ติดตามด้วยนะจ้ะ

4. ซัปโปโร..ในคืนหิมะตก

ชื่อตอน : 4. ซัปโปโร..ในคืนหิมะตก

คำค้น : นิยายโรแมนติก ญี่ปุ่น

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 238

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ก.พ. 2563 20:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
4. ซัปโปโร..ในคืนหิมะตก
แบบอักษร

4. ซัปโปโร..ในคืนหิมะตก 

ช่วงเย็นหลังจากฉันกับคุณยายเก็บกระเป๋าที่ห้องพักเป็นที่เรียบร้อย เราออกมาเดินในย่านซูซูกิโนะในเมืองซัปโปโร วัยรุ่นออกมาเดินเที่ยวตามถนน ร้านรวงต่างๆ เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว พนักงานออฟฟิส ที่ออกมาผ่อนคลายในคืนศุกร์ ฉันมองตึกใหญ่ๆที่ประดับไฟสวยงามอย่างตื่นตาตื่นใจอดไม่ได้ที่จะเอากล้องมือถือมาถ่าย พอล้วงไปในกระเป๋านึกได้ว่าชาร์ตแบตเตอรี่ไว้ที่ห้องพัก จึงหยิบกล้องตัวเล็กที่คล้องคอไว้มาถ่ายภาพแทน ฉันยืนถ่ายมุมโน้นมุมนี้อย่างเพลิดเพลินกะจะเอารูปไปอวดสไมล์ พอหันมาอีกทีก็ไม่เจอคุณยาย ซึ่งคุณยายน่าจะเดินหายเข้าไปในฝูงชนข้างหน้าแล้ว ฉันใจเสียมัวแต่ถ่ายรูปจนพลัดหลงกะคุณยายจนได้ ยายหมูมิเอ้ย เป็นเหมือนที่สไมล์พูดจริงๆ สติๆ สิ หมูมิ งั้นเดี๋ยวนั่งแท็กซี่ไปรอคุณยายที่โรงแรม ว่าแต่โรงแรมชื่ออะไร ฉันพยายามนึกแต่นึกอะไรไม่ออก ท้องก็ร้องทั้งหิวทั้งรู้สึกกระหายน้ำจึงเดินไปที่ตู้กดน้ำ

รู้ตัวอีกทีก็เดินเข้ามาในตรอกแคบๆเสียแล้ว ผู้ชายสองคนยืนคุยกันและหันมามองฉันในบางครั้ง ฉันรู้สึกกลัวด้วยสัญชาตญาณ ที่ตรงนี้คนไม่เดินพลุกพล่าน นานๆทีจะมีคนเดินผ่านสักคนสองคน ฉันกระชับกระเป๋าสะพายข้างในมือไว้แน่น นึกโกรธตัวเองที่ลืมโทรศัพท์ไว้ในห้องไม่งั้นคงโทรให้คุณยายมารับแล้ว อยู่ๆก็มีมือใครสักคนมาจับมือฉันออกแรงให้เดินตามเขาไป

“ตามผมมา” เขาบอกเป็นภาษาอังกฤษ เขาอีกแล้ว พนักงานโรงแรมที่ชื่อนาโอกิ เขาสวมเสื้อโค้ทสีดำกางเกงสแลคสีเดียวกัน ฉันบังเอิญเจอเขาเป็นครั้งที่สาม ฉันไม่สะบัดมือออกยอมให้เขาจูงมือเดินไปตามตรอกเล็กๆ จนถึงถนนใหญ่ที่เต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่าน

“ที่นี่อันตรายอย่าเดินคนเดียวนะครับ” เขาพูดด้วยแววตาเรียบเฉยและทำท่าจะเดินจากไป แต่มือเจ้ากรรมของฉันดันไปดึงเสื้อ

โค้ทของเขาไว้

“คุณพอจะรู้จักร้านเนื้อย่างดีๆไหมคะ ฉันอยากเลี้ยงตอบแทนคุณค่ะ” ฉันรู้สึกหิวมากแทบจะกินวัวได้ทั้งตัว และอยากตอบแทนที่เขาช่วยฉันไว้จากผู้ชายกลุ่มนั้นด้วย เขาไม่ตอบแต่เดินนำฉันกลับไปที่ตรอกแคบๆที่เดินผ่านเมื่อกี้ โชคดีที่ชายท่าทางไม่น่าไว้ใจสองคนไม่อยู่แล้ว ร้านเนื้อย่างเล็กๆ ที่แทบจะกลมกลืนจนไม่มีสิ่งไหนที่ดึงดูดความสนใจคนภายนอก เขาเปิดประตูร้านพาฉันเดินเข้าไป เจ้าของร้านเป็นชายร่างท้วมวัยกลางคน เวลาที่เขายิ้มทำให้ฉันนึกถึงหน้ากากรูปแปะยิ้ม ที่เห็นตามขบวนแห่เชิดสิงโต เขากล่าวทักทายนาโอกิอย่างสนิทสนม ในร้านเล็กๆนี้ มีแค่สองโต๊ะ ซึ่งว่างทั้งหมด นาโอกิพูดอะไรบางอย่างกับเจ้าของร้าน เจ้าของร้านเดินมาหมุนป้ายเป็นคำว่า “Closed”

“เขากำลังจะปิดพอดี ผมเลยขอต่อเวลาสักหน่อย” เขาเลื่อนเก้าอี้ให้ฉันนั่งและฉันผู้ซึ่งไม่มีชายหนุ่มคนใดเคยบริการฉันขนาดนี้มาก่อนรู้สึกประหม่า

“ขอบคุณค่ะ”

“คุณจะดื่มอะไรครับ” เขาถาม คำพูดของสไมล์ดังขึ้นในหัว มาซัปโปโรต้องดื่มเบียร์ ที่นี่เบียร์ขึ้นชื่อมาก แต่ฉันไม่เคยดื่มแอลกอฮอล์มาก่อน คงไม่ถึงขั้นเมาหัวราน้ำจนต้องเป็นภาระเขามั้ง และที่สำคัญแค่ลองๆจิบดู เขาว่าเบียร์มันขมค่อยสั่งน้ำอัดลมทีหลังก็ได้

“เบียร์ค่ะ” เจ้าของร้านซึ่งคงทำหน้าที่ทุกอย่างในร้านยกเซทเนื้อออกมาเสิร์ฟ เนื้อวากิวเอห้า ฉันเคยเห็นในวิดิโอแนะนำร้านอาหารญี่ปุ่น ฉันจิบเบียร์คำแรกรู้สึกถึงรสชาติขมปนหวานนิดๆ ก็ไม่ได้แย่นี่นา จนกระทั่งแก้วที่สาม ฉันรู้สึกคล้ายไม่เป็นตัวของตัวเอง   ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน เราย้ายมานั่งเก้าอี้ยาวฝั่งเดียวกันตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้และฉันกำลังท้าวคางด้วยแขนข้างหนึ่งมองเขาอย่างเคลิบเคลิ้ม เขากำลังคีบเนื้อย่างอันที่สุกพอดีจิ้มโชยุ ป้อนฉันซึ่งกำลังอ้าปากรอ

“อร่อยจังเลยค่ะ คุณนี่น่ารักจัง” ฉันใช้มืออีกข้างจิ้มที่แก้มเขาเบาๆ เขาหน้าแดงน่าจะเพราะดื่มเบียร์ไม่งั้นคงเป็นเพราะความร้อนจากเตาเนื้อย่าง นี่มันฝันดีเลยนะ ผู้ชายหล่อขั้นเทพกำลังย่างเนื้อย่างที่สุกกำลังดีป้อนถึงปากแบบนี้ ฮือ...ไม่ตื่นได้ไหม ไม่สินี่มันความจริง แอลกอฮอล์ทำให้เราใจกล้ามากขึ้น

“คุณนาโอกิกินบ้างสิคะ” ฉันถือวิสาสะเรียกชื่อของเขา เคยได้ยินมาว่าสำหรับคนญี่ปุ่นถ้าไม่สนิทกันต้องเรียกนามสกุล แต่ฉันจำนามสกุลเขาไม่ได้ จะเป็นการเสียมารยาทไหมนะ

“ผมอิ่มแล้วครับ” เขาไม่ได้ว่าอะไร ยิ้มอวดลักยิ้มที่แก้มขาวใสราวกับน้ำนม ดวงตาสีเข้มมองมาที่ฉัน แววตาคู่นั้นทำให้ฉันรู้สึกหนาวๆร้อนๆ ด้วยความที่รู้สึกมึนหัว ฉันจึงโน้มตัวไปพิงที่ไหล่ของเขาและตั้งใจจะหลบสายตาเขาด้วย กลิ่นหอมของน้ำหอมอ่อนๆของเขาทำให้ฉันรู้สึกผ่อนคลาย เขาค่อยๆ เอื้อมมือมาโอบไหล่ฉัน ซึ่งฉันก็ไม่ได้ต่อต้านอะไร นี่มันบ้าไปแล้วยายผู้หญิงใจง่ายเห็นคนรูปหล่อไม่ได้ ฉันก่นด่าตัวเองในใจ

“คุณมาทำอะไรที่ซัปโปโรคะ แล้ววันนี้ไม่ต้องทำงานในห้องอาหารเหรอคะ” เขายิ้มที่มุมปากแล้วตอบ

“วันนี้ผมหยุดครับ ผมพาน้องๆ มาเที่ยวทุกคืนวันศุกร์ ถ้าเราทำงานหนักๆ ต้องมีวันหยุดพักเพื่อผ่อนคลาย คุณว่าไหมครับ”

“ใช่ค่ะ แล้วคุณ...ไม่มาเที่ยวกับ เอ่อ...แฟนเหรอคะ” ฉันถามในใจก็ลุ้น ไม่อยากให้เขามีแฟน ซึ่งความเป็นจริงแล้วเป็นไปไม่ได้ ผู้ชายหน้าตาดีขนาดนี้จะไม่คนรัก

“ผมยังไม่คิดมีแฟน ผมค่อนข้างจะให้ความสำคัญกับงานมากกว่าครับ” หัวใจของฉันเต้นแรง อย่างนี้ฉันก็มีสิทธิ์สินะ เขายื่นหน้ามาใกล้ๆ กระซิบที่ข้างหู ด้วยคำถามที่ทำให้ฉันรู้สึกหวั่นไหว

 

 

 Naoki talks 

ในขณะที่ผมกำลังจะไปทานอาหารร้านประจำ เสียงผู้ชายสองคนที่คุยกันดังพอสมควร ผมไม่ได้เป็นคนที่สนใจเรื่องคนอื่นนัก แต่มันดังพอที่ผมจะได้ยิน

“ผู้หญิงคนนี้เป็นนักท่องเที่ยว น่าจะหลงทาง” เสียงผู้ชายตัวสูงพูดชี้ชวนให้ดูผู้หญิงที่อยู่ตรงตู้กดน้ำ ตรอกนี้ค่อนข้างเปลี่ยว แต่ร้านเนื้อย่างของมาเอดะคุงที่ขึ้นชื่อกลับอยู่ในตรอกนี้ ผมทำท่าจะเดินผ่านและเดินไปยังจุดมุ่งหมายก่อนจะไปผมมองไปที่หญิงสาวที่กำลังจะเคราะห์ร้าย ผู้หญิงร่างเล็กแก้มป่องตาโตคนนั้น

“เราพาเธอไปสนุกกับเราดีกว่า”ชายร่างท้วมสวมแว่นบอก พอได้ยินแบบนั้นผมไม่รู้ว่าพาตัวเองมาฉุดแขนเธอเดินออกไปตั้งแต่ตอนไหน แค่คิดว่าพวกผู้ชายสองคนนั้นจะทำอะไรกับเธอบ้างผมแทบไม่ลังเลที่จะช่วยเธอ เธอไม่ได้ขัดขืนในสิ่งที่ผมทำ ทำให้แผนแกล้งเป็นแฟนกันเป็นไปด้วยดี ขณะที่กำลังเดินออกไปผมได้ยินสองคนนั้นคุยกัน

“นังนี่รอแฟนนี่เอง เกือบไปแล้วไหมแก” หลังจากพาเธอเดินออกมายังที่ๆคนพลุกพล่าน ผมก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องรั้งให้เธออยู่ต่อ เธอกลับรั้งผมไว้และจะเลี้ยงข้าวผม เธอจะรู้ไหมถ้าต้องการจะไปทานข้าวกับ นาโอกิ ฟุจิวะระ ต้องนัดกับเลขาของผมล่วงหน้าเป็นอาทิตย์แล้วนี่เธอเป็นใครทำไมผมต้องไปกินข้าวกับเธอ ในใจแย้งแต่ขาของผมกลับเดินนำเธอไปร้านที่เป็นที่ส่วนตัว เหมือนต้อนรับให้เธอเข้ามาในโลกของผม    

“แล้วคุณมีแฟนรึยังครับ”อาจจะเป็นเพราะฤทธิ์ของเบียร์ห้าแก้วที่ดื่ม ซึ่งปกติผมไม่ใช่นักดื่ม การดื่มน้ำเปล่าเข้านอนตั้งแต่สามทุ่มคือกิจวัตรของผมหลังการออกกำลังกายในแต่ละวัน ผมไม่ดื่มเหล้าไม่สูบบุหรี่ จะมีดื่มเบียร์บ้างถ้าออกมาเที่ยวกับน้องๆ หรือจิบไวน์เบาๆ ที่ห้องอาหารที่กรุด้วยกระจกชั้นดาดฟ้ายามที่ต้องการการผ่อนคลายหลังเวลาทำงาน แก้มเธอแดงขึ้นหลังจากที่ผมถาม เธอไม่ใช่ผู้หญิงสวยจัดจนต้องร้องว้าวในแรกเห็น เป็นผู้หญิงที่ยิ่งใกล้ชิดยิ่งเห็นเสน่ห์ของเธอ ดวงตาสีน้ำตาลเข้ม รับกับคิ้วโก่งพองาม จมูกไม่โด่งมากแต่รับกับใบหน้า ริมฝีปากบางชมพูสีกุหลาบ ตัดกับผิวขาวเนียนละเอียด ผมไม่รู้จักชื่อเธอและไม่รู้ว่าเธอมาจากไหนด้วยซ้ำ เพราะมัวแต่คุยเรื่องอื่นๆ ซึ่งผมและเธอคุยกันอย่างสนิทสนมทั้งๆที่เพิ่งจะคุยกันจริงจังครั้งแรก

“อย่างฉันเนี่ยนะคะ ใครจะมาชอบ” เธอยิ้มที่ปากแต่ตาเธอเหมือนยิ้มไปด้วย รอยยิ้มนั่นทำให้ผมใจสั่น ผมนาโอกิ ฟุจิวะระ รองประธาน ฟุจิวะระกรุ๊ป บอกให้รู้ไว้เลยว่าผมฮอตสุดๆ บนเกาะฮอกไกโด อาจเพราะรูปลักษณ์และความร่ำรวย มีผู้หญิงมากมายเข้าหาผม ทั้งลูกสาวเจ้าของบริษัท ทั้งดารานางแบบ แต่ทว่าไม่มีใครทำให้ผมใจเต้นแรงได้เลย  ผมเคยบอกตัวเองตั้งแต่ครั้งที่สองแล้วว่าเราคงไม่ได้เจอกันอีก ถึงกระนั้นเราเจอกันครั้งนี้เป็นครั้งที่สาม ซึ่งผมบอกกับตัวเองอย่างมั่นใจว่า ผมจะต้องเจอเธอครั้งที่สี่ให้ได้ มันอาจเป็นพรหมลิขิตที่ทำให้ผมพบกับเธอ

“ถ้าอย่างนั้น คุณกับผมเรามาคบกันไหม” ผมถามเธอง่ายๆ อาจเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ทำให้ผมกล้าพูดมากขึ้น ผมอยากรู้จักเธอให้มากกว่านี้ ระหว่างผมกับเธอมันเหมือนมีอะไรบางอย่างที่เชื่อมถึงกัน ผมไม่เข้าใจความรู้สึกนั้น เหมือนเธอเป็นแสงสว่างที่สาดส่องเข้ามาในหัวใจที่เย็นชาของผม ทำให้ผมรู้สึกเป็นตัวของตัวเอง ปลอดภัยและผ่อนคลาย  เธอยิ้มอย่างอายๆ ผมอดไม่ได้ที่จะจับแก้มเนียนใสของเธอ อย่างที่ผมตั้งใจจะทำเมื่อเจอเธอครั้งแรก มันนุ่มนิ่มอย่างบอกไม่ถูก ถ้าเธอตอบว่าคบผมอาจจะขอทำมากกว่าจับแก้มก็ได้

“นี่คุณขอผู้หญิงที่ไม่รู้จักชื่อไม่รู้ว่าเธอมาจากประเทศอะไรเป็นแฟนง่ายๆเหรอคะ” เธอหัวเราะและเริ่มจิบเบียร์แก้วที่สี่

“คุณก็บอกผมมาสิว่าคุณชื่ออะไรมาจากที่ไหน ทำงานอะไร ผมอยากรู้จักคุณมากกว่านี้”

“ฉันชื่อมิราอิ เป็นลูกครึ่งไทย ญี่ปุ่น คุณรู้จักประเทศไทยไหม” ภาพของประเทศที่อากาศร้อน รถติด คือสิ่งที่ผมนิยามคำว่าประเทศไทย มิราอิส่งรอยยิ้มหวานฉ่ำด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ให้ผม ริมฝีปากบางสีชมพูของเธออยู่ตรงหน้าซึ่งห่างจากผมไม่ถึงคืบ ทำให้ผมอดใจไม่ไหว เชยคางเธอขึ้นและประทับรอยจูบลงไปบนริมฝีปากนุ่มหยุ่นนั้น เธอนิ่งไปสักพัก แต่ค่อยๆเรียนรู้วิธีจูบตามสัญชาตญาณของเธอ ผมค่อยๆใช้ลิ้นแทรกเข้าไปรสเบียร์ขมอมหวานอบอวลในความรู้สึก มิราอิใช้สองมือโอบลำคอผมไว้ หัวใจของผมเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ด้านนอกหิมะกำลังตกโปรยปรายแต่ในร้านกลับอบอุ่น เราจูบกันสักพัก เธอลดมือลงค่อยผลักอกผมออกห่างจากเธอ

“ฉันหายใจไม่ออกแล้วฉันก็ง่วงแล้วค่ะ” เธอเอียงศีรษะซบไหล่ผม

“คุณพักที่ไหน” ผมกำลังจะอาสาไปส่งเธอ เธอส่ายหน้า

“ฉันจำไม่ได้ค่ะ ฉันเดินพลัดหลงกับคุณยาย” ผมไม่มีทางเลือก จำเป็นต้องพาเธอไปที่พักส่วนตัวของผม นั่นคือห้องสูทโรงแรมในเครือฟุจิวะระกรุ๊ป 

ความคิดเห็น