ทั้งที่รู้สึกเกลียดตั้งแต่ยังไม่เคยเจอหน้า แต่สวรรค์กลับนำพาให้ทั้งคู่พานพบกัน

ตัดครั้งที่ 13

ชื่อตอน : ตัดครั้งที่ 13

คำค้น : ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน ตัดแขนเสื้อ ฟิคป๋อจ้าน อ้ายหมิง หานตง ซือเป่า 18+ นิยายวาย นิยายจีนย้อนเวลา

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 903

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 20 เม.ย. 2563 22:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตัดครั้งที่ 13
แบบอักษร

ตัดครั้งที่ 13 

 

“พวกเจ้ามาแล้วหรือ” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความปีติยินดีดังขึ้น เมื่อองค์ฮ่องเต้และติ้งตี้ไทเฮาเดินทางมาถึงตำหนักจงชุ่ยกงที่องค์ฮ่องเต้เตรียมไว้สำหรับเป็นที่ประทับของพระมารดา 

“ถวายพระพรเพคะเสด็จแม่” ติ้งตี้ไทเฮาทำความเคารพผู้เป็นพระมารดาของพระสวามี ด้วยความนอบน้อม 

“ถวายพระพรเสด็จย่า” องค์ฮ่องเต้เองก็ทำความเคารพเสด็จย่าของตัวเองด้วยความเคารพเช่นกัน 

“ไม่ต้องมากพิธี เดินทางมาเหนื่อยๆ เข้ามานั่งพักกันก่อนเถิด” ฟู่เจาอี๋ เสด็จย่าแท้ๆ ขององค์ฮ่องเต้ซึ่งในตอนนี้ได้เลื่อนขั้นเป็นถึง ‘ฟู่หวงไทไทเฮา’เอ่ยด้วยรอยยิ้ม 

“เจ้าเป็นเช่นไร เดินทางเหนื่อยหรือไม่” ฟู่หวงไทไทเฮาเข้ามาจับมือติ้งตี้ไทเฮาพลางสักถามด้วยความเป็นห่วง 

“ด้วยพระบารมีของเสด็จแม่ หม่อมฉันไม่เหนื่อยเพคะ” คนถูกถามน้อมรับความเป็นห่วงก่อนจะช่วยประคองฟู่หวงไทไทเฮาเข้าไปนั่งยังที่ประทับ 

“ของข้าอะไรกัน ของฝ่าบาทถึงจะถูก เจ้าช่างโชคดีนักมีบุตรชายกตัญญูเยี่ยงนี้” ฟู่หวงไทไทเฮายังคงเอ่ยด้วยรอยยิ้มก่อนจะรับถ้วยน้ำชามาดื่ม 

“เสด็จย่าทรงชมเกินไปแล้ว” องค์ฮ่องเต้น้อมรับคำชมก่อนจะเข้าไปประคองเสด็จแม่ของตนนั่งประจำที่บ้าง แล้วจึงเดินไปประทับยังตำแหน่งของตน 

“หากอาคังไม่อายุสั้น พวกเราคงได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา” ฟู่หวงไทไทเฮาเอื้อนเอ่ยถึงพระบิดาขององค์ฮ่องเต้หรือก็คือบุตรชายที่จากไป ก่อนจะต้องยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตา เมื่อนึกถึงโชคชะตาที่เล่นตลกกับตนและบุตรชาย 

“เสด็จย่าอย่าทรงเสียพระทัย ต่อไปหลานจะทำหน้าที่แทนเสด็จพ่อดูแลเสด็จย่าและเสด็จแม่ให้ดีที่สุดเอง” องค์ฮ่องเต้ให้คำมั่นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น 

“มีแต่ย่าและเสด็จแม่ของฝ่าบาทเท่านั้นที่หวังดีต่อฝ่าบาท ครอบครัวเรามีเพียงเท่านี้ ฝ่าบาทต้องทรงจำเอาไว้” ฟู่หวงไทไทเฮาเอ่ยย้ำพลางจับมือหลานชายของตนเอาไว้แน่น 

“ฝ่าบาททรงทราบดีเพคะ ว่าผู้ใดหวังดี หม่อมฉันมั่นใจในบุตรของตน เสด็จแม่มิต้องทรงกังวล” ติ้งตี้ไทเฮาเอ่ยเสริมด้วยความมั่นใจ 

“เจ้าเองก็เหน็ดเหนื่อยมามาก ข้าต้องขอบคุณเจ้าจริงๆ ที่เลี้ยงดูหลานของข้าได้ดีเพียงนี้” ฟู่หวงไทไทเฮาหันไปเอ่ยชมลูกสะใภ้ 

“ขอบพระทัยเพคะ” ผู้ถูกชมน้อมรับด้วยความนอบน้อม 

“ฝ่าบาทมีราชกิจมากมายนัก ข้าจึงอยากจะหาใครสักคนมาถวายการรับใช้ ลูกสะใภ้คิดเห็นเช่นไร” คุยกันไปคุยกันมาฟู่หวงไทไทเฮาก็เริ่มพูดถึงการรับพระสนม 

ด้วยอำนาจขององค์ฮ่องเต้ในยามนี้ยังทรงไม่เพียงพอ ต้องมีหวังไทหวงไทเฮาคอยว่าราชการหลังม่าน 

หากองค์ฮ่องเต้ต้องการหลุดพ้นจากการว่าราชการหลังม่านก็ต้องแสดงความเป็นผู้ใหญ่และความรับผิดชอบที่ตนมี 

การรับพระสนมหรือแต่งตั้งฮองเฮาและการมีทายาทก็คือวิธีหนึ่งในการพิสูจน์ตน และที่สำคัญสตรีที่จะมารับตำแหน่งเหล่านั้นต้องมาจากตระกูลที่มีอำนาจมากพอสนับสนุนพระองค์ 

“เสด็จแม่หมายตาผู้ใดเอาไว้หรือเพคะ” ติ้งตี้ไทเฮาเอ่ยด้วยความอย่างรู้ การที่ฟู่หวงไทไทเฮาเอ่ยออกมาเช่นนี้ย่อมมีสตรีในใจ 

“บุตรีใต้เท้าฟ่าน ฟ่านหยู่เยียนเป็นเช่นไร” ฟู่หวงไทไทเฮาที่ต้องการให้ตระกูลฟู่ของตัวเองเข้ามามีอำนาจจึงหวังจะให้คนของตนเข้ามาถวายการรับใช้ 

“บุตรีใต้เท้าฟ่าน ฟ่านหยู่เยียน” ติ้งตี้ไทเฮาทวนซ้ำ ถึงพระนางจะอาศัยอยู่ที่เมืองติ้งเถา แต่พอจะรู้อยู่บ้างว่าใครเป็นใคร ซึ่งใต้เท้าฟ่านนั้นก็คือหนึ่งในเครือญาติของฟู่หวงไทไทเฮา 

ดังนั้น การให้บุตรีของใต้เท้าฟ่านเข้ามาถวายตัวเป็นพระสนมย่อมเป็นผลดีไม่น้อย 

“หม่อมฉันเห็นด้วยกับเสด็จแม่เพคะ” ติ้งตี้ไทเฮาจึงเห็นดีเห็นงามโดยไม่มีข้อขัดแย้งใดๆ 

“ฝ่าบาทเล่า พอพระทัยหรือไม่ หากไม่พอพระทัยบอกย่าได้ ย่าจะไม่บังคับ” คำถามเหมือนใส่ใจ แต่คนฟังกลับรู้ดีว่าไม่สามารถขัดได้ 

“หลาน...” 

 

“ฝ่าบาท ขอทรงประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ” องค์ฮ่องเต้ยังไม่ทันจะได้ตอบคำถามก็ต้องมีอันชะงัก เมื่อกงกงคนสนิทเข้ามาขัด 

“มีสิ่งใดหรือ?” 

“จิงกงกงจากตำหนักฉู่ซิวกงขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” เหลากงกงรีบรายงานนามของผู้มาขอเข้าเฝ้าในทันที 

“เชิญเข้ามา” องค์ฮ่องเต้รีบอนุญาต เมื่อได้ยินชื่อของกงกงที่คอยรับใช้ ‘หวังฮองไทเฮา’ ซึ่งในตอนนี้เลื่อนยศขึ้นเป็น ‘หวังไทหวงไทเฮา’ ผู้มีศักดิ์เป็นเสด็จย่าเลี้ยงของตน 

“ถวายพระพรฝ่าบาท ฟู่หวงไทไทเฮา ติ้งตี้ไทเฮา พ่ะย่ะค่ะ ของจงทรงพระเจริญ” ผู้มาใหม่ทำความเคารพบุคคลทั้งสาม ในทันทีเมื่อก้าวเท้าเข้ามาภายในห้อง 

“จิงกงกงมีสิ่งใดหรือ” องค์ฮ่องเต้เอ่ยถามด้วยความเกรงใจ 

“หวังไทหวงไทเฮาทรงเป็นห่วงติ้งตี้ไทเฮาจะเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง จึงให้กระหม่อมนำโสมพันปีมาถวายพ่ะย่ะค่ะ” จิงกงกงเอ่ยพลางนำกล่องที่บรรจุโสมอยู่ด้านในมาถวายต่อติ้งตี้ไทเฮา 

“หวังไทหวงไทเฮาทรงมีพระเมตตายิ่งนัก” ติ้งตี้ไทเฮาน้อมรับด้วยความเคารพ 

“หวังไทหวงไทเฮายังทรงรับสั่งอีกว่าหากฝ่าบาทและติ้งตี้ไทเฮา ทรงหายเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง พระนางขอเชิญไปเสวยเครื่องว่างที่ตำหนักฉู่ซิวกงพ่ะย่ะค่ะ” คำเชิญที่ได้ยินทำให้องค์ฮ่องเต้และผู้เป็นมารดามีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก 

“เจ้าทั้งสองไปเข้าเฝ้าหวังไทหวงไทเฮาเถอะ ข้าเองก็จะกลับตำหนักเช่นกัน” ฟู่หวงไทไทเฮาเอ่ยพลางลุกขึ้นยืน 

“น้อมส่งเสด็จ เสด็จย่า” 

“น้อมส่งเสด็จเพคะ เสด็จแม่” 

องค์ฮ่องเต้และพระมารดารีบลุกขึ้นน้อมส่งเสด็จ เมื่อกงกงผู้ถวายการรับใช้เข้ามาช่วยประคองฟู่หวงไทไทเฮา 

“เชิญฝ่าบาทและติ้งตี้ไทเฮาพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อฟู่หวงไทไทเฮาเสด็จออกจากตำหนัก จิงกงกงก็ทำหน้าที่นำทางบุคคลทั้งสองไปยังตำหนักฉู่ซิวกงที่ประทับของหวังไทหวงไทเฮาทันที 

 

ณ ตำหนักของผู้เป็นใหญ่ที่สุดในฝ่ายใน หวังไทหวงไทเฮานั่งจิบน้ำชารอองค์ฮ่องเต้และติ้งตี้ไทเฮาอยู่ภายในห้องรับรอง ด้วยท่าทางไม่ทุกข์ร้อนใดๆ 

“ฝ่าบาทเสด็จ” จนเมื่อกงกงประจำประตูขานขึ้น พระนางก็วางถ้วยชาในมือลง 

“ถวายพระพรเสด็จย่า” องค์ฮ่องเต้ทำความเคารพผู้มีศักดิ์เป็นย่าเลี้ยงของตนด้วยความนอบน้อม 

“ถวายพระพรหวังไทหวงไทเฮา ขอพระองค์ทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” ติ้งตี้ไทเฮาผู้มีตำแหน่งต่ำกว่าถวายความเคารพตามแบบแผนพิธีด้วยท่าทางแสนสง่างาม 

“ไม่ต้องมากพิธี เชิญพวกเจ้านั่งลงก่อน” หวังไทหวงไทเฮาเอ่ยพลางผายมือให้ทั้งสองคนนั่งลงยังตำแหน่งของตน 

“เดินทางเป็นเช่นไรบ้าง พวกเจ้ายังเหน็ดเหนื่อยอยู่หรือไม่” สุรเสียงราบเรียบเอ่ยถามอย่างเป็นกันเอง 

“ด้วยพระบารมีของหวังไทหวงไทเฮา หม่อมฉันมิเหน็ดเหนื่อยอันใดเพคะ” ติ้งตี้ไทเฮายังคงสงวนท่าทางได้อย่างสง่างามไม่มีขาดตกบกพร่อง 

“ข้ามิแปลกใจเลย ไยฝ่าบาทถึงสง่างามเยี่ยงนี้ เพราะได้รับการเลี้ยงดูมาจากเจ้านี่เอง” หวังไทหวงไทเฮาเอ่ยชมก่อนจะส่งสัญญาณให้นางกำนัลนำเครื่องว่างมาถวาย 

“ข้าได้ขนมมาจากใต้เท้าหวัง อยากให้พวกเจ้าได้ลิ้มชิมรส ถือว่าเป็นการต้อนรับเล็กๆ จากข้าก็แล้วกัน” 

“ขอบพระทัยเพคะหวังไทหวงไทเฮา” 

“ขอบพระทัยเสด็จย่าที่ทรงเมตตา” องค์ฮ่องเต้เอ่ยอย่างนอบน้อมก่อนจะสังเกตเห็นว่านางกำนัลที่นำเครื่องว่างมาถวายให้ตนนั้น แต่งตัวแตกต่างจากผู้อื่น 

...มิใช่นางกำนัล ดูจากเครื่องประดับ แพรพรรณที่สวมใส่ ทรงผมและเครื่องหอม น่าจะเป็นคุณหนูสูงศักดิ์จากตระกูลใดสักตระกูล 

 

“หวังเยี่ยนมาทางนี้” 

เมื่อเห็นสตรีผู้นั้นเดินไปตามเสียงเรียก องค์ฮ่องเต้ก็พอจะเดาได้แล้วว่า หวังไทหวงไทเฮากำลังคิดทำสิ่งใด 

“นี่หวังเยี่ยน บุตรีของใต้เท้าหวัง” หวังไทหวงไทเฮาทำหน้าที่เปิดทางให้หญิงสาวแนะนำตัว 

“หวังเยี่ยนถวายพระพรฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” 

“หวังเยี่ยนถวายพระพรติ้งตี้ไทเฮา ขอพระองค์ทรงพระเจริญ พันปี พันพันปี” 

หญิงสาวถวายพระพรบุคคลทั้งสองด้วยท่าทางอ่อนช้อยสมกับที่ได้รับการสอนสั่งมาอย่างดี 

“ฝ่าบาทคิดเห็นเช่นไร หากย่าจะให้หวังเยี่ยนเข้าวังมาอยู่เป็นเพื่อนพูดคุย” 

หวังไทหวงไทเฮาเอ่ยความต้องการของตัวเอง ซึ่งก็ตรงกับสิ่งที่องค์ฮ่องเต้คิดเอาไว้ไม่มีผิดเพี้ยน 

“เรื่องของฝ่ายใน เสด็จย่าย่อมมีสิทธิ์ตัดสินใจ หลานมิควรเข้าไปก้าวก่าย” องค์ฮ่องเต้ใช้วิธีไม่ตอบรับ ไม่ปฏิเสธ 

“เจ้าเล่าคิดเห็นเช่นใด” หวังไทหวงไทเฮาหันมาถามติ้งตี้ไทเฮาบ้าง 

“หม่อมฉันเห็นด้วยกับฝ่าบาทเพคะ” ติ้งตี้ไทเฮาทำได้แค่เออออตามทั้งที่รู้ดีถึงความต้องการของหวังไทหวงไทเฮา 

“ฝ่าบาทเองก็ต้องมาหาย่าที่ตำหนักบ่อยๆ อย่าให้หวังเยี่ยนรู้สึกเหงาล่ะ” หวังไทหวงไทเฮาสรุปก่อนจะหันไปหาขนมในจาน พร้อมเอ่ยชวนองค์ฮ่องเต้และติ้งตี้ไทเฮาสนทนาเรื่องอื่นต่อไป 

โดยมีหวังเยี่ยนถวายการรับใช้องค์ฮ่องเต้ไม่ห่าง ไม่ได้รับรู้เลยว่าผู้เป็นเจ้าอยู่หัวนั้นกำลังรู้สึกเช่นไร 

...ถูกยัดเยียดสตรีจากทั้งสองตระกูลพร้อมกันแบบนี้ 

...มันช่างน่าเบื่อหน่ายเสียจริง 

 

“ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องจะกราบทูลพ่ะย่ะค่ะ” จิงกงกงที่ตามมาส่งยังหน้าตำหนักเอ่ยขึ้น เมื่อทั้งสองพระองค์กำลังจะขึ้นพระเกี้ยวเสด็จกลับยังตำหนักของตน 

“เสด็จแม่กลับตำหนักก่อนเถิด ลูกคุยกับจิงกงกงเสร็จก็จะกลับตำหนักของลูกเช่นกัน” องค์ฮ่องเต้ส่งพระมารดาขึ้นพระเกี้ยวก่อนจะส่งเสด็จ 

“เช่นนั้นแม่ก็ขอทูลลา” ติ้งตี้ไทเฮาเอ่ยก่อนที่พระเกี้ยวจะเคลื่อนตัวออกไป 

“จิงกงกงมีสิ่งใดหรือ” องค์ฮ่องเต้เอ่ยขึ้นเมื่อพระเกี้ยวของพระมารดาเคลื่อนออกไปได้ไกลพอสมควร 

“สิ่งที่กระหม่อมจะกราบทูลมิควรสนทนาที่นี่ เชิญฝ่าบาทไปยังพระราชอุทยาน จะเหมาะสมกว่าพ่ะย่ะค่ะ” จิงกงกงเอ่ยก่อนจะนำทางไป 

 

“จิงกงกงบอกเราได้หรือยังว่ามีสิ่งใด” องค์ฮ่องเต้ถามขึ้น เมื่อเขาทั้งคู่เดินเข้าไปในพระราชอุทยานเพียงแค่สองคน 

“หวังไทหวงไทเฮาให้กระหม่อมมากราบทูลฝ่าบาท เรื่องการสวรรคตของอดีตฮ่องเต้พ่ะย่ะค่ะ” 

“การสวรรคตของอดีตฮ่องเต้ อย่างนั้นหรือ?” องค์ฮ่องเต้เอ่ยย้ำด้วยความไม่เข้าใจ 

“หวังไทหวงไทเฮาทรงสงสัยว่าอดีตฮ่องเต้ ไม่ได้สวรรคตด้วยอาการประชวร แต่ทรงเสวยพระโอสถเกินขนาดพ่ะย่ะค่ะ” ยิ่งจงกงกงเอ่ย ฮ่องเต้อ้ายหมิงก็ยิ่งไม่เข้าใจ 

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร” 

“หมอหลวงได้ทำการตรวจสอบพบว่าการสวรรคตของอดีตฮ่องเต้เกิดจากการเสวยโอสถปลุกกำหนัดมากเกินไปพ่ะย่ะค่ะ” ประโยคนี้จิงกงกงเขยิบเข้ามาใกล้ก่อนจะกระซิบให้ได้ยินกันเพียงแค่สองคน 

“เจ้าเอาสิ่งใดมาพูด!” องค์ฮ่องเต้เหวลั่นด้วยความโมโหที่ราชขันทีกล้าหมิ่นพระเกียรติของอดีตอ่องเต้ 

“สิ่งที่กระหม่อมเอ่ยคือสิ่งที่หวังไทหวงไทเฮาทรงตรัส ไม่ใช่ความคิดของกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ” จิงกงกงรีบคุกเข่าของพระราชทานอภัยในทันที 

“ผู้ใด เสด็จย่าทรงสงสัยผู้ใด” ฮ่องเต้อ้ายหมิงสูดหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อระงับความโกรธก่อนจะเอ่ยถามออกไป 

“จ้าวเจาอี๋พ่ะย่ะค่ะ” ซึ่งคนถูกถามก็ตอบกลับมาตามตรง 

“เสด็จแม่รองจ้าวอย่างนั้นหรือ” องค์ฮ่องเต้ทวนซ้ำ ก่อนจะหวนนึกถึงค่ำคืนนั้น อดีตฮ่องเต้ที่พระวรกายทรงแข็งแรงขึ้นมากกลับทรงสวรรคตที่ตำหนักของจ้าวเจาอี๋ โดยไม่มีใครคาดคิด 

“กระหม่อมสืบทราบมาอีกว่า ในคืนนั้นมีบุคคลภายนอกแอบเข้ามาภายในวัง หวังไทหวงไทเฮาจึงสงสัยว่าคนผู้นั้นคือผู้ที่นำโอสถปลุกกำหนัดเข้ามาถวายต่อจ้าวเจาอี๋พ่ะย่ะค่ะ” จิงกงกงรีบทูลต่อในทันที 

“ใคร? แล้วทำไมเจ้าถึงมั่นใจว่าเป็นคนผู้นั้น” องค์ฮ่องเต้ทรงถามต่อด้วยความสงสัย 

“กระหม่อมรู้มาว่า เมื่อสองเดือนก่อนจ้าวเจาอี๋ให้ความช่วยชายผู้หนึ่งเข้ามาทำงานในวัง ตำแหน่งหลาง อยู่ที่ฝ่ายดูแลม้าทรงพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจึงค่อนข้างมั่นใจ” 

องค์ฮ่องเต้เริ่มเอะใจเมื่อได้ยินในสิ่งที่จิงกงกงเอ่ย ทำไมทั้งตำแหน่งและระยะเวลาเข้ามาทำงานของผู้ต้องสงสัยถึงได้ตรงกับหานตง 

“เจ้าได้กราบทูลเรื่องนี้ต่อเสด็จย่าหรือไม่” องค์ฮ่องเต้ลองหยั่งเชิงออกไป 

“กระหม่อมได้กราบทูลทุกอย่างต่อหวังไทหวงไทเฮาพ่ะย่ะค่ะ” ซึ่งจิงกงกงก็ตอบกลับมาตามตรง 

“เสด็จย่ามีความเห็นเช่นไร” องค์ฮ่องเต้เอ่ยถามต่อ เมื่อเริ่มรับรู้ว่าสิ่งที่หวังไทหวงไทเฮาต้องการนั้นไม่ใช่แค่การเอาผิดจ้าวเจาอี๋ 

“หวังไทหวงไทเฮาทรงตรัสว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ควรเปิดเผย” คนพูดกระตุกยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อ 

“หากฝ่าบาทไม่อยากให้บุรุษหนุ่มที่แอบเข้าไปในห้องทรงพระอักษรมีส่วนเกี่ยวข้อง ฝ่าบาทย่อมทรงทราบดีว่าควรทำเยี่ยงไร” เอ่ยจบคนตรงหน้าก็ประสานมือค้อมกายคารวะเจ้าเหนือหัวที่กำลังกำหมัดเอาไว้แน่น 

“กระหม่อมขอทูลลา” คนตรงหน้าเอ่ยคำลาก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้องค์ฮ่องเต้ตกอยู่ในห้วงความคิดของตัวเองเพียงลำพัง 

...หานตง ข้าควรทำเช่นไร 

...ข้าไม่อยากให้เจ้าเป็นอันตราย แต่ข้าก็ไม่อยากให้เจ้าห่างกายข้าเช่นกัน 

 

................................................ 

ตัดกลับมายังคอกม้าซึ่งในตอนนี้มีหนึ่งบุรุษผู้ซึ่งตั้งใจทำหน้าที่ของตนเองด้วยความขยันขันแข็ง 

“นี่ๆ เจ้าคิดว่าที่ฝ่าบาทตรัสหมายความว่าเยี่ยงไร” บุรุษผู้ซึ่งกำลังตั้งใจทำงาน ย่อตัวลงไปนั่งพร้อมใช้ไม้ขนาดพอดีในมือจิ้มเจ้าม้าที่กำลังเล็มกินหญ้า พลางเอ่ยถามปัญหาที่ค้างคาในใจ 

“ที่ฝ่าบาทตรัสแบบนั้น หมายความว่าข้าสำคัญมากใช่ไหม” หานตงยังคงเอื้อนเอ่ยกับม้าตรงหน้าต่อ ทั้งที่เจ้าม้าไม่มีการตอบรับใดๆ 

“ข้าไม่อยากเข้าข้างตัวเองนะ แต่ข้าก็อดคิดไม่ได้” คนพูดเอ่ยพลางเขี่ยดินไปมาพร้อมยกยิ้มอย่างมีความสุข 

“แต่ข้าก็ไม่ควรคิดเช่นนั้น ข้ายังจำได้ว่าหน้าที่ของข้าคือสิ่งใด” พอเอ่ยถึงตรงนี้น้ำเสียงของชายหนุ่มก็อ่อนลง ก่อนที่เขาจะต้องถอนหายใจ 

“เจ้าคิดว่าข้าควรทำยังไงดี” พอสรุปให้ตัวเองไม่ได้ก็ทำได้แค่ปรึกษากับม้า ซึ่งมันก็ทำเพียงแค่สะบัดหน้าหนีอย่างไม่ไยดี 

“เจ้าอย่ามาทำท่าทางแบบนี้ใส่ข้านะ หยุดกินเลย!” พอไม่รู้จะระบายกับอะไร เจ้าม้าตรงหน้าจึงถูกหาเรื่องซะงั้น 

 

“หานตง เจ้าทำสิ่งใดอยู่หรือ” 

คนที่กำลังทะเลาะกับม้าต้องสะดุ้งขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเรียกจากคนด้านหลัง 

“คารวะเหลากงกง” ชายหนุ่มรีบลุกขึ้นยืนประสานมือค้อมกายทำความเคารพอีกคนในทันที 

“เจ้ากำลังยุ่งอยู่หรือ ข้ามากวนเจ้าหรือไม่?” 

“ไม่ขอรับ ข้าไม่ได้ยุ่ง” หานตงตอบก่อนจะโยนเศษหญ้าในมือใส่เจ้าม้าที่กำลังทำหน้าเหมือนเยาะเย้ยตน 

“หากเป็นเช่นนั้น ล้างหน้าล้างตาแล้วตามข้ามา” ราชขันทีเอ่ยก่อนจะเดินนำออกไป 

“จะพาข้าไปไหนอีกเนี่ย” หานตงบ่นพึมพำกับตัวเองก่อนจะเดินตามหลังอีกคนไป 

 

“ฉอ-อา-งอ ฉางเร่อ” หานตงสะกดป้ายชื่อตำหนักตรงหน้าที่ถูกพามา ถ้าจำไม่ผิดที่นี่คือตำหนักทรงงานขององค์ฮ่องเต้มิใช่หรือ 

“ฝ่าบาท หานตงมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ไม่ต้องทบทวนว่าความจำตนยังดีอยู่ไหม เหลากงกงก็ทำการเฉลยในทันที เมื่อเขาทั้งคู่ก้าวเข้าไปด้านในตำหนัก 

“เข้ามา” สุรเสียงทรงอำนาจดังขึ้นก่อนที่ประตูตรงหน้าจะเปิดออกและปิดลง เมื่อเขาทั้งคู่ก้าวเข้าไปด้านใน 

“ถวายพระพรฝ่าบาท ของพระองค์ทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” หานตงไม่ลืมที่จะถวายพระพรเจ้าของแผ่นหลังตรงหน้าในทันที 

คนถูกทำความเคารพไม่ได้ตอบโต้ใดๆ อีกคนวางหนังสือในมือลงก่อนจะเดินไปนั่งยังที่ประทับ 

“จัดการได้” สิ้นรับสั่งหานตงก็ต้องสะดุ้งโหยง เมื่อถูกเหล่าขันทีเข้ามารุมถอดเสื้อผ้า 

“พวกท่านจะทำอะไร!” ชายหนุ่มเหวลั่นด้วยความตกใจ เมื่ออยู่ดีๆ ก็ถูกจับเปลื้องผ้า พอหันไปหาองค์ฮ่องเต้เพื่อขอคำตอบ อีกคนก็ทำเพียงแค่เท้าคางกับโต๊ะ นั่งมองเขาด้วยสายตาราบเรียบ 

“เฮ้ เดี๋ยวๆ” ยังไม่ทันจะหายงงชายหนุ่มที่พึ่งถูกเปลื้องผ้าก็ได้สวมใส่ชุดใหม่โดยไม่ต้องทำสิ่งใด 

“อืม ชุดต่อไป” เมื่อองค์ฮ่องเต้พยักหน้า หานตงก็ถูกจับเปลื้องผ้าเปลี่ยนชุดใหม่อีกครั้ง 

“ฝ่าบาท! พระองค์กำลังทำสิ่งใดอยู่” หานตงเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ 

“เจ้าอยู่เฉยๆ ชุดนี้ไม่เอา” องค์ฮ่องเต้เอ่ยบอกก่อนจะโบกมือให้เหล่าขันทีนำชุดต่อไปมาสวมให้ชายหนุ่ม 

หานตงถูกจับเปลื้องผ้าเปลี่ยนชุดไปมาอยู่หลายรอบ ในตอนแรกจากที่ตกใจก็เริ่มกลายเป็นทำใจ ใครจะใส่จะถอดอะไรก็ไม่ขัดขืน 

...ฝ่าบาท พระองค์ว่างมากรึไง ถึงได้จับข้ามาเป็นตุ๊กตาเปลี่ยนเสื้อผ้าไปมาเช่นนี้ 

 

ชายหนุ่มถูกจับเปลี่ยนเสื้อผ้าไปมาอยู่หลายรอบ จนถึงชุดสุดท้ายหานตงก็สังเกตเห็นว่าชุดที่สวมใส่นั้นคล้ายคลึงกับเหล่าขันทีที่ยืนอยู่ 

“ส่งชุดทั้งหมดไปที่จวนตระกูลต่ง” 

“ห่ะ?” หานตงรีบหันไปมองหน้าคนพูดในทันที 

“ทำไมหรือ เจ้าไม่พอใจสิ่งใด” องค์ฮ่องเต้ยังคงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ 

“กระหม่อมไม่ได้ไม่พอใจพ่ะย่ะค่ะ” หานตงส่ายหน้าไปมาก่อนจะเหลือบมองคนตรงหน้าที่ดูยังไงวันนี้ก็ไม่ปกติ 

“มานี่” องค์ฮ่องเต้เอ่ยขึ้นเมื่อเหล่าขันทีถอยออกไปยืนรออยู่ด้านนอกจนภายในห้องเหลือเพียงแค่เขาสองคน 

หานตงทำตามรับสั่งก้าวไปด้านหน้า แต่ก็เพียงไม่กี่ก้าว 

“มาใกล้ๆ ข้า” องค์ฮ่องเต้เอ่ยอีกครั้ง ซึ่งหานตงก็ยอมทำตามจนไปยืนต่อหน้าอีกคน 

“ฝ่าบาท พระองค์มีสิ่งใดไม่สบายพระทัยหรือ” หานตงตัดสินใจถามออกไป 

“หันหลังกลับไป” หานตงยังไม่ทันได้คำตอบก็ต้องทำตามรับสั่งของอีกคน ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าให้เขาหันหลังกลับทำไม 

“ฝ่าบาท!” แต่แล้วชายหนุ่มก็ต้องเหวลั่นเมื่อถูกอีกคนดึงลงไปนั่งบนตัก 

ชายหนุ่มแข็งทื่อในทันที เมื่อเอวของตนถูกสองมือขององค์ฮ่องเต้โอบกอด พอจะอ้าปากถามก็ต้องเงียบลง เมื่อแผ่นหลังรับรู้ถึงดวงหน้าของใครบางคนที่กำลังซบลงมา 

“ข้าขออยู่แบบนี้สักพัก” องค์ฮ่องเต้เอ่ยพลางกระชับกอดเอวของเขาเอาไว้แน่น 

“....” คนถูกกอดทำได้เพียงแค่นั่งนิ่งเมื่อรับรู้ถึงความกดดันจากอีกคน 

หานตงไม่รู้ว่าคนที่กำลังกอดตนอยู่นั้นไปพบเจอสิ่งใดมา เขารู้แต่เพียงว่าเขาไม่ชอบที่ฝ่าบาทเป็นแบบนี้ เขาไม่อยากทำให้พระองค์รู้สึกทุกข์ใจ 

ชายหนุ่มนั่งนิ่งสักพักก่อนจะจับมือทั้งสองที่กอดเอวของตนเอาไว้แล้วค่อยๆ แกะออก 

“ฝ่าบาท พระองค์รู้หรือไม่ ผู้ที่ถูกกอดย่อมได้รับพลังมากกว่าผู้กอด” เมื่อพูดจบชายหนุ่มก็ลุกขึ้นยืนแล้วหันไปกดอีกคนนอนราบลงไปกับที่ประทับ 

ยังไม่ทันที่องค์ฮ่องเต้จะได้ขัดขืนหรือประมวลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หานตงก็ตามขึ้นไปนอนเคียงข้างแล้วดึงเจ้าเหนือหัวผู้ต้องการกำลังใจมากอดเอาไว้แนบอก 

“พระองค์เคยตรัสเอาไว้ว่ากระหม่อมคือคนที่พระองค์อยู่ด้วยแล้วสบายใจมากที่สุด” หานตงเอ่ยก่อนจะต้องคลี่ยิ้มเมื่อคนในอ้อมกอดพยักหน้ากับแผ่นอกของตน 

“กระหม่อมกำลังทำหน้าที่นั้นพ่ะย่ะค่ะ” วงแขนของชายหนุ่มกระชับร่างในอ้อมกอดแน่นขึ้นส่งพลังให้อีกคน ก่อนจะได้การตอบรับเป็นวงแขนที่กอดตอบกลับมา 

มุมปากของหานตงยกสูงขึ้นเมื่อได้การตอบรับ รู้ตัวอีกทีก็เผลอจรดริมฝีปากลงบนกลุ่มผมของคนในอ้อมกอดเสียแล้ว 

ทั้งที่ตั้งใจเป็นฝ่ายให้กำลังใจ แต่กลับกลายเป็นว่าเขามีความสุขเสียอย่างนั้น 

...จะเป็นอะไรไหม หากข้าจะคิดว่านี่คือค่าจ้างที่ข้าควรได้รับ 

...และดูเหมือนว่าข้าจะได้กำไรเสียด้วยสิ 

 

หลังจากวันนั้นหน้าที่ของหานตงก็เปลี่ยนไป จากที่เคยดูแลม้า ในตอนนี้กลับต้องมาดูแลคนขี่ม้าแทน 

“ฝ่าบาท ถึงเวลาเสวยพระกระยาหารแล้วพ่ะย่ะค่ะ” 

“อืม” คนถูกเตือนวางฎีกาที่กำลังอ่านลงก่อนจะเอนหลังอย่างหมดแรง 

“ให้กระหม่อมนวดให้ไหม?” หานตงเดินเข้าไปซ้อนด้านหลังก่อนจะเอ่ยถาม 

“เจ้านวดเป็นด้วยหรือ” 

“เป็นพ่ะย่ะค่ะ” ชายหนุ่มพยักหน้ารับ ไม่อยากคุยในร่างเก่าเขารับจ้างนวดให้ผู้เฒ่าผู้แก่แถวบ้าน จนมีรายได้เป็นกอบเป็นกำเลยนะ 

“อืม...” เจ้าของหัวไหล่ที่หานตงกำลังออกแรงกดลงไปนั้น ส่งเสียงครางในลำคอเบาๆ เมื่อถูกจุดที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย 

“อ๊ะ...” ยิ่งออกแรงก็ยิ่งส่งเสียงให้คนได้ยินคิดเตลิดไปไกล 

ริมฝีปากที่กำลังเผยอออกจากกัน เปลือกตาสีนวลที่กำลังหลับตาพริ้ม ทำให้จินตนาการของใครบางคนนั้นไปไกลกว่าที่ควร 

“ฝ่าบาท...เสวยพระกายหารได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ” ชายหนุ่มดันร่างตรงหน้าให้นั่งตัวตรงก่อนจะรีบถอยออกไป 

...อันตราย อันตรายเกินไปแล้ว ข้ากำลังคิดสิ่งใดกัน 

 

“อยู่ดีๆ ทำไมเจ้าถึงหยุดนวด ข้ากำลังสบายเลย” ผู้ที่ไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังทำให้จิตอกุศลของใครบางคนทำงาน บ่นพลางลุกขึ้นยืนเพื่อตรงไปยังโต๊ะเสวยพระกายหาร เมื่อประทับลงประจำที่ กงกงห้องเครื่องก็จะทำหน้าที่ต่อไป หานตงจึงมีหน้าที่เพียงยืนคอยรับใช้อยู่ห่างๆ 

เมื่อเสร็จราชกิจในช่วงเช้าองค์ฮ่องเต้ก็ต้องเสด็จไปยังตำหนักฉู่ซิวกงเพื่อถวายพระพรหวังไทหวงไทเฮา 

การถวายพระพรนั้นใช้เวลาไม่นาน แค่ที่ทรงประทับอยู่ในตำหนักฉู่ซิวกงนานก็เพราะสตรีนามว่าหวังเยี่ยน 

หานตงที่ต้องคอยติดตามถวายการรับใช้ไปกับเหลากงกง จึงต้องเห็นภาพแบบนี้แทบทุกวัน ซึ่งทุกครั้งที่เห็นก็ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดในหัวใจทุกที 

“ฝ่าบาททรงโปรดชาดอกไม้หรือไม่เพคะ” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสดใส และฝ่าบาทก็ยิ้มรับ แต่ไม่รู้ทำไมหานตงกลับรู้สึกว่ารอยยิ้มนั้นจอมปลอม พระองค์ยิ้มเพียงแค่ริมฝีปากแต่ดวงตานั้นกลับไม่ยิ้มตาม 

...ไม่เหมือนกับตอนที่ 

คนถูกจ้องมองเงยหน้าขึ้นมาจากหญิงสาวก่อนจะสบตากับหานตงที่ยืนอยู่ ดวงหน้าขององค์ฮ่องเต้ประดับด้วยรอยยิ้มในทันทีเมื่อเขาทั้งคู่สบตากัน และนั่นคือรอยยิ้มที่หานตงได้รับทุกครั้งซึ่งมันช่างแตกต่างกับที่พระองค์มีให้สตรีผู้นั้นเหลือเกิน 

...รอยยิ้มนั้นไง รอยยิ้มที่มีให้เพียงแค่เขา 

 

“อ่ะ!” ชายหนุ่มร้องขึ้นก่อนจะยกมือทั้งสองตบแก้มตัวเพื่อเรียกสติ 

หานตงเจ้าไม่ควรคิดเช่นนั้น ฝ่าบาทกำลังจะรับพระสนมเอกถึงสองคน อีกหน่อยฝ่าบาทก็จะมีรัชทายาท ทรงต้องแต่งตั้งฮองเฮา นั่นคือสิ่งที่เขาควรสนับสนุนให้ดำเนินต่อไปมิใช่หรือ 

ทั้งที่คิดแบบนั้น แต่ทำไมข้าต้องเจ็บปวดทุกทีที่ข้างกายพระองค์มีผู้อื่นอยู่เคียงข้าง 

...ถึงจะใกล้ชิดกันแค่ไหน ถึงจะรู้ว่าตัวเองพิเศษกว่าใคร 

...แต่ถึงอย่างนั้นเหตุผลในการอยู่ที่นี่ก็ยังคงค้ำคอไม่ให้เขายอมรับความรู้สึกนั้นได้เสียที 

........................................................ 

 

“อื้อ เมื่อย” ชายหนุ่มบิดขี้เกียจไปมาพร้อมก้าวเดินไปตามทางเพื่อกลับจวนของตน  

วันนี้หานตงเสียพลังไปไม่น้อยกับการทำงาน เพราะในวันพรุ่งนี้คือฤกษ์งามยามดีที่องค์ฮ่องเต้จะแต่งตั้งพระสนมเอกจากตระกูลหวังและตระกูลฟ่าน เป็นการรับพระสนมเอกพร้อมกันเพื่อทานอำนาจของทั้งสองฝ่าย ส่วนฝ่ายไหนจะขึ้นเป็นถึงฮองเฮานั้นก็คงต้องอยู่ที่วาสนา 

ในวังจึงวุ่นวายไม่น้อยกับการเตรียมงาน กว่าจะลากสังขารกลับบ้านได้ก็แทบกระอักเลือด 

คนที่กำลังจะหมดแรงกลับมาสดใสอีกครั้ง เมื่อหน้าจวนปรากฏรถม้าจอดเรียงรายอยู่ซึ่งนั่นหมายความว่ามารดาของเขาได้เดินทางมาถึงเมืองหลวงแล้ว 

“ท่านแม่!” ชายหนุ่มรีบวิ่งตรงเข้าไปในจวนเพื่อไปพบผู้เป็นมารดา ก่อนจะต้องชะงักเมื่อกลางลานบ้านนั้นไม่ปรากฏร่างของผู้เป็นมารดา 

“ท่านพ่อ ท่านแม่ล่ะขอรับ” หานตงไม่ได้คำตอบได้แต่เพียงแววตาแสนเย็นชากลับมา 

“พวกเจ้าเห็นท่านแม่ของข้าหรือไม่” เมื่อไม่ได้คำตอบจากผู้เป็นบิดา หานตงจึงหันไปถามบ่าวรับใช้ แต่ทุกคนกลับร่ำไห้ส่งเสียงกันดังระงม 

“พวกเจ้าร้องไห้ทำไม ท่านแม่ของข้าล่ะ เสี่ยวกวงท่านแม่อยู่ที่ใด” ชายหนุ่มหันไปถามคนสนิทของตนที่ในตอนนี้ทั้งหน้าอาบไปด้วยน้ำตา 

“คุณชาย ฮึก คุณชายขอรับ ฮึก นายหญิง นายหญิง” เสี่ยวกวงร้องไห้พลางชี้เข้าไปด้านในห้อง หานตงจึงรีบพุ่งตรงไปยังทางที่อีกคนบอกในทันที 

ภาพที่ปรากฏทำให้ชายหนุ่มหายใจติดขัด ปลายมือปลายเท้าเริ่มชาจนรู้สึกหนักอึ้ง 

...ภายในโลงสีดำนั้นไม่ใช่บุคคลที่เขาคิดใช่หรือไม่ 

 

ชายหนุ่มก้าวเดินอย่างเชื่องช้าก่อนจะต้องทรุดตัวลงเมื่อเห็นใบหน้าของร่างที่นอนอยู่ด้านใน 

ใบหน้าซีดขาวราวกระดาษ ดวงตาแสนอ่อนโยนคู่นั้นปิดสนิท เรียวปากสีชมพูระเรื่อในยามนี้กลับม่วงคล้ำ มองผิวเผินเหมือนนางแค่หลับไป แต่แผ่นอกที่ไม่มีการเคลื่อนไหวกลับเป็นสิ่งยืนยันว่าร่างตรงหน้านั้นไร้วิญญาณ 

“ทะ...ท่านแม่ ท่านแม่!” ภาพความสูญเสียในร่างเดิมฉายซ้ำ ซ่อนทับกับภาพตรงหน้า 

วันนั้นก็เป็นแบบนี้ ในวันนั้นเขาก็เห็นเพียงแค่ร่างไร้วิญญาญของผู้เป็นมารดาเช่นนี้ ไม่มีการล่ำลา ไม่มีอ้อมกอดสุดท้าย ทิ้งให้เขาและน้องชายต้องอยู่เพียงลำพัง 

“ไม่จริง...มันไม่ใช่ความจริง” การสูญเสียถึงสองครั้งทำให้หานตงไม่สามารถรับมันได้ ทุกอย่างรอบตัวมืดดับลงในทันที 

“เพราะเจ้า เพราะเจ้านางถึงตาย” น้ำเสียงราบเรียบดังขึ้น แต่หานตงก็ยังคงนั่งนิ่งไม่ตอบโต้ 

“หากเจ้าไม่แอบหนีมา นางก็คงไม่ต้องเดินทางมาที่นี้! ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยจนถึงขั้นหมดสติพลัดตกน้ำไป เพราะเจ้า! เจ้านำความหายนะมาสู่นางตั้งแต่เจ้าเกิดมา!” ผู้เป็นบิดาเดินเข้ามากระชากคอเสื้อบุตรชายคนเล็กก่อนจะตะโกนใส่หน้าเสียงดังลั่น 

หานตงกลับไม่ตอบโต้ใดๆ ดวงตาเหม่อลอยของชายหนุ่มยังคงอยู่ที่ร่างไร้วิญญาณของผู้เป็นมารดา 

“เพราะเจ้า!” 

ผลั่วะ! 

ดวงหน้าของหานตงหันตามแรงกระแทกที่ได้รับก่อนที่ร่างของชายหนุ่มจะทรุดลงไปกองกับพื้น 

“คนที่ควรตายคือเจ้า! ไม่ใช่นาง! เจ้าเป็นคนฆ่านาง!” ผู้เป็นบิดาใช้หานตงเป็นที่ระบายความสูญเสีย ทั้งทุบตีด้วยไม้ ทั้งด่าทอ แต่คนถูกกระทำก็ยังคงนั่งนิ่งไม่ตอบโต้ เหมือนกับว่าร่างนั้นไร้วิญญาณไปเสียแล้ว 

“ท่านพ่อ ท่านพ่อพอเถอะขอรับ” เป็นซุนเทียนและบ่าวรับใช้ที่เข้ามาช่วยห้าม ส่วนหานตงก็ถูกเสี่ยวกวงพยุงออกจากห้องไป 

 

“คุณชายขอรับ ฮึก คุณชายของข้าเจ็บไหมขอรับ” เสี่ยวกวงผู้ทำหน้าที่ทำแผลและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้หานตงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง ซึ่งคนถูกถามก็ทำเพียงแค่ส่ายหน้าไปมาเบาๆ 

“คุณชายพูดอะไรกับข้าบ้างสิขอรับ คุณชาย! ท่านจะไปที่ใด” เสี่ยวกวงร้องขึ้นเมื่อหานตงที่พึ่งแต่งชุดไว้ทุกข์เสร็จก้าวเดินออกจากห้องไป 

“....” คนถูกถามไม่ตอบโต้ และยังคงก้าวเดินต่อซึ่งปลายทางก็คือห้องที่จัดพิธีศพของผู้เป็นมารดา 

ชายหนุ่มทรุดนั่งลงตรงหน้าโลงศพ นั่งเผากระดาษเงินกระดาษทองเงียบๆ โดยไม่เอ่ยสิ่งใด ไม่มีแม้น้ำตา ไม่ว่าใครจะเข้ามาพูดคุย ผู้เป็นบิดาจะเข้ามาด่าว่าเช่นไร ชายหนุ่มก็ยังคงนั่งอยู่แบบนั้น ไม่กิน ไม่ดื่ม ตลอดทั้งคืน 

จนข้ามไปอีกวันและดวงตะวันตกดินอีกรอบเขาก็ยังไม่ขยับไปไหน 

“คุณชายดื่มน้ำบ้างเถอะขอรับ” เสี่ยวกวงยื่นถ้วยน้ำให้ แต่หานตงก็ไม่ยอมตอบโต้ใดๆ 

“หากท่านเป็นเช่นนี้จะป่วยไข้เอาได้นะขอรับ” ไม่ว่าจะกล่อมหรือเอ่ยสิ่งใดก็เหมือนเป็นเพียงแค่อากาศที่ลอดผ่านหูของหานตงไป 

“โถ่ คุณชายของข้า ข้าต้องทำเช่นไร” เสี่ยวกวงยกมือปาดน้ำตาก่อนจะ ถอยออกมาพร้อมถาดอาหารที่นำมาให้เมื่อเช้า 

“หากท่านเป็นอะไรขึ้นมา เสี่ยวกวงจะทำอย่างไร” เสี่ยวกวงบ่นกับตัวเองไปพลางเดินไปพลาง โดยไม่ได้สังเกตเลยว่าสิ่งที่พึ่งเคลื่อนผ่านไปนั้นคือเงาของผู้ใด 

 

ชายหนุ่มผู้ยังคงนั่งเหม่อลอยตกอยู่หลุมดำแห่งการสูญเสีย ไม่รับรู้สิ่งใดรอบกาย แม้มีผู้บุกรุกเข้ามาเขาก็ยังไม่รู้ตัว 

“หานตง...” เสียงเรียกแสนคุ้นเคยที่ลอยมาตามลมดังแว่วให้ได้ยินเบาๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่สามารถดึงชายหนุ่มออกจากหลุมดำอันมืดมนนี้ได้ 

“หานตง เจ้าเป็นเช่นไร” ไม่เพียงแค่น้ำเสียงที่คุ้นเคย แต่อ้อมกอดที่ได้รับนั้นก็แสนอบอุ่น 

“ข้าอยู่นี่แล้วหานตง จางเกอของเจ้าอยู่ที่นี่” เสียงเรียกที่ดังขึ้นอีกครั้งเหมือนเป็นสิ่งฉุดชายหนุ่มขึ้นมาจากหลุมดำที่ตกลงไป 

หานตงค่อยๆ หันกลับไปมองหน้าคนที่กำลังโอบกอดตนจากด้านหลัง 

...ไม่มีทางเป็นไปได้ที่คนผู้นั้นจะปรากฏกายที่นี่ 

“ฝ่าบาท...” หานตงพึมพำเรียกเจ้าของอ้อมกอดนั้นอย่างไม่เชื่อสายตา คืนนี้คือคืนถวายตัวของพระสนมเอกทั้งสองไม่ใช่หรือไยฝ่าบาทไม่อยู่ในวังแต่กลับอยู่ในที่แห่งนี้ 

“ข้าเอง หานตง ข้าเอง” คนตรงหน้าย้ำอีกครั้งให้ชายหนุ่มมั่นใจก่อนจะดึงไปกอดไว้แนบอก 

“ข้าขอโทษที่พึ่งมา ข้าขอโทษ” องค์ฮ่องเต้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด 

“ทำไมพระองค์ถึงอยู่ที่นี่ ทำไมพระองค์...” หานตงต้องเงียบลงเมื่อปลายนิ้วชี้ของอีกคนแตะลงบนริมฝีปากของตัวเอง 

“เจ้าไม่ต้องถามสิ่งใด เจ้ารู้แค่เพียงว่าข้าอยู่ตรงนี้เท่านั้นก็พอ” 

หานตงถูกดึงไปกอดอีกครั้ง ก่อนที่ใครอีกคนจะเอ่ยขึ้น 

“หากเจ้าอยากร้องไห้ก็ร้องเถอะ จางเกอคนนี้จะคอยรับฟังและอยู่เคียงข้างเจ้า” ประโยคที่ได้ยินเหมือนเป็นสิ่งพังทลายกำแพงความอดทนทั้งหมดที่หานตงมี 

“ท่านแม่ ฮือ ท่านแม่ ฮือ” ชายหนุ่มปลดปล่อยสายน้ำตาออกมาอย่างไม่อายผู้ใด ร้องเรียกมารดาผู้จากไปอย่างไม่มีวันกลับซ้ำแล้วซ้ำเล่า และสิ่งยึดเหนี่ยวเดียวในตอนนี้ก็คือคนตรงหน้า 

องค์จักรพรรดิผู้เป็นเจ้าชีวิตของคนทั้งแผ่นดิน ในยามนี้อีกคนกลับยอมลดตัวกลับไปเป็นเพียงแค่จางเกอคนนั้น 

จางเกอผู้ซึ่งคอยปกป้อง ใส่ใจและอยู่เคียงข้าง ตั้งแต่เขาเข้ามาอยู่ในร่างนี้ 

จางเกอผู้ซึ่งเคยบอกว่า ไม่ว่ายามใดก็จะยังเป็นจางเกอของเขาเสมอ... 

 

 

>>>เสียงจากผู้แต่ง 

โถ่ หานตงช่างน่าสงสารนัก แต่ไม่ต้องห่วงไปยังไงฝ่าบาทก็พร้อมอยู่เคียงข้าหานตงอยู่แล้ว 

เมื่อไหร่หานตงจะยอมรับความรู้สึกของตัวเองได้สักที มารอลุ้นกันต่อไปจ้า 

หากเมาส์มอยนิยายเรื่องนี้อย่าลืมติด  

#ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน #หานตงอ้ายหมิง 

ด้วยนะจ๊ะ ช่วยกันขายของหน่อยนะเออ 

เจอกันใหม่ตอนหน้าจ้า 

รักคนอ่านนะจุ๊บๆ 

อย่าลืมคอมเม้นพูดคุยติชมกันมาน่าาาาา 

ความคิดเห็น