email-icon

เรื่องคนธรรพ์หนุ่มขี้อ่อยกับบุตรสาวพญานาครักสนุก เขาต้องพาเธอกลับบ้าน เธอต้องการเที่ยวเล่นไปเรื่อยๆ ใครจะเสร็จใครมาลุ้นกันค่ะ

ชื่อตอน : 39 - เต่าแสนรู้

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 790

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.พ. 2563 15:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
39 - เต่าแสนรู้
แบบอักษร

 

คีตเทพกรรณกลับมาที่คอนโดของผณินวารีอย่างเหงาหงอย เขากินข้าว อาบน้ำเปลี่ยนชุดนอนแล้วก็นั่งลงบนเตียงนอนที่ทั้งคู่เคยฝากรักอ่อนหวานให้กัน

ดวงตาสีน้ำตาลอมทองของเขาทอดมองไปนอกหน้าต่าง ทะเลยังคงซัดฝั่งเบาๆ ใต้ความมืดยามค่ำคืน เตียงที่ว่างเปล่าทำให้ความเหงาครอบงำจิตใจเขาอย่างห้ามไม่ได้

ชายหนุ่มปาดน้ำตา ไม่เป็นไร แค่เธอรู้ว่าเขาร้องเพลงนั้นให้เธอ เขาก็ดีใจแล้ว ในยามค่ำคืนวิหารแห่งองค์รัศมีเทวีที่เชิงเขาไกรลาศ ไม่อนุญาตผู้ใดล่วงล้ำ ยกเว้นผู้มีสายเลือดเดียวกัน หรือเป็นครอบครัวของผู้ที่อยู่ข้างใน ซึ่งเขาก็ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง ดังนั้นต่อให้รักแสนรัก เขาก็เข้าไปพ้นกำแพงวิหารไม่ได้ เขาเกรงองค์เทวีเจ้าของวิหารเกินกว่าจะลองท้าทาย เฮ้อ คีตเทพกรรณนึกอิจฉาพ่อแม่ของเธอเหลือเกิน พรุ่งนี้ พวกเขาเหล่านั้นคงไปเยี่ยมเธอ

ร่างสูงโปร่งเอนลงนอนพยายามข่มตาให้หลับ แต่ทำไม่ได้ เสียงคุยจุ๋งจิ๋ง รอยยิ้มอ่อนหวานยียวน เรือนร่างงดงามที่เคยพันเคยรัดเขาไว้ยังทิ้งรอยบนหัวใจของเขาไม่หาย ริมฝีปากของเขาละเมอเพ้อ “วารี .. เป็นเพราะข้าใจอ่อนไม่ขัดใจเจ้า รีบพาเจ้ากลับบ้าน เราต้องรออีก 260 ปี กว่าจะได้รักกันพบกันอีกครั้งเลยหรือ ?”

“ใครบอก ?” เสียงเต่าตนุตัวจิ๋วเอ่ยขึ้น "เจ้านี่เป็นเทวดาได้ไง ไม่เคยสอบความรู้รอบตัวหรา ?"

คีตเทพกรรณหันหน้าไปยังโต๊ะหัวเตียงและเห็นเจ้าเต่าตนุจอมยียวนจ้องเขาอยู่ ตาโต ๆ มีประกายแปลก

เขาขมวดคิ้ว "ทำไม ? เจ้าได้ยินเหมือนข้าไม่ใช่หรือ ? วารีต้องใช้โทษเท่าอายุส่วนที่เหลือของสุกณและพวก หากเขาไม่ได้ตายเพราะเธอ"

เจ้าเต่าตนุยิ้มอย่างมีชัย "เจ้าจำไม่ได้หรือ? คนที่คำนวณว่า 260 คือครุฑแก่ๆ ตนหนึ่งที่คิดว่าตัวเองเดาได้ว่า สุกณและพวกจะอายุยืนสักเท่าไร แต่ความจริงแล้ว คนที่จะหยั่งรู้ได้จริงว่ามนุษย์คนไหนมีอายุเหลือเท่าใด คือพญามัจจุราชเท่านั้น ซึ่งข้า.. ไปถามมาให้เจ้าแล้ว เจ้าเทวดาหน้าขาว ฮะ ฮะ ฮ่า ฮ่า "

คีตเทพกรรณตาโตรีบผุดลุกขึ้นนั่ง "หมายความว่าอะไร ?" มือเรียวของเขาคว้าเจ้าเต่าหน้ากวนกำไว้ในมือทันที !

เจ้าเต่าตนุยักคิ้วก่อนตอบ "สุกณเนื่องจากทำตัวเลวทรามต่ำช้า มั่วเหล้ายาเสพติดและกามารมณ์มาก อายุขัยจริงๆ ที่เหลือหากไม่โดนผณินวารีสังหารคือเหลือแค่ 5 ปี ส่วนลูกน้องของเขาห้าคน รวมๆ แล้ว ด้วยพฤติกรรมนักเลงเสเพลก็คนละไม่เกิน 3 ปี ดังนั้น ผณินวารีต้องอยู่ในวิหารเป็นแม่ชีแค่ 20 ปี..."

คีตเทพกรรณยิ้มกว้าง "จริงหรือ ! แต่ .." เขาหน้าสลดลง "20 ปี ก็ยังนานเหลือเกิน ข้าคิดถึงนางมากจนทนไม่ไหวแล้ว..." สีหน้าเขาจริงจังแววตาเขาละห้อย "ข้าไปสวดอ้อนวอนขอพระนางลักษมีเทวีดีไหม ? ขอให้ลดโทษนางอีก ?"

เจ้าเต่าทำหน้าเบะ เลี่ยนเหม็นกลิ่นความรัก "เจ้านี่มันสตึจริงๆ วิหารแบบนั้นต้องมีอะไรพิเศษ การที่พระนางลักษมีเทวีให้ผณินวารีไปอยู่ที่นั่นก็เท่ากับช่วยแน่ๆ ข้าไปสืบดูแล้วก็พบว่าจริง ในวิหารแห่งนั้น เวลาจะหมุนไปเร็วกว่าบนโลกมนุษย์ข้างนอก คนอยู่ข้างในจะรู้สึกเหมือนเวลาผ่านไปช้าๆ ทรมานมากกว่าจะหมดไปแต่ละวัน แต่ละปี"

เจ้าเต่ายืดคอเล็คเช่อร์ " แต่ความจริงแล้วคือตั้งแต่ผณินวารีเข้าไป พ้นตะวันตกดินวันแรก เวลาในวิหารจะเริ่มเหลื่อมกับเวลาในโลกข้างนอก เช่น ตอนนี้ เจ้าเห็นเป็นกลางคืน แต่ผณินวารีที่วิหารมองออกไปนอกหน้าต่างจะเห็นว่าเช้า เวลาในวิหารที่ผณินวารีเห็นหรือสัมผัส จะหมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ แต่ผณินวารีจะไม่รู้ตัวเลย ยกเว้นเวลามีคนข้างนอกไปเยี่ยมเยียนนาง เวลากลางวัน/กลางคืนจะเลื่อนให้ตรงโลกความจริงชั่วคราว แต่ไม่เช่นนั้นแล้วก็จะหมุนเร็วมาก แต่นางจะรู้สึกตรงกันข้าม"

คีตเทพกรรณตาโต รีบจับเจ้าเต่ามาจ้องหน้าคาดคั้น เสียงของเขาสั่นตื่นเต้น ! "บอกข้ามาตรงๆ ถ้าเช่นนั้น วารีจะออกมาจากวิหารนั้นได้เมื่อไร ?"

เจ้าเต่าตนุตอบลอยหน้าลอยตา สีหน้าดีใจอย่างซ่อนไม่อยู่ เพราะมันก็ชอบนางนาคีจำแลง "ถ้าเจ้าไม่ไปเยี่ยมไปก่อกวนการหมุนของเวลาภายในวิหาร อีกสิบวันเจ้าก็ไปรับนางได้แล้ว"

คีตเทพกรรณยิ้มกว้าง "เฮ๊ย จริงดิ ไชโย ! " เขายกเจ้าเต่าขึ้นจูบหัวย่นๆ ของมัน แล้วก็กอดมัน "โอ๊ย ขอบใจมาก ถ้าไม่ได้เจ้า ข้าต้องช้ำใจตายด้วยความคิดถึง ! เจ้านี่เยี่ยมยอดที่สุดไปเลย ! ไชโย ไชโย ไชโย !" ชายหนุ่มกระโดดตัวลอย ตะโกนวิ่งไปมาในคอนโดอย่างตื่นเต้น โดยไม่สะทกสะท้านแม้จะโดนขาหน้าของเจ้าเต่าตัวจิ๋วตบรัวๆ บนมือของเขาให้ปล่อยมันเสียที !

----------------

ผณินวารีอำลาบิดามารดามาเยี่ยมเยียนที่วิหารไปแล้วเมื่อหัวค่ำ ตอนนี้ เธอเริ่มชินกับชีวิตในวิหารแล้ว เช้ามาก็รีบตื่นกินข้าวก่อนพระอาทิตย์ชักรถผ่านฟ้า แล้วก็จัดการคืนร่างเป็นงูเลื้อยไปโอบรอบวิหารไว้แล้วรอจนแสงอาทิตย์สัมผัสกายก็จะกลายเป็นหิน ไม่รับรู้สิ่งใด ไม่เห็นหรือได้ยินสิ่งใด อยู่กับความคิดสำนึกทบทวนอดีตของตน เมื่อพระอาทิตย์ชักรถลับตา ท้องฟ้ามืดลง เธอก็จะคืนร่างเป็นนาคีเลื้อยเข้าไปในวิหาร เพื่อคืนร่างเป็นมนุษย์และหุงหาข้าวปลากินเอง ก่อนลุกขึ้นมาทำงานเก็บกวาดวิหารให้สะอาดสะอ้าน เป็นอย่างนี้ทุกวันทุกวันมาแล้วมานานแสนนาน

ผณินวารียิ้มขมขื่น เกือบห้าสิบปี หรือหกสิบปีมาแล้วกระมัง ? เวลาช่างไหลไปอย่างเชื่องช้าเนิ่นนานเหลือเกิน แต่ละวันช่างน่าเบื่อ เธอทำกิจวัตรซ้ำๆ ทุกวันจนแทบจะหลับตาทำได้แล้ว ในเขตกำแพงรอบวิหารก็ไม่สิ่งมีชีิวิตใดให้เสวนาด้วยเลย สิ่งเดียวที่เธอมีคือความทรงจำอบอุ่นของคีตเทพกรรณเท่านั้นที่คอยปลอบประโลมใจ.. น่าแปลกที่เธอหลับนอนกับผู้ชายมามากทั้งมนุษย์และอมนุษย์ เธอเคยจำชื่อและหน้าพวกเขาได้ทุกคน เพื่อความอยู่รอดปลอดภัย แต่ในเวลานี้ เธอกลับพบว่า เริ่มลืมคนเหล่านั้นไปทีละน้อย เธอเริ่มจำชื่อของพวกเขาไม่ได้แล้ว หน้าตาก็นึกไม่ออกเช่นกัน..

หญิงสาวขยับปิ่นที่เกล้าตรึงผมหยิกลอนโตๆ บนศีรษะให้แน่นขึ้น ดวงตากลมโตเหม่อลอย.. ความเหงาช่างโหดร้ายเหลือเกิน.. เธอคิดถึงคีตามาก มากจนแสนสาหัส นับตั้งแต่วันแรกที่เขามาร้องเพลงให้เธอฟัง เธอก็ไม่พบเขาเลยจนเธอเริ่มสงสัยว่า ความอยู่ยงคงกระพันไม่แก่ไม่ตายของเธอจะมีประโยชน์อะไร หากเธอรอดพ้นใช้โทษครั้งนี้ครบแต่ออกไปแล้วไม่พบเขา ?

คนใจร้าย.. แค่ห้าสิบปีก็ลืมกันแล้วหรือ ? น้ำตาคลอตากลมๆ .. ฮึ ! คอยดูนะจะงอนให้ถ้าเจออีก ! จะหนีกลับบ้านเลยคอยดู ! ดวงตากลมโตมีน้ำตาเอ่ออีกครั้ง เมื่อนึกถึงบิดามารดา เมื่อหัวค่ำวันนี้ บิดาของเธอ ท้าววิรุณลักษณ์กัณหาโคตมะไม่ยอมเอ่ยเลยว่า ข้างนอกวิหารเวลานี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง ? คีตาเป็นอย่างไร ? ครุฑได้วางมือจากการก่อกวนนาคแล้วหรือไม่ ? พระนางฉมารัตน์ก็เช่นกัน ไม่ยอมเอ่ยว่า เธออยู่ในวิหารนานแล้วเท่าไร มารดาของเธอเพียงแค่ให้กำลังใจว่า ขอให้อดทนอย่าคิดมาก

ผณินวารีเก็บกวาดใบหญ้ารอบๆ วิหารไปเรื่อยๆ อย่างอัตโนมัติ บางที การกลับไปอยู่กับพ่อแม่อาจไม่แย่นักหรอก ชีวิตในวิหารที่ผ่านมาตามลำพังทำให้เธอรู้แล้วว่า เธอไม่ชอบการอยู่ตัวคนเดียวจริงๆ สักเท่าไร เธอต้องการคนคุยด้วย ต้องการอ้อมกอดอบอุ่น เมื่อไม่ได้พบพ่อแม่เพราะพบไม่ได้ เธอจึงเห็นคุณค่าว่าการได้อยู่บ้านกับครอบครัวไม่ได้เสียหายเลย..

เธอมองไปรอบๆ วิหารที่สะอาดเพราะฝีมือเธอ อืม การได้ทำงานโดยใช้สมาธิ ไม่ได้คาดหวังให้ใครเห็น เมื่อทำสำเร็จมันก็น่าภูมิใจไม่น้อย เธอจึงเริ่มเข้าใจเผ่าพันธุ์วงศ์นาคของตนเองที่ยอมปิดทองหลังพระช่วยกำกับแม่น้ำ ทะเล ห้วย หนอง คลอง บึงและสายน้ำใต้ดินโดยไม่ปรากฏกายหรือเรียกร้องสิ่งใดจากใคร ก็เพราะมันเป็นความสุขชนิดหนึ่งที่ได้บำเพ็ญสิ่งที่ดีเพื่อคนอื่น ความสุขเช่นนี้นำมาซึ่งความสงบในใจที่อิ่มอาบใจแม้จะเหงา ก็ไม่ใช่เหงาที่ทุรนทุราย..

แล้วเธอก็ขำตัวเองออกมา ดูไม้กวาดในมือที่แตกแห้ง ไม่ต่างกับแม่มดแก่ๆ แล้วก็ยิ่งขำ ตายจริง เธอคิดอะไรแบบนี้ได้อย่างไร ? เธอต้องเหงาจนเพี้ยนแน่ๆ เลย.. หญิงสาวส่ายหัว รีบทำงานต่อและบังคับตนให้ใช้สมาธิไม่ว่อกแว่ก ไม่คิดฟุ้งซ่าน

แต่เมื่อร่างบางหันหลังเตรียมเดินกลับเข้าวิหารนั้น.. เสียงดนตรีอ่อนหวานกลับลอยลมมาเบาๆ

"แม้ว่าไม่ได้พบกัน แต่ฉันก็มีเธอใกล้ๆ แม้เธอนั้นอยู่แสนไกล แต่ฉันก็มั่นใจว่าทั้งสองเรา

จะต้องผ่านพ้น วันคืนที่เหงา เพราะหัวใจ สองเราไม่ห่างกัน

อย่ากลัวว่าวันเวลาจะทำให้เธอต้องเสียใจ หรือความห่างไกลจะทำให้ใจฉันไหวหวั่น

ข้อความเหล่านี้ ทุกๆคำ จะคอยแทนคำสัญญา

ให้เธอได้รู้ว่าไม่ว่ามันจะนานสักเท่าไหร่

จะไม่มีใครมีความสำคัญและสูงค่า

ให้คำพูดฉัน แทนคำสัญญาให้รู้ว่า ฉันรักเธอ"

(จากเพลงสัญญา เนื้อร้อง - บอย โกสิยพงษ์ ขับร้อง - บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์)

ร่างบางหันขวับ ดวงตากลมโตน้ำตาคลอ ริมฝีปากยิ้มกว้างสั่นระริก.. เขา เขา ยังไม่ลืม ! เธอรีบวิ่งออกไปชะโงกที่ประตูวิหาร..

แต่ก็พบความว่างเปล่าเช่นเคย..

ผณินวารีคอตก.. น้ำตาหยด แต่ก็ยิ้มสู้.. แค่นี้ก็พอแล้ว อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้รักเขาข้างเดียว..

---------

นอกกำแพง คีตเทพกรรณถามเจ้าเต่าตนุในกระเป๋าเสื้อของเขาเบาๆ

"เจ้าว่า ถ้านางรู้ทีหลังว่าข้าไม่บอกนางเรื่องเวลา นางจะด่าข้าไหม ?"

ความคิดเห็น