facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 14 NC

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.7k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 15 มี.ค. 2563 23:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 14 NC
แบบอักษร

ปากดีนัก ต้องโดนจัดซะให้เข็ด 

บทที่ 14 

 

“คุณหนู คุณหนูหมอก ให้น้าเข้าไปในห้องได้ไหมคะ”

เสียงวิภาดังอยู่หน้าประตูห้องเรียกให้อวัศย์ลุกไปเปิดประตูให้มารดาของวศินเข้ามาภายใน หลังจากกลับมาถึงบ้านเขาก็เข้ามานั่งน้อยใจอยู่พักหนึ่ง ได้ยินเสียงวศินดังแว่ว ๆ แต่จับใจความไม่ได้จากชั้นล่างแต่อวัศย์พยายามไม่สนใจ จนกระทั่งวิภามาเคาะประตูห้องกลางดึก

“คุณหนูยังโมโหไอ้หน่อยมันอยู่หรือคะ”

วิภาเข้ามานั่งเคียงข้างพลางมองอีกฝ่ายด้วยความเห็นใจ อวัศย์คงโกรธเจ้าลูกชายตัวดีอยู่แน่ๆ ถึงยังทำหน้าง้ำขนาดนี้

“น้าขอโทษแทนไอ้หน่อยมันนะคะ มันก็ทำผิดจริง ๆ ที่คิดจะหักหาญน้ำใจคุณหนู”

อวัศย์ถอนหายใจ นึกละอายที่ต้องให้ผู้ใหญ่อย่างวิภาต้องมาเป็นกังวลเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่องเช่นนี้

“ผมก็ต้องขอโทษนะครับที่ทำให้น้าวิภาต้องมาเครียดไปด้วย”

“คุณหนูหมอกยกโทษให้ไอ้หน่อยมันได้ไหมคะ” วิภายิ้มให้ชายหนุ่มรุ่นลูก “ถึงมันจะทำอะไรห่าม ๆ บ้าบอไปบ้าง แต่มันก็รักคุณหนูจริง ๆ นะคะ ตั้งแต่เกิดเรื่องเมื่อหลายปีก่อนไอ้หน่อยมันก็ยังไม่ลืมคุณหนูหรอก แต่มันไม่รู้จะไปตามหาคุณหนูที่ไหน แล้วคราวนี้มันก็คงเสียใจจริง ๆ น้าไม่เคยเห็นมันหน้าจ๋อยขนาดนี้มาก่อน อย่าหาว่าน้าเข้าข้างลูกชายเลย”

“น้าวิภา เอ่อ รู้เรื่องของผมกับหน่อยด้วยหรือครับ”

อวัศย์ยิ้มแหยเมื่อผู้ใหญ่เอ่ยปากเรื่องความสัมพันธ์ของเขากับลูกชาย วิภายิ้มให้อย่างเข้าใจ

“รู้ยิ่งกว่ารู้อีกค่ะ รู้มาตั้งนานแล้วว่าไอ้หน่อยมันรักคุณหนูมาก อยากได้คุณหนูเป็นเมีย เอ๊ย แฟน”

“เอ่อ แล้ว น้าวิภาไม่ว่าหรือครับ ผมกับหน่อยเป็นผู้ชายเหมือนกัน”

เขินจนนั่งบิดมือตัวเองอยู่บนตัก วิภารีบส่ายหน้ายิ้มแก้มปริด้วยความเอ็นดู

“ฮู้ย... ไม่ว่าหรอกค้า นี่มันสมัยปลูกมะนาวบนดาวอังคารแล้วน้าไม่คิดเล็กคิดน้อยหรอก มีแต่น้าเสียอีกที่เกรงใจ คุณหนูน่ะทั้งน่ารักทั้งสูงส่ง แต่ก็ยังให้โอกาสไอ้หน่อยเด็กท้องไร่ท้องนาไม่รังเกียจรังงอน แต่ตอนนี้ถ้าคุณหนูหายโกรธไอ้หน่อยมันแล้วไปดูใจมันนิดก็ดีนะคะ ก่อนที่มันจะเสียใจจนขาดใจตายเสียก่อน ไอ้ลูกคนนี้มันยิ่งอ่อนไหวง่ายอยู่ด้วย”

เมื่อถูกผู้ใหญ่หว่านล้อมและอารมณ์เย็นลงบ้างแล้วอวัศย์ก็เริ่มจะคิดถึงวศิน สีหน้าของคนสำนึกผิดตอนที่ขี่มอเตอร์ไซค์มาถึงบ้านทำให้เขาใจอ่อน ความจริงเขาก็ไม่ได้ปัดป้องตอนที่ถูกวศินโอ้โลมบนเถียงนาเพราะก็อยากใกล้ชิดวศินเหมือนกัน เพียงแต่นึกกระดากอายเพราะรู้ว่าเป็นแผนของวศินและเพื่อนในตอนหลังเท่านั้นเอง

“แล้วตอนนี้หน่อยอยู่ที่ไหนหรือครับ”

ถามถึงวศินด้วยน้ำเสียงเบาหวิว วิภาถอนหายใจก่อนตอบเสียงเศร้า

“มันก็ไปนั่งจ๋อยอยู่ที่กองฟางข้างยุ้งฉางเก็บข้าวโน่นแหละค่ะ ที่ประจำของไอ้หน่อยมันเวลามันถูกพ่อตี”

“ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวผมไปตามหน่อยกลับนะครับ ดึกแล้วด้วย”

อวัศย์รีบลุกขึ้นก้าวออกไปนอกห้องทันทีเบื้องหลังนั้นมีรอยยิ้มของวิภาตามไป นิดนึงโผล่หน้ามาเมื่อเห็นอวัศย์ลับสายตาไปแล้ว

“สำเร็จไหมแม่”

“ถามทำไมวะไอ้นึง นี่ใคร นี่แม่เอ็งนะโว้ยให้มันรู้ซะบ้าง ถ้าไม่เก่งขนาดนี้ไม่ได้พ่อเอ็งมาแต่งด้วยหรอก”

ผู้เป็นแม่หัวเราะเบาๆ ท่าทางภูมิใจ นิดนึงถึงกับยกนิ้วโป้งให้

“แม่เก่งจัง ยิ่งกว่าในนิยายอีก ถ้าพี่หน่อยกับพี่หมอกดีกันได้นะ หนูจะได้มีเรื่องไปเม้ากับไรท์โบว์เอาไว้แต่งนิยาย”

สองแม่ลูกยิ้มให้กันอย่างรู้ใจและเฝ้ารอผลงานของเจ้าของเรื่องกลางดึกคืนนี้

 

 

 

 

เดินถัดไปทางหลังบ้านไม่ไกลมากนักจะมียุ้งฉางสำหรับเก็บข้าวเปลือกของบ้านตั้งอยู่ ถัดไปเป็นกองฟางกองใหญ่สูงท่วมหัวรอจำหน่าย เมื่อไปถึงอวัศย์มองเห็นเงาตะคุ่มของวศินจากแสงของหลอดไฟหลอดน้อยที่ติดอยู่บนหลังคายุ้งฉางกำลังนั่งกอดเข่าก้มหน้าท่าทางน่าสงสาร

“มานั่งอยู่ตรงนี้ไม่กลัวยุงกัดตายหรือไง”

ถึงแม้จะใจอ่อนแต่อวัศย์ก็ยังอดปั้นเสียงแง่งอนไม่ได้ วศินเงยหน้าขึ้นมามองเหมือนจะมีแววดีใจอยู่ที่เห็นอวัศย์ก่อนก้มหน้าจ๋อยลงไปดังเดิม

“ให้ยุงมันกัดจนตายก็ดีไงครับ สมกับที่ผมทำอะไรโง่ๆ ไม่นึกถึงใจพี่หมอก”

คราวนี้ดูออกว่าวศินเสียใจจริงไม่ได้มารยา อวัศย์จึงถอนหายใจพร้อมกับทรุดนั่งข้างวศิน

“แล้วเข็ดหรือยังที่ทำอะไรแบบนี้”

“เข็ดจนตายอะพี่หมอก ขอโทษนะครับ ยกโทษให้ผมได้ปะ”

วศินเงยหน้าหันมองตาละห้อย อวัศย์ได้แต่เบนหน้าหนีขอบตาร้อนผ่าว

“ต้องยกโทษให้อีกกี่ครั้ง หน่อยถึงจะไม่ทำให้เราเสียความรู้สึกอีก”

มือเรียวถูกวศินคว้ามากุมไว้ สีหน้าจริงจัง

“ครั้งนี้ครั้งสุดท้าย ต่อไปผมจะไม่ทำอะไรให้พี่หมอกโกรธอีกแล้ว”

อวัศย์เม้มปากนิ่งอยู่พักหนึ่งจึงค่อยเงยหน้าขึ้นสบตา เขาเห็นวศินรอคำตอบจากเขาจนไม่กล้าขยับตัวแม้ว่าจะมียุงตัวหนึ่งเกาะกินเลือดอยู่ตรงแก้มของอีกฝ่าย เขายกมือข้างที่ว่างตบยุงบนหน้าวศินดังเพียะ

“โอ๊ย!”

หน้าของวศินหันไปตามแรงตบ อวัศย์เบิกตากว้างด้วยความตกใจ

“หน่อย เจ็บไหม”

“ตบอีกสิครับ เอาให้สาแก่ใจพี่หมอก”

วศินหันกลับมาทำหน้าเศร้าส่งเสียงตัดพ้อ นอกจากจุดเลือดจากยุงที่ตายคามือแล้วยังมีรอยนิ้วขึ้นเป็นแนวบนแก้มจนอวัศย์อยากจะร้องไห้เมื่อเห็นฝีมือตัวเอง

“หน่อย เราไม่ได้จะตบหน่อยนะ เราตบยุง...”

“ผมรู้ว่าพี่หมอกโกรธผม เกลียดผมเพราะผมทำให้พี่หมอกร้องไห้มาหลายครั้ง พี่จะตบตีผมแรงกว่านี้ก็ได้ ผมยอมทุกอย่างเลย ขอแค่พี่หมอกคืนดีกับผม...”

คำพูดอ้อนวอนของคนตัวโตเงียบลงเมื่ออวัศย์ตัดสินใจปิดเสียงนั้นลงด้วยปากเล็กของเขา แม้เสียงของวศินจะหยุดแต่อวัศย์ก็ยังคงบดเบียดใบหน้าเข้าหาและเป็นฝ่ายสอดลิ้นนุ่มรุกเร้า วศินตวัดลิ้นจูบตอบอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ จนอวัศย์ผละปากมองอย่างขัดใจ

“ทำไมล่ะ ทีอย่างนี้ทำไมไม่ยอมกอดเราจูบเรา”

“ก็ เอ่อ ผมกลัวพี่หมอกจะโกรธอีก”

อวัศย์อ่อนใจกับความซื่อบื้อของวศิน ก่อนหน้านี้ทำเป็นเจ้าชู้ยักษ์คิดจะครอบครอง แต่พอตอนนี้ทั้งที่อวัศย์เป็นฝ่ายยินยอมทั้งยังเริ่มต้นก่อนคนซื่อบื้อกลับเกรงใจจนน่าโมโห และความจริงจากใจของอวัศย์ก็คือเขายังค้างคากับความต้องการที่ยังไม่ถึงฝั่งจากความสัมพันธ์บนเถียงนา

“บ้าจริง คนโง่”

อวัศย์แก้มแดงกระทั่งในความมืด เขาต้องเป็นฝ่ายผลักให้ร่างสูงของวศินพลิกหงายอยู่บนกองฟางยวบยาบแล้วขยับตัวเองให้อยู่ระหว่างขาทั้งสอง มือเรียวตะปบลงไปบนเป้ากางเกงแล้วบีบเบาๆ จนเจ้าของสะดุ้งเฮือกก่อนจะบีบคลึงตามไป วศินถึงกับหน้าเหยเก

“อู๊ย พี่หมอก มันตื่นแล้วคร้าบ”

ไม่ต้องบอกอวัศย์ก็รู้เพราะเจ้าน้องชายของวศินตุงอยู่ใต้กางเกงขาสั้นที่เจ้าตัวสวมใส่ อวัศย์ถกกางเกงตัวนั้นลงจนเจ้าท่อนเนื้อเด้งดึ๋งออกมาชี้หน้าเขา ร่างเพรียวข่มความอายดึงกางเกงของตัวเองลงเช่นกันก่อนที่อวัศย์จะถ่มน้ำลายใส่มือลูบไล้ช่องทางตนเองและท่อนเนื้อตรงหน้า

“หน่อยนะหน่อย ถ้าไม่รักเราไม่ลงทุนขนาดนี้หรอกนะ”

ขยับร่างไปคร่อมอยู่ตรงกลางเอว จับมันให้ตั้งตรงแล้วอวัศย์ก็กดกายลงไปเพื่อให้เจ้าท่อนเนื้อค่อย ๆ ผลุบหายเข้าไปในช่องทางของเขา ดวงตาคู่หวานพริ้มหลับไปกับสัมผัสภายในที่เหมือนดึงดูดเข้าหากัน วศินตะลึงงันมองอ้าปากค้างก่อนกลืนน้ำลายอึกใหญ่เมื่อตอนนี้อวัศย์กำลังเร่าร้อนเหลือเกิน

“พี่หมอกเซ็กซี่จัง”

“ยังจะพูดอีก”

กดเอวอีกครั้งท่อนเนื้อก็สอดเข้าไปจนหมด อวัศย์นั่งนิ่งกลั้นหายใจก่อนจะลองบดเอวซ้ายขวา เขาถึงกับหลุดเสียงแผ่วออกมาเมื่อท่อนเนื้อควงสว่านอยู่ข้างใน

“อื้อ ทำไมเข้าไปลึกจัง”

ท่อนแขนเรียวยึดไหล่ของวศินไว้เมื่อโยกกายขึ้นลงเป็นครั้งแรก ท่อนเนื้อยักษ์ที่ประสานอยู่กระแทกเข้ากับบางส่วนจนสะดุ้งโหยงเมื่อมันปลุกความต้องการจนเหงื่อออก

“พี่หมอกใจเย็นนะครับ”

วศินปลอบใจน้ำเสียงแหบพร่า เขาโอบกอดร่างนุ่มไว้แล้วโน้มเข้าหาเพื่อที่คราวนี้จะได้จูบปากเล็กให้สมใจ อ้อมแขนที่เหนี่ยวรัดประคองให้อวัศย์โยกกายขึ้นลงได้ถนัดขึ้น

“สะ เสียวจัง”

อวัศย์เป่าปากเมื่อมือร้อนของวศินสอดลึกเข้าไปในเสื้อยืดแล้วบีบเฟ้นยอดอก เอวของวศินเริ่มสวนกระแทกใส่บั้นท้ายเมื่ออวัศย์พักเหนื่อย เจ้าท่อนเนื้อใหญ่ปลุกเร้าไปทั่วช่องทางจนปั่นป่วนไปหมด

“พี่หมอก อื้อหือ แน่นมาก”

“หน่อย ระ แรงได้นะ”

หน้าตาเย้ายวนแดงก่ำไปด้วยเลือดฝาดและเหงื่อที่ผุดออกมา อวัศย์เผลอส่งเสียงหวานระงมเมื่อท้องน้อยบีบรัด เขาคว้าจุดกลางกายตนเองมารูดรั้งไปพร้อมกับจังหวะที่วศินเร่งให้เร็วขึ้น ร่างเพรียวเบียดกายไปกับอกกว้างพลันร้องลั่น

“อ๊า ไม่ไหวแล้ว”

อุ่นวาบไปทั้งมือ ช่องทางเบื้องล่างบีบรัดอัตโนมัติจนวศินนิ่วหน้า ได้ยินเสียงหอบหนักของอวัศย์อยู่กับอก เขายิ้มได้เมื่อรู้ว่าคนในอ้อมกอดถึงสวรรค์แล้ว วศินโอบเอวพลิกกายกลับให้อวัศย์หงายหลังอยู่บนกองฟางบ้าง

“พี่หมอก รอแป๊บ เดี๋ยวผมตามไปนะจ๊ะเมียจ๋า”

เขาบดจูบหนักหน่วงไปที่ปากเล็ก เอวของวศินเคลื่อนที่อีกครั้งเร็วและแรงจนอวัศย์แทบจะจมไปกับกองฟางสูง ได้ยินเสียงตัวเองปล่อยออกจากลำคอเป็นระยะเมื่อร่างกายใกล้ถึงขีดสุด วศินกดกายลึกกระแทกอีกไม่กี่ครั้งเขาก็ถึงกับหน้ามืด

“อ๋อย พี่หมอกสูบของผมไปหมดเลย”

“บ้า พูดอะไรอย่างนั้นนะ”

อวัศย์ทุบไหล่ของวศินดังพลั่กเมื่อร่างสูงซบหน้าลงมา ทั้งคู่กอดกันอยู่บนกองฟางกระทั่งหายเหนื่อยจึงค่อยลุกขึ้นมานั่งเงียบมองหน้ากันไปมา วศินเป็นฝ่ายเอ่ยทำลายความเงียบ

“ได้ผมแล้ว ห้ามทิ้งกันนะ”

“พูดงั้นได้ไงอะ เราน่ะเหรอได้หน่อย”

“ใช่สิ ตะกี้พี่หมอกเริ่มก่อนนะ”

“คนซื่อบื้ออย่างหน่อย ถ้าไม่ทำแบบนี้จะฉลาดเหรอ”

อวัศย์ตวัดหางตาใส่ วศินหัวเราะแก้เก้อก่อนดึงอวัศย์มากอดไว้

“คร้าบ ไม่เถียงแล้วเมียจ๋า ต่อจากนี้เมียจะสั่งอะไรผัวจะทำตามทุกอย่างเลย แต่ตอนนี้ขอจูบหวานๆ อีกทีได้ไหม นะคร้าบพี่หมอก”

สบตากันในความมืดก่อนที่ใบหน้าจะเอียงเข้าหากันแล้วจูบดื่มด่ำจนไม่ทันได้สังเกตว่าไกลออกไปมีเงาตะคุ่มนั่งซุ่มหัวชนกันอยู่

“แม่ เห็นหรือเปล่า”

“เห็นอะไรเล่าไกลขนาดนี้ แล้วไอ้ลูกเวรดันเลือกมุมหลบสายตาอีก ได้ยินแต่เสียงเนี่ย”

“แม่ แต่แค่เสียงนึงก็เลือดกำเดาไหลแล้วนะ”

     ลูกสาวยื่นนิ้วที่เพิ่งเช็ดจมูกตัวเองให้แม่ดู คนเป็นแม่ยิ้มเยาะเย้ย

“โธ่ อ่อนว่ะ”

“แม่ รีบกลับเหอะ ยุงกัด” ลูกสาวคว้ามือแม่ “แค่นี้ก็ฟินแล้ว นึงจะแชทหาไรท์เตอร์ เผื่อว่าจะได้ฟิคเด็ดๆ”

“กลับก็กลับ ก่อนจะเป็นไข้เลือดออกทั้งแม่ทั้งลูก แล้วถ้ามีฉากเอ็นซีแกก็เอามาให้แม่อ่านบ้างนะ”

สองแม่ลูกยิ้มให้กันอย่างรู้ใจ และจำใจต้องลุกเดินกลับไปยังตัวบ้านปล่อยให้คนที่อยู่ตรงกองฟางยังจู๋จี๋กันต่อไปจนเกือบรุ่งสาง

 

 

 

ธนดลกับทิวไม้จ้องมองคู่ที่กำลังเดินจูงมือตรงมายังโต๊ะนั่งที่ชมรมไม้ประดับซึ่งพวกเขานั่งจู๋จี๋กันอยู่ก่อนแล้ว สีหน้าสดใสของวศินกับอวัศย์ทำให้ธนดลเลิกคิ้วมองเพื่อน

“กลับมาจากบ้านของบัฟแล้วหน้าบานกันขนาดนี้ ไม่ต้องถามแล้วมั้งว่าผลเป็นยังไง”

อวัศย์ยิ้มเขินในขณะที่วศินยืดอกอย่างภาคภูมิใจ

“คนมันเจ๋งน่ะพี่แบงค์ ในที่สุดผมก็เด็ดดอกฟ้าได้”

“ปากดีอีกแล้ว”

อวัศย์หยิกท้องจนวศินร้องลั่น

“เมียจ๋า เบาจ้า เนื้อจะหลุดแล้ว”

ธนดลหันไปมองเพื่อนสนิท

“พ่อมึงรู้แล้วเหรอเรื่องจะคบกับบัฟ เขาว่าอะไรหรือเปล่า”

ยังกลัวเรื่องปัญหาครอบครัวเพราะอวัศย์เป็นลูกคนเล็กที่พ่อกับแม่เป็นห่วงเอาอกเอาใจ ถ้ารู้ว่าอวัศย์คบกันผู้ชายแถมยังเป็นลูกชาวนากลัวว่าจะถูกขัดขวาง ทิวไม้มองคนรักพร้อมกับตอบแทนเพื่อน

“พ่อพี่หมอกเขาคงไม่ว่าอะไรหรอกพี่แบงค์ คบกับไอ้บัฟเหมือนตกถังข้าวสาร บ้านมันมีที่นาเป็นร้อยไร่ เป็นเจ้าของโรงสีแถมยังมีธุรกิจรถเกี่ยวข้าวรับจ้างทั่วราชอาณาจักร ไม่ต้องกลัวอดตายน่า”

ธนดลเพิ่งจะรู้ว่าความจริงแล้ววศินมีฐานะดีมากเรียกว่าเข้าขั้นเศรษฐี อวัศย์หัวเราะเบาๆ

“เขาไม่ว่าอะไรหรอกแบงค์ เราเคยเล่าเรื่องหน่อยให้พ่อกับแม่ฟังตั้งแต่เด็กแล้ว พ่อกับแม่แค่โมโหที่หน่อยทำให้เราเสียใจตอนเด็ก พอเราเข้าใจกันเขาก็ไม่ว่าอะไร”

วศินเหลียวซ้ายแลขวามองหาเพื่อน

“แล้วนี่ไอ้สมเสร็จไปไหนวะ ชวนมันไปกินหมูกระทะฉลองดีกว่า”

“มันไปรับน้องไง ลืมแล้วเหรอว่ามันเป็นพี่โหดต้องไปคุมน้องปีหนึ่งที่ห้องเชียร์”

ช่วงนี้เป็นช่วงท้ายของกิจกรรมรับน้องแล้ว ห้องเชียร์ของคณะก็จะโหดอยู่บ้าง สมเสร็จเป็นหัวหน้าพี่โหดที่ต้องคอยคุมน้อง ๆ ทำกิจกรรม วศินดึงโทรศัพท์มือถือจากกางเกงมากดโทรหาเพื่อน รอพักใหญ่สมเสร็จจึงรับสาย ได้ยินเสียงเอะอะวุ่นวายดังมาจากปลายทางด้วย

“ไอ้สมเสร็จ ได้ยินกูไหม”

“เออ มีอะไรเหี้ยบัฟ พูดเร็วๆ”

“จะชวนไปแดกหมูทะ ไปป่าว”

“ไม่ว่าง ตีกับพวกวิดวะอยู่ แค่นี้ก่อนนะ เฮ้ย อย่ายอมมัน ตีมันเลยโว้ย”

“ไอ้สมเสร็จ ไอ้สมเสร็จ ไอ้ห่านี่” วศินสบถเมื่อสัญญาณตัดไป “แม่ง ยกพวกตีกับพวกวิศวะอีกแล้ว ไม่รู้จะห้าวอะไรกันนักหนา”

“ช่างมันเหอะ มันตีกันบ่อยจะตาย พวกเราไปกันเองก็ได้”

ทิวไม้เอ่ยขึ้นเพราะรู้นิสัยเพื่อนดี ทั้งหมดจึงพากันไปร้านหมูกระทะโดยที่อีกมุมหนึ่งของมหาวิทยาลัยสงครามย่อยๆ เพิ่งเลิกรา ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายหลังจากตีกันพอหอมปากหอมคอ สมเสร็จกลับไปที่หอพักแต่ไม่ได้ตรงไปยังห้องตัวเองที่อยู่ชั้นสาม เขาแวะที่ชั้นสองเหลียวซ้ายแลขวาเมื่อเห็นปลอดคนจึงยกมือเคาะประตูหน้าห้องห้องหนึ่ง

“ไอ้ดิว เปิดประตูให้กูหน่อย คิมเอง”

ได้ยินเสียงคนที่อยู่ในห้องเคลื่อนไหวก่อนประตูจะเปิดออก เขาจึงก้าวไปด้านในแล้วปิดประตูล็อก

“มาทำไม ต่อยกูซะแรง ไอ้เหี้ยคิม”

สมเสร็จ หรือ ชื่อจริงว่าคิมหันต์ยกมือเท้าเอวมองเจ้าของห้องที่ยังอยู่ในชุดเสื้อช็อปคณะวิศวกรรม หน้าตามีรอยฟกช้ำเป็นปื้น

“ก็ต้องให้มันสมศักดิ์ศรีสิวะไอ้ห่าดิว มึงเองก็เตะกูจนเอวแทบหัก ไหน เอาหน้ามึงมาดูซิ เดี๋ยวกูทายาให้”

ลากแขนเจ้าของห้องมานั่งบนเตียงพลางล้วงหยิบยาแก้ฟกช้ำออกจากกระเป๋าสะพาย เขายึดคางอีกฝ่ายไว้ทายาให้นวดคลึงเบาๆ

“สมน้ำหน้า ห้าวดีนัก คราวนี้คณะมึงหาเรื่องก่อนนะ”

“ก็คราวที่แล้วเกษตรมึงกวนตีนกูก่อนอะ”

ดิว หรือ ดิฐา ปีสองคณะวิศวะกรรมศาสตร์ไม่ยอมแพ้ เถียงกลับจนคิมหันต์ส่ายหน้าระอา เขามองหน้าคนเถียงคำไม่ตกฟากก่อนจะยื่นหน้าไปจูบที่ปากช่างเถียงจนในที่สุดต้องยอมหยุดพูด

TBC 

อ๊ะๆ ยังไงน้า สองคณะนี้ ข้างนอกตีกัน ในห้องจูบกันงี้หรอ หุหุ 

อย่าลืมกดไลก์ กดดาวนะคะ 

 

ความคิดเห็น