ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ลงสมัครการแข่ง

ชื่อตอน : ลงสมัครการแข่ง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ก.ย. 2563 06:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ลงสมัครการแข่ง
แบบอักษร

 

 

 

ผมคิดอย่างมุ่งมั่น ผมจับจ้องสายตามองไปที่มันแบบไม่กระพริบตาก่อนที่อสูรพันธ์ตนนั้นจะยื่นมือทั้งสองมาข้างหน้า

 

 

ครื้น~!

 

ผมกะเอาไว้แล้วว่ามันต้องผลักผมแน่ผมจึงกระโดดหลบขึ้นข้างบน พื้นซีเมนต์ที่ผมยืนอยู่ตอนแรกได้ถูกพลังของมันที่รุนแรงผลักจนทำให้หน้าดินถูกซัดจนเปิดและแตกกระจายไปด้านหลังเป็นวงกว้างคล้ายซีเมนต์ที่โดนกระแทกด้วยรถเครนจนแตกกระเด็น

 

ผมที่ลอยอยู่กลางอากาศเมื่อเห็นแบบนั้นก็ทำหน้าจริงจังออกมา

 

ฮาซุย : ( ตอนแรกพลังมันไม่รุนแรงขนาดนี้หนิ! แปลว่ามันเอาจริงซินะ! )

 

ผมคิดก่อนที่จะตีลังกาขึ้นไปอยู่บนหลังคาร้านค้าร้านนึง ทักษะของผมมันพัฒนาขึ้นมากตามเลเวลที่ผมมี ผมมองหาจุดเหมาะๆก่อนจะกระโดดลงไปสร้างเชือกน้ำหมึกขึ้นมาแล้วขว้างมันไปพันรอบเสาไฟต้นนึง จากนั้นกระชากให้มันร่วงลงมาหาอสูรพันธ์ตนนั้น

 

พู้ม!

 

 

แน่นอนว่าอสูรพันธ์ตนนั้นใช้พลังผลักเสาไฟได้ทัน ในระหว่างที่มันยกแขนทั้งสองข้างขึ้นและกำลังพูดออกมาราวกับว่ามันเป็นผู้มีชัยแล้ว

 

"แกคิดได้แค่นี้เหรอ!? คิดจะทำให้เสาไฟหล่นลงมาทับชั้นเนี่ยนะ!? ฮ่าๆๆๆ!"

 

 

ฉึก!

 

"โอ้ะ!?"

 

ทันใดนั้นเองตัวผมก็ได้ไปโผล่ที่ด้านข้างตัวมันก่อนจะทำการพุ่งมือไปจิ้มที่บริเวณรักแร้ของมัน ฝ่ามือของกระแทกตรงช่องว่างระหว่างซี่โครงแบบพอดีจนทำให้อสูรพันธ์ตนนั้นสะดุ้งเจ็บ

 

ผมไม่รอช้ารีบเตะเข้าที่ขาพับมันจนทำให้มันทรุดเข่าลงกับพื้นก่อนที่ผมจะกระโดดสะบัดฝ่าเท้าถีบเข้าที่ด้านหลังของศีรษะมัน

 

 

พัวะ!!

 

"โอ้ย!?"

 

ภาพที่เกิดขึ้นทำให้พวกอสูรพันธ์หลายตนที่ดูอยู่พากันหุบยิ้มและทำหน้าประหลาดใจออกมาเพราะมันไม่เคยเจอมนุษย์คนไหนที่มีทักษะการต่อสู้และพลังมากขนาดนี้

 

"ไอ้เด็กเวรเอ้ย!!"

 

พู้มมม!

 

 

อสูรพันธ์ตนนั้นได้ใช้พลังของมันลงกับพื้นจนทำให้พื้นดินยุบแตกและทำให้ตัวผมที่อยู่ด้านบนโดนชนจนกระเด็น ผมยังคงตั้งหลักอยู่ในท่าคุกเข่า คราวนี้ผมได้หยิบกล้องถ่ายภาพผมขึ้นมาแต่ไม่ทันที่จะได้ใช้

 

"ย้าาาาา!"

 

หมับ! โครมมมม!!

 

 

ผมก็ถูกอสูรพันธ์ตนนั้นเข้ามาล็อคเอวผมด้วยแขนแกร่งของมันก่อนที่มันจะจับผมทุ่มลงกับพื้นอย่างแรงจนผมเจ็บหลังและเกือบทำกล้องหลุดมือ ก่อนที่มันจะยกตัวผมขึ้นและออกแรงกอดผม ถ้าเป็นมนุษน์ทั่วไปคงรู้สึกเหมือนกระดูกถูกบดขยี้ แต่ความรู้สึกของผมนั้นมันคืองูเขียวที่มารัดเอวเท่านั้น

 

แน่นอนว่ามันไม่ได้ทำให้ผมเจ็บอะไรมาก แต่ในตอนนี้ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องทำยังไงถึงจะหลุดจากอ้อมกอดของแขนแกร่งนี้ได้ ในมือก็มีกล้องถ่านรูปเป็นอาวุธคอมมานด์ที่ผมไม่รู้วิธีใช้

 

ผมคิดหาทางอยู่ซักพักนึงจนกระทั่ง

 

"นั่นอะไรหนะ ? กล้องถ่ายรูปเหรอ ?"

 

 

ฮาซุย : ...

 

 

พัวะ!!

 

"อ้ากกกกก!!"

 

ผมได้ฟาดกล้องถ่ายรูปของผมลงไปที่หัวของมันอย่างแรง ความแข็งของกล้องที่กลายเป็นอาวุธคอมมานด์บวกกับพละกำลังของผมในตอนนี้มันเลยทำให้หัวของอสูรพันธ์ตนนี้แตกและมีเลือดไหลออกมาเลย

 

มันปล่อยผมลงและกระทืบเท้าลงมาเกือบเหยียบผมแต่ผมกลิ้งตัวหลบได้ทัน ผมมองดูกล้องถ่ายรูปของผมที่เลอะคราบเลือดอสูรต้นนั้น

 

ฟู่~

 

แต่จู่ๆเลือดที่เลอะอยู่ที่กล้องก็ได้ไหม้กลายเป็นควันดำและหายไป ผมมองไปที่อสูรตนนั้น มันเอามือกุมหัวตัวเองก่อนจะหันมามองผมด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความความแค้น

 

 

"แก...มัน...ไอ้..เด็กเวรรรรรรร!!"

 

 

ทันใดนั้นอสูรตนนั้นก็วิ่งตรงมาหาผมอย่างรวดเร็ว ผมมองกล้องตัวเองก่อนที่จะยกมันขึ้นมาเล็งไปที่ตัวอสูรตนนั้นก่อนจะทำการกดถ่ายภาพ

 

แฉะ!

 

 

"อ้า!?"

 

 

แสงแฟรชจากกล้องถ่ายรูปทำให้อสูรตนนั้นแสบตาก่อนที่มันจะกลับมามองเห็นอีกครั้ง แต่ตัวผมที่ควรจะอยู่ตรงหน้ามันในตอนแรกก็ได้หายไปแล้ว

 

มีเพียงคราบน้ำหมึกที่ลอยค้างอยู่กลางอากาศจำนวนนึงแทนที่จุดที่ผมยืนอยู่

 

"มันหายไปไหนแล้ววะ!?"

 

 

แผล๊ะ~!

 

ฮาซุย : เหวอ!?

 

ทันใดนั้นเองตัวของผมก็ได้ถูกวาร์ปให้มาโผล่ที่ตัวมันก่อนที่จะร่วงลงมาเกาะหลังมัน

 

ซึ่งมันทำให้ผมตกใจมากและเมื่อเจ้าอสูรพันธ์มันเห็นผมเกาะตัวมันอยู่มันก็สะบัดตัวไปมาพยายามให้ผมหล่นลงมา

 

ฮาซุย : ( ซวยละ! เจ้ากล้องนี่มันพาเราวาร์ปไปยังจุดที่เรากดถ่ายภาพหรอกเหรอ!? )

 

 

ผมพึ่งจะรู้ว่าตัวผมนั้นสามารถวาร์ปไปที่อื่นได้ในสภาพที่เปลี่ยนร่างเป็นน้ำหมึกในช่วงพริบตาที่ตัวเองกดถ่ายรูปและแสงแฟรชนั้นสว่างจ้าออกมา

 

แต่ด้วยความไม่รู้ทำให้ผมกดถ่ายภาพเจ้าอสูรพันธ์ตนนี้แล้วผมก็ดันวาร์ปมาเกาะหลังมันแบบนี้ด้วย!

 

"ลงมาซิโว้ย! ชั้นจะกระทืบแกให้เละเลย!!"

 

 

ฮาซุย : หุบปากน่า!!

 

 

พัวะ!!

 

ว่าแล้วผมก็ฟาดกล้องถ่ายรูปลงไปที่หัวของมันอีกรอบ คราวนี้ผมทุบแรงกว่าเก่า อสูรพันธ์ตนนั้นถึงกับนิ่งไปก่อนที่จู่ๆมันก็จะล้มตึงหน้าคมำกับพื้น ตัวผมกลิ้งร่วงลงมาจากตัวมันตอนที่มันล้ม

 

ผมลองเดินเข้าไปและก้มดูหน้ามัน ผมพบว่ามันกำลังตาเหลือกและมีน้ำลายฟูมปาก คาดว่าผลของการที่ผมฟาดกล้องใส่หัวมันสองครั้งทำให้สมองมันได้รับความกระทบกระเทือนจนทำให้เกิดอาการช็อคตาตั้งแบบนี้

 

ฮาซุย : ( ซวยและ เผลอทำปีศาจช็อคแบบนี้แย่แน่ )

 

ผมรีบนำโพชั่นสมานแผลที่ได้จากการฆ่ามอนเสตอร์แล้วได้รางวัลมาใช้กับเขาทันที ผมเทยาลงไปบนหัวเขา แป๊บเดียวอาการหัวแตกของเขาก็หายไปสนิท

 

หลังจากที่ลงมือช่วยอสูรตนนี้เสร็จผมก็รีบโกยหนีทันที โดยที่พวกอสูรพันธ์ตนอื่นได้แต่เหลียวมองแผ่นหลังผมที่วิ่งหนีห่างออกไปเรื่อยๆ

 

"เด็กคนนั้นเป็นใครกันนะ ?"

 

อสูรพันธ์หลายคนพากันสนใจในตัวผมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

 

ผมได้มาหลบอยู่ในป่าก่อนที่จะหยุดพักหายใจ

 

ฮาซุย : ( เฮ้อๆๆ~ เกือบไปแล้วไหมหละ =_= )

 

ผมคิดในใจก่อนที่ผมจะหยิบกล้องถ่ายรูปตัวเองขึ้นมาดู ในใจก็ได้แต่คิดว่าทำไมตอนที่ผมกดถ่ายภาพ มันถึงพาผมวาร์ปไปยังจุดๆนั้น ตอนแรกผมคิดว่าจะสามารถเปลี่ยนคนเป็นรูปภาพหรืออะไรพวกนี้ซะอีก

 

แต่ผมก็เกิดนึกถึงคำพูดของคุณฮิตซูได้

 

ฮาซุย : จะว่าไปคุณฮิตซูเคยบอกว่ายิ่งมีจินตนาการที่ลื่นไหลและความคิดสร้างสรรค์มากเท่าไหร่ พลังก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นซินะ...เอาหละ

 

 

ผมสูดหายใจเข้าลึกๆก่อนที่ผมจะเล็งกล้องไปที่จุดนึงแล้วกดชัตเตอร์

 

 

แฉะ!

 

ร่างของผมวาร์ปหายไปเป็นน้ำหมึกก่อนจะไปโผล่อีกจุดที่ผมเล็งกล้องถ่ายเอาไว้

 

ฮาซุย : โอ้โห~ สุดยอดไปเลยแฮะ ดีหละ งั้นใช้เวลาที่เหลือฝึกใช้อาวุธให้คล่องเลยแล้วกัน!

 

ว่าแล้วฮาซุยก็ลงมือกดชัตเตอร์ถ่ายภาพรัวๆ ร่างของผมก็วาร์ปไปตรงนู้นตรงนี้ตามที่ผมเล็งเอาไว้รัวๆ แม้ว่ากล้องนี่จะใช้ในการโจมตีคู่ต่อสู้ไม่ได้ แต่ถ้าหากฝึกใช้จนคล่องก็จะสามารถทำให้กำหนดระยะระหว่างศัตรูได้ดีมากเลย

 

หลังจากนั้นผมก็ทำการกดชัตเตอร์และฝึกใช้กล้องนี้ต่อไปจนกระทั่งตกเย็น

 

ติ๋ง~

 

[ ยินดีด้วย ท่านได้พัฒนาตนเองเป็นระดับเจ้าพ่อมด lv.76 --> 78 ]

 

ฮาซุย : โอ้ เลเวลเพิ่มมาตั้ง 2 ขั้นแหนะ ดีๆ ระหว่างที่คนกำลังตามสืบเรื่องกาารฟาร์มมอนเสตอร์ของเรา ก็ใช้วิธีนี้แหละฟาร์มเลเวลแบบค่อยเป็นค่อยไปไปก่อน

 

 

ตกเย็นผมกลับมาที่บ้านในสภาพที่มีเหงื่อท่วมตัว ทำให้สภาพของผมดูเหมือนพึ่งไปทำงานที่ก่อสร้างกลับมา แน่นอนว่าทุกคนในบ้านไม่มีใครรู้ว่าผมไม่ได้ทำงานที่ก่อสร้างนั้นแล้วยกเว้นอลิซคนเดียวซึ่งเธอก็ยินดีปิดปากเงียบ

 

อลิซ : นี่ค่ะ~ กลับมาเหนื่อยๆกอนน้ำก่อนไหมค่ะ ^_^

 

 

ฮาซุย : ขอบใจนะ ^_^

 

 

อลิซวิ่งเข้ามาเสิร์ฟน้ำดื่มให้ผม ผมแอบชำเลืองมองดูเกรด้าหับป้าราเม็น นั่นไงทั้งคู่มองมาที่ผมเพราะการกระทำที่ติดนิสัยเป็นคนรับใช้ของเธอทำให้เธอวิ่งมาเสิร์ปน้ำให้ผม

 

และมันทำให้เธอดูซื่อสัตย์กับผมมากกว่าเพื่อน

 

ฮาซุย : แล้วเรื่องปลูกผักเป็นไงบ้าง ?

 

เกรด้า : ค่ะ พวกเราลงมือปลูกแล้ว แต่ก็ต้องใช้เวลารอให้ต้นมันโต แต่ถ้าโตขึ้นมาเมื่อไหร่เราก็สบายเมื่อนั้นค่ะ

 

เกรด้าพูดด้วยรอยยิ้มไม่ย่อท้อ ท่าทางของเธอทำให้จิมมี่เพื่อนผมมันยิ้มกลุ้มกลิ่มออกมา

 

หลังจากที่กินข้าวเสร็จ ผมได้เดินออกมาหน้าบ้านเพื่อดูวิวบนท้องฟ้าในยามค่ำคืนที่แสนสงบ ซักพักนึงอลิซก็เดินมาหาผมและดูวิวกับผมด้วย

 

อลิซ : ..ทำไมคุณฮาซุยถึงหวงกล้องนั้นมากเหรอค่ะ ?

 

 

อลิซถามด้วยความอยากรู้ ผมหันไปมองเธอก่อนมองที่กล้องตัวเองแล้วตอบ

 

ฮาซุย : คือว่ามันเป็นของๆแม่ผมหนะ...เป็นของชิ้นเดียวที่แม่ผมมอบให้ก่อนที่ท่านจะ...

 

 

อลิซ : ...

 

 

ฮาซุย : ..ผมฝันอยากเป็นช่างภาพไม่ก็จิตรกรนะครับ

 

 

อลิซ : งานนั้นดูเข้ากับตัวคุณดีนะค่ะ คุณดูชอบสิ่งสวยๆงามๆด้วยหนิ

 

 

ฮาซุย : ใช่...แต่ผมกลับไม่ได้ถ่ายภาพสวยงามภาพนึงเก็บเอาไว้ดูเล่น

 

 

อลิซ : ภาพอะไรเหรอค่ะ ?

 

ฮาซุย : ครอบครัวผมเอง

 

คำพูดของผมเต็มไปด้วยความหม่นหมอง คุณไม่รู้หรอกว่าผมคิดถึงพ่อแม่ตัวเองมากขนาดไหน ผมรู้สึกเสียดายมากๆที่ไม่ได้ถ่ายภาพพ่อแม่เก็บเอาไว้ดูเล่น

 

อลิซเธอไม่กล้าถามอะไรผมต่อ ก่อนที่ผมจะขอตัวไปนอน

 

 

 

เช้าวันต่อมา

 

หนังสือพิมพ์ได้มาส่งที่หน้าบ้านเราตอนเช้า โดยข่าวที่ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์นั้นมันเป็นข่าวของผมที่ทำการอัดอสูรพันธ์ตัวที่มีพลังคอมมานด์"ผลัก"ที่ผมสู้เมื่อวาน

 

จิมมี่ : เฮ้ยนายมาดูนี่ดิ! ข่าวออกมาว่ามีมนุษย์คนนึงสู้กับอสูรพันธ์ระดับมิโนทอร์ระดับปัจฉิมได้และชนะด้วย! มันเป็นไปได้ยังไงอะ!?

 

 

จิมมี่เอ่ยออกมาโดยยังไม่รู้ว่าคนที่เอาชนะอสูรตนที่ว่านั้นก็คือผมนั่นแหละ ทุกคนก็พากันมาดู ป้าราเม็นที่นั่งอยู่ใกล้ๆแค่ชะโงกมาก็เลยสามารถมองเห็นได้

 

เกรด้า : จริงเหรอเนี่ย~!? ไม่แน่นะคนๆนี้อาจเป็นผู้พิทักษ์ก็ได้!

 

 

อลิซ : นั่นซินะค่ะ เก่งขนาดนั้นต้องเป็นผู้พิทักษ์แน่ๆ

 

 

จิมมี่ : ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้เขามาปลดแอกเราเหมือนกันนะ พวกมนุษย์เราจะได้เป็นอิสระซักที

 

 

ผมที่ได้ยินคำพูดของเพื่อนผมที่เอาแต่พูดสรรเสริญตัวของมนุษย์ในข่าว ผมก็ทำเนียนเป็นช่วยพูดเสริมไปด้วย ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าคนในข่าวที่ว่าคือใคร

 

ขณะเดียวกันข่าวที่เกิดขึ้นนี้ก็ไปถึงปราสาทของคิซูกิ และตอนนี้ทั้งคิซูกิและโนเว็นก็กำลังอ่านข่าวนั้นอยู่

 

คิซูกิ : มันจะเป็นไปได้ยังไงที่มนุษย์จะเอาชนะอสูรพันธ์ระดับมิโนทอร์ได้ ?

 

 

โนเว็น : ...ชั้นว่ามันก็อาจเป็นไปได้นะ

 

ในตอนนั้นเองโนเว็นก็มีท่าทีคิ้วขมวดเข้าหากันก่อนที่เขาจะมองออกไปนอกหน้าต่าง เอามือทั้งสองข้างไขว้หลังและพูดออกมา

 

โนเว็น : เมื่อพันปีก่อนตอนที่ชั้นอยู่กับฮิตซู เขาเคยพูดถึงบุคคลคนนึงเอาไว้

 

 

คิซูกิ : ใครเหรอค่ะท่านโนเว็น ?

 

 

โนเว็น : ...ฮิตซูบอกว่าอีกพันปีข้างหน้าจะมีบุคคลคนนึงที่ไม่ใช่เผ่าพันธ์เดียวกับเรา แต่คนๆนั้นจะมีบุคลิกนิสัยเหมือนฮิตซูทุกอย่าง ถึงฮิตซูจะไม่ได้มีชีวิตเป็นพันปีก็จะมีเขาคนนั้นจะมาเป็นตัวแทนของเขาและสืบต่อเจตนารมย์ของฮิตซูต่อ

 

คิซูกิ : แล้วเจตนารมย์ของท่านฮิตซูคืออะไรเหรอค่ะ ?

 

 

โนเว็น : ...ชั้นก็อยากรู้เหมือนกัน

 

 

คิซูกิ : ...ถ้าหากมนุษย์คนนี้สามารถที่จะเอาชนะเผ่าเราระดับมิโนทอร์ได้บางทีเขาอาจจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการฆ่ามอนเสตอร์ในป่าจนเกือบหมดเลยก็ได้

 

 

โนเว็น : นั่นซินะ แล้วจะเอาไงกับเขาต่อหละ ? ประกาศหาตัวเขาเหรอ ?

 

คิซูกิ : ...ไม่หรอกมั้งค่ะ

 

โนเว็น : ?

 

 

คิซูกิ : รางสังหรของหนูบอกว่าหนูจะได้เจอกับเขาคนนั้นเองค่ะ

 

ในจังหวะนั้นเอง

 

 

ปึ้ง!

 

??? : ได้ข่าวว่ามีมนุษย์ที่สามารถเอาชนะเผ่าเราระดับมิโนทอร์ได้เหรอค่ะท่านคิซูกิ!!?

 

 

ทันใดนั้นเองก็ได้มีอสูรพันธ์สาวตนนึงกระโจนตัวเองพุ่งชนบานประตูจนเปิดเข้ามาอย่างแรง

 

เธอเป็นอสูรพันธ์สาวผิวสี เธอมีหูกระต่ายสองข้างเหนือหัว ผมสีขาว(ม่วงอ่อน)ยาว สวมรัดรูปสีขาวแบบไม่มีแขนและขา สวมถุงน่องและรองเท้ากับถุงมือเลียนแบบเท้ากระต่าย มีหุ่นที่มีกล้ามแขนกล้ามขา

 

มีนิสัยกระตือรือร้นและดีดอยู่ตลอดเวลา

 

คิซูกิ : เรบิโกะ มีมารยาทหน่อยซิ

 

คิซูกิพูดตำหนิการกระทำของอสูรพันธ์ตนนันที่พุ่งเข้ามาในห้องแบบไม่ให้เกียรติเธอและท่านโนเว็น

 

อสูรตนที่พุ่งเข้ามานั้นเป็นทั้งแม่ทัพ ครูฝึกทหาร และเป็นทั้งเพื่อนกับลูกน้องของคิซูกิ

 

มีชื่อเรบิโกะ

 

เรบิโกะ : ก็มันอดตื่นเต้นไม่ได้นี่ พอได้ยินข่าวว่าอสูรพันธ์ระดับมิโนทอร์ถูกล้มโดยง่ายดาย ชั้นจะไม่ตื่นเต้นได้ไงกันหละ!?

 

เรบิโกะพูดด้วบท่าทีตื่นเต้น เรบิโกะได้รับการยอมรับว่าเธอนั้นแข็งแกร่งรองลงมาจากคิซูกิในอาณาจักรนี้เพราะพลังอสูรของเธอเป็นมังกรระดับปัจฉิม lv.92 มันจึงทำให้เธอไม่เคยเจอคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อและทำให้เธอตื่นเต้นกับการต่อสู้ได้เลย

 

พอเธอได้ยินข่าวเรื่องมนุษย์ที่แข็งแกร่งขนาดนั้นทำให้เธอตื่นเต้นแล้วอยากเจอหน้าเขาและอยากท้าเขาสู้เลย

 

คิซูกิ : เรบิโกะ ในเวลานี้ชั้นเป็นเจ้านายเธอ

 

คิซูกิพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา เพราะตอนนี้เธอต้องการจะแสดงออกให้มันจริงจังว่าเรบิโกะนัน้ควรมีมารยาทหน่อย ท่านโนเว็นก็ยืนอยู่นี่

 

เรบิโกะ : ขอโทษค่ะท่าน แล้วก็อีกเรื่องนึง เรื่องของมอนสเตอร์ที่โดนฆ่ากวาดล้างในป่ามอนเสตอร์ เราไปตรวจพบเจอมาว่ามันถูกฆ่าโดยพลังคอมมานด์ที่เป็นน้ำหมึก

 

คิซูกิ : น้ำหมึก ? แล้วมนัเป็นพลังคอมมานด์สีอะไร ?

 

 

เรบิโกะ : ไม่ทราบค่ะ กำลังส่งไปตรวจสอบดูอยู่ พวกเราไม่เคยเจอพลังคอมมานด์อะไรที่มันเหมือนกับเจ้านี่มาก่อน

 

 

คิซูกิ : ...( เรื่องนี้มันชักจะน่าสนใจมากขึ้นแล้วแฮะ )

 

 

 

เรบิโกะ

 

.

 

.

 

.

 

.

 

วันต่อมาผมจำเป็นที่จะต้องใส่ชุดที่มันปกปิดตัวเองมิดชิดมากขึ้นเพราะข่าวที่เกิดขึ้นอาจทำให้ผมถูกตามตัวก็ได้ และผมก็ไม่รู้ว่าชะตากรรมตัวเองจะเป็นยังไงถ้าหากว่ามันเป็นยังไงถ้าหากถูกรู้ตัวตนจริงเข้า

 

( ฮิตซู : แม่งเอ๊ย ผลเสียของการทำตัวเด่นก็งี้แหละ แล้วนี่นายคิดจะไปไหนเนี่ย ? )

 

ฮาซุย : ( คือว่าวันนี้ผมคิดจะไปสมัครลงแข่งหนะครับ )

 

( ฮิตซู : เอ้า ? แล้วนายคิดว่านายจะลงสมัครได้เหรอหนะ ? )

 

ฮาซุย : ( ไม่ลองก็ไม่รู้หละ )

 

 

หลังจากนั้นผมก็ได้ไปยืนต่อแถวรอลงสมัครเข้าเกม kill them up แถวของพวกอสูรพันธ์มันเยอะมากจริงๆ ทุกคนที่มาลงแข่งล้วนเป็นอสูรพันธ์ผู้ชายที่พากันหมายปองตัวคิซูกิ ผมไม่ได้สนใจและยืนรอต่อไป ผมพึ่งมารู้ตัวว่าตัวเองมาอยู่ท้ายแถวสุด

 

เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมงแถวเขยิบไปเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้นเอง

 

ฮาซุย : เฮ้อ~ แล้วอย่างงี้เมื่อไหร่ผมจะไปได้หละเนี่ย ?

 

ผมบ่นออกมา พร้อมมองดูแถว ตอนนั้นเองมองเห็นว่าจุดนึงของแถวมีอสูรพันธ์ตนนึงแอบยืนหลับอยู่

นี่มันรอนานจนเผลอยืนหลับได้เลยเหรอเนี่ย ?

 

ฮาซุย : ( เอ้า ยืนหลับแบบนี้ก็เสร็จโจรซิครับ )

 

ว่าแล้วผมก็หยิบกล้องถ่ายภาพขึ้นมาปิดแสงแฟรชก่อนจะกดถ่าย

 

 

แฉะ!

 

 

"คนต่อไป"

 

พนักงานอสูรพันธ์กล่าว อสูรพันธ์ตนที่ยืนหลับอยู่สะดุ้งตื่นขึ้น ตอนแรกมันคิดว่าถึงคิวมันแล้วแต่เมื่อมันมองมาข้างหน้า

 

( เอ้า!? นี่ยังไม่ถึงหรอกเหรอ ? ไม่เป็นไร นอนต่อ )

 

อสูรพันธ์ตนนั้นพอมันเห็นผมมันก็จำไม่ได้และไม่รู้ตัวว่าโดนแซงคิวมาอยู่ตรงนี้และมันก็ปล่อยตัวยืนหลับต่อเลย

 

ฮาซุย : ( ไอ้โง่เอ๊ย )

 

ผมได้ไปยังโต๊ะลงทะเบียน ซึ่งทันทีที่พนักงานเงยหน้าขึ้นมาเห็นหน้าผมที่เป็นมนุษย์มันก็เอ่ยออกมา

 

"ห้องน้ำไม่ได้อยู่แถวนี้หรอกนะเจ้าหนู"

 

ฮาซุย : เปล่าครับ ผมมาลงทะเบียนแข่ง

 

คำพูดของผมทำให้บรรยากาซโดยรอบเงียบไปชั่งขณะนึง ก่อนที่พวกอสูรพันธ์จะพากันระเบืดเสียงหัวเราะออกมา

 

พวกมันคงเห็นเป็นเรื่องตลกที่มนุษย์แบบผมมาลงแข่งด้วย แม้กระทั่งพนักงานคนนั้นก็ยังนั่งหัวเราะ

 

"ฮ่าๆๆๆๆๆ! อย่างเธอเนี่ยนะจะมาลงแข่ง!? ตัวก็เตี้ย! แขนก็ลีบ! ขาก็เพรียวอย่างกับผู้หญิง! เกมนี้มันเป็นเกมฆ่ากันนะ! ไม่ใช่เกมเป่ายิงฉุบ! โถเจ้าทาสใจกล้า~! บอกว่าตัวเองจะมาแข่ง! ฮ่าๆๆๆๆ! ตลกหวะ! ฮ่าๆๆๆๆ! ^0^"

 

 

ฮาซุย : ขอบคุณสำหรับใบสมัครครับ

 

ในระหว่างที่พนักงานคนนั้นมัวแต่นั่งหัวเราะผมก็ได้หยิบปากกาของพนักงานคนนั้นมาเขียนกรอกชื่แตัวเองลงแข่ง พร้อมทั้งลอกเลียนแบบลายเซ็นพนักงานคนนั้นด้วยโดยการมองดูลายเซ็นที่เขาเขียนเอาไว้ด้านหลังชื่อผู้ลงแข่งตนก่อนหน้าผม

 

ก่อนที่จะหยิบใบสมัครมา จ่ายเงินค่าสมัครแล้วเดิยจากไป กว่าพนักงานคนนั้นจะรู้ตัวผมก็เดินไปโดยที่ตัวเองมีชื่ออยู่ในการลงแข่งแล้ว และผมก็ได้ใบสมัครมาแล้วด้วย

 

 

"ฮะ..เฮ้ย!? เดี๋ยวดิเจ้าหนู!"

 

พสักงานคนนั้นพยายามเรียกผม ผมทำหูทวนลมและเดินจากไปอย่างใจเย็น

 

ฮาซุย : ( เราลงชื่อไปแล้ว จะมาถอนตัวตอนนี้ก็คงไม่ใช่เรื่อง นับจากนี่เป็นต้นไปชั้นคงต้องใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุดแล้ว )

 

 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว