ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

หมียักษ์กระหายเลือด

ชื่อตอน : หมียักษ์กระหายเลือด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 747

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ก.ย. 2563 05:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
หมียักษ์กระหายเลือด
แบบอักษร

 

 

 

ผมหันไปมองตามเสียงตะโกนคนเรียกถามหา น้ำเสียงของคนๆนั้นดูอารมย์กำลังเดือดสุดๆและเขาก็กำลังเดินปรี่เข้ามาหาผมอย่างรวดเร็วซะด้วย

 

คนที่ตะโกนเรียกชื่อผมเป็นอสูรพันธ์คนนึงที่รอดมาจากเกมแรกเหมือนกัน เขาเป็นอสูรพันธ์ที่มีปีกด้านหลังเป็นแมลง ร่างกายเหมือนมนุษย์แต่ผิวเป็นสีฟ้า และคางยื่นมาข้างหน้ามากกว่ามนุษย์ปกติ

 

เขาเดินมาหาผมเหมือนอยากจะเอาเรื่อง เขามายืนหยุดอยู่ตรงหน้าผม ผมเงยหน้ามองหน้าเขาเพราะด้วยระดับความสูงที่ต่างกัน

 

ฮาซุย : คุณเป็นใครงั้นเหรอครับ ?

 

ผมถามแบบสุภาพแต่เจ้าตัวนั้นกลับเอามือเท้าเอวแล้วพูดออกมาด้วยท่าทีหยิ่งทะนงตน

 

"ชั้นมีชื่อว่า พูจา ลูกชายของ พอคเกอร์ไร้เงา"

 

เมื่อเรแม็กและอสูรพันธ์อีกสี่ตนได้ยินแบบนั้นพวกเขาก็ทำหน้าตกใจออกมา

 

"พูจาเหรอ !? ใช่เขาจริงๆเหรอ!?"

 

"ลูกชายของพอคเกอร์ไร้เงา นักฆ่ารับจ้างกษัตริย์คนนั้นหนะเหรอ ?"

 

"ไม่ยักกะรู้ว่าเขาก็มาร่วมการแข่งครั้งนี้ด้วย"

 

ผมฟังบทสนทนาของพวกอสูรพันธ์ที่ดูประหลาดใจที่เห็นตัวของพูจา ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นลูกชายของนักฆ่ารับจ้างของจอมมารที่มีชื่อเสียงซินะ

 

ฮาซุย : แล้วคุณต้องการอะไร ?

 

 

พูจา : ก็ไม่มีอะไรมาก แค่อยากบอกให้นายเจียมกะลาหัวเอาไว้ว่าไม่ว่ายังไงชั้นก็จะต้องได้เป็นจอมมารของอาณาจักรนี้ ชั้นเห็นสิ่งที่นายทำเมื่อกี้นี้แล้วมันทั้งฉลาดและทำให้นายดูเหมือนไอ้ไง่ไปในเวลาเดียวกัน แค่อยากบอกให้รู่ว่าถ้านายสนใจจะมาเป็นลูกเบ้ชั้นก็ได้นะ

 

พูจามันพูดพร้อมเอามือมาตบๆไหล่ผม ตอนนั้นผมมองหน้ามันพร้อมคอดวนใจ

 

ฮาซุย : ( อ๋อ~ ที่แท้ก็แอบไม่พอใจที่เห็นเราผ่านเกมแรกมาได้ด้วยตัวคนเดียว เลยมาทำเป็นพูดจาดูถูกเราทางอ้อมเหรอ ? หาเรื่องผิดคนแล้ว ) ขอบคุณสำหรับคำแนะนำแต่ไม่หละ

 

ผทพูดปฏิเสธหักหน้ามันไปแบบตรงๆพร้อมเอามือปัดแขนที่มันเอามาแตะไหล่ผมออก ซึ่งนั่นก็ทำให้พูจามันคิ้วขมวดเข้าหากันเหมือนไม่พอใจและหุบยิ้มลงทันที

 

ฮาซุย : ผมไม่ใช่ทาสรับใช้ใครอีกต่อไปแล้ว ผมเป็นนายของตัวเองเท่านั้นแหละ และก็ถ้าคราวหน้าคิดจะพูดจาดูถูกหรือหาเรื่องคนที่สามารถผ่านด่านได้ก่อนหน้านาย ก็ข่วยพูดออกมาตรงๆไม่ต้องอ้อมค้อมให้เสียน้ำลายฟรี

 

 

พูจา : นี่แก!

 

พูจามันทำท่าจะเข้ามาเอาเรื่องผมแต่เรแม็กก็เข้ามาขวางผมพร้อมเอามือดันอกพูจาเอาไว้

 

เรแม็ก : โว้วๆ ใจเย็นก้อนซิเพื่อน เรื่องแค่นี้ค่อยๆคุยกันก็ได้

 

 

พูจา : ใครเพื่อนเมิง !? และก็แกไอ้เตี้ย!(ฮาซุย) อน่่คอดว่าแค่แกสามารถผ่านเกมดด้านแรกมาได้แล้วจะทำเป็นเหิมเกริมเชียว แกหนะแค่โชคดีในด่านแรกก็เท่านั้นแหละเฟ้ย

 

 

พูจามันชี้หน้าพูดผม หนำซ้ำมันยังเอานิ้วมันมาจิ้มหน้าผมอีก ผมเลยไม่รอช้าที่จะอ้าปากกัด

 

งั้ม!

 

 

พูจา : โอ้ย!? ไอ้เวรนี่กัดชั้นเหรอ!?

 

ผมคายนิ้วมันออก พูจาไม่รอช้ามันง้างมือซ้ายของมันขึ้นเหนือหัวทันใดนั้นเองก็ปรากฏเป็นลูกบอลสีฟ้าขึ้นก่อนที่มันจะลูกบอลนั้นลงมาหาผม

 

 

ฟุบ~!

 

 

ผมกระโดดหลบขึ้นข้างบนก่อนหมุนตัวเตะฝ่าเท้าเข้าที่หน้าของพูจาอย่างแรง ลูกบอลสีฟ้าที่มันปาลงมาตอนแรกตอนนี้มันได้ระเบิดแตกออกกลายเป็นเส้นใยสีฟ้าที่ระเบิดกระจายแตกออกอยู่ที่พื้น

 

พัวะ!!

 

 

พูจา : โอ้ย!? เตะชั้นแบบนี้ก็สวยซิวะ!

 

 

หมับ! โครมมมมมม!!

 

 

ผมไม่รอช้าที่จะให้พูจามันเข้ามาหาผม ผมได้ใช้พลังน้ำหมึกของผมสร้างเชือกน้ำหมึกขึ้นมาจับตัวมันก่อนจับร่างของมันกระแทกลงกับพื้นแบบแรงๆจนทำให้พื้นนั้นยุบแตกลงไปทันที

 

พูจามันไม่ได้เจ็บอะไรมาก ดูเหมือนว่ามันน่าจะมีพลังชีวิตที่สูงใช่ย่อย แต่พลังการใช้สมองของมันนั้นคงน้อยยิ่งกว่าก็อบลิน

 

มันส่ายหน้าไปมาไล่ความมึนก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองผมด้วยสีหน้าประหลาดใจเพราะมันไม่เคยโดนโจมตีแบบรวดเร็วขนาดนี้

 

ฮาซุย : อยากต่ออีกไหมหละ ?

 

พูจา : ฮึ้ย

 

พูจามันลุกขึ้นแล้วไม่ได้พูดอะไรก่อนที่พูจามันจะเดินจากไปด้วยท่าทีไม่สบอารมย์

 

เรแม็ก : อย่าไปสนใจเจ้าหมอนั่นเลย เขาถูกเลี้ยงมาแบบตามใจเกินเหตุ อยากได้อะไรก็ต้องได้ เขาเลนมีนิสัยแบบนี้แหละ แต่นายนี่ใจกล้าชะมัดเลยนะกล้าไปพูดกับพูจาแบบนั้นหนะ

 

 

ฮาซุย : ..คุณเรแม็ก

 

 

เรแม็ก : ...

 

 

ฮาซุย : ถ้าหากผมคิดจะบอกความจริงอะไรอย่างนึงให้คุณรู้...คุณจะยอมรับไหม ?

 

 

ผมถามพร้อมเอามือจับหน้ากากตัวเอง เพราะในใจของผมสัญชาติญาณของผมมันบอกว่าถ้าหากผมเปิดเผยตัวตนมนุษย์ของผมให้เรแม็กรู้เขาคงจะเข้าใจ

 

แต่ในตอนนั้นเองจู่ๆเรแม็กก็หน้าแดงแจ๋ขึ้นมา ก่อนที่เขาจะเบือนหน้าหนีแล้วพูดกับผมด้วยท่าทีเขินอาย

 

เรแม็ก : เฮ้ยๆๆ เจ้าหนู ชั้นว่าอย่าดีกว่าเราพึ่งเจอกันยังไม่รู้จักกันดีพอเลยนะ =////=

 

 

คำพูดของเรแม็กทำให้ผมถึงกับเอามือออกจากหน้ากากก่อนทำหน้างงรับประทานออกมาก่อนเอ่ย

 

ฮาซุย : อะไรของคุณ ?

 

 

เรแม็ก : ...

 

 

ฮาซุย : ผมหมายถึงเรื่องใบหน้าที่อยู่ใต้หน้ากากของผมนี่ คุณคิดไปไกลถึงไหนกันครับ!!?

 

 

ผมโวยออกมาดังลั่นทำให้เรแม็กเขาหายเข้าใจก่อนจะกระแอ่มแล้วพูดแก้ตัวออกมา

 

เรแม็ก : แล้วใครมันจะไปรู้วะว่าแกพูดเรื่องอะไร ? หน้าก็เคะอย่างกับผู้หญิง =_=

 

 

ฮาซุย : หน้าผมหนะอาจผู้หญิงแต่จิตใจผมหนะชายแท้ครับ =_=

 

 

ทางฝั่งสมาชิกในบ้านฮาซุย

 

จิมมี่ : เยี่ยมเขารอดเกมแรกมาได้แล้ว

 

 

เมลฟาส : ตอนนี้พวกเขาน่าจะอยู่ในห้องพักชั่วคราว

 

เกรด้า : เราลองโทรไปหาเขาอีกทีไหม ?

 

 

เมลฟาส : ไม่ได้หรอก ตอนนี้พวกเขาไม่ได้อยู่ในจุดที่มีสัญญาณโทรศัพท์ เพราะพวกเจาอยู่ในมิติ deathworld เราจะติดต่อเขาได้อีกทีตอนเกมจบนู่น

 

 

ราเม็น : แล้วเกมที่ว่านี่มันจะเล่นไปนานแค่ไหนเหรอ ?

 

เมลฟาส : อาทิตย์นึง...หรืออาจเดือนนึง...เกมมันจะเล่นของมันต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะมีผู้ชนะนั่นแหละ ซึ่งคนที่จะตัดสินเกมนั้นก็คือ ท่านคิซูกิเอง

 

 

จิมมี่ : เฮ้อ~ นี้มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย...ชั้นจะไปสูดอากาศที่หลังบ้านซัดหน่อยนะ

 

 

จิมมี่ขอตัวไปสูดอากาศนอกบ้านเพื่อให้ตัวเองใจเย็นลงในขณะที่คนอื่นพากันนั่งดูโทรทัศน์อยู่แบบนั้น

 

แต่ในระหว่างทางที่เขาจะไปเขาก็ต้องเดินผ่านห้องนอนของฮาซุยกับเขา จิมมี่หยุดชะงักตัวเองก่อนหันไปมองดูที่ที่นอนของฮาซุยเพราะสังเกตุเห็นสิ่งผิดปกติที่อยู่ใกล้เตียงฮาซุย

 

จิมมี่จึงเดินไปดูชัดๆก่อนที่เขาจะพบว่ามันคือบ้านของเล่นที่โชกุอาศัยอยู่ แต่จิมมี่นั้นไม่รู้เรื่องบ้านนี้กับตัวของโชกุ และเมื่อเขาลองใช้ปากดันประตูในบ้านของเล่นเปิดดูข้างในเขาก็พบว่าไม่มีใครอยู่ในบ้านนั้นเลย โชกุไม่ได้อยู่ในบ้านนั้น ที่นี้ก็เหลือแค่คำถามเดียวในหัวของจิมมี่

 

จิมมี่ : นายไม่บอกอะไรให้เรารู้บ้างเนี่ยฮาซุย ? 0_0

 

 

ทางฝั่งฮาซุย

 

 

แกร็กๆ~

 

หลังจากที่พักจนหายเหนื่อย ผม เรแม็กและอสูรพันธ์อีก 4 ตน(รวมพูจาด้วย)ก็ได้เปิดกลอนประตูห้องพักชั่วคราวเดินมายังห้องที่อยู่ถัดไปซึ่งมันก็คือสนามเกมที่สองนั่นเอง

 

เมื่อเราเดินออกมาเราก็พบว่ามีอสูรพันธ์ที่มาลงแข่งแล้วรอดมาจากเกมที่หนึ่งได้เหมือนกันมาอยู่ที่นี่ก่อนหน้าเราแล้ว

 

จากที่ตอนแรกมีอสูรพันธ์มาลงแข่งเป็นไม่รู้กี่ร้อยคน ตอนนี้เหลืออยู่ประมาณ 50 กว่าคนเองรวมพวกเราด้วยแล้วกับทาสของผู้เล่นอีกประมาณ 40 กว่าคน

 

"ฮะเฮ้! พวกนายก็รอดจากเกมที่หนึ่งมาเหรอ!?"

 

อสูรพันธ์ตนนึงตะโกนถามเรา เราก็พยักหน้าตอบก่อนจะเดินไปรวมกลุ่ม เกมที่สองนี้เหมือนเกมที่นำผูเเล่นทั้งหมดมาอยู่สนามเดียวกัน ไม่ได้มีการแบ่งเป็นห้องๆเหมือนเกมแรก

 

ซึ่งสนามที่เราอยู่นั้นมันเป็นสนามหญ้าที่หญ้านั้นมีลักษณะเป็นสีส้มประหลาด มีก้อนหินอยู่บนพื้นเป็นจุดๆ กำแพงห้องนั้นเป็นสีส้มที่มีลายทางสีแดง

 

พวกเรามองดูลักษณะโดยรอบของสนามก่อนพร้อมพยายามมองดูว่าเกมที่เราจะได้เล่นเป็นเกมที่สองนั้นคืออะไร

 

ขณะเดียวกันทางด้านปีเตอร์พิธีกรของรายการนี้ก็ได้จับไมค์มั่นแล้วพูดสาธยายให้เหล่าผู้ชมได้ฟังกัน

 

ปีเตอร์ : ตอนนี้เหล่าผู้เล่นจำนวน 56 คนที่มีชีวิตเหลืออยู่ได้มาถึงเกมที่สองแล้ว~! และเกมนี้คือเกมที่เหล่าผู้เล่นนั้นจะได้ใช้พลังคอมมานด์ที่ตัวเองมีอยู่กันแล้ว~!

 

 

"เย้~~~!"

 

 

เหล่าผู้ชมอสูรพันธ์พากันส่งเสียงร้องออกมาด้วยความบันเทิง เพราะว่าในเกมแรกที่ผ่านมานั้นเป็นเกมที่ไม่ค่อยมีใครใช้พลังคอมมานด์กัน นั่นจึงทำให้เกมที่สองที่ปีเตอร์บอกว่าจะมีการใช้พลังคอมมานด์นั้นเป็นเกมที่พวกอสูรพันธ์เฝ้ารอมานาน

 

นอกจากนี้เสียงประกาศของปีเตอร์ยังดังเข้ามาในหัวของพวกเราที่อยู่ในมิติ deathworld ซึ่งมันก็ทำให้ผมและเหล่าผู้เล่นประหลาดใจว่าเสียงประกาศของปีเตอร์มันมาถึงหูเราได้ไง พูจาก็มองรอบๆเหมือนพยายามมองหาลำโพงที่เสียงของปีเตอร์นั้นมันมาถึง

 

 

พูจา : มันติดตั้งลำโพงเอาไว้ตรงไหนหวะ ?

 

 

เรแม็ก : ชั้นว่าไม่น่าใช่ลำโพงหรอก น่าจะเป็นพลังคอมมานด์ของปีเตอร์เสียมากกว่า

 

 

เรแม็กกล่าวออกมาเพราะมันไม่มีทางเป็นไปได้ที่เสียงประกาศของปีเอตร์จะเดินมาถึงต่างมิติได้ มันต้องเป็นเพราะพลังคอมมานด์แน่ๆ

 

??? : แต่เมื่อกี้นี้นายก็ได้ยินใช่ไหมหละ ? เขาบอกว่าเกมที่สองจะเป็นเกมให้เราใช้พลังคอมมานด์ได้ มันต้องเป็นอะไรที่สนุกมากแน่ๆ

 

 

ในตอนนั้นเองก็ได้มีเสียงของอสูรพันธ์คนนึงกล่าวขึ้น ผมกับเรแม็กหันไปดูตามเสียงนั้นและทำให้เราทั้งคู่นั้นได้เห็นว่าเจ้าของเสียงนั้นก็คืออสูรพันธ์ชายวัยกลางคนคนนึง

 

เขามีร่างกายที่ปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีทอง มีปีกแมลงวันหกปีกอยู่ที่หลัง โครงหน้าของเขาจัดว่าหล่อเหลาใช่เล่น นอกจากนี้เขายังมีบุหรี่คาบอยู่ในปากด้วย

 

ซึ่งพอเจ้าตัวรู้ตัวว่าถูกผมและเรแม็กมองเขาก็เหลือบตามองกลับมาที่เราก่อนที่เขาจะคีบบุหรี่ออกจากปากแล้วหันมาพูดกับเรา

 

"อ้อขอโทษที ชั้นมีชื่อว่าอาเมิล เป็นนายพรานนักล่ามอนเสตอร์"

 

อาเมิลพูดพร้อมยื่นมือมาจับมือทักทายเราแบบเป็นมิตร ผมก็ยื่นมือไปจับมือเขาตามปกติแต่พอจังหวะที่มือผมจะไปสัมผัสโดนมือเขาอยู่แล้ว เขาก็ดึงมือกลับไปพร้อมทำท่าปัดทรงผมกวนประสาทใส่ผมเหมือนกับที่พูจามันเคยทำ

 

อาเมิล : ถ้าหากเกมนี้เป็นเกมที่ให้ผู้เล่นใช้พลังคอมมานด์สู้กันหรือเอาพลังคอมมานด์มาแข่งกันนะ ชั้นพูดได้เต็มปากเลยว่าชั้นชนะชัวร์ๆ ชั้นเป็นคนที่มีพลังคอมมานด์แข็งแกร่งที่สุด

 

 

เมื่อผมได้ยืนฟังคำพูดโม้โอ้อ้วดของอาเมิลอยู่เรื่อยๆนั้น ผมก็ได้ลองตรวจสถานะเขาดู

 

[ ชื่อ : อาเมิล

 

นามสกุล : โกลเด้นอามี่

 

ฐานะ : ผู้ลงแข่งเกม kill them up

 

ระดับพลังอสูร : เจ้าพ่อมดระดับปัจฉิม lv.71

 

พลังชีวิต : 1300/1300

 

ความแข็งแกร่ง : 850

 

ความเร็ว : 820

 

พลังคอมมานด์(สีทอง) : ควบคุมกระสุน ]

 

( เป็นพลังคอมมานด์ที่สามารถทำให้ควบคุมทิศทางกระสุนปืนรวมถึงความเร็วในการพุ่งของกระสุนได้โดยการคิดสั่งการ )

 

ฮาซุย : ( โอ้ เลเวลสูงชะมัด คงเพราะว่าเป็นนายพรานล่ามอนเสตอร์ทำให้ได้ฟาร์มเลเวลจากมอนเสตอร์เยอะเป็นพิเศษ หนำซ้ำยังมีพลังคอมมานด์เป็นสีทองที่ทำให้สามารถควบคุมกระสุนได้อีก ถึงว่าถึงได้มั่นใจนักว่าตัวเองแข็งแกร่งที่สุด ) จะว่าไปแล้วจะครับคุณอาเมิล คุณเคยได้ยินข่าวเรื่องบุคคลลึกลับที่ฆ่ามอนเสตอร์ในป่าจนเหี้ยนไหมครับ ?

 

ผมเอ่ยถามอาเมิลถึงข่าวเกี่ยวกับตัวผมเองที่ฟาร์มมอนเสติร์เกือบหมดป่า ซึ่งพออาเมิลได้ยินแบบนั้นก็ทำหน้าไม่สบอารมย์ออกมาก่อนกอดอกพูด

 

อาเมิล : ได้ยินซิ ก็เพราะว่าเจ้าหมอนั่นแหละเป็นต้นเหตุที่ทำให้พวกมอนเสตอร์ในป่ามันโผล่มาให้ชั้นล่าเลย ชั้นเลยอดฟาร์มเลเวลเพิ่มเลยไง

 

 

ผมยกยิ้มออกมาด้วยความแอบสะใจเล็กน้อยเพราะอาเมิลเขาไม้รู้เลยว่าคนที่อยู่เบื้องหลังการล่ามอนเสตอร์ในป่านั้นก็คือตัวผมเอง

 

แต่ในจังหวะนั้นเอง

 

โชกุ : ฮัดชิ้ว~!

 

จู่ๆหูของผมก็เหมือนได้ยินเสียงที่เล็กแหลมส่งเสียงจามออกมา ผมถึงกับชะงักและตาเบิกกว้างทันที เสียงนั่นมันดังมาจากข้างมนตัวเสื้อผม ผมเลยล้วงมือเข้าไปในเสื้อและหยิบตัวที่ส่งเสียงนั้นออกมา

 

ซึ่งนั่นก็คือโชกุที่แอบเข้ามาหลบในเสื้อผม!

 

ฮาซุย : โชกุ!?

 

โชกุ : อุ้ย โดนจับได้ซะแล้ว~

 

โชกุเอ่ยออกมาก่อนจะหัวเราะด้วยรอยยิ้มเจือนๆ การปรากฏกตัวของโชกุที่เป็นตุ๊กตาตัวเล็กแต่การที่เธอเป็นตุ๊กตาโดมารุหายากมันก็ทำให้ทุกคนพ่กันหันมาจัยจ้องเป็นตาเดียว

 

เรแม็ก : อะไรกันเนี่ย ? นี่นายมีตุ๊กตาโดมารุด้วยเหรอ ? 0_0

 

 

ฮาซุย : กะ..ก็ใช่แต่..เฮ้อ~! เธอตามชั้นมาเหรอเนี่ย!!?

 

 

ผมหันมาถามเสียงดังใส่โชกุ ยัยตุ๊กตาหัวดื้อรู้ไหมว่าเธอพึ่งจะเข้ามาในดงสังหาร!?

 

โชกุ : นี่ท่าน...ดุชั้นเหรอค่ะ ?

 

โชกุพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนจะร้องไห้ แต่ผมก็ยังไม่ได้ใจอ่อนเพราะเธอสมควรโดนดุแล้ว

 

ฮาซุย : เธอไม่เห็นเหรอว่าตอนนี้เรื่องมันก็วุ่นวายจะแย่แล้ว! เฮ้อ~ เอาเถอะไว้เราผ่านเกมนี้ไปได้ชั้นจะส่งเธอออกไป

 

 

โชกุ : มะ..ไม่เอา! ไม่เอา! ชั้นอยากอยู่กับนายท่านหนิ!

 

 

โชกุพูดพร้อมกระโดดเกาะตัวผมแน่นผมพยายามแกะเธอออกแต่ก็ไม่เป็นผล

 

เรแม็ก : ชั้นว่าให้เธออยู่ด้วยก็ดีนะ ดูซิงอแงใหญ่แล้ว อีกอย่างกติกามันก็บอกอยู่ว่าผู้แข่งสามารถเอาทาสมาช่วยเล่นได้คนนึง

 

 

ฮาซุย : เธอไม่ใช่ทาสชั้นและชั้นก็ไม่อยากให้เธอเดือดร้อนแทนชั้นด้วยโอเค =_=

 

ผมหันไปพูดกับเรแม็กให้เข้าใจมุมมองผม แต่คำพูดของผมมันกลัยทำให้เรแม็กประหลาดใจเพราะว่าการพูดการจาของผมที่มีต่อตุ๊กตาโดมารุมันเป็นประโยคที่ดูไม่เหมือนที่อสูรพันธ์พูดกัน

 

เหตุการณ์ที่ผมหยิบโชกุที่เป็นตุ๊กตาโดมารุขึ้นมานั้นไม่ได้มีแค่คนในสนามเท่านั้นที่เห็น เพราะภาพที่ถ่ายออกไปด้านนอกก็ทำให้ทุกคนที่ดูรายการการแข่งนี้อยู่เห็นผมที่ถือตุ๊กตาโดมารุอยู่

 

เมลฟาส : นะ..นั่นมันตุ๊กตาโดมารุหนิ! 0_0

 

เกรด้า : เขามีมันได้ยังไงหนะ ? 0_0

 

 

จิมมี่ : ชั้นว่าเขาต้องเลี้ยงตุ๊กตานั่นเอาไว้แบบเงียบๆแน่

 

จิมมี่พูดพร้อมก้มลงมองดูบ้านของเล่นที่เขาถือมาวางไว้ที่โต๊ะตรงหน้าทุกคน

 

 

 

โนเว็น : ตุ๊กตาโดมารุ ตุ๊กตาหายาก เจ้าหนูนั่นเป็นใครกันนะ ?

 

โนเว็นรู้สึกสนใจในตัวผมมากขึ้นเรื่อยๆเพราะการที่คนจะมีตุ๊กตาโดมารุนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

 

คิซูกิ : ...( ตุ๊กตาโดมารุเหรอ ? )

 

 

 

ซึ่งผลของการที่ผมเอาตัวโชกุขึ้นมานั้น พอพวกอสูรพันธ์หลายคนเข้ามาเห็นความน่ารักของโชกุก็เข้ามาจะขอจับตัวเธอไปดู

 

แต่ผมก็ไม่ยอมและพยายามเอาตัวโชกุหลบฝ่ามือพวกมัน

 

พูจา : ไม่เอาน่า แค่ตุ๊กตาตัวเดียวจะงกอะไรนักหนาวะ!?

 

 

และในตอนนั้นเอง

 

ครื้น~~~!!

 

"เหวอ!?"

 

จู่ๆพื้นดินที่เรายืนอยู่ก็สั่นไหวราวกับเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขึ้น และไม่นานนั้นเอง

 

 

ปีเตอร์ : เอาหละครับคุณผู้ชม~ เกม kill them up ด่านที่สองเริ่มแล้ว!

 

ปีเตอร์กล่าวออกมาด้วยท่าทีตื่นเต้น ทางฝั่งของคิซูกินั้นเธอก็นั่งดูการแข่งโดยสนอกสนใจสายตามองมาที่เด็กชายผมสีชมพูที่สวมหน้ากากปีศาจครึ่งซีก

 

โนเว็นนั้นก็ดูแบบชิวๆไป วิคตอเรียก็เหมือนกัน ส่วนเรบิโกะนั้นยังคงนั่งกินเฟรนฟรายต่อไปไม่สนใจสิ่งอื่นใด

 

และในตอนนั้นเอง

 

ครื้น~!

 

ก็ได้ปรากฏส่วนหัวของมอนเสตอร์ขนาดยักษ์สายพันธ์นึง มันขุดตัวเองขึ้นมาจากพื้นดินเหมือนพวกตัวตุ่นก่อนที่มันจะยืนขึ้นบนพื้นตัวของมันสูงราวๆ 10 เมตร

 

มีหน้าตาคล้ายหมี มีเขาสองข้าง ตาสีเหลือง มีขนปกคลุมสีม่วง มีเล็บแหลมสีดำยาว

 

พวกเราทุกคนมองขนาดตัวที่ใหญ่ของมัน มันโผล่ขึ้นมาจากดินแล้วก็เลื่อนสายตามองลงมาที่เรา

 

ในตอนนั้นเองด้วยความบ้าบิ่นของอาเมิลที่อยากล่ามอนเสตอร์มานานทำให้เขารีบหยิบอาวุธคอมมานด์เป็นปืนสไนเปอร์ที่เป็นอาวุธคอมมานด์สีทองของเขาขึ้นมาและบรรจุกระสุน

 

อาเมิล : มอนเสตอร์พันธ์มอนคูมะ ไว้ชั้นชนะเมื่อไหร่ชั้นจะเอากะโหลกแกไปประดับบ้านชั้...

 

 

งั้ม!!!

 

 

แต่ไม่ทันที่อาเมิลจะได้ทำอะไร เจ้ามอนคูมะมันก็ก้มหน้าลลมาก่อนใช้ปากงับร่างของอาเทิลจนร่างกายท่อนบนของเขาหายเข้าไปในปากมัน

 

พวกเรททุกคนตะลึงงันและเงียบกริบกันหมดก่อนที่เจ้ามอนคูมะมันจะเงยหน้าขึ้น

 

กรึ้บๆๆ~ ซ่า~~!

 

 

มันใช้ปากงับร่างของอาเมิลเอาไส้แน่นจนทำให้เมื่อมันเงยหน้าขึ้น ร่างกายท่อนบนของเขาจึงถูกดึงขาดติดคมเขี้ยวมันไป ของเหลวสีแดงสดพุ่งขึ้นจากร่างของอาเมิลราวกับน้ำพุที่พุ่งแตกกระจายออกมา

 

อาเมิลถูกมอนคูมะกินจนเขาเสียชีวิตไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

เรแม็ก : เ*ี่ย!? 0⬜0

 

เรแม็กถึงกับสะดุ้งตกใจเพราะร่างกายท่อนล่างของอาเมิลได้ล้มตึงลงกับพื้นทำให้เลือดไลกระฉูดมาโดนขาเขาเต็มๆ

 

 

มอนคูมะ : โฮกกกกกกกกกก!!

 

 

ปีเตอร์ : เกม kill them up ด่านที่สองคือมอนคูมะ! หมียักษ์กระหายเลือด!

 

 

 

มอนคูมะ

 

 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว