ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

สุดยอดอาวุธคอมมานด์ (?)

ชื่อตอน : สุดยอดอาวุธคอมมานด์ (?)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ส.ค. 2563 07:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
สุดยอดอาวุธคอมมานด์ (?)
แบบอักษร

 

 

เช้าวันต่อมา

 

ผมได้รู้สึกตัวตื่นขึ้นอีกครั้งเพราะแสงแดดที่ส่องเข้ามาโดนหน้าผม ทำให้ผมค่อยๆรู้สึกตัวตื่นขึ้น ซึ่งเมื่อผมลืมตาตื่นขึ้นผมก็ลองเอามือไปลูบๆที่หัวตัวเองดูและทำให้ผมรู้สึกถึงบางอย่างที่มันผิดปกติที่หมอนของผม

 

ผมรีบเปิดหมอนล้วงหามันทันทีและผมก็พบว่า

 

ฮาซุย : เฮ้อ~ ยังอยู่ซินะ

 

 

กล้องถ่ายรูปของผมมันยังคงอยู่ดีในหมอนของผม พร้อมกับหนังสือเก็บรูปภาพของผม

 

ผมรู้สึกโล่งอกมากที่มันยังอยู่ดี เพราะมันคือสิ่งที่ผมให้ความสำคัญมาก

 

แต่ผมแน่ใจว่าผมไม่ได้ยัดมันเอาไว้ลึกขนาดนี้ แปลว่าต้องมีคนมาดึงมันออกแล้วเอามาใส่ให้ผมใหม่แน่ แต่ผมก็ไม่ได้คิดอะไรมากเพราะอย่างน้อยมันก็ยังอยู่ดีถึงใครจะมาแอบดูผมก็ไม่ว่าหรอก

 

ผมกำลังจะลุกขึ้นแต่ ร่างกายของผมมันกลับหนักแปลกๆ ไม่ดิ ไม่ใช่แค่หนัก มันทั้งร้อน ทั้งนุ่มและก็..

 

 

ฮาซุย : อะ..อลิซ!?

 

ผมลืมตามาพบว่าอลิซกำลังนอนกอดตัวผมอยู่ ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือหน้าอกของเธอมันกำลังโดนแก้มของผมอยู่เลย

 

เธอยังคงนอนหลับต่อไป ใบหน้าของเธอตอนหลับอยู่น่ารักมาก หน้าตาดูมีความน่ารักมาก ชุดที่เธอใส่เป็นชุดสีขาวรัดรูปที่เปิดเนินอกและหัวไหล่ดูเซอวิสหน่อย

 

ผมรู้ดีว่าในบ้านผมไม่มีชุดนี้แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ เรื่องสำคัญคือทำไมเธอมานอนกอดผมแบบนี้! หนำซ้ำ กลิ่นตัวเธอก็หอม..และหน้าอกก็ใหญ่เกินวัยด้วย เอ้ย! ไม่ใช่แล้วๆ!

 

 

ฮาซุย : อะ..อึก อลิซ...นอนต่อไป เอ้ย! ตื่นเดี๋ยวนี้!

 

อลิซ : งืม~

 

นอกจาเธอจะไม่ลุกขึ้นแล้วเธอยังขยับตัวเองด้วยอาการงัวเงียจนทำให้หน้าของผมตอนนี้ไปซุกกับหน้าอกเธอเต็มๆ ใบหน้าของผมแดงแจ๋และร้อนผ่าวไปหมด

 

ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือเจ้าไฟฉายกระบอกโตของผมมันกำลังจะตั้งขึ้ยฉายแสงรับอรุณยามเช้าแล้ว!

 

ฮาซุย : อลิซ!!!

 

 

ในตอนนั้นผมได้ตะโกนออกมาแบบสุดเสียงจาทำให้อลิซเธอสะดุ้งตื่นขึ้นมา ผมไม่รอช้ารีบผลักเธอออกทันที

 

พัก!!

 

ไม่ซิ ชั้นถีบเลยแหละ

 

 

ร่างของอลิซลงไปนอนกองกับพื้นทันที

 

อลิซ : โอย~ เบาๆหน่อยซิค่ะ อุตสาห์มาอยู่นี่เพราะคิดว่านายจะเป็นเจ้านายที่ดีกว่าคนก่อนๆแท้ๆ

 

ฮาซุย : ผมก็บอกแล้วไงว่าให้ทำเหมือนกัยว่าเราสองเป็นเพื่อนกัน ? แล้วนี่ไปเอาชุดนั่นมาจากไหนหนะ ?

 

 

ชุดที่อลิซใส่

 

อลิซ : อ๋อ ชุดนี้เป็นชุดที่ชั้นจะใส่ไปปลุกเจ้านายคนเก่าของชั้นตลอดหนะค่ะ แต่ถ้าเกิดว่าปลุกไม่ถูกใจก็มักจะโดนจิกผมตบตลอดเลย ^_^

 

 

อลิซกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มราวกับว่าเธอโดนแบบนั้นมาจนชินไปเองแล้ว ผมถอนหายใจออกมาก่อนที่ชั้นจะกอดอกแล้วถามเธอ

 

ฮาซุย : อย่าบอกนะว่าไอ้ที่ขึ้นมานอนบนตัวผมก็เป็นอีกวิธีที่เธอปลุกเจ้านายเธอ ?

 

 

อลิซ : ใช่ค่ะ ใครๆก็บอกว่าชั้นเป็นผู้หญิงที่โตเกินวัยเลยคิดว่าเจ้านายจะชอบให้ชั้นใช้เรือนร่างปลุกหนะค่ะ ^_^

 

 

ฮาซุย : ชอบมากครับ~ ( ด้านมืดฮิตซูเข้าครอบงำ )

 

 

อลิซ : 0_0 ?

 

 

ฮาซุย : เอ้ย! เปล่า! หมายถึง..เฮ้อ~ เอาเถอะ ไปเปลี่ยนเสื้อเร็ว!

 

 

เกรด้า : ทั้งสองคน~! ลงมากินข้าวกันได้แล้ว~!

 

 

ฮาซุย : อะ ครับๆๆ

 

 

หลังจากที่อลิซเปลี่ยนเสื้อใหม่เสร็จเธอก็ลงมากินข้าวกับเรา อลิซเธอสามารถกินอาหารของเราได้โดยไม่ได้ติถึงจำนวนและรสชาติเห็นชัดเลยว่าที่ทำงานเก่าของเธอมันก็มีอาหารที่ไม่ได้ดีกว่า หนำซ้ำเธอยังกล่างชมฝีมืออาหารของเกรด้าอีก

 

ซึ่งในระหว่างที่ผมกำลังกินอยู่นั้นผมก็เกิดนึกขึ้นได้ ผมเหลือบตาไปมองจิมมี่

 

จิมมี่เขาเป็นคนที่นอนห้องเดียวกับผม! หมายความว่าเขาอาจจะเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนที่ผมหลับอยู่ก็ได้! ไม่ได้แล้ว! ต้องถาม!

 

ฮาซุย : นี่จิมมี่

 

จิมมี่หันมาหาผมตามเสียงเรียก

 

ฮาซุย : เมื่อเช้านี้นายได้เห็นอะไรที่มันผิดปกติไหม ?

 

จิมมี่ : ผิดปกติยังไง ?

 

 

ฮาซุย : ก็แบบ เมื่อคืนนี้อลิซมานอนกับเราแล้วเมื่อเช้านี้...

 

จิมมี่ : ...อ๋อ ชั้นตื่นพร้อมกับเธอหนะ แต่ชั้นออกมานอกห้องก่อนเธอบอกว่าจะช่วยปลุกนายให้ตื่นแล้วก็เดินหายเข้าไปในห้องแต่งตัว มีอะไรเหรอ ?

 

 

ฮาซุย : ( แปลว่าเขายังไม่รู้ ) ไม่มีอะไรหรอก กินข้าวต่อเถอะ ชั้นถามไปงั้นแหละ ^_^

 

 

จิมมี่ : =_0 ?

 

หลังจากที่กินข้าวเสร็จ ผมก็ทำท่ากำลังจะออกไปจากบ้านแต่ในตอนนั้นเอง

 

อลิซ : จะว่าไปแล้วนะฮาซุย กล้องนี่นายไปเอามาจากไหนเหรอ ?

 

จู่ๆอลิซเธอก็ดันมือบอนคว้ากล้องถ่ายรูปของผมขึ้นมา ผมที่เห็นเธอถือกล้งนั้นด้วยมือข้างเดียวโดยใช้มือแค่ไม่กี่นิ้วแบบไม่ระวัง

 

ผมก็พุ่งเข้าไปคว้ากล่องนั้นมาเลย

 

ฮาซุย : จะมือบอนทำไมเนี่ย!!?

 

 

อลิซ : 0_0

 

เสียงโวยของผมทำให้อลิซสะดุ้งและเงียบไป เธอคิดว่าเธอคงทำให้ผมโกรธเข้าซึ่งผมก็โกรธจริงๆในตอนแรกแต่เมื่อเริ่มได้สติผมก็กล่าวกับเธอไป

 

ฮาซุย : ผมขอโทษ

 

ด้วยความไม่วางใจของผมในตอนนั้น ทำให้ผมตัดสินที่จะเก็บกล้องนั้นไว้กับตัวโดยการใส่มันเข้ามาในเสื้อตัวเองแล้วเดินออกไปนอกบ้าน

 

อลิซ : ชั้น..ทำอะไรผิดเหรอค่ะ ?

 

 

จิมมี่ : ฮาซุยเขาหวงกล้องนั้นเป็นพิเศษหนะ เดี๋ยวเธอก็ชิน

 

อลิซ : ...เหรอค่ะ ?

 

 

เกรด้า : เอาน่าๆ เขาก็ไม่ได้โกรธอะไรเธอจริงจังซักหน่อย มาๆอลิซ ชั้นไปได้เมล็ดพืชมาแล้ว ช่วยปลูกให้ชั้นดูและสอนชั้นหน่อยนะ ^_^

 

 

เกรด้าพูดพร้อมชูถุงใส่เมล็ดพืชหลายชนิดขึ้นมา ทั้งฟักทอง แตงโม พริก กะหล่ำ และอื่นๆ

 

อลิซก็ยินดีพาเกรด้าไปดูวิธีการปลูกด้วยเลย ภายในบ้านใช้ชีวิตอยู่ตามปกติ ส่วนตัวผมได้เดินออกมานอกบ้านก่อนที่จะลองตรวจดูสถานะตัวเองดู

 

[ ชื่อ : ฮาซุย

 

นามสกุล : ( ไม่มี )

 

ฐานะ : ทาส

 

ระดับพลังอสูร : เจ้าพ่อมดระดับปัจฉิม lv.76

 

พลังชีวิต : 1100/1100

 

ความแข็งแกร่ง : 950

 

ความเร็ว : 760

 

พลังคอมมานด์ : ศิลปะ ]

 

ฮาซุย : ( พระเจ้า นี่เราจะเก่งเกินมนุษมนาไปแล้วนะเนี่ย =_= )

 

 

( ฮิตซู : ก็นายไม่ได้เป็นมนุษย์ธรรมดานี่~ ^_^ )

 

 

ฮาซุย : ( ผมว่าผมไปหาที่สงบๆนั่งอ่านกติกาเกมการแข่งดีกว่า )

 

 

( ฮิตซู : สนใจจะไปลงแข่งแล้วเหรอ ? =w= )

 

 

ฮาซุย : ( แน่นอน ผมว่ามันก็ไม่ได้แย่ อาจจะดีด้วย...ถ้าหากผมทำสำเร็จอะนะ )

 

 

ผมคิดทิ้งท้ายก่อนที่จะไปนั่งบนม้านั่งตัวนึง และอ่านรายละเอียดบยกระดาษบอกกติกาเกมที่คุณเมลฟาสเอามาให้ผมเมื่อวานนี้

 

กติกาที่ควรรู้ก่อนลงแข่งเกม kill them up ( ฆ่าแม่งเลย )

 

1.เกม kill them up เป็นเกมที่ได้รับแรงบรรดาลใจจากเกม killing เพราะมันเป็นเกมที่ผู้เล่นต้องผ่านอุปสรรคโดยต้องอาศัยทั้งสมองและกำลังรวมไปถึงผู้เล่นคนอื่นด้วยกันเอง และแน่นอนว่าในหลายๆคนที่แพ้เกมด่านไหนจุดจบของพวกเขาคือความตายสุดโหด

 

2.เกม kill them up อนุญาตให้ผู้ลงแข่งสามารถเอาทาสเข้ามาร่วมเล่นเป็นผู้ช่วยได้คนนึง

 

3.ถ้าหากว่าผู้เล่นที่มีทาสเอามาร่วมเล่นเกิดแพ้และในการแข่ง ทาสคนที่เอามาจะถูกนำไปเป็นทาสในปราสาทท่านคิซูกิและถูกจัดให้เป็นสมบัติของปราสาททันที

 

4.ผู้เล่นสามารถนำอุปกรณ์ทุกชนิดเข้าไปในเกมการแข่งได้ยกเว้นคอมมานด์บล็อคกับยาพิษ

 

5.ผู้เล่นสามารถสละสิทธิ์การแข่งได้เมื่อผ่านเกมที่ตัวเองกำลังแข่งอยู่แล้วมีชีวิตรอดมาได้แล้วเป่าประกาศว่าตัวเองยอมแพ้ ก็จะถูกดึงออกนอกสนามทันที

 

6.เกมนี้จะมีผู้ชนะเพียงคนเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้นควรคิดดีๆก่อนมาลงแข่งและถ้าลงแล้วคุณก็ต้องแน่ใจว่าจะไม่ใจอ่อนไม่กล้าฆ่าคนอื่น เพราะในเกมนี้คุณต้องฆ่าศัตรูของคุณแม่งทิ้งซะ

 

 

และนี่คือกฏทั้ง 6 ข้อของเกมการแข่ง ซึ่งพอผมอ่านจบผมก็ยิ้มดีใจออกมาที่มันไม่มีกฏห้ามไม่ให้มนุษย์ลงแข่ง เพราะทางด้านผู้สร้างเกม(ท่านคิซูกิ)ก็คงไม่คิดว่าจะมีมนุษย์มาลงแข่ง

 

หนำซ้ำมนุษย์คนนั้นก็ไม่ใช่ทาสอีกแล้วด้วย แต่เป็นมนุษย์ที่เป็นอิสระที่จะมาประกาศศักดาแด่มนุษยชาติ!

 

ฮาซุย : ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ!

 

 

ว่าแล้วผมก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาทำเอาพวกอสูรพันธ์หลายตัวพากันมองมาที่ผม

 

 

"เด็กนั่นเป็นอะไรของมันหวะ ? =_="

 

 

"ไม่รู้ดิ สงสัยจะสติไม่สมประกอบมั้ง"

 

 

"อย่าไปยุ่งกับมันเลย"

 

 

ฮาซุย : ชะ ( ทำไมทุกคนถึงพากันมองมาที่เราวะ ? หรือว่าเราหัวเราะเสียงดังเกินไปเหรอ ? )

 

( ฮิตซู : ก็เออซิ ชั้นอายแทนเลยรู้ไหมเนี่ย ? =_= )

 

 

ฮาซุย : ( จะว่าไปแล้วการแข่งในครั้งนี้มันก็เป็นการแข่งของพวกอสูรพันธ์เสียส่วนใหญ่ด้วยซิ ถ้าหากว่าผมเข้าไปในการแข่งนั้นก็จะกลายเป็นมนุษย์คนเดียวในการแข่ง เป็นตัวเด่นของงานและอาจโดนพวกอสูรพันธ์หมายหัวเป็นเป้าหลักที่จะจัดการทิ้งอันดับแรกเลยก็ได้ ผมคงต้องประมาทไม่ได้ซะแล้ว )

 

 

( ฮิตซู : คิดรอบคอบดีหนิ )

 

 

ฮาซุย : ( จะว่าไป ถ้าหากว่าผมมีอาวุธคอมมานด์ก็จะทำให้ผมใช้พลังได้ดีขึ้นใช่ไหมครับ ? แล้วผมจึไปหาซื้ออาวุธได้จากไหนหละ ? )

 

 

( ฮิตซู : นายไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้อหรอกเจ้าหนู นานมีสิ่งที่จะมาเป็นอาวุธคอมมานด์ได้แล้ว )

 

 

ฮาซุย : อะไรอะ ?

 

ผมถามเพราะผมยังไม่เห็นอะไรที่จะมาเป็นอาวุธให้ผมได้เลย ก่อนที่ผมจะเกิดนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ล้วงมือไปหยิบกล้องถ่ายรูปของผมขึ้นมา

 

ฮาซุย : ( เจ้านี่เหรอ ? )

 

 

( ฮิตซู : อาวุธคอมมานด์ไม่จำเป็นต้องเป็นอาวุธเสมอไป ของใช้ธรรมดาๆทั่วไปถ้าหากนายส่งต่อพลังให้มันเชื่อมต่อกับพลังนายได้มันก็สามารถกลายเป็นอาวุธคอมมานด์ของนายได้แล้ว )

 

 

ฮาซุย : ( อย่างงี้นี้เอง แล้วผมจะต้องส่งต่อพลังไปให้มันได้ไง ? )

 

( ฮิตซู : นายต้องไปในที่ๆมีคนลับตามากกว่านี้ )

 

 

หลังจากนั้นผมก็เข้ามาในป่าซึ่งเป็นที่ลับตาคนมากพอแล้ว คุณฮิตซูก็สอนผมเกี่ยวกับการส่งต่อพลังเชื่อมต่ออาวุธคอมมานด์

และผมก็ทำตามที่เขาแนะนำทุกอย่าง ผมนั่งพับเพียบลงกับพื้น วางกล้องนั้นไว้ตรงหน้า จากนั้นก็ปล่อยพลังคอมมานด์ตัวเองออกมาเป็นน้ำหมึกวาดเป็นรูปดาวบนพื้นล้อมรอบกล้องถ่ายรูปเอาไว้

 

จากนั้นก็ยื่นมือไปอยู่เหนือมัน แล้วควบคุมให้พลังที่ตัวเองปล่อยทิ้งไว้เป็นรูปดาวลอยขึ้นมากลางอากาศ

 

จากนั้นต้องคุมพลังให้มันหมุนเป็นวงกลม คุมให้มันหมุนไปเรื่อยๆจนกระทั่งเกิดเป็นแสงสว่างขึ้นมาและมีความร้อนมากพอ

 

( ฮิตซู : ตอนนี้แหละ )

 

ฮาซุย : ย้ะ!

 

 

 

พู้มมมมมมมม!!

 

ผมก็ได้คุมให้น้ำหมึกพวกนั้นลงไปทับกล้องถ่านรูปของผม เกิดเป็นแรงระเบิดกระจายตัวออกเป็นวงกว้าง ต้นไม้ที่อยู้รอบตัวผมละลายกลายเป็นหมึกสีดำหบายต้น พื้นที่ป่าถูกกวาดล้างเป็นพื้นที่โล้นกว้างรัศมีวงกลม

 

ร่างของผมได้รับผลกระทบจากการระเบิดของพลังนิดหน่อยทำให้ผมกระเด็นุอยหลังมาตลบนึง

 

เมื่อฝุ่นควันจางลง ผมก็เดินไปยังจุดที่ผมได้ทำพิธีเชื่อมต่อพลังกับอาวุธและได้ปรากฏให้เห็นกล้องถ่ายรูปสีดำที่ตอนนี้รอบๆของมันมีลวดลายเป็นเปลวไฟสีรุ้งขึ้นมา เลนส์ของมันดูดีขึ้นและสะท้อนกับแสงแดดเป็นสีรุ้ง ทุกอย่างบนตัวมันดูเท่ห์สง่าขึ้นมาก ืจากกล้องถ่ายรูปราคาถูกธรรมดา เมื่อมองดูแล้วมันราวกับกล้องราคาเป็นหมื่น

 

ฮาซุย : นี่ผมทำมันเสร็จแล้วเหรอ ?

 

 

ผมเอ่ยถามออกมาโดยไม่ได้พูดกับฮิตซูในความคิดเพราะกพลังตะลึงกังสิ่งที่เกิดขึ้นบวกกับที่ว่าผมอยู่ที่นี่คนเดียวถึงเอ่ยปากพูดไปก็ไม่มีใครเห็นหรอก

 

( ฮิตซู : ใช่แล้ว ตอนนี้กล้องนี่มันคืออาวุธคอมมานด์ของนายแล้ว แต่เอาตรงๆนะ ตลอดชีวิตของชั้น ชั้นไม่เคยเจอใครที่สามารถเชื่อมต่ออาวุธได้ขนาดนี้มาก่อนเลย )

 

 

ฮาซุย : หมายความว่าไง ?

 

( ฮิตซู : แรงระเบิดตอนนายเชื่อมพลังกัลอาวุธคอมมานด์เมื่อกี้ มันรุนแรงพอๆกับของโนเว็นหรือของคิซูกิเลยนะ ตอนแรกชั้นไม่คิดเลยด้วยซ้ำว่ามันจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้กับมนุษย์อย่างนายเลยไม่ได้เตือนให้นายถอยห่างออกมาหน่อยไง )

 

เมื่อผมได้ยินแบบนั้นผมก็รู้สึกแปลกใจและรู้สึกงงไม่แพ้คุณฮิตซู ผมหยิบกล้องขึ้นมา รอบๆของมันอุ่นพอควรเพราะพึ่งพิธีกรรมมา

 

ฮาซุย : แล้วผมจะรู้ได้ยังไงว่าเจ้ากล้องนี่มันมีความสามารถอะไร ?

 

 

( ฮิตซู : นายก็ต้องหาคำตอบด้วยตัวเอง ไม่ลองไปหาคำตอบกับพวกมอนเสตอร์ในป่าดูหละ )

 

 

ฮาซุย : ( จริงเนอะการฟาร์มคือชีวิตแสนสุข ^_^ )

 

 

ผมคิดแล้วก็ก้าวขาวิ่งเข้าป่าเพื่อหามอนเสตอร์มาทดสอบพลังแต่เมื่อวิ่งมาเรื่อยๆกลับไม่พบมอนเสตอร์ให้ล่าแต่ดันไปเจอกับอสูรพันธ์สองตัวใส่ชุดพนักงานสีเขียวมาจากหน่วยสืบสวน

 

ทำให้ผมรีบหลบหลังต้นไม้ทันทีก่อนโดนเห็น ซึ่งผมก็ได้แอบเอี้ยหูฟังขณะหลบอยู่ด้วยและผมก็ได้ยินจากปากของพวกนั้นมาว่า

 

"นายดูนี่ซิ ที่ตัวของมอนเสตอร์ตัวนี้มีลอยน้ำหมึกอีกแล้ว"

 

 

"นี่มันมอนเสตอร์ตัวที่ 68 ในป่านี้แล้วนะ ไอ้อสูรพันธ์ที่มันทำเรื่องนี้มันกะจะฆ่าล้างมอนเสตอร์ในป่านี้ให้เหี้ยนเลยรึไง ?"

 

 

อสูรพันธ์สองตัวนั้นพูดเชิงบ่นออกมา ผมที่ได้ยินแบบนั้นและมองไปที่สภาพศพมอนเสตอร์ผมก็รู้ได้ทันทีว่ามันเป็นศพของมอนเสตอร์ตัวเก่าที่ผมเคยฆ่าทิ้งไป ตอนนี้ร่างของมันเน่าแล้วและมีอีแร้งมาจิกกิน

 

แต่ถึงอย่างงั้นมันก็ยังคงมีร่องรอยการถูกฆ่าด้วยพลังคอมมานด์ของผมปรากฏชัดเจน แต่ที่ทำให้ผมตกใจยิ่งกว่าคือจำนวนมอนเสตอร์ที่ผมได้ฆ่าไปที่ผมได้ยินมาเมื่อกี้นี้!

 

68 ตัว!? นี่เราฆ่าไปเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ!?

 

ฮาซุย : ( คุณฮิตซู ที่คนพวกนั้นพูดหนะจริงเหรอ ? ผมฆ่าไปเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ ? )

 

 

( ฮิตซู : เช็คจากประวัติการฟาร์มของนาย ใช่ คิดว่าทำไมเลเวลตัวเองพุ่งสูงได้ขนาดนี้หละ ? =_= )

 

 

ฮาซุย : ( แล้วคนพวกนี้มาทำไม ? ดูเขาไม่พอใจเอาเสียเลยนะ )

 

 

( ฮิตซู : ก็แหงหละ อสูรพันธ์และมนุษย์หลายคนเขาก็ต้องการจะฟาร์มเลเวลเหมือนกันนะเฮ้ย แต่นายเล่นมากวาดล้างบางไปเกือบหมดป่า ไม่แปลกหรอกที่ทางการจะส่งคนมาตรวจ )

 

 

ฮาซุย : ( ผมว่าเรารีบไปกันดีกว่า )

 

ผมตัดสินใจที่จะหนีออกมาก่อนจะถูกเจอตัว เมื่อออกมานอกเขตป่าและมาอยู่ในเมืองได้ผมก็ออกมาเดินในเมืองตามปกติ แต่แล้ว

 

"ย้า!"

 

 

พัวะ!!

 

 

จู่ๆก็มีอสูรพันธ์ที่มีร่างกายเป็นหินลาวา และมีหางเป็นแมงป่อง มันมีลักษณะคล้ายกับตัวที่เป็นเจ้านายเก่าของอลิซเมื่อวานนี้

 

แต่มันตัวใหญ่กว่าและก็มีโครงหน้าที่ต่างออกไป แล้วจู่ๆมันก็พุ่งตรงมาชนใส่ผมจนร่างผมกระเด็นกลิ้งไปอย่างกับลูกขนุนจนผมลุกขึ้นอย่างยากลำบาก

 

ก่อนที่อสูรพันธ์ตนนั้นจะชี้หน้าผมแล้วถามเสียงดังลั่น

 

"แกใช่ไหมที่ทำร้ายน้องชายชั้นเมื่อวาน!?"

 

น้ำเสียงของมันดูเกรี้ยวกราดมสก ผมเดาได้เลยว่ามันต้องเป็นพี่ชายของอสูรพันธ์ตนเมื่อวาน สงสัยมันจะเอาเรื่องของผมตอนที่แหย่หูมันไปฟ้องพี่แล้วพี่ก็มาล้างแค้นแทน

 

ไม่แน่จริงนี่หว่า =_=

 

ผมลุกขึ้นประจันหน้ากับมันพร้อมทำหน้าจริงจังใส่มันอย่างไม่เกรงกลัว พอมันเห็นแบบนั้นก็หัวเราะออกมา

 

"โอ้โห ใจกล้าอย่างที่น้องชายชั้นบอกจริงๆ ว่าแต่...แกใช่ไหมที่ทำให้แก้วหูน้องชายชั้นฉีกหนะหะ!?"

 

 

มันพูดแบบเอาเรื่องพร้อมออกแรงเกร็งกล้ามทำให้พื้นดินที่มันยืนอยู่เกิดทรุดตัวขึ้น

 

ผมได้ตรวจสถานะของมันดูทำให้ผมรู้ว่ามันมีพลังคอมมานด์สีแดง ที่มีชื่อว่า"ผลัก" เป็นความสามารถที่ทำให้มันสามารถปล่อยพลังออกมาผลักหรือกดสิ่งต่างๆจากเท้าได้

 

เจ้าหมอนี่มันไม่มีอาวุธคอมมานด์อยู่แต่ผมมี การเอาชนะมันคงไม่ยากนัก

 

( ฮิตซู : ตอนนี้แหละเจ้าหนู ืได้เวลาใช้อาวุธคอมมานด์แล้ว )

 

 

ฮาซุย : ครับ

 

ผมขานรับพร้อมหยิบกล้องออกมาแต่ไม่ทันที่จะได้ดึงกล้องออกจากเสื้อ

 

"คิดจะหยิบอาวุธเหรอ!? ฝันไปเถอะ!"

 

 

พุ้ม~! พัก!!

 

ฮาซุย : โอ้ย!?

 

เจ้าอสูรพันธ์ตนนั้นได้ใช้พลังของมันผลักตัวผมจนลอยกระเด็นไสลด์ไปกับพื้น ผมกะอักออกมาเล็กน้อยก่อนลุกขึ้น พอมันจะใช้พลังใส่ผมอีกรอบผมจึงสร้างน้ำหมึกขึ้นบนพื้นแล้วทำการวิ่งไสลด์ตัวเองไปกับพื้นที่มีน้ำหมึกทำให้การเคลื่อนที่ของผมมันรวดเร็วและลื่นไหลราวกับเล่นเสก็ต

 

มันพยายามใช้พลังผลักให้โดนผมแต่พลังของมันก็จะไปโดนร้านค้าหรือบ้าเรือนเสียส่วนใหญ่จนทำให้เกิดความเสียหาย

 

ผมพยายามอ้อมไปข้างหลังมันแต่อสูรพันธ์ตัวนี้มันก็ไม่ยอมหันหลังให้ผมเลย

 

ฮาซุย : ไม่ยอมหันหลังให้เหรอ ? ..ไม่เป็นไร!

 

 

ผมได้สร้างทานน้หมึกแบบงัดขึ้นข้างบนทำให้ตัวผมพุ่งไสลด์ลอยขึ้นไปบนฟ้า ก่อนที่ผมจะสร้างดาบน้ำหมึกและพุ่งลงมาจะเผด็จศึกได้อยู่แล้ว

 

พัก!!

 

ฮาซุย : โอ้ย!?

 

แต่มันก็ดันสะบัดมือมาปล่อยพลังผลักใส่ผมก่อน ผมไม่ได้ล้มลงนอนกับพื้นแต่ก็ลงไปอยู่กับพื้นในท่าคุกเข่าและเอามือกุมท้องตัวเองด้วยความจุก

 

ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้พวกอสูรพันธ์หลายตนพากันหยุดยืนดู โดยเฉพาะพวกทาสที่เป็นมนุษย์เพราะมันคือภาพของมนุษย์เด็กกำลังสู้กับอสูรพันธ์โดยไม่หวาดกลัวอะไร

 

"เก่งดีหนิเจ้าหนู แล้วแกจะเสียใจทีหลังที่มาหือกับชั้น"

 

 

ฮาซุย : ( จะเข้าก็เข้ามาเลย ชั้นจะได้ใช้แกเป็นตัวประกาศศักดาให้มนุษย์ทาสแบบเราได้เห็นเป็นบุญตาบ้าง! )

 

 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว