email-icon

เรื่องคนธรรพ์หนุ่มขี้อ่อยกับบุตรสาวพญานาครักสนุก เขาต้องพาเธอกลับบ้าน เธอต้องการเที่ยวเล่นไปเรื่อยๆ ใครจะเสร็จใครมาลุ้นกันค่ะ

41 - เงื่อนไขสามข้อ

ชื่อตอน : 41 - เงื่อนไขสามข้อ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 948

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 01 มี.ค. 2563 01:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
41 - เงื่อนไขสามข้อ
แบบอักษร

ผณินวารียึดแขนของแฟนหนุ่มไว้ราวต้องการหากำลังใจ เพราะเธอก็ไม่เคยเถียงบิดามาก่อน แต่ความรักมันเข้าตาเสียแล้ว จะให้นางนาคีจำแลงยอมจากคนธรรพ์รูปงามยอดดวงใจของเธอ ก็คงเป็นไปไม่ได้.. 

หญิงสาวทำหน้าฮึดฮัด ดวงตากลมโตจ้องบิดาตัวเองอย่างไม่หวั่นเกรง "วารีรักเขา รักเขามาก ถ้าพ่อไม่ให้วารีอยู่กับเขา วารีจะหนีไปให้ไกลสุดขอบฟ้าให้พ่อหาไม่เจอเลย คอยดูสิ" ดวงหน้าสวยเก๋จ้องบิดาตัวเองอย่างไม่กลัวหัวขาด รู้ทั้งรู้ว่าบิดาตัวเองเป็นพญานาคผู้ยิ่งใหญ่จะลงโทษนาคเล็กๆ อย่างเธอได้แสนจะง่ายดาย แม้จะเป็นลูกสาวก็ใช่ว่าจะไม่โดน ถ้าพูดจาปากกล้า.. 

แต่ผณินวารีไม่กลัวแล้ว รสชาติความเหงาเมื่อตอนที่ยังไม่ได้พบคีตเทพกรรณ ความคิดถึงแสนทรมานหัวใจตลอดเวลาที่เธอเพิ่งถูกลงโทษยังเหมือนแผลสดที่ระบมอยู่ เธอไม่ต้องการกลับไปเหงาแบบที่ไม่มีเขาอีก เพราะนับตั้งแต่ไม่พบเขา หูเธอก็คอยจะแว่วได้ยินเสียงตัวโน๊ตหรือเสียงเพลงจากเขา เป็นความรักแบบที่เธอไม่เคยสัมผัสมาก่อนจากใครอื่น คีตเทพกรรณห่วงใย สม่ำเสมอ อ่อยเก่ง และน่ารักขนาดนี้ เธอผู้ต่อสู้เพื่อทุกอย่างที่ต้องการ ไม่ต้องการจะจากเขาไปอีกแล้วแม้แต่นาทีเดียว 

"วารีไม่กลับค่ะ" หญิงสาวเชิดหน้า แววตาท้าทายบิดามารดาตัวเองที่มาตามกลับบ้าน "ถ้าพี่ชายอยู่ตามลำพังได้ วารีก็อยู่ได้" 

ท้าววิรุณลักษณ์กัณหาโคตมะทำหน้าเมื่อย ไม่อยากจะเชื่อว่า ธิดาของตนจะดื้อเงียบได้ขนาดนี้ ท้าวพญานาคที่กำลังโมโห ควันขึ้น ดูมัน ! ธิดาของเขา ! พูดจาเป็นมนุษย์ไร้สัมมาคารวะเหลือทน ! แต่จะดุด่า ท้าวพญานาคก็เรียนรู้มาบ้างแล้วว่าไม่ได้ผลกับธิดาหัวแข็งตนนี้ ท้าววิรุณลักษณ์จึงหันไปขอความช่วยเหลือพระชายา  

และพระนางฉมารัตน์ที่ใจเย็นกว่าก็รู้ดีว่าต้องเข้ามาสงบศึก เธอจึงเอ่ยขึ้น "วารี แม่เชื่อใจว่าลูกเก่ง แม่จึงไม่ห้ามให้มาอยู่บนโลกมนุษย์ตามลำพังแต่แรก อิสรภาพที่ลูกชื่นชอบมากนี้ แม่รู้แม่เห็นและแม่มอบให้เอง เจ้าจำไม่ได้หรือ ?" 

ผณินวารีได้ยินมารดาของตนเข้าก็เงียบ เพราะมันเป็นความจริง แต่ใบหน้าน่าเอ็นดูของเธอยังดื้อรั้นเต็มที่ 

พระนางฉมารัตน์เอ่ยเสียงเรียบ "ลูกอยากใช้ชีวิตอย่างเสรีเยี่ยงบุรุษ ลูกคงพบแล้วว่าในสามโลกนี้ บุรุษที่เจ้าพบบางครั้งก็ไม่ได้ให้เกียรติสตรีเท่าไร" พระนางฉมารัตน์เดินเข้าไปใกล้ธิดาและเอ่ยอย่างอ่อนโยน "พ่อกับแม่เป็นห่วงลูกมาก ถึงลูกจะเก่งกล้า แต่โลกข้างนอกมันโหดร้าย ไม่ได้เป็นธรรมกับลูกเสมอไป ลูกยังอยากจะอยู่เผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านี้อีกหรือ ?"  

ผณินวารีก้มหน้า ไม่ตอบ ในใจยังดื้อดึงพยายามขัดขืน.. 

พระนางฉมารัตน์จึงเอ่ยต่อ "พ่อกับแม่แค่อยากให้ลูกกลับไปอยู่ด้วย ส่วนภารกิจงานการที่จะให้ทำก็เพื่อไม่ให้เจ้าเบื่อเหงาหรือฟุ้งซ่าน แม้เราเป็นนาค ไม่อาจปรากฏตัวให้มนุษย์เห็น แต่เราก็ทำประโยชน์ของเราได้ หากลูกได้หัดทำงานที่พวกเราทำ ลูกจะพบความสุขที่ได้ทำเพื่อคนอื่น เหมือนกับที่เจ้าทำบุญทำกุศลบนโลกมนุษย์"  

ผณินวารีแววตาอ่อนลง "แม่คะ วารีไม่ได้ไม่อยากทำงานช่วยคนอื่นนะคะ แต่วารีไม่อยากกลับไป" เธอยึดแขนของคีตาไว้ "วารีรู้ว่าโลกข้างนอกทำร้ายผู้หญิงคนหนึ่งได้อย่างไร แต่วารีไม่กลัว เพราะวารีผ่านมาหมดแล้ว และตอนนี้วารีไม่ได้ตัวลำพังแล้วด้วย วารีมีคีตา วารีรักเขา เขาทำให้วารีเข้มแข็ง" 

ท้าววิรุณลักษณ์กัณหาโคตมะเลิกคิ้ว "เจ้ามีคนรัก ? แล้วเช่นไร ? เจ้าก็มีบ่อยๆ มิใช่หรือ ? "  

ผณินวารีตาวาว เคือง ! "มันไม่เหมือนกันเสียหน่อย ! ที่ผ่านมา วารีไม่ได้รัก ไม่ได้รักแบบนี้ ตอนนั้นวารีโง่มาก ยังเด็กมาก ตอนนี้วารีโตแล้ว วารีไม่ต้องการใครอีกแล้วนอกจากคีตา วารีอยู่กับเขาไปเรื่อยๆ ตลอดนิรันดรก็ได้ ! " อารมณ์ของหญิงสาวกำลังพุ่งสุด !  

ท้าววิรุณลักษณ์กัณหาโคตมะตาวาว กอดอก "เจ้าเพ้อเจ้อมากไป ความรักหนุ่มสาวเหมือนลม พัดมาแล้วก็ผ่านไปรวดเร็วทั้งนั้น น้อยคู่จะจีรัง เจ้าเองก็เคยหลงใหลว่ารักเจ้านกปีกหักตัวนั้นนักหนามาแล้วมิใช่ฤา ?" 

ผณินวารีเลือดขึ้นหน้า ! "ไม่ ! วารีไม่รักสิตามัน ! วารีแค่หลงใหลไปเท่านั้น ! ไม่รัก ไม่รักแบบที่รักคีตา ! วารีรักคีตาจนกล้าพอจะฆ่าคนที่จะทำร้ายเขา ! วารีทำทั้งๆ ที่รู้ว่าผิด เพราะสำหรับวารีแค่เขายังมีชีวิตอยู่ปลอดภัยมันก็พอแล้ว ! อย่ามาดูถูกความรักของวารีนะ !"  

ความโกรธเคืองสุดขีดของผณินวารีทำให้เธอไม่ได้เหลือบมองว่า สีหน้าของคีตเทพกรรณเป็นเช่นไร จนกระทั่งได้ยินเขาเอ่ยเสียงนุ่มทุ้มว่า 

"ท่านท้าวขอรับ ข้าขออนุญาตกราบเรียนว่า ข้ารักผณินวารี ธิดาของท่านท้าวหมดหัวใจ หมดทุกอย่างที่มี" ดวงตาสวยอ่อนโยนของเขามองมาที่หญิงสาวข้างกายด้วยความรักล้นปริ่มออกมา ก่อนหันไปมองบิดามารดาของเธอ "ข้าอาจเป็นเพียงนักดนตรี ไม่มีเชื้อสายคู่ควรกับธิดาของท่านท้าว แต่บนโลกมนุษย์นี้ ข้าเชื่อว่าข้าสามารถทำให้ผณินวารีมีความสุขที่สุดได้มากกว่าบุรุษอื่นใด ได้โปรดเถิดขอรับ ขอให้เราสองคนได้ครองคู่กันบนโลกมนุษย์นี้ ข้าพร้อมจะให้นางมีอิสระเสรีอย่างที่นางต้องการ แต่หากแม้นท้าวท่านไม่อนุญาต อย่างน้อยก็ขอให้ข้าได้ตามไปอยู่ในเมืองบาดาลกับนางด้วยเถิด" 

ท้าวพญานาคจ้องคนธรรพ์จำแลงด้วยสายตาคมกริบ "ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดจะอาศัยอยู่ในเมืองบาดาลได้นานเกินหนึ่งเดือนหากไม่ได้แปลงเป็นนาคหรือเกิดเป็นนาค เจ้าคงตามไปไม่ได้หรอก เจ้าเองมีภารกิจต้องหว่านล้อมนางให้กลับบ้านไม่ใช่หรือ ?"  

คีตเทพกรรณอึ้ง รีบโอบผณินวารีแนบกาย แววตาเขาเศร้ารันทด สักพักเขาจึงเงยหน้ามองท้าวพญานาค "ข้าไม่ได้คาดคิดว่าจะตกหลุมรักนาง และเมื่อข้ารักนางแล้ว ข้าจะไม่บังคับใจนาง เพราะความรักคือการไม่บังคับใจกัน แต่เป็นการถ้อยทีถ้อยอาศัย เอาใจเขามาใส่ใจเรา ข้าหลอกล่อนางให้กลับไปกับท่านท้าวไม่ได้ หากท่านท้าวต้องการตัวนางก็คงต้องหว่านล้อมหรือพานางไปเองด้วยกำลัง" 

ใบหน้าหล่อเหลาหมองเศร้าลง เขาเอ่ยเสียงสั่น "แต่ไม่ว่านางไปอยู่ที่ใด ต่อให้เป็นวิหารร้างกลางป่าบนดอยห่างไกล หรือใต้ทะเลมหาสมุทรในวังของท่าน ข้าก็จะเพียรไปหา ไปเล่นดนตรีให้นางฟัง ให้นางรู้เสมอว่าข้ารักนางเสมอไม่ว่านางจะอยู่ที่ใด หรือยังคงรักข้าหรือไม่ เพราะเมื่อรักแล้ว ข้าไม่อาจห้ามใจของข้าไม่ให้คิดถึงหรือห่วงใยนางได้"  

คนธรรพ์รูปงามแววตามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว "ข้ารักนาง ข้าขอยืนยันด้วยชีวิตของข้า" 

สิ้นคำพูดของคีตเทพกรรณ ชายหาดชลชาที่เคยเป็นลานตัดสินบทลงโทษของผณินวารีมาแล้วครั้งหนึ่ง คราวนี้ก็กลับเงียบงัน.. 

เสียงคลื่นซัดฝั่งเบาๆ ราวชีพจรของคนทั้งสี่  

ผณินวารียิ้มเศร้าและกอดคีตเทพกรรณไว้แน่นกว่าเดิม  

ในที่สุด ท้าววิรุณลักษณ์กัณหาโคตมะก็ถอนหายใจ "ข้ายอมให้เจ้าอยู่บนโลกต่อไปก็ได้ ผณินวารี แต่มีข้อแม้สามข้อ"  

ผณินวารีตาโต ช็อก ! ไม่นึกว่า บิดาจะยอม ! "ขะ ข้อแม้อะไรคะ?"  

ท้าวพญานาคน้ำเสียงอ่อนโยนลง "ข้อแรก เจ้าต้องกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ครอบครัวหนึ่งเดือนช่วงหน้าแล้งทุกปี หากเจ้าละเลยเมื่อใด พ่อจะส่งพี่ชายทั้งหลายของเจ้ามาพาเจ้ากลับไป ข้อสอง แม้เจ้าอยู่บนโลกมนุษย์ เจ้าต้องดำรงชีวิตอย่างมีสติและเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ห้ามเที่ยวเล่นเตร็ดเตร่หลงระเริงกับการเสพกามเมถุน เจ้าเป็นธิดาแห่งวงศ์นาค ต้องประพฤติตัวให้ดีกว่าที่ผ่านมา"  

ผณินวารีลุ้น ! ตาโตแป๋ว ไม่อยากจะเชื่อ ! เธอถามเสียงสั่นตื่นเต้น " และข้อสุดท้าย ?" 

ท้าววิรุณลักษณ์กัณหาโคตมะยิ้ม "หากเจ้ามีบุตรหรือธิดา เจ้าต้องส่งกลับไปเมืองบาดาลเมื่ออายุครบสิบห้าปี เขาต้องได้เรียนรู้วิถีแห่งนาค และเลือกว่าจะใช้ชีวิตที่ไหนอย่างไร"  

คีตเทพกรรณอ้าปากค้าง "ทะ ท่านท้าว ยินยอมให้ข้าครองคู่กับนางหรือ ?" เขาตื่นเต้นจนเสียงสั่นอีกคน แขนแข็งแรงของเขารัดผณินวารีจนแน่นแนบอก ดีใจจนแทบรอไม่ไหว ! 

ท้าววิรุณลักษณ์กัณหาโคตมะตอบห้วนๆ "เจ้าดูแลนางให้ได้แล้วกัน ข้าจะกราบบังคมทูลองค์อินทร์ด้วยว่า ภารกิจที่เจ้าได้รับ ขอให้แก้ไขเป็นว่า ให้เจ้าพานางไปเยี่ยมข้าทุกปีๆ ละเดือนแล้วกัน"  

คีตเทพกรรณยิ้มกว้างสุดใบหูและก้มลงกราบมือสั่นๆ แทบเท้าบิดามารดาของผณินวารี พระนางฉมารัตน์ก้มลงไปกอดผณินวารี ก่อนยิ้มให้คีตเทพกรรณ "ข้าฝากวารีด้วยนะ รักนางแล้วอย่าลืมอภัยให้นางบ่อยๆ ด้วย" 

ผณินวารีตาโต "แม่ !" 

แต่พระนางฉมารัตน์ถอยออกมาแล้วและเกาะแขนของท้าววิรุณลักษณ์กัณหาโคตมะ ไอน้ำระเหยจากร่างทั้งสองราวเตรียมคืนร่าง... 

หมับ ! ผณินวารีโผเข้ากอดท้าววิรุณลักษณ์ ผู้เป็นบิดา หญิงสาวเสียงอู้อี้ แกล้งทำเป็นไม่ร้องไห้ "ขอบคุณค่ะพ่อ พ่อรักษาตัวเองดีๆ นะ ดูแลแม่ด้วย" ท้าววิรุณลักษณ์ยิ้ม ลูบหัวธิดาและตอบว่า "เจ้าหัดพูดจาให้เหมือนวงศ์นาคบ้างนะ จะได้ไม่ถูกพี่ๆ ล้อเลียนกลั่นแกล้งอีก" แล้วก็กอดตอบหนึ่งครั้ง ก่อนกลายร่างเป็นพญานาคสีดำสนิทกับสีเขียวมรกตสองตนที่เลื้อยลงทะเลและหายไป 

ผณินวารีมองตาม น้ำตาอาบแก้มนวล.. 

คีตเทพกรรณสอดมือไปที่เอวบางแล้วรัดไว้ วางคางลงบนไหล่ของเธอ "เสียใจไหมที่ไม่ได้อยู่กับครอบครัว ?" 

หญิงสาวปาดน้ำตาหันมายิ้ม "ไม่เลย หลงรักนักดนตรีไร้หัวนอนปลายเท้าไปแล้วนิ ทำไงได้" 

 

ความคิดเห็น