ทั้งที่รู้สึกเกลียดตั้งแต่ยังไม่เคยเจอหน้า แต่สวรรค์กลับนำพาให้ทั้งคู่พานพบกัน

ตัดครั้งที่ 12

ชื่อตอน : ตัดครั้งที่ 12

คำค้น : ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน ตัดแขนเสื้อ ฟิคป๋อจ้าน อ้ายหมิง หานตง ซือเป่า 18+ นิยายวาย นิยายจีนย้อนเวลา

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 878

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 01 มี.ค. 2563 08:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตัดครั้งที่ 12
แบบอักษร

ตัดครั้งที่ 12 

 

หลายชั่วยามกว่าองค์ฮ่องเต้และเหล่าผู้ติดตามจะเดินทางถึงเมืองลั่วหยาง ซึ่งดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับหายไปจากท้องนภาเป็นสิ่งย้ำเตือนว่าการเดินทางในครั้งนี้ควรสิ้นสุดลงเสียที 

จวนของท่านเจ้าเมืองคือจุดหมายปลายทางและเป็นที่ค้างแรมเพื่อรอรับ ‘ติ้งตี้ไทเฮา’ 

ท่านเจ้าเมืองและเหล่าผู้ที่อาศัยอยู่ในจวน ต่างพากันออกมาตั้งแถวรอรับเสด็จด้วยความปีติยินดีที่จะได้ถวายการรับใช้จักรพรรดิองค์ปัจจุบัน และเมื่อองค์ฮ่องเต้ก้าวผ่านเข้าไปในจวน คำถวายพระพรก็ดังขึ้นในทันที 

“ถวายพระพรฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี!” 

“ตามสบาย” แม้เดินทางมาไกล แต่องค์ฮ่องเต้ก็ยังคงสง่างาม ดวงหน้าไม่แสดงออกถึงความเหน็ดเหนื่อยแม้แต่เพียงนิดเดียว 

“เชิญฝ่าบาทประทับด้านในพ่ะย่ะค่ะ” เจ้าเมืองลั่วหยางทำหน้าที่เจ้าบ้านได้ไม่มีขาดตกบกพร่อง ทั้งสถานที่และการต้อนรับต่างตระเตรียมไว้อย่างดีเยี่ยม 

“ลำบากท่านแล้ว” องค์ฮ่องเต้ยิ้มรับก่อนจะก้าวเข้าไปด้านใน 

หานตงกับผู้ติดตามคนอื่นต่างก็ได้รับการต้อนรับอย่างดีเช่นกัน จนเมื่อก้าวเท้าตามเข้าไป หานตงก็พึ่งเห็นว่าเหลากงกงได้พาเหล่าขันทีและนางในมาคอยรอรับใช้องค์ฮ่องเต้อยู่ก่อนแล้ว 

หานตงไม่ได้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยในการเดินทางในครั้งนี้แม้แต่น้อย บนใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้มแสนสดใสตลอดเส้นทาง เพียงเพราะประโยคนั้นประโยคเดียว ความยากลำบากในการเดินทางก็ไม่สามารถทำอะไรหานตงได้แม้แต่เพียงนิดเดียว 

เจ้าเมืองลั่วหยางถวายการต้อนรับพร้อมแนะนำฮูหยินและบุตรสาวทั้งสามต่อองค์ฮ่องเต้ และนั่นก็ทำให้หานตงที่ยังคงวนเวียนอยู่กับประโยคนั้นหลุดออกจากภวังค์ 

สตรีทั้งสามแสดงออกชัดเจนว่าต้องการถวายการรับใช้ฝ่าบาทและท่านเจ้าเมืองผู้เป็นบิดาก็เห็นดีเห็นงามด้วยเช่นกัน 

หานตงที่แทบจะลืมเลือนไปแล้วว่าความตั้งใจในการอยู่ที่นี่ของตนนั้นคือสิ่งใจกลับมาตระหนักถึงอีกครั้ง 

สิ่งที่เขาต้องการคือการที่วงศ์ตระกูลของตนไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับฮ่องเต้อ้ายหมิงไม่ใช่หรือ 

หากจักทำสำเร็จไม่ใช่เพียงแค่กันซุนเทียนให้ออกห่างจากองค์ฮ่องเต้ ตัวเขาเองนั้นก็ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวเช่นกัน 

จากเหตุการณ์เผลอใจสัมผัสพระวรกายองค์ฮ่องเต้ในค่ำคืนนั้น ทำให้หานตงค่อนข้างมั่นใจว่าพระองค์ไม่มีประสบการณ์เรื่องบนเตียงเท่าไหร่นัก 

หากพระองค์ได้ลิ้มลองอิสตรี พระองค์อาจเปลี่ยนพระทัย ไม่สนใจในตัวบุรุษก็เป็นได้ และสำนวนนั้นก็จะไม่เกิดขึ้น ตระกูลต่งก็ไม่ถูกตราหน้า ไม่ต้องเข้าไปพัวพันในประวัติศาสตร์แสนอื้อฉาวอีก 

ชายหนุ่มมองภาพตรงหน้าก่อนจะหันหน้าหนี หากฝ่าบาทพอพระทัยหนึ่งในสตรีเหล่านั้น เรื่องทุกอย่างอาจจะง่ายขึ้น 

ทั้งที่คิดแบบนั้นแต่ทำไมในหัวใจถึงรู้สึกไหววูบและคันยุบยิบแบบนี้ 

“เราอยากพักผ่อน” องค์ฮ่องเต้ที่กำลังถูกสตรีทั้งสามรุมถวายการรับใช้เอ่ยก่อนจะลุกขึ้นยืน 

“ท่านเจ้าเมืองช่วยพาเราไปที่เรือนพำนักได้หรือไม่” 

“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” เจ้าเมืองลั่วหยางรีบน้อมรับก่อนจะนำทางไป แต่ก่อนที่องค์ฮ่องเต้จะก้าวเท้าออกนอกห้องก็ทรงหันกลับมาเอ่ยกับสหายและผู้ติดตาม 

“พวกเจ้าก็ไปพักผ่อนเสียเถิด” 

“พ่ะย่ะค่ะ!” ทุกคนรวมทั้งหานตงต่างประสานมือค้อมกายน้อมรับในทันที 

“เหลากงกง” เมื่อเอ่ยกับผู้ติดตามจบก็หันไปหากงกงคนสนิทที่รอถวายการรับใช้อยู่ไม่ห่าง 

“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” 

“เราเหนื่อยมาก คืนนี้อย่าให้ผู้ใดรบกวนเรา” รับสั่งชัดเจนว่าในคืนนี้ไม่ต้องการให้สตรีนางใดถวายการรับใช้ 

บุตรีทั้งสามของท่านเจ้าเมืองจึงทำได้แค่ถวายบังคมส่งเสด็จด้วยดวงหน้าที่เต็มไปด้วยความเสียดาย 

“น้อมรับพระบัญชา” เหลากงกงน้อมรับก่อนจะเดินตามเจ้าเหนือหัวออกจากห้องไปพร้อมเหล่านางกำนัล 

“ท่านทั้งหลายเชิญทางนี้ขอรับ” หนึ่งในบ่าวรับใช้เอ่ยขึ้นก่อนจะเดินนำทางหานตงและคนอื่นๆ ไปยังเรือนที่พักเช่นกัน 

เรือนที่พักของพวกเขานั้นอยู่ไม่ไกลจากเรือนพำนักขององค์ฮ่องเต้เท่าไหร่ เพื่อให้สะดวกในการถวายอารักขา 

องครักษ์ผู้ติดตามต่างพากันแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตน ส่วนหานตงและซุนทียนกับสหายคนอื่นนั้นก็พากันแยกย้ายเข้าห้องใครห้องมันเพื่อพักผ่อน 

“อื้อ... เมื่อย” หานตงทิ้งตัวลงนอนบนเตียงก่อนจะบิดขี้เกียจไปมา เพียงแค่ได้ยินองค์ฮ่องเต้เอ่ยว่าคืนนี้ไม่ต้องการให้ใครถวายการรับใช้ เพียงเท่านั้นก็ทำให้หานตงรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก 

“แต่...เป็นแบบนี้จะดีหรือ” ชายหนุ่มครุ่นคิดกับตัวเอง เมื่อเหตุผลในใจเริ่มค้านกันไปมา 

เขาควรส่งเสริมให้องค์ฮ่องเต้สนพระทัยในอิสตรี เพื่อไม่ให้ตระกูลของตนเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับประวัติศาสตร์นั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ใช่มารู้สึกโล่งใจที่พระองค์ปฏิเสธสตรีเหล่านั้นแบบนี้ 

ทั้งที่คิดแบบนั้น แต่ก็เผลอยกยิ้มทุกที เมื่อนึกถึงสายตาแสนเย็นชาที่องค์ฮ่องเต้มองสตรีเหล่านั้น ซึ่งมันช่างแตกต่างกับที่พระองค์มีต่อเขาโดยสิ้นเชิง 

สายตาที่พระองค์ใช้ทำให้หานตงรู้สึกว่าองค์ฮ่องเต้สนพระทัยในตัวของเขามากกว่าผู้ใด 

“ข้าไม่ควรคิดเช่นนี้ ไม่ควรคิด” ชายหนุ่มดึงทึ้งหัวตัวเอง พยายามดึงสติกลับไปยังความตั้งใจแต่แรกเริ่ม แต่ไม่ว่าจะห้ามยังไงก็อดนึกถึงสายตา รอยยิ้ม และเรือนร่างขององค์ฮ่องเต้ไม่ได้อยู่ดี 

ถกเถียงกับความคิดของตัวเองไปมาอยู่หลายตลบก่อนจะชะงักเมื่อรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวภายนอก 

เสียงประตูจากห้องด้านข้างที่พึ่งปิดลงทำให้หานตงต้องรีบตรงไปแอบดูที่ซอกหน้าต่าง ก่อนจะพบว่าเจ้าของเงาที่พึ่งเดินผ่านห้องของเขาไปนั้นคือซุนเทียนซึ่งพักอยู่ห้องด้านข้าง 

“ทางไปเรือนพำนักของฝ่าบาทหนิ” เมื่อเห็นแบบนั้นมีหรือหานตงจะปล่อยให้คลาดสายตา พอคว้าเสื้อคลุมของตัวเองได้ชายหนุ่มก็รีบตามออกไปในทันที 

………………………………………… 

 

ดวงจันทร์ทรงกลดส่องแสงนวลผ่องท่ามกลางท้องนภาซึ่งรายล้อมไปด้วยดวงดาว 

เสียงหรีดหริ่งเรไรดังแว่วตามสายลม ขับกล่อมผู้ที่เหน็ดเหนื่อยให้รู้สึกผ่อนคลาย 

ท่ามกลางหมู่มวลผกาปรากฏหนึ่งร่างของเจ้าเหนือหัว เดินทอดน่อง ชมดวงจันทร์เคล้าเสียงขับกล่อมจากธรรมชาติรอบกาย 

ฮ่องเต้อ้ายหมิงชอบชมพระจันทร์ แสงนวลผ่องบนผืนฟ้าสีดำ ช่างสวยงามและดูลึกลับ แต่ก็ทำให้รู้สึกสงบในคราเดียวกัน 

“พระองค์มิควรออกมาตากน้ำค้างเช่นนี้” น้ำเสียงแสนคุ้นเคยดังขึ้นพร้อมความอบอุ่นจากเสื้อคลุมที่อีกคนสวมให้ 

“ยังไม่นอนอีกหรือ” องค์ฮ่องเต้เอ่ยถามพร้อมก้าวเดินต่อ โดยมิต้องหันไปมองเพราะรู้ดีว่าเจ้าของเสียงนั้นคือผู้ใด 

“กระหม่อมนอนไม่หลับ” คนถูกถามตอบกลับพร้อมก้าวเดิน ตามหลังอย่างให้เกียรติ 

“เจ้าจึงเลือกออกมาเดินชมจันทร์เหมือนกับข้า?” องค์ฮ่องเต้เอ่ยถามออกไปไม่จริงจังนัก 

“กระหม่อมรู้ต่างหากว่าพระองค์ต้องออกมาเดินชมจันทร์” คำตอบที่ได้ยินทำให้คิ้วขององค์ฮ่องเต้ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย 

“งั้นก็แปลว่าเจ้าตั้งใจออกมาเดินชมจันทร์เป็นเพื่อนข้า” องค์ฮ่องเต้หยุดเดินก่อนจะหันกลับไปถาม 

“พ่ะย่ะค่ะ” ซึ่งคนถูกถามก็ตอบกลับมาอย่างไม่มีปิดบัง 

“เจ้ารู้ได้เช่นไร ว่าในคืนนี้ข้าต้องออกมาชมจันทร์” องค์ฮ่องเต้หันกลับไปมองพระจันทร์ดวงโตอีกครั้งพลางเอ่ยถาม 

“เพราะกระหม่อมรู้ดีว่าพระองค์ทรงโปรดชมจันทร์ เมื่อยามเหน็ดเหนื่อย” 

“มิเสียแรงที่เป็นสหายรักของข้า” องค์ฮ่องเต้เอ่ยอย่างอารมณ์ดีก่อนจะก้าวเดินต่อ เพื่อตรงไปยังศาลาริมน้ำ 

“ซุนเทียน เจ้าเคยสงสัยหรือไม่ว่า ดวงจันทร์นั้นมีกี่ดวง” องค์ฮ่องเต้เอ่ยถามสหายที่ยืนอยู่ด้านข้างอีกครั้ง 

“ดวงจันทร์มีเพียงดวงเดียว จะมีมากกว่านั้นได้เช่นไร” ซึ่งคนถูกถามก็ตอบกลับมาด้วยความไม่เข้าใจ 

“หากเป็นดวงเดียวกัน ทำไมข้าถึงมองแล้วไม่รู้สึกเช่นเดียวกัน” องค์ฮ่องเต้เอ่ยพลางเหม่อมองดวงจันทร์บนท้องนภา 

“เมื่อยามที่ข้าชมจันทร์ในวังหลวง ข้ากลับไม่รู้สึกผ่อนคลายเหมือนเช่นตอนนี้ ไม่รู้สึกเหมือนตอนที่ข้าชมจันทร์ที่เมืองกว่างหลิง หรือแม้แต่ในวัยเยาว์ที่เมืองติ้งเถา” 

“แล้วพระองค์ทรงโปรดดวงจันทร์ ดวงใดมากกว่ากันพ่ะย่ะค่ะ” ซุนเทียนเอ่ยถามเมื่อเข้าใจถึงความรู้สึกขององค์จักรพรรดิ 

“ข้าชอบดวงไหนมากกว่าหรือ...” องค์ฮ่องเต้เงียบลงเมื่อนึกดวงจันทร์ในค่ำคืน ณ หมู่บ้านหลังหุบเขา 

 

ดวงจันทร์ดวงโตส่องแสงสุกสกาวกลางท้องนภาสีดำสนิทล้อมรอบด้วยดวงดาวอยู่กลางหุบเขา  

สายลมในครานั้นสร้างความเหน็บหนาวกว่านี้มาก จนทำให้มือของเขาเย็นเฉียบไปหมด แต่ถึงอย่างนั้นมือของเขากลับอบอุ่นขึ้นเมื่อได้รับไออุ่นจากใครบางคน 

/ “อากาศหนาวเช่นนี้ท่านยังจะออกมาอีก หากปวดแผลขึ้นมาอย่าหาว่าข้าไม่เตือน” / 

คำบ่นดังขึ้นพร้อมมือที่ถูกใครอีกคนจับไปกุมเอาไว้  

/ “มือเย็นหมดแล้ว ท่านกลับเข้าห้องเถอะ หากท่านแข็งแรงเมื่อไหร่ ข้าจะไม่ห้ามท่านสักคำ” / 

เด็กหนุ่มตรงหน้าทั้งถูกมือของเขาไปมา ทั้งพยายามใช้ไออุ่นจากลมหายใจให้ความอบอุ่นแก่มือของเขาและยังคงบ่นอีกยาวเหยียดจนเขาต้องยอมกลับเข้าไปในห้อง 

 

องค์ฮ่องเต้ต้องหลุดขำเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา เจ้าเด็กนั่นอายุน้อยกว่าข้าตั้งหลายปี แต่กลับขี้บ่นยิ่งกว่าท่านอาจารย์เสียอีก 

เจ้าเด็กนั่น... ไม่ใช่สิ ต้องเรียกว่าบุรุษผู้นั้นต่างหาก 

ดวงหน้าขององค์ฮ่องเต้ร้อนวูบขึ้น เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในถังน้ำ เหตุการณ์ที่ทำให้เขารู้สึกว่า เสี่ยวตงของเขานั้นไม่ใช่เด็กอีกต่อไป 

 

“แต่สำหรับกระหม่อม” 

องค์ฮ่องเต้ไล่ความคิดฟุ้งซ่านแล้วกลับมาให้ความสนใจกับสหายข้างกายอีกครั้งเมื่อได้ยินอีกคนพูดขึ้น 

“ดวงจันทร์ที่ใดก็เหมือนกัน หากจักแตกต่างก็เพราะกำลังชมกับผู้ใด” 

“กำลังชมอยู่กับผู้ใดอย่างนั้นหรือ?” องค์ฮ่องเต้ทวนซ้ำในประโยคที่ได้ยินก่อนจะละสายตาจากดวงจันทร์ไปมองซุนเทียน พระองค์จึงพึ่งรับรู้ว่าอีกคนได้จ้องมองตนอยู่ก่อนแล้ว 

“แล้วเจ้าชอบชมจันทร์กับผู้ใด?” องค์ฮ่องเต้เอ่ยถามต่อทั้งที่ยังคงประสานดวงตากับอีกคน 

“กระหม่อม...” 

 

ตัดภาพมายังหานตงผู้ซึ่งแฝงตัวอยู่ในความมืด 

ชายหนุ่มกัดฟันกรอดในมือกำกิ่งไม้เพื่อระบายความหงุดหงิดในใจ เมื่อเห็นบรรยากาศแสนหวานกลางแสงจันทร์ของคนทั้งคู่ที่กำลังก่อตัวขึ้น 

...ซุนเทียนเจ้าช่างร้ายกาจนัก เผลอไม่ได้หาโอกาสทำคะแนนตลอด 

มีหรือที่หานตงจะเปิดโอกาสให้ซุนเทียนได้ทำคะแนน ชายหนุ่มรีบปรากฏตัวในทันทีเมื่อสบโอกาสที่อีกคนกำลังจะเอ่ยประโยคสำคัญ 

“โอ๊ะ ฝ่าบาทกับพี่ใหญ่นั่นเอง” หานตงแสร้งทำหน้าประหลาดใจเมื่อเห็นบุคคลทั้งสองที่ยืนอยู่ 

“หานตง เจ้ามาทำอะไรที่นี่?” ความสนใจขององค์ฮ่องเต้เปลี่ยนมาอยู่กับชายหนุ่มในทันทีเมื่อได้ยินประโยคที่ดังขึ้น 

“กระหม่อมนอนไม่หลับก็เลยออกมาเดินเล่นพ่ะย่ะค่ะ” หานตงประสานมือค้อมกายคารวะองค์ฮ่องเต้ก่อนชำเลืองสายตามองซุนเทียนที่ในตอนนี้สีหน้าแสดงออกถึงความไม่พอใจได้อย่างชัดเจน 

“ข้ากับซุนเทียนก็นอนไม่หลับเช่นกัน” องค์ฮ่องเต้รับการคำนับก่อนจะตอบกลับมาด้วยรอยยิ้ม 

“ฝ่าบาทกับพี่ใหญ่กำลังคุยเรื่องสำคัญอยู่หรือไม่ กระหม่อมต้องขอพระราชทานอภัยหากเสียมารยาทไป” หานตงตีหน้าสำนึกผิดด้วยแววตาใสซื่อ 

“ไม่มีสิ่งใดสำคัญหรอก เจ้าเองก็มาชมจันทร์เป็นเพื่อนข้าสิ” 

“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท” หานตงน้อมรับก่อนจะแอบกระตุกยิ้ม เมื่อสามารถทำลายบรรยากาศแสนโรแมนติกของซุนเทียนได้ 

“ฝ่าบาท พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน กระหม่อมคิดว่าพระองค์ควรเข้าบรรทมได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ” 

หานตงเหล่มองผู้เป็นพี่เมื่อได้ยินประโยคที่อีกคนเอ่ย พอเขาโผล่มาล่ะรีบหาเหตุผลให้ฝ่าบาทเข้านอนเลยนะ ตอนยืนคุยกับตัวเองตั้งนานไม่เห็นจะพูดขึ้น 

“ข้ายังไม่ง่วง อยากจะอยู่ชมจันทร์ต่ออีกสักหน่อย” องค์ฮ่องเต้เอ่ยพลางเดินไปกลับยืนเหม่อมองดวงจันทร์ยังจุดเดิม 

“กระหม่อมก็ยังไม่ง่วง ขออยู่ชมจันทร์เป็นเพื่อนฝ่าบาทได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” หานตงรีบเข้าไปยืนด้านข้างในทันทีเช่นกัน 

“กระหม่อมยังไม่ง่วงเช่นกัน” ซุนเทียนเองก็เดินตามมาหยุดอยู่อีกข้าง จึงกลายเป็นว่าในตอนนี้เขาทั้งคู่ต่างอยู่ข้างกายฮ่องเต้คนละฝั่ง 

“ถ้าเช่นนั้นก็อยู่ด้วยกันทั้งหมด ดีหรือไม่” องค์ฮ่องเต้เอ่ยถามโดยที่ไม่ต้องการคำตอบอะไร 

 

“หากจักชมจันทร์ไยถึงขาดสตรีและสุรา” น้ำเสียงหวานหยดย้อยที่ดังขึ้นทำให้ทั้งสามต้องหันไปมองด้วยความแปลกใจ 

“ถวายบังคมฝ่าบาท หม่อมฉันนำน้ำจัณฑ์มาถวายเพคะ” เจ้าของเสียงหวานที่ได้ยินคือบุตรีคนโตของท่านเจ้าเมือง ที่ปรากฏกายในชุดสีอ่อนพร้อมกาน้ำจัณฑ์ 

“เจ้าเข้ามาได้อย่างไร?” องค์ฮ่องเต้เอ่ยถามในทันทีเพราะมีรับสั่งกับขันทีคนสนิทแล้วว่าห้ามใครเข้ามารบกวน 

“หม่อมฉันเห็นว่าฝ่าบาทกับพระสหายชมจันทร์อยู่ จึงอยากเข้ามาถวายการรับใช้เพคะ” นางยังคงเอ่ยตอบด้วยท่าทางและน้ำเสียงแสนอ่อนหวาน 

“กระหม่อมขอพระราชทานอภัยที่ขัดรับสั่งพ่ะย่ะค่ะ” เหลากงกงและนางกำนัลที่พึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามารีบประสานมือค้อมกายรับความผิดในทันที 

“หม่อมฉันแค่หวังดี หากฝ่าบาทไม่พอพระทัย หม่อมฉันขอพระราชทานอภัยเพคะ” นางเองก็รีบย่อตัวยอมรับความผิดเช่นกัน 

“แม่นางช่างรู้ใจยิ่งนัก ฝ่าบาทตรัสถึงน้ำจัณฑ์อยู่พอดี” หานตงรีบเอ่ยขึ้นก่อนจะทำหน้าที่รับกาน้ำจัณฑ์จากหญิงสาวให้เหลากงกงทำตามขั้นตอนพิสูจน์ยาพิษก่อนนำถวาย 

“น้ำจัณฑ์พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท” หานตงเป็นผู้รับจอกเงินจากเหลากงกงนำไปถวายองค์ฮ่องเต้เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย 

“พวกเจ้าก็มาดื่มเป็นเพื่อนข้าสิ” องค์ฮ่องเต้รับไปกระดกดื่มก่อนจะรับสั่งออกมา 

“กระหม่อมกับพี่ใหญ่คงต้องขอตัว” หานตงเอ่ยขึ้นก่อนจะประสานมือค้อมกายคำนับองค์ฮ่องเต้ 

“พวกเจ้าจะไปไหนหรือ?” องค์ฮ่องเต้รีบเอ่ยถามในทันที 

“กระหม่อมรู้สึกไม่ค่อยสบายพ่ะย่ะค่ะ เลยอยากให้พี่ใหญ่พากลับไปที่ห้อง” หานตงตอบก่อนจะขยิบตาส่งสัญญาณให้ผู้เป็นพี่ที่ยังคงทำหน้างง 

“เจ้ารู้สึกเช่นไร เจ้ากลับไปรอที่ห้องก่อนเดี๋ยวข้าให้คนไปตามท่านหมอมาดูอาการ” องค์ฮ่องเต้แสดงความเป็นห่วงในทันทีเมื่อได้ยิน 

“ไม่ต้องยุ่งยากขนาดนั้นพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมแค่ต้องการพักผ่อน” หานตงรีบตอบกลับไปก่อนจะหันไปหาหญิงสาวที่ยืนอยู่ 

“รบกวนแม่นางชิง อยู่ถวายการรับใช้ฝ่าบาท” เมื่อพูดจบหานตงก็หันไปหาผู้เป็นพี่ 

“พี่ใหญ่ ท่านช่วยพาข้ากลับห้องได้หรือไม่” 

คนถูกถามมองนิ่งก่อนจะเข้ามาพยุงน้องชาย 

“เจ้ากำลังคิดทำสิ่งใด” อีกคนกระซิบถามให้ได้ยินเพียงแค่สองคน 

“ข้าแค่ทำในสิ่งที่ควรทำ” หานตงตอบกลับไปเพียงเท่านั้น 

“สิ่งที่ควรทำ?” ซุนเทียนถามกลับมาด้วยความไม่เข้าใจ 

“ให้แม่นางชิงอยู่รับใช้ฝ่าบาทคือสิ่งที่ถูกต้อง อำนาจของฝ่าบาทจะไม่มั่นคงเสียที หากไม่มีทายาท” หานตงเอ่ยย้ำเตือนสติผู้เป็นพี่ 

ซุนเทียนเงียบลงในทันที ไม่ได้ตอบโต้สิ่งใดก่อนจะหันไปประสานมือค้อมกายคารวะองค์ฮ่องเต้ 

“กระหม่อมทั้งสองขอทูลลา” 

สองพี่น้องตระกูลต่งทูลลาองค์ฮ่องเต้ก่อนจะเดินเคียงคู่กันออกมาจากศาลาริมน้ำ เปิดโอกาสให้หญิงสาวได้ถวายการรับใช้องค์จักรพรรดิ 

หานตงหันกลับไปมองภายในศาลาริมน้ำอีกครั้งก่อนจะตัดใจก้าวเดินต่อ 

ทั้งที่เป็นคนพูดเอง แต่ในใจกลับไม่รู้สึกยินดี ยิ่งเห็นฝ่าบาทยืนเคียงข้างกับสตรีผู้นั้น ในใจก็ยิ่งรู้สึกไหววูบ 

...ปากดีเตือนสติพี่ชาย แต่ทำไมภายในใจถึงบีบรัดจนเจ็บแปลบไปหมดแบบนี้ 

......................................................... 

รุ่งสางขบวนเสด็จของ ติ้งตี้ไทเฮา ได้เดินทางมาถึงเมืองลั่วหยาง ซึ่งองค์จักรพรรดิผู้เป็นบุตรทรงเสด็จออกไปรับยังหน้าประตูเมืองด้วยพระองค์เอง 

เหล่าพสกนิกรที่คอยเฝ้ารับเสด็จต่างพากันชื่นชมในความกตัญญูขององค์จักรพรรดิเป็นอย่างมาก 

เมื่อได้เห็นใบหน้าของ ‘ติ้งตี้ไทเฮา’ หานตงก็รู้แล้วว่าดวงหน้าดั่งหยกสลักแสนงดงามขององค์ฮ่องเต้นั้นได้มาจากผู้ใด 

ไม่ว่าจะเป็นจมูก ปากหรือแม้แต่โครงหน้าต่างก็ถอดแบบมาจากพระมารดาไม่มีผิดเพี้ยน 

“คารวะเสด็จแม้” ใบหน้าขององค์ฮ่องเต้เต็มไปด้วยความปีติยินดีอย่างเห็นได้ชัดเมื่อได้พบพระมารดา 

ส่วน ติ้งตี้ไทเฮา’ นั้นถึงดวงหน้าจะไม่แสดงออกถึงความรู้สึกใดๆ แต่ในดวงตานั้นกลับมีน้ำใสคลออยู่ 

“ถวายบังคมเพคะฝ่าบาท” ผู้เป็นพระมารดาย่อตัวทำความเคารพบุตรชายซึ่งในตอนนี้มีฐานะเป็นเจ้าเหนือหัวของผู้คนทั้งแผ่นดิน 

“เสด็จแม่เป็นเช่นไรบ้าง ทรงเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางหรือไม่” องค์ฮ่องเต้รีบย่อตัวลงไปรับการคารวะก่อนจะประคองผู้เป็นมารดาเข้าไปยังจวนของท่านเจ้าเมือง 

“แม่มิได้เหน็ดเหนื่อยอันใด ฝ่าบาทต่างหากไยต้องทรงลำบากมารอรับแม่ถึงเมืองลั่วหยาง” ผู้เป็นพระมารดาเอ่ยถามด้วยใบหน้าแสนอ่อนโยน ถึงจะทรงเข้มงวดเช่นไร แต่เมื่อไม่ได้พบหน้ากันนาน ความเข้มงวดนั้นย่อมจางหายไป 

“ลูกมิได้ลำบากอันใด ความจริงแล้วลูกควรไปรับพระมารดาที่เมืองติ้งเถาต่างหาก” องค์ฮ่องเต้ประคองพระมารดาไปนั่งยังเก้าอี้กลางห้องโถงก่อนจะนั่งลงเคียงข้าง 

“ราชกิจของฝ่าบาทมีมากมายนัก ไม่ทรงทำเยี่ยงนั้นเป็นสิ่งถูกต้องแล้ว” พระมารดาเอ่ยพร้อมกุมมือของบุตรชายเอาไว้ 

“ลูกจะปฏิบัติตามที่เสด็จทรงสอนสั่ง” องค์ฮ่องเต้น้อยรับก่อนจะหันไปรับถ้วยชาจากเหลากงกง 

“ชาต้าหงเผา...ฝ่าบาทยังทรงจำได้หรือ” ผู้เป็นพระมารดาเอ่ยถามเมื่อรับรู้ถึงกลิ่นของใบชาที่ทรงโปรด 

“เป็นหน้าที่ของลูกที่จะทำให้เสด็จแม่พอพระทัย” องค์ฮ่องเต้ส่งยิ้มให้เสด็จแม่ของตน เมื่อสามารถทำให้พอพระทัยได้ 

“ฝ่าบาทช่างกตัญญูยิ่งนัก” รางวัลของบุตรแสนกตัญญูคือรอยยิ้มแสนอ่อนโยนจากพระมารดา 

 

ตลอดช่วงเช้าองค์ฮ่องเต้ทรงใช้เวลาทั้งหมดอยู่กับพระมารดา ทดแทนช่วงเวลาที่ต้องห่างกัน โดยมีเหลากงกงและนางกำนัลคอยรับใช้ 

ทำให้หานตงและพวกของซุนเทียนต้องปลีกตัวออกมาหาอะไรทำฆ่าเวลา ซึ่งก็คือการยิงธนูแข่งกัน 

“เจ้าเห็นว่าบุตรีของท่านเจ้าเมืองเป็นเช่นไร” 

“เจ้าหมายถึงบุตรีคนใดเล่า” 

“บุตรีคนโตของท่านเจ้าเมืองอย่างไรเล่า” หมิงจือขยายความให้สหายเข้าใจมากยิ่งขึ้น 

“แม่นางชิงผู้นั้นช่างใจกล้ายิ่งนัก” อี้คังเพียงแค่กระตุกยิ้มก่อนจะง้างคันธนู 

“แล้วเจ้าคิดว่าแม่นางคนใดน่าสนใจ” หมิงจือยังคงเย้าแหย่สหายอย่างสนุกสนาน 

“บุตรีคนเล็กเป็นเช่นไร ทั้งอ่อนหวานและน่าทะนุถนอม” 

“ข้ากลับชื่นชมบุตรีคนรองเสียมากกว่า” อี้คังเองก็ตอบรับสหายรักอย่างไม่มีปิดบังก่อนจะปล่อยลูกธนูพุ่งทะยานไปยังเป้าหมาย 

“พวกเจ้าช่างหน้าไม่อาย กล่าวถึงอิสตรีเยี่ยงนั้นได้อย่างไร” แต่แล้วความสนุกสนานของทั้งสองก็ต้องจบลงเมื่อห่วงกู่เอ่ยขัดขึ้น 

“พวกข้าแค่สนทนากัน ไยเจ้าถึงต้องแสดงท่าทางไม่พอใจเยี่ยงนั้นเล่า? ” หมิงจือหันไปเลิกคิ้วถามผู้มาใหม่ 

“หรือเจ้าหึงหวงข้าทั้งสอง” อี้คังวางมือจากการยิงธนูหันมาเสริมทัพเย้าแหย่อีกคนบ้าง 

“ไยข้าต้องหึงหวงพวกเจ้า!” คนถูกเย้าแหย่ตวาดกลับไปทันที 

“ก็พวกข้าเห็นเจ้าชอบทำตัวอย่างกับเป็นฮูหยินของพวกข้า ทั้งขี้บ่น ทั้งเข้มงวด” หมิงจือเข้าไปกอดคออี้คังก่อนจะหรี่ตามองบุคคลตรงหน้าอย่างยียวน 

“พวกข้าเอ่ยถึงสตรีก็ไม่พอใจ แบบนั้นไม่เรียกว่าหึงหวงได้เยี่ยงไร” อี้คังก็ให้ความร่วมมือเย้าแหย่ห่วงกู่อย่างสนุกสนาน 

“บิดาพวกเจ้าเถอะ! ” คนถูกแกล้งว่ากลับไปเสียงดังลั่นก่อนจะสะบัดชายเสื้อเดินออกมาโดยมีเสียงหัวเราะของสองสหายตามหลังดังลั่น 

“พวกเจ้าไยถึงชอบแกล้งห่วงกู่นัก” ซุนเทียนที่มองอยู่ทำได้เพียงแค่ส่ายหน้าไปมา 

“เจ้าไม่เห็นใบหน้าของห่วงกู่หรือ มีสีหน้าเช่นนั้นไงเล่าถึงน่าแกล้งนัก” หมิงจือหันมาตอบ 

“สีหน้าเวลาโกรธอย่างกับก้นลิงภูเขา ข้าชอบยิ่งนัก ฮ่าๆๆ” อี้คังสมทบขึ้นก่อนจะต้องร้องลั่นเมื่อมีบางอย่างลอยมากระทบหัว 

“พวกเจ้าหุบปากไปซะ! ” ก่อนจะตามมาด้วยเสียงตวาดดังลั่น 

“ไยเจ้าชอบใช้กำลังเยี่ยงนี้” คนถูกทำร้ายตะโกนกลับไปก่อนจะรีบเบี่ยงตัวหลบลูกผิงกั่วที่กำลังลอยละล่องมาอีกลูก 

“หุบปาก!” คนถูกแกล้งว่าออกมาอีกครั้งก่อนจะเดินหนีไป 

“พวกเจ้าก็เป็นเสียแบบนี้” ซุนเทียนได้แต่ส่ายหน้าให้กับสหายก่อนจะง้างคันธนูออกยิง ซึ่งแน่นอนว่าเข้าเป้าอย่างแม่นยำ 

“แม่นยำยิ่งนัก” หมิงจือตบมือดังฉาดด้วยความชื่นชม 

“ข้าแพ้ให้เจ้าแล้ว” ส่วนอี้คังก็น้อมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี 

“ใครจะไปสู้ใต้เท้าต่งสหายคนสนิทของฝ่าบาทกันเล่า” 

“ผู้ที่จะชนะเจ้าได้ก็คงมีแต่ฝ่าบาท” 

“ข้าว่าซุนเทียนยอมแพ้ให้ฝ่าบาทต่างหาก” สองสหายเริ่มหันมาเย้าแหย่ซุนเทียนบ้าง 

“พวกเจ้าไม่เอ่ยอะไรออกมาก็ไม่มีใครว่าเป็นใบ้” แต่ซุนเทียนก็ตอกกลับไปได้อย่างเจ็บแสบ 

“เจ้าเล่าหานตง จับคันธนูเป็นหรือยัง” จุดหมายใหม่ในการเย้าแหย่จึงเปลี่ยนมาที่หานตงที่อุตส่าห์ยืนเงียบอยู่นาน 

“ข้าจำได้ว่าแค่ถือคันธนู เจ้ายังถือไม่ไหวมิใช่หรือ” อี้คังกับหมิงจือรับส่งกันอย่างสนุกสนาน 

“มาแข่งขันกันเพื่อทดสอบความสามารถของเจ้าสักหน่อยดีหรือไม่” หมิงจือเริ่มหาเรื่องแกล้งหานตงน้องเล็กสุดในกลุ่ม 

“ข้าคงไม่มีความสามารถพอ เชิญพวกท่านสนุกกันเถิด” หานตงที่รู้ชะตากรรมรีบหาทางหลบหลีกเช่นกัน 

“ได้อย่างไร เจ้าได้ติดตามฝ่าบาทมาถึงที่นี่ ความสามารถของเจ้าจะด้อยกว่าผู้อื่นได้เยี่ยงไร” 

“แต่ข้าไม่...” หานตงยังคงพยายามหาหนทางปฏิเสธ 

 

“หากเจ้ายิงธนูไม่เป็นให้ข้าช่วยสอนเจ้าดีหรือไม่” แต่แล้วการสนทนาก็ต้องหยุดลงเมื่อสุรเสียงของเจ้าเหนือหัวดังแทรกขึ้น 

“ถวายพระพรฝ่าบาท ของพระองค์ทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” ทั้งสี่รีบหันไปประสานมือค้อมกายถวายพระพรในทันที 

“พวกเจ้าจะมากพิธีไปไย” องค์ฮ่องเต้ส่ายหน้าไปมาก่อนจะหันไปหาหานตง 

“เจ้าคิดว่าเช่นไร ให้ข้าสอนเจ้ายิงธนูดีหรือไม่ หานตง” 

“กระหม่อมมิบังอาจ” ชายหนุ่มรีบน้อมรับความหวังดีอย่างถ่อมตน 

“เจ้าจะเกรงใจข้าไปทำไม มาทางนี้ข้าจะสอนเจ้าเอง” องค์ฮ่องเต้ตรัสขึ้นก่อนจะเข้ามาดึงมือของหานตงให้เดินตามไปและเป็นผู้เลือกคันธนูให้ด้วยพระองค์เอง 

“เจ้าเริ่มจากคันธนูขนาดนี้ก็แล้วกัน” เมื่อเลือกคันธนูที่มีน้ำหนักไม่มากนักได้ องค์ฮ่องเต้ก็ยื่นให้กับชายหนุ่มแล้วลากอีกคนไปยังตำแหน่ง 

“จับแบบนี้ ถูกต้อง ลดไหล่ของเจ้าลงอีกนิด ด้านหน้ายกขึ้นระดับสายตา หลังตั้งตรงแต่อย่าเกร็ง” องค์ฮ่องเต้เข้ามายืนซ้อนด้านหลังของชายหนุ่มก่อนจะเริ่มจัดท่าทาง 

“สายตาของจ้าต้องจดจ้องที่ปลายธนู ให้ตรงกับระดับเป้า” สุรเสียงอ่อนโยนดังขึ้นข้างหูเหมือนดั่งตอนที่อีกคนสอนกระบี่ให้กับเขา เมื่อตอนอยู่ที่หมู่บ้านกลางหุบเขา 

น้ำเสียงชวนฟังแสนรื่นหู ขับกล่อมบทเรียนให้คล้อยตามและน่าจดจำมากยิ่งขึ้น 

ฝ่ามือที่ลูบผ่านไปตามแผ่นหลังและลำแขนเปรียบดังประจุไฟฟ้าที่ไหลผ่านให้ทุกพื้นผิวที่ไล่ผ่านร้อนรุ่ม ชวนให้หัวใจของชายหนุ่มเต้นแรง 

 

“เมื่อเจ้ามั่นใจก็จงปล่อยสายธนู” 

สิ้นประโยคที่ได้ยิน มุมปากของหานตงก็กระตุกขึ้นเล็กน้อยก่อนจะปล่อยลูกธนูพุ่งทะยานออกไป และผลงานที่ออกมาประจักษ์ต่อสายตาของทุกคนก็น่าแปลกใจเป็นอย่างมาก เมื่อลูกธนูพุ่งตรงไปกลางเป้าไม่มีผิดองศาแม้แต่นิดเดียว 

ไม่ให้เข้าเป้าได้อย่างไร ในร่างเดิมนั้นหานตงหรือซือเป่าเป็นนักกีฬาเล่นกีฬาแทบจะทุกชนิดและแน่นอนว่ากีฬายิงธนูคือหนึ่งในกีฬาที่เขาชื่นชอบอย่างหนึ่ง ที่ปฏิเสธหมิงจือในคราแรกก็เพราะไม่อยากให้ผิดสังเกต คิดไม่ถึงว่าองค์ฮ่องเต้จะเข้ามาเสนอตัวด้วยพระองค์เอง เขาจึงได้โอกาสใกล้ชิดกับพระองค์ขนาดนี้ 

“ยอดเยี่ยม! หานตงเจ้ายอดเยี่ยมยิ่งนัก” ห่วงกู่ที่เดินตามองค์ฮ่องเต้กลับมาส่งเสียงเฮด้วยความสะใจ เมื่อมีคนทำให้สหายทั้งสองเสียหน้าได้ 

“เพราะฝ่าบาททรงชี้แนะคนไม่ได้เรื่องอย่างกระหม่อมต่างหากพ่ะย่ะค่ะ” หานตงรีบถ่อมตนด้วยความนอบน้อม 

“อย่าถ่อมตัวไปเลยเพราะเจ้ามีพรสวรรค์ต่างหาก” องค์ฮ่องเต้เอ่ยออกมาอย่างชื่นชมก่อนจะหันไปหาซุนเทียน 

“ซุนเทียน สงสัยเจ้ากับข้าจะมีคู่แข่งเสียแล้ว” 

“ฝ่าบาททรงพระปรีชาสามารถไม่มีผู้ใดเทียบได้พ่ะย่ะค่ะ” ซุนเทียนตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง 

“เจ้าก็ยกยอข้าเกินไป” องค์ฮ่องเต้ตรัสกลับไปก่อนจะหันกลับมาหาหานตง 

“กลับวังเมื่อใด พวกเราคงต้องแข่งกันสักตา” 

“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” หานตงน้อมรับพร้อมถอยหลังห่างออกไปเล็กน้อย เมื่อเหลือบไปเห็นบุตรีคนรองของท่านเจ้าเมือง 

“อาการของเจ้าเป็นเช่นไร” องค์ฮ่องเต้เอ่ยถามเมื่อหานตงไม่ยอมเอ่ยสิ่งใดต่อ 

“เป็นพระมหากรุณายิ่งนักที่ทรงเป็นห่วง กระหม่อมสบายดีพ่ะย่ะค่ะ” หานตงยังคงตอบกลับไปอย่างห่างเหิน 

“เจ้าสบายดีจริงหรือ?” องค์ฮ่องเต้ก็ยังคงไม่ได้คำตอบที่สงสัยเมื่อเห็นท่าทีของหานตง 

“จริงพ่ะย่ะค่ะ” หานตงเอ่ยย้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงจริงจัง 

“แต่...” องค์ฮ่องเต้ที่กำลังจะเอ่ยต้องเงียบลงเมื่อได้ยินเสียงของเหลากงกงที่ดังขึ้น 

“ฝ่าบาท คุณหนูชิงหลี่ บุตรีคนรองของท่านเจ้าเมืองขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” 

“กระหม่อมทูลลา” องค์ฮ่องเต้ยังไม่ทันจะได้อนุญาตหรือตอบรับเหลากงกง หานตงก็ชิงขอตัวออกมาเสียก่อน ไม่รอฟังสิ่งที่องค์ฮ่องเต้ทรงรับส่ง ไม่รอดูท่าทาง ไม่รออะไรทั้งนั้น 

ชายหนุ่มเหล่มององค์ฮ่องเต้เมื่อเดินห่างออกมาได้พอสมควร แต่พอเห็นว่าพระองค์กำลังส่งยิ้มให้กับสตรีนางนั้น ในใจก็อย่างกับมีไฟกองโตสุมอยู่ 

...พระองค์จะเสน่ห์แรงอะไรนักหนา เมื่อคืนก็ซุนเทียนกับคุณหนูชิงคนโต วันนี้มาคนรองอีก 

...หงุดหงิด โว้ย ทำไมถึงได้หงุดหงิดแบบนี้! 

 

.............................................................. 

 

หานตงที่ไม่รู้ว่าตัวเองหงุดหงิดอะไรนักหนา ตัดสินใจเลี่ยงที่จะพบกับเป็นตัวต้นเหตุที่ทำให้เขาอารมณ์ขุ่นมัว นั่นก็คือองค์ฮ่องเต้ 

ตลอดทั้งวัน หลังจากยิงธนูทั้งสองคนจึงไม่ได้พบหน้า มีเฉียดบ้างแต่หานตงก็หาทางหลบได้ทุกที 

หานตงไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองจะหลบหน้าองค์ฮ่องเต้ทำไม รู้แต่เพียงว่าอย่าเจอหน้ากันตอนนี้เป็นดีที่สุด 

แต่เมื่อดวงตะวันลับขอบฟ้าถึงเวลาที่ท่านเจ้าเมืองจัดถวายงานเลี้ยงพระกระยาหารต่อองค์ฮ่องเต้และพระมารดา หานตงก็ต้องจำใจเข้าร่วมงาน ทั้งที่อารมณ์ยังไม่คงที่เท่าไหร่นัก 

งานเลี้ยงถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม และการร่ายรำ ประกอบดนตรี ถูกตระเตรียมมาอย่างดีเยี่ยม สมพระเกียรติขององค์จักรพรรดิ 

องค์ฮ่องเต้ประทับยังโต๊ะตัวตรงกลาง โดยมี 'ติ้งตี้ไทเฮา' พระมารดาประทับอยู่ที่โต๊ะข้างกัน 

คนที่กำลังสนุกสนานโปรดยิ้มไปทั่ว ไม่ได้รับรู้เลยว่า รอยยิ้มนั้นกำลังทำให้ใครบางคนหงุดหงิดเป็นอย่างมาก 

ยิ่งหานตงเห็นบุตรีคนสุดท้องของท่านเจ้าเมืองเสนอตัวเข้าไปถวายการรับใช้ คอยรินน้ำจัณฑ์ คอยตักพระกระยาหารถวาย ในใจของหานตงก็ยิ่งรู้สึกขุ่นมัว 

...เหอะ หว่านเสน่ห์ไปทั่ว 

 

“เจ้าหายไปไหนมาทั้งวัน” คำถามที่ดังขึ้น ดึงสายตาของหานตงออกจากองค์ฮ่องเต้ในทันที 

“ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบายจึงพักอยู่ในห้องตลอดทั้งวัน” หานตงประสานมือคารวะผู้ถามก่อนจะตอบกลับไป 

“ข้านึกว่าเจ้าแข็งแรงกว่าเมื่อก่อนเสียอีก” ห่วงกู่ยังคนถามไถ่ต่อ 

“คงเหนื่อยจากการเดินทางกระมัง” หมิงจือที่ยืนอยู่ด้านข้างเริ่มวิเคราะห์บ้าง 

“เจ้าควรประเมินร่างกายตัวเอง หากไม่ไหวก็ไม่ควรตามมา” ซุนเทียนที่พึ่งเดินเข้ามาสมทบพร้อมอี้คังเอ่ยขึ้นบ้าง 

“ดีแค่ไหนที่ไม่เกิดปัญหาระหว่างทาง” สหายที่เดินเข้ามาพร้อมกันเสริมขึ้นในทันที 

“นั่นน่ะสิ ข้าล่ะแปลกใจจริงๆ ไยฝ่าบาทถึงให้เจ้าตามมาด้วย” หมิงจือยกมือขึ้นลูบคางอย่างใช้ความคิด 

“ฝ่าบาทคงอยากให้หานตงได้เปิดหูเปิดตา” ห่วงกู่วิเคราะห์ตามความคิดของตัวเอง 

“หรือไม่ก็ตั้งใจให้เจ้าตามมาดูแลม้า เจ้าเป็นคนเลี้ยงม้าหนิ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” อี้คังกลับขัดขึ้นอย่างสนุกสนาน 

ในตอนนี้หานตงจึงตกเป็นหัวข้อในการสนทนาของสหายทั้งสี่ โดยไม่รู้เลยว่าบุคคลที่ถูกพูดถึงนั้นกำลังอยู่ในอารมณ์ขุ่นมัวเพียงใด 

“พวกท่านสนุกกันพอรึยัง” ซึ่งหานตงเองก็ไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะให้ใครใช้ไปเป็นหัวข้อในการสนทนา 

“ไอ้หยา เจ้าลูกเต่านี่! ทำหน้าตาจริงจังเป็นด้วย” หมิงจือเอ่ยขึ้นก่อนจะเข้ามาล็อคคอหานตงเอาไว้  

“หมิงจือ หานตงเจ็บไข้อยู่” ห่วงกู่รีบเข้ามาห้ามด้วยความเป็นห่วง 

“เจ็บไข้อันใด เจ้าลูกเต่านี่แข็งแรงจะตาย” คนถูกห้ามมิได้ใส่ใจยังคงแกล้งล็อคคอชายหนุ่มไปมาไม่เลิก โดยมีอี้คังเข้ามาร่วมวง ส่วนซุนทียนก็ทำเพียงแค่ยืนมองไม่คิดจะห้ามหรือทำสิ่งใด 

หานตงจากที่เป็นหัวข้อสนทนา ในตอนนี้กลับกลายเป็นของเล่นให้สหายทั้งสองหยอกเย้าอย่างสนุกสนาน 

 

“ว้าย! ขอประทานอภัยเพคะฝ่าบาท หม่อมฉันสมควรตายยิ่งนัก” ความสนุกในการกลั่นแกล้งหานตงต้องหยุดลง เมื่อเสียงของสตรีนางหนึ่งดังขึ้น 

ทั้งห้าคนหันไปมองยังแหล่งกำเนิดเสียงก่อนจะพบว่าสตรีนางนั้นได้ทำผิดพลาดรินน้ำจัณฑ์หกเลอะเทอะไปทั่ว ซึ่งนั่นก็หมายความว่านางได้พลาดโอกาสสำคัญในการใกล้ชิดฝ่าบาทไปแล้วเรียบร้อย 

“สุดท้ายบุตรีทั้งสามของท่านเจ้าเมืองก็ไม่มีนางใด ทำให้ฝ่าบาทพอพระทัย” หมิงจือเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแสนเสียดาย 

“พวกนางทำพลาดเอง หามีใครกลั่นแกล้ง” คราวนี้ซุนเทียนที่เงียบอยู่นานเอ่ยขึ้นบ้าง 

“ไม่พอพระทัย ทั้งสามคนเลยหรือ?” ส่วนหานตงที่ถูกรุมขยี้หัวก่อนหน้านี้ต้องเอ่ยถามด้วยความสงสัย และคำตอบที่ได้คือทั้งสี่คนพยักหน้าพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย 

“หานตง” ยังไม่ทันจะได้รู้เรื่องราว เหลากงกงก็เดินเข้ามาหาพร้อมเอ่ยเรียกชายหนุ่ม 

“ขอรับเหลากงกง” เมื่อคอเป็นอิสระหานตงก็รีบจัดชุดและทรงผมของตัวเองให้เรียบร้อยก่อนจะตอบรับในทันที 

“เจ้ามาทางนี้” ถึงจะยังไม่รู้ว่าเหลากงกงจะพาไปที่ใด แต่ชายหนุ่มก็ยอมเดินตามไปแต่โดยดี 

“ฝ่าบาทมีรับสั่งให้เจ้าอยู่ตรงนี้อย่าไปไหน” หานตงที่ยังงงๆ ถูกพามายืนยังฉากด้านข้างที่ประทับขององค์ฮ่องเต้ 

“ให้ยืนอยู่ตรงนี้หรือ?” ชายหนุ่มถามย้ำอีกครั้ง 

“ใช่แล้ว ยืนอยู่ตรงนี้คอยถวายการรับใช้ฝ่าบาท” 

“ห่ะ?” ยังไม่ทันจะได้ประมวลผลในสิ่งที่ได้ยิน กาน้ำจัณฑ์ก็ถูกยัดใส่มือของชายหนุ่ม 

“เข้าไปสิ” เหลากงกงเอ่ยย้ำก่อนจะผลักให้หานตงเดินออกไป 

“เดี๋ยวท่าน” ชายหนุ่มเหวลั่น แต่เมื่อถูกสายตาขององค์ฮ่องเต้และติ้งตี้ไทเฮาจ้องมอง ชายหนุ่มก็ต้องรีบตีหน้านิ่งสงวนท่าทาง 

น้ำจัณฑ์สีใสถูกรินด้วยความระมัดระวังลงไปในถ้วยเงิน ก่อนจะถอยออกมาเมื่อปริมาณอยู่ในระดับพอดี 

“ยืนอยู่ตรงนี้” แต่พอเขาจะหันหลังเดินกลับเข้าไปรับสั่งขององค์ฮ่องเต้ก็ดังขึ้น 

“พ่ะย่ะค่ะ” หานตงตอบรับก่อนจะถอยออกมายืนเพียงเล็กน้อย เมื่อฝ่าบาทปลายสายตามองอาหารจานใด หานตงก็ทำหน้าที่เลื่อนเข้ามาให้ จนเมื่อถึงจานปัจจุบันองค์ฮ่องเต้ก็ต้องเอ่ยขึ้น 

“ข้าไม่ได้อยากกินสิ่งนี้” 

“ฝ่ายบาทควรเสวยพระกระยาหารรสจืดบ้างพ่ะย่ะค่ะ” หานตงตอบพร้อมลงมือคีบใส่จานให้เพราะเห็นว่าพระองค์เลือกเสวยแต่อาหารรสจัด 

“แต่ข้าไม่ชอบ” องค์ฮ่องเต้เอ่ยพลางใช้ตะเกียบคีบอาหารอีกจาน 

“หากฝ่าบาทยังทรงเสวยแต่พระกระยาหารรสจัดคู่กับน้ำจัณฑ์เช่นนี้ จะทรงปวดพระอุทรเอาได้พ่ะย่ะค่ะ” หานตงเอ่ยเสียงแข็งก่อนจะเลื่อนอาหารรสจัดออกห่างจากองค์ฮ่องเต้ 

คงถูกห้ามปลายสายตามองหานตงเล็กน้อยก่อนจะยอมทำตามที่ชายหนุ่มแนะนำ เรียกรอยยิ้มของเด็กหนุ่มได้ในทันที 

 

งานเลี้ยงผ่านไปได้พอสมควร ‘ติ้งตี้ไทเฮา’ ก็ขอตัวออกจากงานไปพักผ่อน ในตอนนี้จึงมีเพียงหานตงที่อยู่ใกล้ชิดองค์ฮ่องเต้มากที่สุด 

“เจ้ารู้หรือไม่ ไยข้าถึงเรียกให้เจ้ามาคอยรับใช้ข้า” องค์ฮ่องเต้เอ่ยขึ้นโดยที่สายตายังคงทอดมองไปเบื้องหน้า 

“กระหม่อมไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ” หานตงตอบกลับไปตามความสัจจริง ฝ่าบาทคงอยากแกล้งเขากระมัง 

“เพราะนอกจากสหายทั้งสี่ เจ้าคืออีกคนที่ข้าไว้ใจ” องค์ฮ่องเต้เอ่ย ซึ่งหานตงก็พึ่งสังเกตเห็นว่าดวงตาของพระองค์นั้นกำลังทอดมองกลุ่มสหายที่กำลังนั่งพูดคุย 

“เป็นพระมหากรุณายิ่งนัก” หานตงน้อมรับ อย่างน้อยก็อยู่ในระดับเดียวกันกับซุนเทียนล่ะนะ 

“แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าชอบอยู่กับผู้ใด ผู้ใดที่อยู่ข้างกายข้า แล้วทำให้ข้ารู้สึกสบายใจมากที่สุด” องค์ฮ่องเต้ตรัสต่อโดยที่สายตายังคงอยู่ที่สหายทั้งสี่ 

...สายตาแบบนั้นท่านคงจะหมายถึงซุนเทียนสินะ 

หานตงที่เหมือนกองไฟในอกกำลังถูกสุมขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ยอมตอบโต้และแทบจะวางกาน้ำจัณฑ์กระแทกลงตรงหน้าฝ่าบาทด้วยซ้ำ 

องค์ฮ่องเต้ยกถ้วยน้ำจัณฑ์จรดริมฝีปากก่อนจะตรัสขึ้น 

“หานตง” 

“พ่ะย่ะค่ะ?” คนถูกเรียกเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ 

“เจ้าคือคนผู้นั้นอย่างไรเล่า หานตง” องค์ฮ่องเต้เอ่ยก่อนจะหันมาสบตากับชายหนุ่ม 

“ข้าเป็นคนอยากให้เจ้าอยู่ตรงนี้ อย่าให้ผู้ใดมาแทนที่อีก” เมื่อเอ่ยจบพระองค์ก็หันกลับไปชมการร่ายรำต่อ ทำเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ไม่รู้เลยว่าประโยคที่พึ่งเอ่ยจบไปนั้นทำให้ใครบางคนไม่สามารถห้ามริมฝีปากที่กำลังยกยิ้มและหัวใจที่เต้นรัวเอาไว้ได้... 

...ฝ่าบาทไยพระองค์ถึงชอบทำเยี่ยงนี้ 

...พระองค์ชอบทำให้ข้าคิดเข้าข้างตัวเอง ว่าตัวข้านั้นพิเศษกว่าผู้ใด 

 

 

>>> เสียงจากคนแต่ง 

เอาแล้วไง ฝ่าบาทเริ่มรุกหานตงของเราบ้างแล้ว 

ส่วนหานตงนั้นก็ยังคงสับสน ลังเลต่อไป //ทำไปขนาดนั้นยังจะสับสนอะไรอีกล่ะลูก 

ย้ำว่าหานตงคือพระเอกของเรื่องนะคะ หานตงอยากเป็นพระสวามีของฝ่าบาทนะคะ ไม่ได้อยากเป็นฮองเฮา 

เผื่อใครยังไม่มั่นใจในโพ 

หานตงคือผัวนะคะทุกคน! 

 

คอมเม้นพูดคุยเป็นกำลังใจให้พู่หน่อยน่าาาา 

ไม่ถูกไม่ควรหรืออยากติชมก็มาพูดคุยกันได้จ้า 

หากเมาส์มอยนิยายเรื่องนี้อย่าลืมติด  

#ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน 

#หานตงอ้ายหมิง  

ติดตามการอัปเดตข่าวคราวได้ที่  

Facebook : Fic BY Pucca_ww 

TWITTER : @pucca_ww 

ความคิดเห็น