอมไหมนะ 

ต้นน้ำไม่กล้าคิด 

เพราะไม่เคยพูดเรื่องส่วนตัวให้ฟัง ที่สำคัญคือป๋าไม่เคยถาม คนตัวเล็กจึงไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นเรื่องนี้อย่างไร ต้นน้ำไม่อยากให้ป๋าคิดว่าเขาอยู่ตรงนี้เพราะเงิน ดังนั้นจึงไม่เคยร้องขอเรื่องนี้สักครั้ง เป็นป๋าที่มักหยิบยื่นให้ก่อนเสมอ 

....ดังนั้นจึงไม่กล้า 

ไม่อยากให้ป๋ามองต้นน้ำไม่ดี 

ด้วยจมจ่อมอยู่กับตัวเองจนไม่ทันสังเกตว่าอีกคนเดินกลับมาแล้ว จวบจนกระทั่งเสียงเก้าอี้ลากดังครืดนั่นแหละ สติถึงได้กลับมา 

คนมองเหม่อในทีแรกแย้มรอยยิ้มกว้างต้อนรับ พอดีกับที่พนักงานนำของหวานเข้ามาเสิร์ฟ เป็นไอศกรีมบัวลอยไข่เค็มถ้วยใหญ่ที่ต้นน้ำเป็นคนสั่งมาให้ป๋าลองชิมด้วยกัน 

"ป๋า...." 

"ฉันต้องไปดูงานที่ไต้หวันสองเดือน" 

สองเสียงดังขึ้นมาพร้อมกัน ขณะที่คนหนึ่งเอ่ยได้เพียงคำเดียวเท่านั้น แต่ภูผากลับพูดได้จนจบประโยค 

มือที่กำลังจะตักไอศกรีมป้อนให้ป๋าชิมชะงักค้างกลางคัน กำช้อนเอาไว้แน่น 

....สองเดือน 

ตาหงส์เลื่อนขึ้นสบคนตรงหน้าสั่นไหว คำว่าสองเดือนนั้นกระแทกหัวใจดวงน้อยเข้าอย่างจัง 

ต้นน้ำไม่เคยห่างป๋านานขนานนี้ 

เพียงแค่สามวันครั้งที่แล้วก็ปานจะขาดใจ ไม่ใช่ป๋าไม่เคยเดินทางไปดูงานต่างประเทศ แต่ไม่เคยนานเท่านี้ 

"บริษัทใหม่ในเครือกำลังจะเปิดตัวที่นั่น ช่วงแรกๆ ฉันต้องไปดูด้วยตัวเองถึงจะวางใจ" 

ฝ่ามือที่เริ่มเจ็บวางช้อนคันเล็กลงที่เดิม 

"แล้วงานที่นี่ละครับ" 

"ฉันมอบหมายงานให้คนรับผิดชอบหมดแล้ว อาจต้องเดินทางไปๆ กลับๆ บ้าง แต่คงไม่มีเวลาแวะมาหาเธอ" 

เรื่องอื่นที่กังวลใจอยู่เมื่อครู่กลายเป็นเรื่องเล็กไปเลยเมื่อรู้ว่าจะไม่ได้เจอหน้ากันถึงสองเดือน จะหวังถึงเรื่องวิดีโอคอลก็คงยาก เพราะทุกวันนี้แต่สติ๊กเกอร์สักตัวป๋ายังไม่เคยส่งหา 

ป๋ายุ่ง ต้นน้ำเข้าใจ 

แต่สองเดือนสำหรับเขาไม่ใช่เรื่องง่าย 

ต่อให้ป๋ายุ่งแต่อยู่เมืองไทย ต้นน้ำก็ยังรู้สึกว่าป๋าอยู่ใกล้ๆ แต่ครั้งนี้....ไม่เหมือนกัน 

ไต้หวันเชียวนะ 

ทั้งที่ความจริงมันไม่ได้ห่างไกลกันมากขนาดนั้นหรอก ....แต่ต้นน้ำไปหาไม่ได้ แอบคาดหวังไม่ได้ว่ากลางดึกสักคืนหนึ่งป๋าจะแวะเข้ามาหาโดยไม่บอกล่วงหน้าให้เขาดีใจ 

ทั้งที่เรื่องนี้เรื่องเดียวก็ทรมานต้นน้ำมากพอแล้ว แต่ดูเหมือนว่าสำหรับภูผามันยังไม่พอ 

"เรื่องค่าใช้จ่ายที่จะขาดหายไป ฉันคุยกับมาม่าแล้ว เธอสามารถรับงานคนอื่นได้ ฉันไม่ว่าอะไร" 

อะไรนะ? 

เพราะสติและสมาธิถูกทำลายไปด้วยคำว่าสองเดือนเมื่อครู่ เวลานี้ต้นน้ำจึงยังไม่เข้าใจว่าป๋าหมายถึงอะไร 

"ว่าไงนะครับ" 

"ฉันงานยุ่ง คงไม่มีเวลาดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายของเธอ" 

ค่าใช้จ่าย....? 

คนเข้าใจความหมายราวกับถูกค้อนอันใหญ่ที่ชื่อว่าความเป็นจริงฟาดเข้าอย่างจัง นึกอยากหัวเราะเสียงดังๆ อย่างคนเสียสติ ให้สมกับความสมเพชที่มีให้ตัวเอง เป็นต้นน้ำที่โง่เง่าเฝ้าฝันลมๆ แล้งๆ 

กลัวป๋าจะคิดว่าต้นน้ำอยู่ตรงนี้เพราะเงินอย่างนั้นหรือ ก็แล้วถ้าเขาไม่คิดแบบนี้จะให้เขาคิดอย่างไร นึกถึงอาชีพที่ตัวเองทำสิ ไม่เห็นต้องแปลกใจเลยต้นน้ำ 

....แต่ทำไมมันเจ็บจัง 

หรือความรักที่เขามีให้ป๋าไม่เคยเห็น ใครจะอยากทำอาชีพอย่างนี้ไปจนวันตาย ใครจะทนเอาใจคนที่ไม่รักไม่ชอบอยู่ได้เป็นปีๆ เงินเก็บที่ต้นน้ำมีพอให้เขาทิ้งอาชีพไร้เกียรตินี้ได้ตั้งนานแล้ว แต่ที่ยังอยู่ก็เพราะกลัวว่าจะไม่ได้เจอป๋าอีกไง 

ป๋าไม่รู้หรือ?! 

ทั้งที่ข้างในกำลังพังทลาย แต่ฉากหน้ากลับฉาบไว้ด้วยต้นน้ำคนเดิม 

คนตัวเล็กแสร้งตักไอศกรีมเข้าปากเพื่อซ่อนนัยน์ตาแดงเรื่อ หวังให้ความเย็นช่วยดับความร้อนผ่าวในกระบอกตาลง พยักหน้ารับหงึกหงักทั้งที่ช้อนยังคาอยู่ในปาก 

"ทราบแล้วครับ" 

ทราบแล้วว่าอยู่ในฐานะอะไร 

ต้นน้ำตักไอศกรีมเข้าปากอีกครั้งแม้ลิ้นจะไม่รับรู้รสชาติ เพราะตอนนี้เขาแสร้งยิ้มเหมือนไม่รู้สึกอะไรไม่ไหวแล้ว 

"เรื่องเจ้าของโรงแรมนั่น" 

ดวงตาหม่นหมองเลื่อนขึ้นมองคนพูดด้วยความคาดหวังโดยไม่รู้ตัว ขอแค่ป๋าเอ่ยปากห้าม ต้นน้ำจะไม่มีวันยอมเจอเขาอีก ขอแค่ป๋าแสดงออกสักนิดว่าหวง ว่าสิ่งที่เคยพูดก่อนหน้านี้ป๋าคิดเป็นจริงเป็นจัง ขอแค่.... 

"เธอจะรับงานมันอีกก็ได้ ฉันไม่ว่าอะไร" 

....ไม่ว่าอะไร 

ต้นน้ำยอมแพ้ วางช้อนคันเล็กในมือลง ปล่อยให้ไอศกรีมละลายเมื่ออีกคนไม่คิดจะแตะต้องมัน 

คนตัวเล็กฝืนเหยียดรอยยิ้มด้วยความอ่อนล้า กลับกลายเป็นว่าเขาไม่น่าออกมาทานข้าวมื้อนี้กับภูผาเลย สู้ให้อีกฝ่ายยกหูโทรศัพท์โทรมาบอกยังดีเสียกว่า เพราะตอนนั้นหากน้ำตาจะไหลเขาก็คงไม่ต้องกลั้น 

ไม่ต้องแสร้งฝืนยิ้มเหมือนไม่รู้สึกอะไร ทั้งที่ข้างในกำลังพังแบบนี้ 

"ป๋าพูดเหมือนจะไม่กลับมาแล้ว" 

"ฉันย่อมต้องกลับมา เพราะธุรกิจหลักของฉันอยู่ที่นี่" 

อ้อ.... 

"แค่กลัวเธอเหงาตอนที่ฉันไม่อยู่ แล้วก็ห่วงเรื่องรายได้ของเธอด้วย" 

เขาควรดีใจหรือเปล่าที่ป๋าบอกว่าเป็นห่วง ในความคิดของป๋า สำหรับต้นน้ำใครก็คงเหมือนกันสินะ ขอแค่มีเงิน 

รอยยิ้มปรากฏขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นการเยาะหยันตนเอง เพียงแค่ชั่ววินาทีเดียวก่อนจะเลือนหายไป 

มาม่าสอนว่าเวลาทำงานให้ใช้เพียงสมองอย่าใช้หัวใจ 

ในเมื่อต้นน้ำทำไม่ได้ ก็ให้คิดเสียว่าตอนนี้กำลังชดใช้กรรม 

กรรมที่ไม่รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว 

"ครับ ผมเข้าใจแล้ว ป๋าจะเดินทางเมื่อไหร่" 

"วันมะรืน" 

ดวงตาคมกล้าตรงหน้าราบเรียบเสียจนต้นน้ำอ่านไม่ออกว่าป๋ากำลังคิดอะไรอยู่ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเห็นความเสียใจที่เขาเพียรพยายามซ่อนไว้หรือไม่ แต่ถึงเห็นแล้วอย่างไรเล่า ป๋าก็คงคิดว่าเขาแค่เสียดายเม็ดเงินที่กำลังจะสูญหายไป 

"ไวจัง" 

แค่เวลาเตรียมใจป๋ายังไม่มีให้ต้นน้ำเลย 

ถึงอย่างนั้นต้นน้ำก็เลือกที่จะทำในสิ่งที่เขาพอทำได้ คืออวยพรและคอยเป็นห่วงอยู่ในที่ของตัวเอง 

"เดินทางปลอดภัยนะครับ ถ้าเหนื่อยมากก็พักบ้างนะ ผมเป็นห่วง ไม่อยากให้ป๋าไม่สบาย" 

แม้รู้ว่าตัวเองเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ที่อยู่ในชีวิตเขาก็ตาม 

ทำอย่างไรได้ล่ะ ในเมื่อเป็นคนมอบใจให้เขาเอง 

 

 

 

50% 

>>>> 

เปลี่ยนพระเอกทันมั้ย  

แง ฝากทุกคนกอดเติมพลังให้ต้นน้ำแน่นๆ หน่อยนะคะ 

วันนี้ให้น้องอ่อนแอหน่อย แต่น้องคนเข้มแข็งจะกลับมาแน่ค่ะ 

ฮึบๆ 

ปล.ขอบคุณสำหรับคอมเม้นและกำลังใจค่า 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว