ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

คืนที่ 23 ตอนจบ

ชื่อตอน : คืนที่ 23 ตอนจบ

คำค้น : ตระกูลเจียงต้องไม่ไร้ผู้สืบสกุล ซีเฉิง ฟิคปรมจ

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 636

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ก.พ. 2563 20:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
คืนที่ 23 ตอนจบ
แบบอักษร

ข้ามีนามอยู่แล้วว่า เยว่หมิง อายุ 12 ปีเต็มแต่ยังไร้แซ่เพราะว่าข้าและพี่น้องนั้นพิเศษพวกเราเป็นบุตรของประมุขสองตระกูล อาเตี่ยและอาเหนียงจึงจะให้เราตัดสินใจด้วยตนเองเมื่ออายุครบ 15 ปี

 

ตระกูลของอาเตี่ยคือตระกูลหลาน ตั้งอยู่ที่อวิ๋นเซินปู้จื่อฉู่ดินแดนเร้นเมฆา อยู่บนยอดเขาสูงเทียมเมฆอากาศหนาวเย็น ที่นั่นมีท่านลุงเว่ย ท่านอาวั่งจีและปู่เล็กฉีเหริน เป็นตระกูลที่กฏระเบียบเยอะ แต่ก็ไม่เหนือบ่ากว่าแรงของพวกข้าพี่น้อง เครื่องแต่งกายทั้งสุดแสนจะสง่างามพริ้วไหวแต่รุนแรง ท่านอาวั่งจีเป็นแบบอย่างของข้าเลย

 

ตระกูลของอาเหนียงคือตระกูลเจียงแห่งอวิ๋นเมิ่ง เป็นเมืองที่สวยงามรอบล้อมด้วยแม่น้ำมีบัวสัตตบงกชงดงามตลอดปี แต่ที่งดงามที่สุดคืออาเหนียงของข้า ตระกูลเจียงมีกฏแค่กฏเดียวแต่ทำยากกว่ากฏสี่พันกว่าข้อของอาเตี่ยเสียอีก อวิ๋นเมิ่งมีแต่เรื่องสนุกให้ทำมากมาย

 

ส่วนใหญ่ข้าและพี่น้องจะอาศัยอยู่เลียนฮวาอู๋ทุกสามเดือนเราจะพากันพักที่กูซูหลานหนึ่งเดือน ที่นั่นหนาวเย็นมีหิมะขาวโพลนในฤดูหนาวอาเตี่ยอาเหนียงพาพวกข้าไปปั้นหิมะเล่นกันทุกปี

 

อาเตี่ยของข้าเป็นประมุขสกุลที่แสนสง่างาม ท่านอาวั่งจีดำรงค์ตำแหน่งเซียนตูเป็นคู่บำเพ็ญเพียกับท่านลุงเว่ย มีฉายาอี๋หลิงเหล่าจู ที่ใคร ๆ ก็ต่างขยาดกลัว

 

ท่านลุงท่านอามีบุตรบุญธรรมคือท่านพี่ซื่อจุย ซึ่งเป็นคู่บำเพ็ญเพียรเป็นท่านพี่จินหลิง ประมุขสกุลจิน ทั้งสองมีบุตรหนึ่งคนอายุเท่ากับน้องเล็กของข้า นามว่าอาชิง

 

ชีวิตของข้านั้นแสนจะราบรื่น ใคร ๆ ก็คงจะคิดว่าเด็กอายุ 12ปี ความทุกข์เรื่องเดียวคือการถูกแย่งของเล่น แต่ไม่ใช่เลยเมื่อไม่นานมานี้ข้าเพิ่งจะสังเกตเห็นแผลใหญ่ความร้าวฉานในครอบครัวของเรา

ข้าไม่รู้ว่าพี่น้องของจะสังเกตเห็นหรือไม่ แต่ข้าสังเกตและข้าเห็นรอยร้าวที่บาดลึกลงทุกครั้งที่เห็น

 

ครั้งแรกที่ข้าสังเกตเห็นคืองานประชุมเซียนที่จัดขึ้นที่จินหลินไถ ท่านอาวั่งจีเป็นเซียนตูนั่งเด่นเป็นสง่ากลางเหล่าเซียนควบคุมการประชุมให้อยู่ในวาระมีอี๋หลิงเหล่าจูอยู่เคียงข้างคอยแสดงทัศนะเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ ที่พูดคุยกันอยู่

ด้านขวาเป็นประมุขจิน ท่านพี่จินหลิง เนื่องไปด้านหลังเป็นท่านพี่ซื่อจุยคู่บำเพ็ญเพียรที่คอยปรึกษาแลกเปลี่ยนกันตลอด

ตรงข้ามเป็นอาเตี่ยประมุขสกุลหลาน ห่างมาหนึ่งช่วงโต๊ะเป็นอาเหนียงประมุลสกุลเจียง

อาเตี่ยอาเหนียงนั่งห่างกัน ตอนนั่งอาจจะไม่เป็นที่สังเกตุเพราะจัดโต๊ะห่าง ก็นั่งห่างตามโต๊ะ แต่เมื่อถึงเวลาพัก เหล่าเซียนทั้งหลายยื่นเป็นกลุ่มปรึกษากัน อาเตี่ยอาเหนียงก็รักษาระยะห่างกันเสมอ

 

และเหตุการณ์แบบนี้ข้าสังเกตเห็นหลายครั้ง จนวันนี้ข้าคิดว่าควรจะบอกกับพี่น้อง อาจจะไม่ใช่อย่างที่ข้าคิด

 

"ทุกคน ข้าคิดว่าอาเตี่ยกับอาเหนียงของเราไม่รักกัน!!! "

"อาหมิงเอาอะไรมาพูดน่ะ" อาเทียนรีบพูดแทบลิ้นพันกัน

เจ้าตัวเล็กคนอื่นก็รีบมุงเข้ามาแม้แต่อาอิ้งวัยสามขวบที่นึกว่าพี่ ๆ กำลังจะหาการละเล่นแบบใหม่มาเล่นด้วยกัน

"นั่นสิ ถ้าไม่รักกันจะแต่งงานกันได้เช่นไร" อาเย่วพูดขึ้นมาบ้าง

"ก็เพราะความเหมาะสมยังไงล่ะ แต่งแบบไม่รักกันเยอะแยะไป พวกเจ้าลองนึกดูท่านอาวั่งจีที่เรียกพวกเราด้วยชื่อรองตลอดกลับเรียกท่านลุงเว่ยว่าเว่ยอิง ท่านลุงเว่ยก็เรียก ท่านอาว่าหลานจ้านๆๆๆๆ แต่อาเหนียงเรียกอาเตี่ยว่าเจ๋ออู๋จวินตลอด อาเตี่ยก็เรียกอาเหนียงว่าประมุขเจียงไม่เคยเรียกกันอย่างสนิทสนม ขนาดอยู่ในเวลาส่วนตัวก็ไม่เห็นเคยเรียกชื่อกัน พวกเจ้าเคยได้ยินไหมล่ะ" เย่วหมิงบอกข้อสันนิษฐานให้กับพี่น้องฟัง ทุกคนต่างพากันส่ายหน้า

 

"แต่ว่าเหลียนเหลียนเคยได้ยินมาว่าลูก ๆ คือพยานแห่งความรักนะ" ลู่เหลียนกอดตุ๊กตาผ้าน้ำตาปริ่ม

"แต่พี่ได้ยินคนที่ท่าเรือมาว่า บ้านไหนที่ทะเลาะกันบ่อย บ้านนั้นก็จะลูกดก! " อาหมิงพูดให้พี่น้องได้ฟังสิ่งทำให้สะกิดใจว่าอาเตี่ยและฮาเหนียงมิได้มีจิตปฏิพัทธ์ต่อกัน

เพราะหลังจากนั้นเด็กน้องก็สังเกตท่าทีของทั้งคู่เสมอ

"พวกเจ้าลองดูสิท่านอาวั่งจีกับท่านลุงเว่ย รักกันมากแสดงความรักให้พวกเราเห็นตลอดมีลูกคนเดียว ท่านพี่จินหลิงและท่านพี่ซื่อจุยอีกมองจากอวิ๋นเมิ่งยังเห็นความรักของทั้งสองคนก็มีลูกคนเดียวอีก แล้วพวกเราที่มีพี่น้องเป็นโขยงแบบนี้ แสดงว่าอาเตี่ยอาเหนียงต้องทะเลาะกันบ่อยๆ " เด็กน้อยพูดไปก็น้ำตาคลอไป น้อง ๆ จึงพากันเข้ามากอดพี่ชาย ทั้งทีไม่ค่อยเข้าใจความหมายเท่าไร

 

"แล้วเราจะทำยังไงกันดี ถ้าอาเตี่ยอาเหนียงทะเลาะกันมาก ๆ จนไม่อยากอยู่ด้วยกันแล้วล่ะ" ลู่เหวินพูดขึ้นมาเสียงดัง จนทุกคนหันไปมอง

ประโยคของเด็กชายทำให้เยว่ลี่คิดขึ้นมาได้จึงโผลงออกมา

"ไม่ใช่ว่าพวกท่านทั้งสองแยกกันอยู่อยู่แล้วหรือ อาเตี่ยต้องกลับสกุลหลานเดือนละหลาย ๆ วัน" นัยน์ตากลมใสเริ่มแดงหยาดน้ำตาเอ่อคลอ

 

เลยพาคนอื่นปาดน้ำตากันปอย ๆ เพียงแค่คิดว่าจะไม่ได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาครอบครัวก็สุดแสนจะเจ็บปวด

 

"พวกเราจะยังมั่นใจกับหลักฐานแค่นี้ไม่ได้นะ" เยว่เทียนหันไปบอกทุกคน

"แล้วเราควรทำอย่างไรกันดีล่ะขอรับท่านพี่" จิงเซียวอายุย่างเจ็ดปีพูดขึ้นมาบ้าง

"เราต้องพิสูจน์ก่อน" เย่วเทียนพูดขึ้นอีกครั้ง

"พิสูจน์อย่างไร" จินจวงที่ขมวดคิ้วอยู่ตลอดเวลาถามขึ้นมาบ้าง

 

"จำได้ไหมเวลาที่เราไปค้างที่กูซู ท่านอาและท่านลุงเวลาที่จะพลอดรักกันก็จะอยู่ในห้องหับมิดชิด แต่พวกเราก็ยังพอได้ยินเสียงอยู่บ้าง อาเตี่ยอาเหนียงพวกท่านอาจจะไม่แสดงออกเวลาอยู่ต่อหน้าพวกเราก็ได้ ไม่ว่าจะพลอดรักกันหรือทะเลาะกัน เพราะเฉนั้นคืนนี้พวกเราไปพิสูจน์กันเถอะ" เย่วเทียนยอดอกพรางทำท่าลูบเคราดั่งเช่นท่านปู่เล็ก

 

"ข้าเห็นด้วย พิสูจน์ให้รู้กันไปเลย อาจจะไม่เป็นอย่างที่เราคิดก็เป็นได้" เยว่ลี่พูดออกมาบ้าง อ้อมแขนกอดปลอบลู่เหลียนและอิ้งเยว่

 

เมื่อฟ้ามืดจนแสงดาวเจิดจรัสพราวเต็มท้องนภาเด็ก ๆ แปดคนจูงกันเดินย่องออกจากห้อง หลบเหล่าที่เดินเวรยามเพื่อไปยังเรื่อนประที่อยู่ไม่ไกล

 

ภายในห้องยังเห็นแสงไฟจากตะเกียงวับแวมผ่านช่องหน้าต่างบุกระดาษกันแสง เด็กน้อยทั้งแปดเอาหูแนบกับผนังพยายามตั้งใจฟังอย่างจดจ่อแต่ถว่าภายในกลับเงียบกริบ

 

เด็ก ๆ มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่มีแม้แต่เสียงพูดคุย อาเตี่ยอาเหนียงของเราไม่รักจริง ๆ หรือนี่

เด็ก ๆ แอบฟังจนแสงไฟในห้องดับลงไปหนึ่งยามแล้วจึงจูงกันกลับห้องด้วยสีหน้าไม่สู้ดี

 

แล้วเด็ก ๆ ก็แอบย่องออกมาแอบฟังเสียง ณ เรือนประมุขติดต่อกันอีกถึงสี่ราตรี

 

ทุกอย่างก็เหมือนเช่นเคยมันเงียบ เงียบจนได้ยินเสียงหัวใจของตนเอง

คืนนี้เด็ก ๆ ตกลงกันว่าจะออกมาเร็วกว่าเดิม ทุกคนจึงทันเห็นอาเหนียงเดินทำหน้าตึงนำอาเตี่ยเข้าเรือนไป

 

อะไรกันตอนเวลาอาหารเย็นก็ยังดีกันอยู่แท้ ๆ

 

เด็ก ๆ ก้มต่ำย่อตัวย่องไปที่ริมผนังฝั่งห้องนอน ยังไม่ทันแนบหูก็ได้ยินเสียงเขียว ๆ ของมารดาดังลอดออกมา

"เจ๋ออู๋จวินข้าบอกกี่ครั้งแล้วว่ามันมิสมควร"

 

เด็ก ๆ ตาโตมองหน้ากัน ขนาดอยู่ให้ห้องก็มิเรียกขานกันอย่างสนิทสนม

มีเสียงทุ้มของอาเตี่ยตอบกลับมาเบา ๆ ตามแบบคนสกุลหลานจนไม่สามารถจับใจความได้

"เหอะ ท่านก็ดีแต่พูดแบบนี้"

 

อาเตี่ยอาเหนียงทะเลาะกันจริง ๆ ด้วย แถมคำพูดของอาเหนียงก็ราวกับว่าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้บ่อยครั้ง

 

"พวกเราจะทำอย่างไรกันดีท่านพี่ อาเตี่ยอาเหนียงทะเลาะกันจริง ๆ ด้วย" ลู่เหลียนกอดแขนอาเจี่ยเยว่ลี่แน่น น้ำตาเอ่อคลอ

เยว่ลี่กอดปลอบน้องลูบผมนิ่มเบา ๆ มองคนอื่น ๆ อย่างขอความคิดเห็น

แต่คนอื่น ๆ ก็มืดแปดด้านมิรู้จะแก้ปัญหาแบบนี้เช่นไร

จนภายในห้องเงียบเสียงไปแล้วครู่ใหญ่แต่ตะเกียงยังไม่ถูกดับลง เด็ก ๆ หันไปมองเห็นเหมืองเงาสองร่างกำลังต่อสู้กัน

 

ห่ะ อาเตี่ยอาเหนียงต่อสู้กัน!!!!!!

 

เยว่หมิงจึงใช้นิ้วชี้ของตนเองแตะน้ำลายแล้วกดไปที่กระดาษบุหน้าต่างคนอื่น ๆ ก็ทำตามเช่นกัน มีแต่เจ้าตัวเล็กอิ้งเยว่ที่กดไม่ลงก็ละเลงน้ำลายเล่นอยู่แบบนั่น

แม้มีแสงตะเกียงแต่ก็น้อยเต็มทีดวงตาเจ็ดข้างสอดส่ายมองหาคนที่อยู่ภายในห้องจนได้เห็นภาพสะท้อนจากในกระจกกลม

 

อาเหนียงขึ้นคล่อมบีบคออาเตี่ยอยู่!!!!!

 

แต่ไม่นานอาเตี่ยก็พลิกกลับขึ้นมาอยู่ด้านบนดึงผ้าคาดหน้าผากออกมามันมืออาเหนียงไว้

 

แต่ก็อดแปลกใจไม่ได้สู้กันรุนแรงขนาดนี้แต่กลับมิมีเสียงเล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย

 

อ่ะ สกุลหลานมีวิชาปิดปากนี่นา อาเหนียงน่าจะโดนปิดปากอยู่

แย่แน่ ๆ พวกเราจะทำยังไงกันดี

เยว่หมิงที่น้ำตาไหลพรากมองพี่น้องที่สภาพไม่ต่างกัน ทุกคนพากันจูงมือรีบวิ่งไปที่ทางด้านหน้าจวนประมุข

เสียงร้องไห้กระจองอแงจากด้านนอกทำให้สองร่างที่เพิ่งพากันจูงมือผ่านพายุรักกกกอดกันอยู่ต้องรีบผละออกจากกัน

 

เจียงเฉิงรีบคว้าเสื้อคลุมมาใส่ ถึงผมยาวจะยุ่งเหยิงก็หาได้สนใจ แม้ซอกขาจะเหนียวเหนอะหนะจากหยาดวิสุทธิ์ของคนรักแต่ความห่วงลูก ๆ มีมากกว่า

ปล่อยให้ฟูจวินเก็บเตียง เก็บเสื้อผ้าที่ตกหล่นให้เข้าที่

 

เมื่อเปิดประตูออกร่างเล็ก ๆ ทั้งแปดโผเข้ามากอดจนแทบล้ม ทุกคนร้องไห้โวยวายจนจับใจความไม่ได้

จนร่างสูงของหลานซีเฉินตามออกมาสมทบ มือใหญ่ลูบไล้ผมนิ่มของลูก ๆ โอบกอดอยู่ด้านนอก

จนเด็ก ๆ เริ่มถอนสะอื้น

"พวกเจ้าเป็นอะไรกันหรือ พากันร้องไห้งอแงกลางดึก" เสียงนุ่มทุ้มถามอย่างอ่อนโยนพร้อมทั้งใช้ผ้าเนื้อนุ่มซับน้ำตาให้ทีละคน

 

"ฮึก ๆ อาเตี่ย ฮึก ๆ ฮาเหนียง ทะเลาะกัน ฮึก ๆ " เยว่เทียนเป็นตัวแทนตอบแทนทุกคน

เจียงเฉิงเกาหัวแกรก ๆ ทะเลาะอะไร ทะเลาะกันตอนไหน

"หืมม พวกเจ้าเอามาจากไหน" เสียงอ่อนโยนถามเรียบเรื่อยด้วยใบหน้ายิ้มละไม

 

"มะ เมื่อกี้ พวกข้าได้ยินอาเหนียงเสียงดังใส่อาเตี่ย ละ แล้วก็ ฮึกๆ อาเหนียงขึ้นคล่อมบีบคออาเตี่ย อาเตี่ยก็มัดมืออาเหนียง สู้กัน ฮื่ออออ" เยว่ลี่ที่กอดเจียงเฉิงแน่นพูดออกมาก่อนจะร้องไห้ แล้วคนอื่น ๆ ก็ปล่อยโฮออกมาตาม

ผู้ใหญ่สองคนในห้องยิ้มเจื่อนให้กัน

"เจ้าไปแต่งตัวให้เรียบก่อนเถิดพี่จะพาเด็ก ๆ ไปคุยกันที่ศาลาริมสระบัว" พูดจบร่างสูงก็ช้อนอุ้มอิ้งเยว่ที่น้ำตาไหลเผาะ ๆ ร้องไห้ตามพี่ ๆ และต้อนลูก ๆ คนอื่นออกไปปลอบขวัญ

 

 

"ทำไมพวกเจ้าจึงออกจากห้องในยามวิกาลเช่นนี้" หลานซีเฉินจับลูกคนเล็กให้นั่งบนตัก คนอื่น ๆ ก็นั่งล้อมกันก้มหน้าเช็ดน้ำตาที่ไม่ยอมหยุดไหล

 

"ฮึกๆ เราจะออกมาพิสูจน์ว่าอาเตี่ยกับอาเหนียงรักกันหรือไม่ แต่เห็นอาเตี่ยกับอาเหนียงทะเลาะกัน ฮึกๆ " เยว่หมิงพูดออกมาป่นสะอื้น

 

"เตี่ยมิได้ทะเลาะกับอาเหนียงของพวกเจ้า สบายใจได้" มือใหญ่ลูบหัวทุยของลูกชายอย่างเอ็นดู

"จริงหรือเจ้าคะ" ลู่เหลียนที่นั่งซบอยู่ข้าง ๆ เงยหน้าขึ้นมาถาม

"เป็นเช่นนั้น" สายตาคมเบนไปมองร่างโปร่งที่เข้ามานั่งใกล้ ๆ รวบเจ้าตัวเล็ก จิงเซียวและจิงจวงเข้าไปกอด

 

"อาเตี่ย อาเหนียง แต่งงานกันเพราะเหตุใดเจ้าคะ เพราะรักกันใช่หรือไม่เจ้าคะ" เยว่ลี่รีบถามสิ่งที่ค้างอยู่ในใจมาหลายวัน

 

"ย่อมเป็นเช่นนั้น" เสียงทุ้มตอบคำถามเรื่อย ๆ อย่างอ่อนโยนเช่นเคย

เมื่อได้คำตอบจากอาเตี่ยสายตาทั้งหมดก็หันมามองที่เจียงเฉิง เจ้าทำตาปริบ ๆ แต่ก็ยอมพยักหน้า

หลานซีเฉินมองแก้มฟูเหรินที่ขึ้นสีแดงปลั่งอย่างทันควันด้วยความเอ็นดู

 

"แล้วใครเป็นคนต้องใจใครก่อนขอรับ" ลู่เหวินเขย่าแขนอาเตี่ยเพื่อถามบ้าง

เจ้าพวกเด็กแก่แดด ไปเอาคำถามพวกนี้มาจากไหน เจียงเฉิงสถบในใจ

"เป็นอาเตี่ยเอง อาเหนียงของเจ้าไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าถูกเกี้ยว" หลานซีเฉินยกยิ้มเมื่อนึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ในอดีต

"แล้วอาเตี่ยทำอย่างไรอาเหนียงถึงรู้ล่ะขอรับ"

"อาเหนียงเล่าให้ฟังหน่อยอาเตี่ยเกี้ยวอย่างไรบ้าง"

เด็ก ๆ แย่งถามกันเสียงขรม

"เดี๋ยวก่อน ๆ ตอบอาเหนียงมาก่อนว่าเหตุจึงต้องมาสงสัยเรื่องนี้กัน"

"ข้าได้ยินจากที่ท่าเรือมาว่า บ้านไหนทะเลาะกันบ่อยจะมีลูกดก บ้านเรามีพี่น้องมากมายและอาเหนียงไม่เคยเรียกอาเตี่ยอย่างสนิทสนมเลย ไปไหนก็รักษาระยะห่างกันตลอดเวลา" เยว่หมิงพูด

"พวกเราเลยคิดว่าต้องพิสูจน์เจ้าค่ะ" เยว่ลี่ช่วยแฝดของตัวพูดบ้าง

"พวกเราลองคิดถึงคู่รักอื่น ๆ ที่เขาพลอดรักกัน แต่อาเตี่ยอาเหนียงมิเคยทำ" เยว่เทียนอธิบายเสริม

"เด็กเอ๋ยเด็ก มันมิใช่อย่างที่พวกเจ้าเข้าใจดอกหนา การแสดงความรักต่อกันมิมีกฏตายตัวที่พวกเรามิได้ทำเช่นคู่อื่นไม่ได้หมายความว่าเรามิได้รักกัน อาเหนียงของเจ้างดงามเพียงนี้ อาเตี่ยรักจนหมดใจแล้ว" ตอบคำถามลูก ๆ แต่สายตาคมกลับจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าคมหวานเจ้าของหัวใจ

"จริงหรือขอรับ/เจ้าคะ" เด็ก ๆ ร้องตอบออกมาพร้อม ๆ กัน

"จริงสิ"

"แล้วเหตุใดอาเหนียงถึงเรียกอาเตี่ย ว่าเจ๋ออู๋จวินตลอดเวลา" ลู่เหวินที่ซบแขนเจียงเฉิงอยู่ถามอีกครั้ง

เหอะ พ่อลูกสงสัยเหมือนกันเลยเชียว

"ก็เหนียงแค่ชอบนามนี้ของอาเตี่ยเจ้า คิดว่ามันไพเราะเหมาะสมที่จะเรียกขานก็เท่านั้น จึงชอบเรียกบ่อย ๆ จนติดปาก ..ไม่ว่าเรียกชื่อไหนข้าก็รักอยู่ดี.." ประโยคหลังคนเสียงดังอุ๊บอิ๊บออกมาแผ่ว ๆ แต่ยามดึกสงัดทุกคนจึงได้ยินกันอย่างชัดเจน

แล้วก็พยักหน้าเห็นด้วยว่า นามเจ๋ออู๋จวิน ของบิดาช่างเป็นสมญานามที่ไพเราะจริง ๆ

"อาเตี่ยเล่าตอนที่เกี้ยวอาเหนียงให้พวกข้าฟังหน่อย"

 

ร่างเล็ก ๆ ของเด็ก ๆ ล้มตัวลงนอนหนุนตักบิดามารดาฟังเรื่องราวความรักของสองประมุขต่างสกุลที่เหมือนจะเป็นเส้นขนานไม่สามารถมาบรรจบกันได้

เสียงเล็ก ๆ ยังเอ่ยถามกันอยู่เรื่อย ๆ จนไม่นานก็เคลิ้มหลับกันไปจนหมด

 

"เฉิงเอ๋อร์ต่อไปให้พี่เรียกเจ้าต่อหน้าเด็ก ๆ ได้หรือไม่" เสียงนุ่มเอ่ยถามคนที่นั่งก้มดูลูกที่หลับพริ้มอยู่บนตัก

"ตามใจท่านเถิด" เมื่อตอบตกลงแล้วก็หันหน้าหนี

เหอะ ความหน้าบางของข้านี่ไม่เคยหายไปเลย จนทำเอาเจ้าตัวเล็ก ๆ เข้าใจผิดกันไปหมด

แต่ยังดีที่แก้ข้อสงสัยกันได้ทันมิกลายเป็นปัญหาใหญ่

 

พวกเจ้านี่นะ อาเตี่ยของพวกเจ้าใจดี อ่อนโยน รูปงามถึงเพียงนี้ อาเหนียงของพวกเจ้าจะไม่รักอย่างไรไหว

 

FIN <3

 

 

ขอบคุณทุกคนนะคะ ที่ติดตามกันมาถึงตอนนี้ ดีใจมาก ๆ ที่ทุกคนชอบฟิคที่แต่ง ฝากติดตามเรื่องต่อ ๆ ไปด้วยนะคะ

 

ขอบคุณทุกคนที่แวะเข้ามาอ่าน แวะมากดหัวใจ ฝากคอมเม้นท์ ถึงไม่ได้ตอบทุกอันแต่ไรท์อ่านทุกอันเลยค่ะ ขอบคุณทุกโดเนทด้วย ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ

🧒👶👶👶👶👶👶👶👶👦

ครอบครัวใหญ่จริง ๆ

ความคิดเห็น