email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 8 ความรู้สึกจากภายใต้แผ่นหิน และผืนดินอันหนาวเหน็บ (1/2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 8 ความรู้สึกจากภายใต้แผ่นหิน และผืนดินอันหนาวเหน็บ (1/2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.5k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ก.พ. 2563 18:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 8 ความรู้สึกจากภายใต้แผ่นหิน และผืนดินอันหนาวเหน็บ (1/2)
แบบอักษร

19th day  

“อะ” 

กระดาษเอสี่จำนวนหนึ่งถูกยื่นมาให้ตรงหน้า หรูซื่อเงยหน้าจากหนังสือเรียนก่อนจะรับเอาสิ่งที่ร่างสูงยื่นให้มาพิจารณา 

ที่หัวกระดาษถูกเขียนไว้ว่าใบสมัครและชื่อโครงการอาสาที่ได้คุยกันเมื่อวาน อี้เฉินทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามก่อนจะเอ่ย 

“ความจริงแล้วมันต้องส่งใบสมัครก่อนล่วงหน้านะ เพราะทางสมาคมจะเดินทางกันวันเสาร์ แต่เดี๋ยวเราค่อยเอามาให้พี่วันเดินทางเลยก็ได้” 

หรูซื่อเลิกคิ้วกับสรรพนามแปลกใหม่ แต่ทว่าเด็กหนุ่มไม่ได้พูดอะไร ออกมา เขาก้มลงอ่านรายละเอียดคร่าวๆ ในแต่ละหน้า 

“คุยกับคุณแม่แล้วใช่ไหม” 

“ครับ...” หรูซื่อพึมพำตอบ สายตาไล่ลงไปถึงระยะเวลาของกิจกรรม งานอาสาที่พวกเขากำลังจะไปนี้จัดที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งบนหุบเขาทางใต้ ซึ่งห่างจากตัวเมืองออกไปค่อนข้างมากดูเหมือนว่าพวกเขาจะออกเดินทางกันเช้า วันเสาร์ แล้วก็พักที่นั่นหนึ่งคืนก่อนจะเดินทางกลับในวันอาทิตย์ช่วงบ่าย 

“ท่านว่ายังไงบ้างล่ะ” 

หรูซื่อเงยหน้าขึ้นสบตากับอีกฝ่ายก่อนจะเอียงหัวเล็กน้อยให้กับ คำถามจากคนอายุมากกว่า  

“ก็...ไม่ได้พูดอะไรเป็นพิเศษนะครับ” เด็กหนุ่มหยุดคิดไปชั่วขณะ “แค่ถามว่านอนกี่คืน ต้องมีค่าใช้จ่ายหรือเปล่า แล้วอยากได้อะไรเป็นพิเศษไหม” 

อี้เฉินพยักหน้ารับน้อยๆ ก่อนจะบอกให้เด็กหนุ่มกรอกใบสมัครให้ เรียบร้อย บทเรียนในวันนี้ไม่ได้มีอะไรมากมายสักเท่าไหร่ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น การทบทวนเรื่องเก่าที่เรียนมาตลอดหลายวันมานี้ก่อนจะเริ่มบทใหม่ใน อาทิตย์หน้า 

“ถ้ายังไงพรุ่งนี้ก็อย่าลืมเอาใบสมัครมาด้วยนะ ให้คุณแม่เซ็นอนุญาตด้วย” ชายหนุ่มเอ่ยหลังจากเช็กเวลากับโทรศัพท์ ก่อนหน้านี้อี้เฉินได้บอกไว้ แล้วว่าจะขอเลิกก่อนเวลาเล็กน้อย เขาไม่ได้บอกเหตุผลเพียงแต่ว่าท้ายที่สุด หรูซื่อก็อดที่จะเอ่ยปากถามไม่ได้ 

“พี่จะไปที่ไหนต่อหรือเปล่าครับ” 

“โบสถ์น่ะ” 

อย่างนี้นี่เอง... 

“ผมขอไปด้วยได้ไหมครับ” อี้เฉินมีท่าทีช่างใจไปพักใหญ่ แต่สุดท้ายเขาก็พยักหน้าตกลง 

หรูซื่อไม่รู้หรอกว่าชายหนุ่มไปทำไม แต่พอจะเดาได้ว่าเขาจะไปที่ไหน พอคิดถึงแผ่นหินเย็นเยียบนั้นในใจเขาก็รู้สึกเหน็บหนาวขึ้นมาทุกที 

แล้วก็ไม่อยากให้อี้เฉินไปคนเดียวด้วย 

 

ดอกลิลลี่ช่อเล็กถูกวางไว้บนแผ่นหิน อี้เฉินทรุดตัวลงนั่งเงียบๆ  

หรูซื่อมองไปรอบกาย ไม่ว่าจะเมื่อก่อนหรือตอนนี้สถานที่แห่งนี้ยังคง เหมือนเดิม...กลับมีเพียงความรู้สึกเท่านั้นที่แปรเปลี่ยนไป 

ท่ามกลางทุ่งดอกแดนดิไลออนสวยงามมากมายแต่กลับเต็มไปด้ว ความหนาวเหน็บ เดียวดาย แสงแดดยามบ่ายไม่ได้ช่วยบรรเทาความหนาวเย็น และแสงจันทร์ไม่ช่วยคลายความมืดที่อยู่รอบกายเลยสักนิด 

ทุกสิ่งทุกอย่างที่หรูซื่อรู้สึกได้ผ่านข้างใต้แผ่นหินนั้น แม้ร่างกายจะ กำลังยืนอยู่ตรงนี้ 

ไม่รู้ว่าทำไม 

เด็กหนุ่มเหลือบมองร่างสูงที่นั่งลูบแผ่นหินตรงหน้า วันนี้อี้เฉินไม่ได้พูดอะไรมากนักนอกจากคำทักทายที่เขาเคยทำ และหรูซื่อคิดว่ามันคือสิ่งที่ชายหนุ่มมักทำเป็นประจำเมื่อมาที่นี่ 

คุณคงรักเขามาก... 

หลายครั้งที่หรูซื่ออยากจะเอ่ยถามไปแบบนั้น มันตลกที่บางทีเขากลับรู้สึกว่าตัวเองเป็นใครคนอื่น ใครสักคนที่ไม่ใช่หยางหรูซื่อ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันก็ไม่ได้ต่างอะไรจากสิ่งที่คิดมากนัก 

ผ่านไปครู่ใหญ่ ชายหนุ่มถึงได้หยัดตัวลุกขึ้นแต่ก็ยังไม่ได้ขยับตัวไปไหน 

“พี่มาที่นี่บ่อยๆ หรือครับ” 

“อืม ทุกวันศุกร์น่ะ” 

“…” 

“เพราะกลัวว่าเขาจะเหงาก็เลยอยากมาหาบ่อยๆ แต่จะมาทุกวันก็ไม่สะดวกเท่าไหร่…” อี้เฉินเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะหันมาระบายรอยยิ้ม 

“ชักหิวแล้วสิ เราไปหาอะไรทานกันดีไหม?” 

 

เช้าวันเสาร์ เป็นวันที่ค่อนข้างวุ่นวายเล็กน้อยเพราะหรูซื่อเกือบจะสาย เด็กหนุ่มปิดประตูรถโดยไม่ลืมโบกมือลาผู้เป็นมารดาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเธอจะขับรถออกไป 

เวลานัดตามใบสมัครคือหกโมงตรง แต่อี้เฉินบอกว่ามันก็เป็นแค่การ เผื่อเวลาเท่านั้น หากจะมาสายคลาดเคลื่อนจากเวลานัดไปหน่อยก็ไม่เป็นปัญหา เขาถอนหายใจอย่างโล่งอกที่สามารถมาตรงเวลาได้ก่อนจะดึงเป้ใบโตจากด้านหลังมาด้านหน้าเพื่อหยิบใบสมัครสำหรับการเข้าร่วมงานอาสาครั้งนี้ 

เด็กหนุ่มเดินตรงไปที่สมาคมหรือสถานที่นัดหมายอย่างคุ้นเคย บริเวณ ด้านหน้ามีรถบัสหนึ่งคันจอดรออยู่พร้อมกับสมาชิกที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี 

เพียงแค่ครั้งนี้เขาต้องทำเป็นไม่รู้จักใคร 

“พี่ลี่ชานครับ!” เอ่ยตะโกนเรียกเมื่อเจอเข้ากับรุ่นพี่ตัวสูงซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล ข้างกันนั้นมีฟางหรงกั๋วยืนอยู่ หรูซื่อวิ่งเข้าไปหาคนทั้งคู่ก่อนจะค้อมหัวทักทายคนทั้งสอง 

“อ้าว ว่าไง ได้เอาใบสมัครมาไหม” 

“ครับ” ยื่นกระดาษในมือให้กับรุ่นพี่ก่อนจะเอ่ยถามถึงใครบางคนที่ ไม่ได้อยู่แถวนี้ “แล้ว...พี่เฉินล่ะครับ” 

“อี้เฉิน?” คนถูกถามทำท่าคิด “อืม...น่าจะเตรียมของอยู่ด้านในนะ” 

“ถ้างั้นผม...” 

ลี่ชานส่ายหน้าพลางระบายยิ้มน้อยๆ “ไม่ต้องหรอก พี่ว่าเราขึ้นไปนั่งรอ บนรถดีกว่า หมอนั่นอีกเดี๋ยวมันก็ตามมา นี่ก็ใกล้เวลาแล้วล่ะ” ยังไม่ทันได้เอ่ยปฏิเสธอะไรก็ถูกคนอายุมากกว่าดันหลังให้ขึ้นไปบนรถเสียแล้ว 

หรูซื่อเดินขึ้นรถบัสมาพลางกวาดสายตาหาที่นั่งว่างๆ โชคดีว่าที่นั่งประจำของเขาในสมัยที่มาเมื่อก่อนยังไม่มีใครจับจอง เด็กหนุ่มยิ้มก่อนจะรีบ เดินไปทรุดตัวนั่งทันที 

ลี่ชานซึ่งเดินตามหลังมาเห็นการกระทำดังกล่าวจึงชะงักไป ที่นั่งแถวกลางติดหน้าต่างตรงนั้นมัน... 

“มีอะไรเหรอ” หรงกั๋วเห็นอีกคนหยุดเดินกลางคันจึงเอ่ยถาม 

“อ๋อ...เปล่าๆ” รีบเอ่ยปฏิเสธพลางยิ้มให้อีกคนก่อนจะรีบเดินไปนั่งยัง แถวที่ตัวเองเคยเอากระเป๋ามาวางจองไว้ก่อนหน้า 

 

หมู่บ้านอันเป็นสถานที่ดำเนินการครั้งนี้เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่ไม่ค่อยจะมี เครื่องอำนวยความสะดวกอะไรมากมายนัก อีกทั้งประชากรส่วนใหญ่จะเป็นเด็กและผู้สูงอายุเสียมากกว่า ด้วยความที่ค่อนข้างห่างจากตัวเมืองมากและ เส้นทางเข้ามาเดินทางลำบากจึงไม่แปลกหากจะไม่ค่อยได้รับความช่วยเหลือเท่าที่ควร 

แต่ถึงกระนั้น ชาวบ้านก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขดีเพราะพวกเขารักชีวิตที่เรียบง่าย ข้าวปลาอาหารก็เป็นสิ่งที่ปลูกเองเลี้ยงเอง เพียงแต่ว่าปัญหาสำคัญ ที่ทำให้พวกเขาเดือดร้อนกลับเป็นภัยหนาวที่ประสบอยู่เป็นประจำทุกปี เนื่องจากอยู่ในพื้นที่สูงจึงมีอากาศหนาวเย็นยาวนานกว่าในตัวเมืองปกติ และจะหนาวเป็นพิเศษในช่วงฤดูหนาวยาวไปจนถึงใบไม้ผลิ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ว่าทาง สมาคมมักจะนำถ่านมาบริจาคที่นี่เป็นประจำทุกปี 

“ต้องขอโทษที่ปีนี้มาช้ากว่าปกติหน่อยนะครับ” กู้จิ่ง หัวหน้าสมาคมและเป็นหัวเรือในงานอาสาครั้งนี้เอ่ยกับคุณป๋ายหัวหน้าหมู่บ้าน 

“แค่เห็นว่าพวกคุณคอยมาช่วยเหลือเราตลอดหลายปีมานี้ทางเราก็รู้สึกขอบคุณมากเลยครับ” คุณป๋ายเอ่ยด้วยรอยยิ้มพร้อมก้มหัวโค้งให้ด้วยความรู้สึกขอบคุณจากใจจริง ร้อนถึงกู้จิ่งที่ต้องรีบเอ่ยปากห้ามว่าไม่จำเป็น ต้องโค้งให้เด็กอย่างพวกตน 

“ทุกคนคงเดินทางมาเหนื่อย ถ้ายังไงเชิญเข้าไปกินน้ำกินท่ากันก่อนเถอะครับ ทางเราได้จัดที่พักให้เรียบร้อยแล้ว” 

หรูซื่อมองไปรอบกายก็อดจะสูดรับอากาศบริสุทธิ์ที่หาได้ยากจากใน เมืองหลวง ก่อนจะยกกระเป๋าของตัวเองตามเหล่ารุ่นพี่เข้าไปในตัวหมู่บ้าน ที่พักที่คุณป๋ายหัวหน้าหมู่บ้านเอ่ยถึงคือบ้านที่ทำจากดินขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ ตั้งอยู่ท้ายสุดของหมู่บ้าน จากที่คุณป๋ายเคยเล่าเมื่อครั้งพวกเขามาทำงานที่นี่ครั้งแรกนั้น เห็นว่าเป็นบ้านของชาวบ้านบางส่วนที่ย้ายเข้าไปใช้ชีวิตในเมือง บ้างก็เสียไปแล้วจึงเป็นบ้านร้างที่ไม่มีคนอยู่ แรกๆ ก็อาจจะรู้สึกกลัวบ้าง แต่ พอได้มาบ่อยครั้งก็กลายเป็นความเคยชิน เพราะหากทำความสะอาดแล้ว ทุกอย่างก็ยังสามารถใช้งานได้ และน่าอยู่ไม่ต่างอะไรจากตอนสร้างเสร็จใหม่ 

“ถ้ายังไง เสี่ยวเฉียนเราพักกับพวกพี่ก็แล้วกันนะ บ้านหลังนี้นอนได้ สี่คนพอดี” พี่ลี่ชานเอ่ยพลางชี้ไปยังบ้านดินหลังเล็กที่อยู่ตรงหน้า 

“หนักรึเปล่านั่น ให้พี่ช่วยถือไหม” อี้เฉินซึ่งยืนมองอีกคนอยู่นานเอ่ยปาก ถามพลางกลั้วหัวเราะ เพราะเห็นว่าระหว่างที่ยกกระเป๋าเข้ามาในหมู่บ้าน คนตัวเล็กก็เอาแต่เอนไปเอนมาดูท่าจะสู้แรงกระเป๋าตัวเองไม่ไหว “ขนอะไรมานักหนาล่ะเรา ตัวก็นิดเดียว” 

“ผมยกไหวอยู่แล้วล่ะครับ” คนโดนสบประมาทนิ่วหน้า “นอกจากเสื้อผ้าของใช้ส่วนตัวก็ต้องเตรียมพวกหยูกยาอะไรมาอีก ปกติพี่น่ะ...” หรูซื่อเงียบไปเมื่อรู้สึกว่าตัวเองเริ่มจะพูดมากเกินไป คนทั้งสามก็เงียบตามเช่นกัน 

ความเงียบของอี้เฉินและลี่ชานที่เริ่มขมวดคิ้วทำให้หัวใจของเด็กหนุ่มเต้นระรัว 

“ปกติพี่...พี่ไม่คิดว่าตัวเองจะเกิดเจ็บป่วยอะไรขึ้นมากะทันหันบ้างเหรอครับ ยิ่งเรามาบนเขาแบบนี้ก็ต้องเตรียมตัวให้รอบคอบอยู่แล้ว” 

“งั้นเหรอ” อี้เฉินหัวเราะน้อยๆ ก่อนจะเดินนำเข้าไปในบ้านตามด้วย คนอื่นๆ โดยก่อนจะเข้าไปลี่ชานไม่ลืมที่จะหันมาถามว่าเขานั้นยกกระเป๋าเองไหวไหม ซึ่งหรูซื่อก็พยักหน้าเป็นคำตอบ รอจนทุกคนเข้าไปจนหมดแล้วตนจึงตามเข้าไปบ้าง 

เด็กหนุ่มลอบถอนหายใจ นึกตำหนิตัวเองที่มักจะชอบปากไวเกินไปเสมอ การต้องมาวนเวียนอยู่รอบตัวคนใกล้ชิดน่ะมันไม่ดีเลย ความเคยชินเป็นสิ่งน่ากลัวมาก 

ความคิดเห็น