ติดตามด้วยนะจ้ะ

6. ใช่รักหรือเปล่า ?

ชื่อตอน : 6. ใช่รักหรือเปล่า ?

คำค้น : นิยายโรแมนติก ญี่ปุ่น

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 302

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ก.พ. 2563 22:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
6. ใช่รักหรือเปล่า ?
แบบอักษร

ทันทีที่ขึ้นเครื่อง ฉันบอกตัวเองว่าจะลืมเรื่องของนาโอกิให้หมด แต่ถึงยังไงฉันก็สลัดเขาออกจากความคิดไม่ได้สักที จูบของเราท่ามกลางหิมะที่กำลังตกโปรยปราย จูบรสไวน์องุ่นที่ทั้งหอมและหวานในคราวเดียวกัน และที่สำคัญภาพซิกแพคของเขาตราตรึงในความคิดของฉัน ยังจะแผงอกแกร่งขาวเนียนละเอียดที่น่าสัมผัส โอ้ย ยายหมูมิ ยายโรคจิต ยายหื่น ฉันก่นด่าตัวเองในใจ พอเครื่องบินทะยานสู่ท้องฟ้า สัญญาณเตือนปิดอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ดับลง  ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูรูป ส่วนมากฉันจะเน้นถ่ายวิวทิวทัศน์ มากกว่าที่จะถ่ายรูปตัวเอง ฉันเปิดดูรูปไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงชุดภาพที่ถ่ายที่ทะเลสาบโทยะ หัวใจฉันแทบกระตุกวูบ นี่มันรูปของนาโอกิกำลังทำความสะอาดโต๊ะในห้องอาหาร ต้องเป็นคุณยายแอบถ่ายตอนฉันไปตักอาหารแน่ๆ เลย  ชายหนุ่มร่างสูง ผิวขาวเนียนละเอียดเหมือนผู้หญิง สวมเสื้อเชิร์ตสีขาวพับแขน ผูกผ้ากันเปื้อนสีดำ ชุดพนักงานธรรมดาแต่ดูดีมีออร่ากว่าใคร  ดวงตาสีเข้มซึ่งมักจะมองมาด้วยแววตาเฉยชา แต่คืนนั้นเขามองฉันด้วยแววตาที่อบอุ่น

“แล้วแบบนี้ฉันจะลืมคุณได้ยังไงคะ” ฉันยิ้มเขินเป็นบ้าเป็นหลังจนผู้โดยสารชาวจีนด้านข้างผวา คิดได้ฉันจึงหยุดทำท่าทางประหลาด   พอเครื่องบินลงจอด ฉันผ่านขั้นตอนตรวจคนเข้าเมืองและรับกระเป๋าเรียบร้อย จากนั้นจึงนั่งเครื่องต่อภายในประเทศ พอถึงบ้านฉันรู้สึกเหมือนทำหัวใจหล่นหายที่ฮอกไกโดยังไงไม่รู้ บางครั้งก็เผลอถอนหายใจนั่งเหม่อ

“หมูมิ เมนไม่มาเหรอ” สไมล์คงจะอดรนทนไม่ได้เลยถามขึ้นมา พรืดดด น้ำส้มที่เพิ่งกินเต็มไปทั่วหน้าสไมล์ 

“ยายหมูบ้าทำไรมีพิรุธนะเรา” สไมล์บ่นอุบใช้ชายเสื้อเชิร์ตเช็ดน้ำส้มออกจากใบหน้า ถือว่าทำสปาหมักหน้าด้วยผลไม้ละกันนะ คำถามนั้นจี้จุดฉันพอดี ตั้งแต่ไปญี่ปุ่นประจำเดือนเลื่อนมาสามวันแล้ว ทั้งๆที่ตอนแรกฉันมั่นใจว่าคืนนั้น ฉันกับนาโอกิไม่ได้มีอะไรเกินเลยนอกจากจูบแต่พอประจำเดือนแบบนี้หรือว่าคืนนั้นเรามีอะไรกันจริงๆ

“เดี๋ยวก็มา คงเลื่อนเองแหละ”

“นึกว่าไปมีซัมติงที่ญี่ปุ่น” ฉันสะดุ้งสุดตัว คราวนี้ถึงขั้นทำแก้วน้ำหล่น

“บ้าซัมตงซัมติงอะไร ขนาดคนจะมาจีบยังไม่มีเลยแล้วนี่จะมีซัมติง โห คิดได้ไง” ฉันแกล้งพูดกลบเกลื่อน พลางหัวเราะเสียงดังซึ่งไม่รู้สไมล์จะจับได้หรือเปล่า ถ้าจับไม่ได้สไมล์คงตาบอดน่ะแหละ ฉันมันประเภทเก็บความลับไม่อยู่แสดงออกทางการกระทำเปิ่นๆแบบเมื่อครู่นี้  

“ตั้งแต่ฉันมาอยู่กับคุณแม่ยูมิ ฉันเห็นเธอเป็นน้องสาวที่น่ารัก ตั้งแต่เล็กจนโตเราคุยกันได้ทุกเรื่องแม้กระทั่งวันที่ฉันไปผ่าตัดแปลงเพศเธอก็ไปรอฉันที่หน้าห้องผ่าตัด ตอนเด็กๆ โดนเด็กอันธพาลแถวบ้านแย่งไอศกรีม ฉันก็ไปต่อยไอ้เด็กคนนั้น ตอนที่เธอ....” ฉันอุดปากสไมล์ พอเจ้าหล่อนเล่าเรื่องดราม่าทีไรฉันเป็นอันต้องยอมแพ้ทุกที 

“พอแล้ว ฉันยอมแล้ว เฮ้อ” ฉันถอนใจหายใจ คิดหนักตรงที่ว่าจะเริ่มเล่าจากตรงไหน มันเป็นความสัมพันธ์ที่ยังไม่ได้เริ่มและคงจะต้องจบลง มันอึนๆ หน่วงๆในความรู้สึก 

“ฉันรู้ตั้งแต่ไปรับเธอที่สนามบินแล้วแหละว่ามีเรื่องอะไรปิดบังฉันแน่ๆ ทำพิรุธซะขนาดนี้” ฉันเล่าให้สไมล์ฟังทุกช๊อต เน้นย้ำว่า ทุกช๊อต เพราะฉันกับเธอไม่มีความลับต่อกัน

“อร้ายยย จูบท่ามกลางหิมะที่กำลังตก ท่าจะฟิน เดี๋ยวนะ เธอคงจูบแบบเงอะๆงะๆ แน่ๆ แฟนก็ไม่เคยมี”

“โอ้ย สมหมาย เธอคงจูบผู้ชายมาเป็นร้อยอ่ะดิ โห ตัวเองก็เหมือนกันแหละ รอแต่ภัทรอยู่ได้” ถึงแม้ว่าสไมล์จะเชี่ยวชาญเรื่องทฤษฎีแต่ปฏิบัติก็แย่พอกับฉัน แต่อย่างน้อยสไมล์ก็มีประสบการณ์คุยกะชายหนุ่มซึ่งฉันไม่มี และไม่เคยเปิดรับใครเข้ามาด้วย ก็รู้สึกไม่ชอบตั้งแต่แรกจะพยายามแค่ไหนก็คงไม่ชอบแหละ

“อยากรู้จังว่าหล่อ ดูดีแบบเธอว่าจะซักแค่ไหนเชียว ไม่มีหลักฐานฉันไม่เชื่อหรอก” ฉันเบ้ปากแน่ล่ะใครมันจะไปหล่อสู้ภัทรกันเล่า สำหรับณภัทรแล้วสไมล์ให้ขนานนามว่าเป็นของดีของเด็ดประจำจังหวัดสมบัติของชาติ ซึ่งควรค่าแก่การเป็นสามี(มโน) ของนาง ฉันหยิบโทรศัพท์ สไลด์ภาพถ่ายจนถึงภาพที่คุณยายแอบถ่ายนาโอกิที่กำลังเช็ดโต๊ะอยู่ห้องอาหาร สไมล์รับไปมองอย่างพิจารณา นางเงียบไปหลายนาทีซูมดูรูปซูมแล้วซูมอีก

“ฉันรู้ๆ เธอจะบอกว่าไม่มีใครหล่อเท่าภัทรหรอก” ฉันพอจะรู้คำตอบอยู่แล้ว แม้กระทั่งอปป้าฮยอนบิน สไมล์ก็บอกว่าหน้าจืดๆ ยังไงภัทรก็ดูดีกว่า 

“ฉันว่า....” สไมล์ทำสีหน้าจริงจัง  จ้องโทรศัพท์ฉันแบบใกล้มากอีกนิดก็จะสิงโทรศัพท์ฉันละ

“ว่าอะไร”

“นี่ไม่ใช่คนแล้ว ทำไมสมบูรณ์แบบได้ขนาดนี้ ดูสิ ตัวสูงก็สูง หุ่นก็ดี ผิวขาวเนียนละเอียดยิ่งกว่าผู้หญิง คิ้วเข้ม ดวงตาสีเข้มมองแล้วใจละลาย จมูกก็โด่งได้รูปรับกับใบหน้า ยิ่งริมปากน่าจูบสีกุหลาบนั่นอีก อร้ายยยย ขนาดรูปไม่ค่อยชัดนะเนี่ย ฮือ...ฉันโคตรอิจฉาเธอเลยอ่ะ ตอนจูบรู้สึกยังไงเล่าหน่อยขอแบบละเอียด” สไมล์ทำหน้าเพ้อฝัน ฉันตีแขนหล่อน พอให้หล่อนได้สติ ใบหน้าเห่อร้อนขึ้นมาเมื่อคิดถึงตอนจูบกับเขา

“มันก็แบบว่า...โอยจะให้เริ่มไง มันเขินนะเว้ย” ฉันอมยิ้มนั่งกัดปากตัวเองด้วยความเขินอาย  

“สรุปเธอชอบเขา” สไมล์พูดไม่ผิดหรอก ฉันก็ชอบเขาแหละ แต่ชอบแล้วไง ยังไงฉันก็ไม่มีทางคบกับเขาได้อยู่แล้ว อย่างที่บอกไม่รู้อีกนานแค่ไหนที่ฉันจะได้ไปญี่ปุ่นอีก แล้วฉันอายุยี่สิบหกแล้วจะให้คบเล่นๆ เห็นหน้ากันทีทางวิดิโอคอล หรือเฟสไทม์ มันก็ยังไงๆอยู่ ให้ไปเขาหรือฉันไปหาบ่อยๆก็ไม่ได้ เขาอยู่ตั้งเกาะฮอกไกโดไม่ใช่ใกล้ๆแถวนี้จะไปหากันบ่อยๆ ก็ค่าใช้จ่ายอีกแหละ หนทางที่จะคบกันรอดมีค่าเป็นศูนย์

“ชอบแล้วไงอ่ะ แล้วจะคบกันยังไง เค้าอยู่ตั้งญี่ปุ่น ไม่ใช่เชียงใหม่นะเว้ย”

“ยายหมูมิ ตลอดยี่สิบหกปีที่ผ่านมาของเธอฉันไม่เคยเห็นเธอชายตามองใครเลย ไม่รวมอปป้าฮยอนบิน สามีมโนของเธออ่านะ ไม่ลองพยายามดูหน่อยเหรอ คนที่คบกันทางไกลมีตั้งเยอะ ปีหนึ่งเค้าเจอกันสามครั้งก็มี”

“แต่คบกันเค้าก็ต้องการคนดูแลป่ะวะ แล้วเผื่อเค้าเจอผู้หญิงที่ใกล้ชิดเค้าดูแลเค้าดีกว่านั้น ฉันก๊อกหักสิ เพราะฉันไม่มีทางมีใครอยู่แล้ว”

“ยายหมู เค้าต้องการแฟนไม่ใช่พยาบาล เธอเข้าใจอะไรผิดป่ะ ดูอย่างพ่อแม่เธอสิ อยู่คนละประเทศยังคบกันแต่งงาน จนมียายหมูอย่างเธอเป็นโซ่ทองคล้องใจ   เธอลองดูสักตั้ง คนนี้ฉันเชียร์”

“จ้า เชียร์เพราะเค้าหล่ออ่ะดิ ยายบ้าผู้ชาย” ฉันจิกตาใส่นาง 

“เธอไปขอคุณยูมิสิ บอกว่าจะไปอยู่กับคุณยายสักพัก ช่วงนี้รีสอร์ตเราไม่ค่อยมีแขก ถึงมีฉันจะช่วยคุณยูมิเอง ไม่ต้องห่วง” ด้วยแรงสนับสนุนจากสไมล์ทำให้ฉันนิ่งทบทวนเรื่องนี้อีกครั้ง แต่ยังมีเรื่องที่ฉันยังไม่แน่ใจ

“ฉันชอบเค้าแหละ แต่เค้าไม่ได้บอกชอบฉันเลยนะ” เค้าแค่ขอคบตอนเราทั้งคู่เมา ไม่แน่ว่าตอนตื่นขึ้นเค้าจะลืมเรื่องที่พูดกับฉันไปแล้วก็ได้ สไมล์จิ๊ปากด้วยความรำคาญ

“โอ้ย ยายหมู เค้าชอบก็จีบเค้าสิ ผู้ชายแบบนี้หายากนะเว้ย”

“เฮ้ย ฉันไม่เคยจีบใครแฟนก็ไม่เคยมี จะต้องทำยังไง”

“ก็ไปเสนอหน้าให้เค้าเห็นบ่อยๆ ชวนเค้าคุย ชวนเค้าไปเที่ยวตอนเค้าว่าง แต่ถ้าช่วงที่ได้คุยจริงจังแล้วมันไม่โอเคก็กลับมาเข้าใจป่ะ ฉันอยากให้เธอได้ลองเปิดใจตัวเอง ทำในสิ่งที่ฉันทำไม่ได้...” ฉันรู้ว่าสไมล์พูดถึงอะไร ความรักของสไมล์ไม่มีวันสมหวังเพราะภัทรแสดงออกชัดเจนว่าไม่ได้คิดอะไรกับสไมล์ และสไมล์เองก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าแอบรักเพราะไม่อยากเสียคนที่รักไป ขอแอบรักในมุมมืดแบบนี้ก็พอ บางทีความรักก็เข้าใจยาก ฉันเองไม่เคยรักใคร แค่รู้สึกดีๆกับนาโอกิ ส่วนจะพัฒนาเป็นความรักได้หรือไม่ ฉันก็ยังไม่รู้แต่อยากลองดูสักครั้ง  พอคิดได้ดังนั้นฉันกับสไมล์จึงจะไปคุยกับคุณยูมิอย่างจริงจัง เรื่องที่ฉันจะไปหาคุณยายที่ญี่ปุ่น พอเจอหน้าแม่ฉันกลับอ้ำอึ้งๆ ฉันเคยโกหกแม่ซะที่ไหนเล่า

“แม่คะคือหนู...หนู”

“มีอะไรรึเปล่า ห้ามบอกว่าไม่มีนะ สีหน้าแววตาของหนูมันบอกแม่หมดแล้ว ว่ากำลังมีความลับ” โอ้ยนี่ฉันเก็บความลับกับใครไม่ได้จริงๆ

“หนูจะไป...ไป..”

“ยายหมูมิจะไปอยู่กับคุณยายสักพักค่ะ คุณยายดูไม่ค่อยแข็งแรงน่ะค่ะ” เป็นสไมล์ที่พูดแทน

“อ้าว คุณแม่ไม่สบายก็ไม่บอก” คุณยูมิบ่นทำท่าจะโทรทางไกลไปญี่ปุ่น ไม่ได้นะ! ความลับแตกแน่

“แม่คะ..อย่าเพิ่ง” ช้าไปแล้ว แม่โทรหาคุณยายและคุยกันเป็นภาษาญี่ปุ่น ฉันได้แต่ยืนงงในป่าดงดิบ 

“มิจังเดี๋ยวไปเก็บกระเป๋านะไม่ต้องเอาอะไรไปเยอะ คุณยายบอกว่าจะซื้อใหม่ให้ เดินทางพรุ่งนี้เลย แล้วดูแลคุณยายดีๆ นะ” พอแม่พูดจบ สไมล์ก็กอดฉันอย่างลืมตัว

“สู้ๆนะ” ฉันทำตาขวางใส่นาง ยายสไมล์บ้า เดี๋ยวแม่ก็รู้จบเห่กันพอดี ถ้าแม่รู้ว่าฉันแอบไปแอ๊วหนุ่มฉันต้องโดนตีตายแน่ๆ

“อย่าลืมพาลูกเขยแม่กลับมาด้วย” ฉันกะพริบตาถี่ๆ อย่างไม่อยากเชื่อ

“วะ..ว่าไงนะคะ”

“โอ้ย แม่ไม่อยากเลี้ยงแล้วนะอายุตั้งยี่สิบหก หาคนดูแลได้แล้ว หนุ่มๆที่โน่นงานดี” แม่ทำตาวิบวับเหมือนเด็กสาวยี่สิบหยกๆสิบหกหย่อนๆ

“อ่าวแม่ แล้วพ่อล่ะงานไม่ดีเหรอ”

“เอาน่า แม่เสียดุลประเทศมาแล้ว เราก็ต้องมีแฟนคนญี่ปุ่นจะได้หายกัน” นั่นคือความคิดและอุดมการณ์แน่วแน่ของแม่ แต่ต้องขอบคุณคุณยายที่ไม่บอกว่าฉันโกหกและช่วยให้ฉันได้กลับไปที่นั่นอีกครั้ง

Naoki talks 

“เรียว ทำไมยังหาเธอไม่เจออีก” ผมหงุดหงิด  ห้าวันแล้วที่ผมให้เรียวสืบเรื่องของเธอ แต่ไม่ได้อะไรกลับมาเลย คืนที่เธอมาพักที่โรงแรมของผม ไม่มีประวัติการเข้าพักของเธอ เธอน่าจะมากับเพื่อนหรือญาติของเธอ ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเธอเลย รู้แค่เธอชื่อ มิราอิ บ้านอยู่ประเทศไทย ผมค้นข้อมูลชื่อเธอใน google หาเฟสบุคของเธอ แต่ไม่พบอะไร เธอเหมือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย ล่าสุดเมื่อวานผมให้เรียวจองตั๋วไปประเทศไทย ไปโดยไม่มีจุดหมายปลายทาง เผื่อโชคชะตาจะทำให้ผมพบกับเธออีกครั้ง พอไปถึงกรุงเทพ ฯ ผมนั่งแท็กซี่ไปที่โรงแรมในเครือฟุจิวะระกรุ๊ป นั่งจิบกาแฟที่ชั้นดาดฟ้า และออกมาเดินตามถนนแถวหน้าโรงแรม ผู้คนมากหน้าหลายตาแต่ไม่มีใครหน้าเหมือนมิราอิเลย ช่วงเย็นของวันนั้นผมให้เรียวจองตั๋วเครื่องบินและเดินทางกลับญี่ปุ่น เพราะมีประชุมผู้ถือหุ้นในตอนบ่าย

“ผมถามพนักงานโรงแรมในตอนเช้าที่เธอลงมาจากห้องพักของคุณ มีหญิงชราคนหนึ่งรับเธอออกไปครับ ผมขอดูกล้องวงจรปิด หญิงชราคนนั้นคือคุณ อิริเอะ ริกะ” 

“อิริเอะ ริกะ” ชื่อนี้ทำไมผมรู้สึกคุ้นอย่างบอกไม่ถูก ผมรู้ว่าเรียวต้องรู้ข้อมูลเธออย่างแน่นอน

“ตอนสมัยคุณปู่ของคุณไปเรียนที่อเมริกา คุณอิริเอะก็ไปเรียนที่นั่นด้วย ท่านทั้งสองคบหากันโดยที่ทางตระกูลฟุจิวะระไม่รู้ เพราะตามธรรมเนียมปฏิบัติ ทายาทของตระกูลฟุจิวะระและตระกูลมัทซึโมโต้ ต้องแต่งงานกัน ยังไงซะคุณปู่ของคุณที่เป็นทายาทของตระกูลก็ต้องแต่งงานกับทางฝั่งมัทซึโมโต้อยู่แล้ว พอคุณปู่ของคุณกลับมาถึงจะคัดค้านยังไงสุดท้ายก็ต้องแต่งงานอยู่ดีจากนั้นไม่นานคุณอิริเอะ ก็แต่งงานกับคุณอิริเอะ ชูอิจิ ลูกชายเจ้าของธุรกิจส่งออกเบียร์ และความลับที่คุณไม่รู้คือ คุณย่าของคุณเคยคบหากับคุณอิริเอะ ชูอิจิ วันที่คุณย่าของคุณประสบอุบัติเหตุ ท่านตั้งใจจะหนีไปกับคุณอิริเอะ ชูอิจิ อุบัติเหตุครั้งนั้นจึงพรากทั้งคุณย่าของคุณและสามีของคุณอิริเอะ ” พอเรียวพูดจบ ผมนึกสงสัยขึ้นมาทันทีใครเป็นหลานคุณปู่กันแน่ ทำไมผมไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน ทุกคนคงปิดไม่ให้ลูกหลานหรือคนทั่วไปรู้เรื่องอื้อฉาวพวกนี้ล่ะมั้ง สมกับเป็นเรียวคุง ข้อมูลแน่นจริงๆ

“ผมไม่ได้อยากรู้เรื่องคุณอิริเอะ ริกะ ผมอยากรู้เรื่องของมิราอิ” ผมอาจจะอึ้งกะข้อมูลที่เกี่ยวกับตระกูลของผม แต่ไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากรู้สักหน่อย

“ใจเย็นสิครับคุณนาโอกิ มิราอิก็คือหลานของคุณอิริเอะ แม่ของเธอเป็นลูกสาวคนเดียวของคุณอิริเอะ แต่งงานกับคนไทยแล้วไปอยู่ไทย และอิชิคาว่า เคนที่ทำงานกับคุณอิริเอะก็คือลูกพี่ลูกน้องของผมเอง ผมแอบถามที่อยู่ที่ไทยกับเคนซังมาแล้วด้วย คุณจะได้ไม่ต้องไปแบบไม่มีจุดมุ่งหมาย” เรียวทำตาล้อเลียนผม  ผมกลั้นยิ้มแต่ก็อดยิ้มกว้างไม่ได้ มิราอิเราจะได้เจอกันแล้วนะ เธอจะรู้ไหมว่าผมอยากเจอเธอมากแค่ไหน เธอจะดีใจรึเปล่าที่ได้เจอผมอีกครั้ง

“คุณนาโอกิ ผมขอเตือนคุณอย่างหนึ่ง คุณอย่าเริ่มเลยดีกว่า ยังไงซะ คุณก็คือทายาทของตระกูลฟุจิวะระ คุณก็รู้ว่าชีวิตของคุณถูกกำหนดไว้แล้ว” เรียวพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผมรู้ว่าเรื่องของเรามันเป็นไปไม่ได้ ผมควรจะพอแค่นี้ใช่ไหม ภาระที่ทายาทของตระกูลต้องแบกรับเอาไว้ช่างหนักอึ้งเหลือเกิน 

ความคิดเห็น