ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

การมอบร่างกายของจูเหวิ๋น

ชื่อตอน : การมอบร่างกายของจูเหวิ๋น

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 690

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ก.ย. 2563 06:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
การมอบร่างกายของจูเหวิ๋น
แบบอักษร

 

 

 

เมลฟาส : ชั้นขอตัวก่อนนะ

 

ในตอนนั้นเองหลังจากที่การแข่งจบลง เมลฟาสก็ได้ขอตัวลาออกจากบ้านของสมาชิกครอบครัวฮาซุย

 

ราเม็น : จะไปแล้วเหรอ ?

 

 

เมลฟาส : ชั้นต้องกลับไปดูบ้านหนะค่ะ และชั้นคงไม่กลับมานี่อีกเพราะจะดูรายการเกมนั่นที่บ้านตัวเองเอา

 

เกรด้า : ไม่อยากอยู่กินข้าวเย็นกันก่อนเหรอ ?

 

เกรด้าชวนเมลฟาสมากินข้าวเย็นด้วยกันเพราะการที่พวกเขานั่งดูโทรทัศน์และลุ้นกับการแข่งที่ฮาซุยลงไปอยู่ตลอดทั้งวันมันเลยเป็นเหมือนการเชื่อมสัมพันธ์ที่ดีกันระหว่างมนุษย์กับอสูรพันธ์ซึ่งไม่ใช่ว่าจะเจอกันได้ง่ายๆ

 

เมลฟาสลังเลอยู่ครู่นึงแต่เธอก็พูดออกมา

 

เมลฟาส : ไม่หละขอบคุณ

 

 

และทันทีที่เมลฟาสเปิดประตูบ้านออกไป

 

เอี๊ยด~

 

วิคตอเรีย : ...

 

 

วิคตอเรียได้ปรากฏตัวขึ้น เธอยืนอยู่หน้าบ้านหลังนี้ด้วยใบหน้าที่ไร้ความรู้สึก

การมาของวิคตอเรียทำให้บ้านของฮาซุยทั้งหลังเงียบงันไปทันที

 

เมลฟาส : วะ..วิคตอเรีย ?

 

 

เมลฟาสรู้จักชื่อของวิคตอเรียเพราะเธอรู้ว่าเมดที่ชื่อวิคตอเรียนั้นเป็นเมดคนสนิทของจอมมารคิซูกิ

 

วิคตอเรียก็มองหน้าเมลฟาสด้วยสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย

 

วิคตอเรีย : ไม่ทราบว่าคุณเป็นคนของบ้านฮาซุยรึเปล่าค่ะ ?

 

 

เมลฟาส : ปะ..เปล่าค่ะ ชั้นเป็นแค่แขกที่มาที่นี่เฉยๆ ^_^;

 

เมลฟาสตอบเสียงสั่นและมีเหงื่อผุดออกมา

 

วิคตอเรียก็ทำหน้าประหลาดใจอีกรอบเพราะเธอไม่เข้าใจว่าทำไมอสูรพันธ์ถึงได้มาเป็นแขกบ้านมนุษย์ เธอจึงเดาได้ว่าเมลฟาสต้องมีความสัมพันธ์บางอย่างฮาซุยหรือบ้านเขาแน่ๆ

 

วิคตอเรีย : เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเพราะจริงๆแล้วชั้นิยากคุยกับครอบครัวมากกว่า

 

 

คำพูดของวิคตอเรียทำให้สมาชิกบ้านฮาซุยนั้นถึงกับพากันหน้าซีดเผือกกันเป็นแถวเพราะวันนี้บ้านไฮเดอร์ของพวกเขานั้นถูกอสูรพันธ์สองตัวพบเจอและรู้สถานที่ตั้งในวันเดียวแล้ว

 

เมลฟาส : คนพวกนั้นหนะเหรอ ? อ๋อใช่ค่ะ เขาเป็นสมาชิกในบ้านของฮาซุย ^_^;

 

 

วิคตอเรีย : ...

 

 

วิคตอเรียได้เดินเข้ามาในบ้านแบบไม่ถือวิสาสะ แม้รูปลักษณ์ภายนอกเธอจะดูเหมือนมนุษย์ที่มีความสุขุมเรียบร้อยแต่ก็จงอย่าลืมว่าเธอเป็นอสูรพันธ์ประเภทดัพเพิลแก็งเกอร์

 

หนำซ้ำระดับพลังอสูรเธอก็มากพอจะถล่มบ้านเก่าๆนี้ทิ้งได้

 

เกรด้า : มะ..ไม่ทราบว่าต้องการอะไรจากเราเหรอค่ะ ?

 

 

เกรด้าถาม วิคตอเรียเธอไม่ตอบแต่เธอมองดูรอบๆบ้านก่อนจะค่อยๆนั่งลงบนเก้าอี้ตัวนึงแบบสำรวมและมองหน้าสมาชิกในบ้านแต่ละคน

 

 

วิคตอเรีย : พวกเธอไม่มีใครหน้าเหมือนฮาซุยเลย...แปลว่าไม่ใช่ครอบครัวแท้ๆซินะ

 

 

จิมมี่ : ใช่ เราแค่มาอาศัยอยู่บ้านเดียวกันเฉยๆ แต่เราก็รักกันเหมือนครอบครัวจริงไนะครับ ^_^

 

 

จิมที่ตอบด้วยรอยยิ้มแต่พอจิมมี่เห็นใบหน้าที่ด้านชาไร้ความรู้สึกของวิคตอเรียที่หันมามองเขาเสียงหัวเราะเขาก็ฝืดลงก่อนที่เขาจะหุบยิ้มไป

 

เมลฟาส : ชั้นขอตัวก่อนนะ ^_^

 

 

ปึ้ง!

 

 

เมลฟาสพูดจบก็ปิดประตูบ้านแล้วหนีออกไปด้านนอกทันทีเพราะไม่อยากพลอยซวยไปด้วย ทำให้สมาชิกในบ้านฮาซุยต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันจากเมดอสูรพันธ์แค่คนเดียว

 

 

วิคตอเรีย : ท่านคิซูกิส่งชั้นมาเพื่อที่จะสอบถามอะไรนิดหน่อยเกี่ยวกับเด็กชายที่ชื่อ ฮาซุย ชั้นพบว่าเขาเคยทำงานให้ที่ก่อสร้างมาก่อน ก่อนที่เขาจะลาออกจากงานแล้วไปลงสมัครการแข่ง เป็นงั้นจริงเหรอค่ะ ?

 

 

ราเม็น : เราก็ไม่รู้เหมือนกัน เขาเก็บเรื่องทุกอย่างไว้เป็นความลับหมด เราพึ่งมารู้ความจริงตอนที่เขาลงแข่งนี่แหละ

 

 

คุณนายราเม็นตอบไปตามตรง วิคตอเรียก็เลยถามต่อ

 

วิคตอเรีย : แล้วพวกคุณพอจะรู้เหตุผลที่เขาล่งแข่งไหม ?

 

 

อลิซ : เขาอาจจะอยากให้พวกมนุษย์เราไม่ต้องเป็นทาสอสูรพันธ์มั้งค่ะ ^_^;

 

 

วิคตอเรีย : ...แล้วเรื่องพลังคอมมานด์ของเขาหละ ?

 

 

เกรด้า : อันนี้เราไม่รู้เลยค่ะ เราเห็นเขาใช้พลังคอมมานด์ครั้งแรกตอนออกโทรทัศน์

 

 

วิคตอเรีย : แล้วพอจะรู้ไหมว่าเขาไปซื้อตุ๊กตาโดมารุจากไหน ?

 

 

เกรด้า : เรื่องนั้นเราก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ

 

 

วิคตอเรีย : ...แล้วในช่วงนี้เขาได้ทำตัวแปลกๆบ้างไหม ?

 

 

วิคตอเรียถามคำถามนี้มันก็ทำให้คนในบ้านทุกคนมองหน้ากันเองครู่นึงก่อนที่พวกเขาจะหันมาตอบ

 

จิมมี่ : ถ้าไม่นับกับที่เขาทำตัวลับๆล่อๆ มีความลับและโกหกเราหลายเรื่อง ช่วงตกกลางคืนผมจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นและเห็นเขาแอบย่องไปหายไปที่หลังบ้านเฉยๆเลย

 

 

วิคตอเรีย : แล้วที่หลังบ้านของพวกคุณมีอะไร ?

 

 

อลิซ : มีสวนผัก ข้ามแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวไปก็จะเจอกับป่าทึบที่มีมอนเสตอร์อยู่เยอะค่ะ

 

วิคตอเรียเริ่มปะติดปะต่อสิ่งต่างๆเข้าด้วยกันได้จนเธอพอเดาได้แล้วว่าฮาซุยเขาไปฟาร์มมอนเสตอร์เป็นสิบๆตัวได้ยังไงเพราะจากแผนที่ภูมิศาสตร์ ป่าไม้ที่อยู่ด้านหลังบ้านของฮาซุยมันเป็นป่ไม้ที่อุดมสมบูรณ์ด้านชีวิตและมีมอนเสตอร์อาศัยอยู่จำนวนมาก

 

 

แต่ถึงอย่างงั้นเธอก็ยังได้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวฮาซุยโดยตรงได้น้อยมากเพราะฮาซุยเขาเก็บความลับเก่งมาก

 

วิคตอเรีย : แล้วครอบครวแท้ของเขาหละค่ะ ?

 

 

เกรด้า : พ่อแม่ของเขาเป็นทาสที่ถูกส่งขายไปที่อื่น เราเลยไม่รู้เรื่องนี้มากนักเหมือนกันค่ะ

 

 

พอวิคตอเรียได้ยินคำตอบเชิง"ไม่รู้"หลายรอบมากๆเข้ามันก็ทำให้เธอเริ่มที่จะคิ้วขมวดเข้าหากันเหมือนเริ่มไม่พอใจขึ้นมาเพราะเธอได้ข้อมูลมาจากพวกเขาน้อยมากและมันก็ได้ทำให้เธอสบถออกมา

 

 

วิคตอเรีย : ไร้ประโยชน์เสียจริง

 

 

จิมมี่ : ว่ายังไงนะ ?

 

 

จิมมี่ที่ได้ยินคำสบถนั้นก็ทำหน้าไม่พอใจออกมา วิคตอเรียเหลียวมองจิมมี่ก่อนที่เธอจะยินดีพูดซ้ำอีกครั้งชัดๆ

 

 

วิคตอเรีย : ชั้นบอกว่า...พวกนาย...มัน...ไร้ประโยชน์...เสียจริง

 

 

จิมมี่ : เฮ้! อย่ามาพูดกันแบบนี้ซิ! คิดว่าเราอยากให้เขาลงแข่งนักเหรอ!? ถ้าอยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับเขามากนักทำไมไม่เข้าไปในเกมแล้วถามกับตัวเขาเองหละ!?

 

 

เพียะ!!

 

 

จิมมี่ : อั้ก!?

 

 

เกรด้า : จิมมี่!?

 

 

 

จิมมี่ที่ตอนนั้นเหมือนจะฟิวขาดพอดีทำให้เขาเผลอลุกขึ้นยืนด่าวิคตอเรียแบบไม่เกรงกลัว แต่นั่นก็ทำให้เขาถูกวิคตอเรียสะบัดมือตบใส่หน้าจนร่างเขากระเด็นลอยไปชนกับช้นหนังสือจนร่วงลงมาพังเสียหายและจิมมี่ก็บาดเจ็บด้วย

 

เกรด้าทำท่าจะเข้าไปช่วยแต่สายตาอันเย็นยะเยือกของวิคตอเรียที่มองมาที่เธอก็ทำให้เกรด้าชะงักและไม่กล้าขยับต่อ

 

วิคตอเรีย : คิดว่าดิชั้นอยากให้เจ้าทาสนั่นเข้าไปร่วมเล่นเกมแขางด้วยรึไง ? ถ้าเป็นไปได้ชั้นก็อยากเข้าไปในเกมนั่นและฆ่าเจ้าทาสที่ก่อปัญหาซะจะได้จบๆ พวกแกเป็นครอบครัวเขาแต่กลับดูแลเขาไม่ได้ ถามอะไรก็ตอยไม่รู้ พวกนายเป็นครอบครัวที่แย่มาก แล้วจะไม่ให้ดิชั้นด่าว่าไร้ประโยชน์ได้ยังไง ?

 

 

 

ทุกคนในบ้านได้แต่กัดฟันกรอดๆเพราะคำพูดของวิคตอเรียนั้นมันทำร้ายจิตใจและแทงใจดำพวกเขามาก แต่พวกเขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้

 

วิคตอเรียได้ลุกขึ้นก่อนที่เธอจะเดินไปที่ประตูบ้าน

 

วิคตอเรีย : ชั้นคงไม่ได้ข้อมูลอะไรจากพวกแกมากกว่านี้แล้ว ชั้นขอตัวก่อนนะ

 

 

วิคตอเรียกล่าวลาก่อนที่เธอจะเดินจากไปอย่างใจเย็น

 

 

 

 

 

ขณะเดียวกัน ในที่สุดหลังจากที่เหนื่อยมาทั้งวัน เมื่อเกมการแข่งที่สามจบลงก็เป็นเวลามืดค่ำ ซึ่งมันคือเวรลาที่เหล่าผู้เล่นและคนดูพักผ่อนกัน โดยคิซูกิเธอได้เตรียมสถานที่พักเอาไว้ให้

 

โดยบานประตูที่เราเจอหลังจากผ่านเกมกาฮอสมาได้ เมื่อผ่านมาถึงเราก็เหมือนกับถูกประตูพามายังอีกที่นึง ที่ๆเป็นป่าไม้ร่มเย็นสงบ บรรยากาศสดชื่อน่าอยู่อาศัย มีเตนท์และอาหารประเภทย่างเสียบไม้รอเอาไว้

 

เหล่าผู้เล่นที่เสียแรงเสี่ยงชีวิตจากความตายมานานก็พากันเข้าไปพักผ่อนและกินอาหารที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้ให้

 

 

เกมนั้นจะเริ่มอีกพรุ่งนี้เช้า เพราะฉะนั้นคืนนี้เราควรต้องพักผ่อนอย่างเต็มที่

 

 

ทางด้านผู้เข้าชมที่สนาม ผู้ชมการแข่งบางคนพากันกลับบ้านเพราะอยู่ไม่ไกลจากสนาม แต่สำหรับผู้ที่บ้านอยู่ไกลก็มีการเตรียมรถตัวเองไว้กลับหรือไม่ก็บางคนอาจจะอยากดูการแข่งนี้มากเป็นพิเศษ ถึงกับเอาเต็นท์เอาฟูก หรือถุงนอนมาใช้นอนอยู่ใกล้บริเวณที่นั่งนั้น

 

บวกกับที่บริเวณประตูทางเข้าสนามก็มีร้านขายอาหารอยู่ จึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนที่เข้ามาดู

 

คิซูกิ เรบิโกะและแบนชีได้กลับมาพีกที่ปราสาท โดยเรบิโกะเธอขอตัวไปฝึกทักษะการต่อสู้เช่นเคย ส่วนคิซูกิกับแบนชีนั้นได้มาแช่น้ำร้อนสบายตัวด้วยกัน

 

 

 

ทางฝั่งคิซูกิ

 

 

แบนชี : เฮ้ออ~ นานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่ได้มาแช่น้ำร้อนด้วยกันแบบนี้~ =w=

 

 

แบนชีได้กล่าวขึ้นขณะที่เอนหลังพิงขอบสระของบ้อน้ำร้อนที่กว้างใหญ่พอๆกับสระไว้น้ำเป่าลม

 

แบนชีเธอแช่น้ำร้อนอยู่กับคิซูกิสองคน ซึ่งคิซูกิตอนนี้เธอกำลังลอยตัวอยู่กลางน้ำและใช้แขนตีน้ำว่ายไปในลักษณะนอนหงายสบายๆก่อนที่เธอจะดำน้ำหายลงไป

 

ทั้งสองพี่น้องบุญธรรมสตรีที่มีเรือนร่างราวกับถูกเทพีปั้นขึ้นจากมือตอนนี้กำลังอยู่ในสภาพเปลือยเปล่าและแช่อยู่ในอ่าวน้ำร้อน แต่ท่ามกลางความสบายตัวนั้นแบนชีก็อดคิดถึงฮาซุยไม่ได้

 

 

แบนชี : ( อุตสาห์คิดว่าจะได้เห็นการแข่งที่มันสนุกและมันส์สะใจแท้ๆแต่กลับกลายเป็นว่าดันเจอเรื่องไม่สบอารมย์ซะได้ =3= )

 

 

ซ่า~!

 

 

คิซูกิ : จับได้แล้ว~

 

หมับ!

 

 

แบนชี : ว้าย!?

 

 

ทันใดนั้นเองคิซูกิที่ดำน้ำหายลงไปตอนแรกก็ได้โผล่ตัวเองพุ่งขึ้นมาจากน้ำก่อนจะโอบกอดตัวของแบนชีจากด้านหลังโดยใช้มือจับไปที่เนินอกทรงโตอวบอิ่มของแบนชีไปด้วยจนเจ้าตัวที่โดนจับอุทาน

 

แบนชี : เล่นเป็นเด็กไปได้!

 

 

คิซูกิ : ก็ตอนเราเป็นเด็กเรายังชอบเล่นกันแบบนี้เลยหนิ ว่าแต่พี่นี่ทำเอาหนูอิจฉาเลยนะเนี่ย ^_^

 

 

คิซูกิกล่าวด้วยรอยยิ้มสนุกขณะขยำก้อนเนินอกทรงโต ถ้าเป็นคนอื่นป่านนี้แบนชีกระทืบแหลกไปนานแล้ว

 

แบนชี : ว่าแต่คิซูกิเนี่ยดูไม่ร้อนเนื้อร้อนตัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเลยนะ ทั้งๆที่มีมนุษย์มาร่วมการแข่ง นี่ยังไม่รวมถึงว่าถ้าหากตอนจบเกมคนชนะดันเป็นอสูรพันธ์อัปลักษณ์นิสัยไม่ได้เรื่องอีก น้องไม่เครียดหรือกังวลอะไรบ้างเหรอ ?

 

 

คิซูกิ : นี่พี่ลืมคำพูดของท่านฮิตซูไปแล้วเหรอ ? "อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด..."

 

 

แบนชี : ..."ขึ้นอยู่กับว่าเราจะทำให้มันเกิดหรือไม่" ^_^

 

 

แบนชีพูดต่อคำพูดประจำตัวของฮิตซูจนจบ คำพูดนี้คือคำพูดประจำตัวที่ฮิตซูเคยใช้ปลุกกำลังใจคนมาก่อนและคำพูดนี้ก็ถูกส่งต่อมาเป็นเวลานับศตวรรษแล้ว

 

แบนชีเองก็เป็นอีกคนที่นับถือฮิตซู เหมือนกับคิซูกิและทุกคนในเมือง

 

 

คิซูกิ : จะว่าไปที่เจ้ามนุษย์นั่นพูดมาชั้นก็ชอบที่จะได้ยินนะ เขาบอกว่าชั้นสามารถเป็นจอมมารที่ดีได้เหมือนท่านฮิตซูหละ

 

 

แบนชี : มันก็แค่พูดประจบเพื่อเอาตัวรอดหรือเอาความเอ็นดูก็เท่านั้นแหละ ทำไมเธอถึงดูสนใจเจ้ามนุษย์นั่นเป็นพิเศษหละ ?

 

 

แบนชีหันมาถาม คิซูกิที่ได้ยินคำถามเธอก็เพียงแค่ปล่อยมือจากแบนชีนั่งอมยิ้มอยู่เงียบๆปล่อยให้แบนชีนั่งรอฟังคำถามแบบงงๆต่อไป

 

 

คิซูกิ : ( ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม...แต่เจ้าหนูนั่นมันเหมือนกับท่านฮิตซูเลย )

 

 

คิซูกิคิด ในตอนเป็นเด็กแม่เธอจะเก็บวีดีโออยู่ม้วนนึง ซึ่งเป็นวีดีโอที่เก่ามากเพราะมันคือสิ่งที่ใช้บันทึกภาพเป็นวีดีโอที่ถ่ายเก็บผลงานความดีของฮิตซูเอาไว้

 

ทำให้คิซูกินั้นได้เห็นถึงความใจบุญและอุดมการณ์ของฮิตซูในตอนนั้นที่ต้องการจะช่วยเผ่าพันธ์อสูรทั้งหมดเอาไว้ ฮิตซูเป็นจอมมารที่เป็นที่รักและเป็นมิตรกับทุกคน เขาสนใจคนอื่นและรู้จักเสียสละเสมอ ฮิตซูเขานั่งบรรลังค์แค่ไม่กี่ครั้งเท่านั้นเพราะเขาคือจอมมารที่ยินดีจะลงพื้นที่ไปช่วยคนที่เดือดร้อนด้วยตัวเอง

 

หยดเหงื่อของเขาหยดลงพื้นเยอะมากพอที่จะเป็นน้ำรดต้นไม้ที่ใกล้ตายให้เติบโตกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

 

แต่น่าเสียดายเพราะเพียงไม่กี่วันก่อนที่พวกอสูรพันธ์จะยกทัพบุกมาโลกมนุษย์ ฮิตซูก็ตายโดยมีคนพบเขาตกลงจากระเบียงปราสาทลงไปยังแม่น้ำ ที่หน้าอกของเขามีร่องรอยถูกอาวุธมีคมแทงจนทะลุอก

 

ทุกคนสามารถตามจับตัวคนทำเรื่องนี้ได้และพบว่าคนๆนั้นคือมนุษย์ที่เป็นอัศวินผู้พิทักษ์คนนึงที่แอบลอบเข้ามาในมิติของพวกอสูรพันธ์ตอนที่ประตูมิติเปิกครั้งแรกแล้วแอบเข้ามาก่อนที่จะปิด

 

 

มนุษย์คนนั้นถูกประหารโดยการถูกจับฉีกแขนขาและหัวออกจากร่างอย่างสยดสยอง งานศพชองฮิตซูจัดขึ้นและเต็มไปด่วยความเศร้าโศกและความแค้นของอสูรพันธ์ทั่วโลก และเป็นเหตุจุดชนวนให้เกิดสงครามและเรื่องราวที่อสูรพันธ์บุกมาสยบโลกมนุษย์ทั้งหมดขึ้น

 

คิซูกิ : ...( ทั้งๆที่เกลียดมนุษย์ที่ฆ่าท่านแท้ๆ แต่ทำไมเราถึงรู้สึกแบบนี้ได้กัน ? )

 

 

คิซูกิคิดออกมาด้วยความไม่สบายใจก่อนที่เธอจะแช่น้ำร้อนอยู่กับแบนชีต่อไปเรื่อยก่อนที่จะแต่งตัวเป็นชุดนอนผ้าบางเข้านอนด้วยกัน

 

 

 

ทางฝั่งฮาซุย

 

 

ผมได้นั่งกินไก่ย่างที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้ให้อย่างเอร็ดอร่ยขณะนั่งผิงไฟอยู่กับเรแม็ก และโชกุโดยตลอดเวลาที่ผมนั่งอยู่นั้นผมจะคอยมองดูตัวของซูมารุที่นั่งกินไก่ย่างอยู่ห่างๆ

 

ฮาซุย : คุณเรแม็ก คุณพอจะรู้จักซูมารุไหม ?

 

 

เมื่อเรแม็กได้ยินคำถามผมเขาก็หันหน้าไปมองตัวของซูมารุก่อนหันกลับมาตอบ

 

 

เรแม็ก : อ๋อ เจ้าหมอนั่นหนะเหรอ ? รู้จักซิ เจ้านั่นหนะมันเป็นอสูรพันธ์เด็กกำพร้าที่ร่างกายไม่สมประกอบ เหมือนว่าในวัยเด็กตัวมันจะถูกรังแกหรืออะไรนี่แหละ ทำให้มันกลายเป็นเด็กมีปัญหา

 

 

โชกุ : แค่นั้นเองเหรอค่ะ ?

 

 

เรแม็ก : ชั้นพอจะจำได้แค่นี้แหละ ถ้านายอยากรู้ก็คงต้องไปถามเจ้าตัวเองแล้ว

 

 

เรแม็กตอบก่อนที่จะลงมือกินไก่ย่างในมือต่อ ผมไม่ได้เดินไปถามซูมารุโดยตรงก่อนที่ผมจะมองดูรอบๆตัวแล้วสังเกตุเห็นได้ว่า

 

ฮาซุย : จูเหวิ๋นเธอหายไปไหนครับเนี่ย ?

 

 

ว่าแล้วตัวผมก็ลุกขึ้นยืนก่อนจะออกตามหาตัวจูเหวิ๋นเพราะผมไม่เห็นเธอทาซักพักนึงแล้ว

 

ผมเดินมาเรื่อยๆจนมาเจอบริเวณที่เป็นแม่น้ำที่น้ำใสสะอาด และในที่นั้นเองผมก็เจอกับจูเหวิ๋น...ในสภาพเปลือยเปล่า

 

 

ฮาซุย : ( ตึกตัก~ ) ( อีกแล้วเหรอ ? )////

 

 

เธอตอนนี้กำลังยืนอยู่ในแม่น้ำพร้อมใช้มือวักน้ำในแม่น้ำมาถูแขนตัวเอง ทำความสะอาดร่างกายของเธอ เธอยังไม่รู้ตัวว่าผมมองดูเธออยู่

 

ผมเลยยืนดูตัวเธอทำความสะอาดเรือนร่างต่อไปแบบเนียนๆ ร่างกายของที่สมบูรณ์แบบมีส่วนเว้าส่วนโค้ง หน้าอกหนองโพใหญ่พอๆกับอลิซ ร่างกายที่เปียกชุ่มไปด้วยเม็ดน้ำตามตัว ต้นขาที่เนียนและอวบกำลังดี บั้งท้ายกลมมนน่าสัมผัส

 

ผมแอบดูเธออยู่แบบนั้นซักพักนึง ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นพวกโรคจิตมากเลยบอกตรงๆ หนำซ้ำตอนนี้ไอ้น้องชายผมมันก็เริ่มแข็งแล้วด้วย

 

จูเหวิ๋น : ....จะแนะนำอะไรให้ไหม ?

 

 

ฮาซุย : ?

 

 

จูเหวิ๋น : ถ้าคิดจะมาแอบดูใครอาบน้ำ อย่าชะโงกหัวที่มีผมสีชมพูฉูดฉาดออกมา เพราะผู้หญิงจะรู้ว่าโดนถ้ำมองตั้งแต่วินาทีแรก =_=

 

ฮาซุย : เหวอ!!?

 

 

 

ซ่า~~!!

 

 

คำพูดของจูเหวิ๋นที่เหมือนจะพูดมาลอยๆในตอนแรกแท้จริงแล้วเป็นคำพูดที่เธอพูดมาหาผมทำให้ผมตกใจและเผลอกลิ้งตกแม่น้ำตามเธอลงมา

 

เธอรู้ว่าโดนผมแอบมองแต่แรกแล้วเหรอเนี่ย!!? น่าอายชิพ!!

 

 

 

จูเหวิ๋น : ไม่เป็นไรนะ ?

 

 

ฮาซุย : อะอ้า!? 0////0

 

 

 

ผมขานรับด้วยสีหน้าตกใจและแดงแจ๋อย่างกับพริกเพราะจูเหวิ๋นเธอเดินมาหาผมในสภาพที่เปลือยเปล่าแบบไม่หวงเนื้อหวงตัว

 

ผมพยายามเบือนหน้าหนีแต่จูเหวิ๋นก็กอดอกก่อนพูด

 

จูเหวิ๋น : จ้องซะจนเห็นทุกมุมทุกระเบียบนิ้วแล้วไม่ต้องอายแล้วมั้ง =_=

 

 

ฮาซุย : อะ..เอ่อ =////=

 

 

จูเหวิ๋น : ...ขอบใจที่ช่วยชั้นเอาไว้นะ

 

ผมได้หันกลับมามองเธอ หลังจากนั้นผมกับเธอก็คุยกันโดยที่ผมเป็นฝ่ายมองเห็นเรือนร่างที่เปลือยเปล่าของเธออยู่ด้วย

 

ฮาซุย : ผมยินดีช่วยครับ =////=

 

 

จูเหวิ๋น : นายทำให้ชั้นนึกถึงผู้พิทักษ์สมัยก่อน น่าเสียดายที่หน้าตานายเคะเกินไป...หนำซ้ำหมออ้อยยังไม่ขึ้นด้วย

 

 

ฮาซุย : คุณก็เหมือนกันแหละ

 

 

ผมเผลอพูดออกไปทำให้จูเหวิ๋นมองค้อนใส่ผม เพราะตอนผมพูดผมกำลังก้มลงมองดูร่องที่คงความบริสุทธิ์ของเธอที่มันยังไม่มีขนขึ้นมาเลยซักเส้นเดียว

ทำให้มันเป็นร่องที่น่าลิ้มลองมาก

 

 

ฮาซุย : อะเอ้ย!? เปล่า! ไม่ใช่แบบนั้นะ! คือว่าเอ่อ..

 

 

แต่ทันใดนั้นเอง

 

 

จูเหวิ๋น : จุ๊บ~❤

 

 

ฮาซุย : !?

 

 

ผมก็ต้องตกใจมากกว่าเก่าเพราะจู่ๆจูเหวิ๋นเธอก็ยื่นหน้าเข้ามาแล้วประกบปากจูบกับผมเฉยเลย

 

ผมทั้งงงและสับสนในเวลาเดียวกันขณะโดนจูบ แต่ผมก็รับรสจูบนั้มาด้วย รสชาติหวานๆ นุ่มละมุนลิ้น นี่หรือคือจุมพิตของสาวชาวจีน สุดยอด~

 

 

ฮาซุย : ( มาอ่อยแบบนี้ก็หวานหมูซิครับ~❤ )

 

 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว