facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Daddy Deep Inside Me. 09

คำค้น : ดองกี้ Daddy Yaoi เรื่องสั้นวาย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.8k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ก.พ. 2563 03:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Daddy Deep Inside Me. 09
แบบอักษร

พอได้ลองตัดโลกภายนอกอย่างที่คุณเชษฐ์บอก ผมก็ว่าชีวิตผมมีความสุขขึ้นนะครับ เลิกเสพโซเชียล ไม่จับโทรศัพท์ วัน ๆ เอาแต่นั่ง ๆ นอน ๆ ดูหนังบ้าง กินบ้าง ล่องเรือบ้างแล้วก็รักกับคุณเชษฐ์บ้าง ดูเป็นชีวิตที่สโลว์ไลฟ์ดี แต่กับคุณเชษฐ์เขาตัดไม่ได้เพราะต้องติดต่อเรื่องงานตลอดเวลา แต่ถ้าถึงช่วงแต่งงานกับฮันนีมูน เขาสัญญาว่าจะตัดขาดโลกภายนอกและอยู่กับผมครับ

เรื่องงานแต่งงานของเราจะจัดหลังงานแต่งงานของดาแต่สถานที่ก็คือชายหาดของเกาะส่วนตัว เชิญแขกเฉพาะคนสนิทของคุณเชษฐ์มา ครอบครัว ทางผมคงไม่มีใครที่อยากเชิญและไม่คิดจะเชิญใคร

“อ้วนขึ้นหรือเปล่า?” ก้มมองตัวเองแล้วมองคนข้างกายที่นั่งจิบไวน์อยู่

“ผมดูอ้วนหรอ?” ก็เข้าฟิตเนสประจำ ๆ กับคุณคิดส์อยู่นะครับ ทำไมเขาถึงว่าผมอ้วนล่ะ

“อืม หรือท้อง?”

“ตลกล่ะ” เขาหัวเราะเบา ๆ ก่อนละสายตามองจอทีวีขนาดใหญ่ ก็คือเราอยู่ในโรงหนังขนาดย่อมที่เพนท์เฮ้าส์ครับ หนังที่เปิดก็เป็นพวกสารคดีเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ผมไม่อยากดูเลยสักนิดแต่คนคนนี้เขาขอให้มาดูเป็นเพื่อน จริง ๆ แล้ววันนี้คือวันที่เขามีนัดกับลูก ๆ และเขาคงจะกังวลมากเลยล่ะถึงได้หาอะไรกลบเกลื่อนความรู้สึกเหล่านั้น ในความเป็นจริงผมก็อยากไปกับเขานะแต่ผมไม่อยากออกไปข้างนอก ผมควรอยู่ที่นี่จนกว่าเหตุการณ์ทั้งหมดมันจะหายจากความสนใจของสังคม

“ใกล้ถึงเวลาแล้วนะครับ ไม่เตรียมตัวหรอ?” ผมถามเขาเมื่อเห็นเวลาจากหน้าจอสมาร์ทโฟน เขาต้องออกจากเกาะตอน 10:00 เป๊ะ ๆ เพราะการเดินทางใช้เวลานาน ฮ.เตรียมพร้อมแล้วเหลือแค่คนจะไป

“ฉันอยากให้นายไปด้วยภัทร” เขาวางแก้วไวน์ลงแล้วขยับเข้ามาใกล้ แขนขวาโอบเอวผมรั้งเข้าหาก่อนริมฝีปากจะคลอเคลียแถวแก้ม

“เป็นคุณพ่อ ก็ต้องจัดการด้วยตัวเอง แล้วก็ถ้าผลออกมาดี… อยากได้อะไรผมจะให้”

“รับปาก?”

“สัญญาเลยครับ” ยื่นนิ้วก้อยให้เขา คุณเชษฐ์เกี่ยวก้อยสัญญาก่อนเราจะจูบกันแล้วผมก็เดินมาส่งเขาที่ลานฮ. ผมมองฮ. ที่ขึ้นสู่พื้นอากาศแล้วโบกมือแม้เขาจะไม่เห็นก็ตาม ผมหวังว่าการพูดคุยของพ่อลูกจะจบลงด้วยดี อย่างน้อยนี่น่าจะเป็นของขวัญที่ผมพอให้ได้ดา ถึงจะไม่ได้มีราคาแต่มีคุณค่าทางจิตใจแน่ ๆ ก็ได้แต่หวังว่าของขวัญของผมจะไม่ทำให้ผิดหวัง ผมกลับเข้ามาข้างในแล้วขึ้นไปชั้นสาม ช่วงนี้ผมเรียนทำอาหารกับเชฟจากฝรั่งเศษอยู่ครับ จริง ๆ เขามาทำงานให้กับภัตราคารในไทยแต่คุณเชษฐ์ดึงตัวมาสอนผม ด้วยความที่ทัศนคติเขาดีและเขาไม่ได้มองว่ารูปแบบความรักของผมกับคุณเชษฐ์ผิด เขาบอกว่าผิดตรงที่ผมเป็นสามีของลูกสาว แต่ในเมื่อตอนนี้หย่าและทางฝ่ายหญิงกำลังแต่งงานกับคนใหม่ มันก็ไม่ผิดถ้าหากผมจะแสดงความรักบ้าง

ตัวเชฟเองก็มีคนรักเป็นผู้ชายและยังเป็นลูกศิษย์ที่เรียนชั้นสอนทำอาหารของเขา กว่าพวกเขาจะผ่านพ้นคำครหาจากสังคมก็ใช้เวลา ปัจจุบันก็คือแต่งงานและรับเลี้ยงบุตรบุญธรรมเป็นครอบครัวกันไปแล้ว เดิมทีผมทำอาหารเป็นอยู่แล้วแต่แค่เบสิก ๆ อย่างไข่เจียว ต้มจืด อะไรพวกนี้น่ะครับแล้วถ้าเวลาฮันนีมูน ผมอยากให้เราอยู่กันแค่สองคนและหน้าที่การทำอาหารต้องตกเป็นของผม ผมเลยขอให้เขาหาเชฟมาให้ ไม่เอาเชฟไทยเพราะไม่อยากถูกมองด้วยสายตาดูถูก เอาล่ะ ผมเริ่มเรียนทำอาหารก่อนนะครับก่อนที่จะคิดถึงคนแก่มากเกินไป

ในเมือง 

การเดินทางจากเกาะส่วนตัวเข้าเมืองก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ชั่วโมง เขามาถึงสถานที่นัดพบกับลูก ๆ ในเวลา 15:30 น. ตอนนี้เชษฐารู้แล้วว่าเขาควรหาเกาะที่ใกล้กว่านี้ แต่มันคงไม่ทันในเมื่อเกาะส่วนตัวแห่งนั้นอยู่กับเขามานานและที่เลือกไกล ๆ ก็เพราะความเป็นส่วนตัวอีกนั่นล่ะ เชษฐาเดินเข้ามาในภัตราคารสุดหรูพร้อมกับคิดส์ คนสนิทที่เดินมาด้วยและยืนรออยู่หน้าประตู แต่เชษฐาให้คิดส์ไปพักได้ ไปหาอะไรทานหรือเดินดูอะไรระหว่างรอ

ชณินกับดามองบุคคลที่เข้ามาก่อนจะยืนขึ้น แต่ชณินอิดออดเลยถูกน้องสาวดึงหูสุดแรง จำต้องลุกตามแรงดึง เชษฐามองภาพนั้นก็คิดนะว่าลูก ๆ เขาสนิทกันขนาดนี้เลยงั้นหรอ? ในที่สุดทั้งสามคนก็ได้นั่งร่วมโต๊ะเดียวกันในรอบหลายสิบปีของครอบครัวอย่างพร้อมหน้า ดารู้สึกอึดอัดเล็กน้อยเพราะระหว่างบรรยากาศของพ่อและพี่ชายที่มีต่อกัน

“หนูว่าเราสั่งอาหารกันดีกว่านะคะ” เอ่ยเสียงใสเพื่อทำลายความเงียบแม้ตามขมับเริ่มมีเหงื่อแล้วก็ตาม ที่นี่ไม่ได้ร้อนอะไรเลยนะแต่ร้อนเพราะพี่ชายและพ่อต่างหาก

“ฉันสั่งไว้แล้ว แค่นั่งรอก็พอ”

“…ค่ะ” ดาหัวเราะแห้ง ๆ แล้วเบือนหน้าหลบสายตาที่มองมา เชษฐาถอนหายใจและคิดว่าค่อยคุยกับลูกสาว คนที่เขาควรคุยก่อนก็คือลูกชายตัวดีคที่นั่งจ้องหน้าเขายิ้ม ๆ นี่ต่างหาก เชษฐายกแก้วน้ำขึ้นจิบก่อนสายตาจะเพ่งเห็นรอยคิสมาร์กและรอยเล็บบริเวณคอ

“แกได้ป้องกันไหม?” คำถามที่จู่ ๆ ก็โพล่งขึ้นมาเล่นเอาสองพี่น้องชะงักและเออเร่อชั่วขณะ รอยยิ้มของชณินค้างก่อนเขาจะประมวลผลพร้อมยกมือแตะที่ลำคอ

“ป้องกันสิครับ” ตอบกลับแล้วยิ้มตาปิดซึ่งนั่นกระตุกต่อมเชษฐามาก ในสายตาเขาคือเจ้าลูกชายตัวดีกำลังกวนประสาทและมันก็ถูกต้อง ชณินตั้งใจกวนประสาทพ่อเขาร้อยเปอร์เซ็นต์

“ช่วงนี้งานเป็นไง?”

“ก็ดีครับ ยอดขายเพิ่มจากเดือนที่แล้วเกือบครึ่ง” พูดไปยิ้มไป

“จากทั้งหมดกี่ออเดอร์?” รายนี้ก็ถามไปนิ่งไป

“ทุกออเดอร์ยอดพุ่งหมดครับ” ยิ้มอีก

“มีเพิ่มออเดอร์ใหม่เข้าล็อตหรือยัง” นิ่งต่อไป

“กำลังคิดครับว่าจะเอาอะไรเข้ามาเพราะจะเอามาแบบสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ ความต้องการของตลาดใต้ดินตอนนี้ออเดอร์เก่า ๆ ทั้งหมดคือสิ่งที่เหมาะสม แต่ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมส่งคนไปทดลองออเดอร์ใหม่เรียบร้อยแล้ว ผลจะเป็นยังไงผมจะส่งทางเมลเหมือนเคย” ชณินยิ้มไปอธิบายไป ในขณะที่เชษฐานั่งฟังพร้อมมองหน้าลูกชาย ดาวิณีได้แต่กรีดร้องในใจเพราะเธอกลัวว่าพ่อของเธอจะระเบิด ก็พี่ชายเธอเอาแต่ยิ้มกวนประสาท!

การสนทนาระหว่างพ่อกับลูกชายต้องหยุดลงเพราะอาหารมาเสิร์ฟ การกินอาหารพร้อมหน้าครอบครัวครั้งแรกทำให้ลูกสาวเพียงคนเดียวตื้นตันและอยากจะเก็บภาพนี้ไว้ เธอเลยอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ก่อนเอ่ยขอพ่อ

“เอ่อ คุณพ่อคะ… คือหนูขอให้คนถ่ายภาพครอบครัวเราได้หรือเปล่าคะ? คือจบงานแต่งงานนี้หนูก็ต้องย้ายไปเปรู อย่างน้อยขอมีรูปครอบครัวสักรูปนะคะ” คำขอของลูกสาวที่ฟังดูเศร้า ๆ แถมรอยยิ้มยังทำเขาปวดที่ใจอย่างไม่ทราบสาเหตุ

“กินก่อน ถ้าอยากจะถ่าย… ฉันจะพาไปสตูฯ” บอกแค่นั้นก็หยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาส่งข้อความหาคิดส์ว่าให้เตรียมสตูดิโอถ่ายภาพและหาช่างภาพที่ดีที่สุดมา ก่อนเขาจะเข้าโหมดกล้องแล้วกดถ่ายรูปลูก ๆ อย่างไม่ต้องขอใด ๆ ชณินอึ้งทั้งที่มุมปากยังยิ้มแบบฉบับเขา ดาที่กำลังอ้าปากกัดเกี๊ยวต้องหุบฉับด้วยใบหน้าที่เขินอาย เธอไม่รู้ว่าพ่อของเธอถ่ายช็อตไหนไป

“…ถ้าคิดจะแอบถ่าย ทีหลังปิดเสียงชัตเตอร์นะครับ” ชณินเอ่ยบอกกับพ่อ ใจเขามันก็คัน ๆ และรู้สึกแปลก ๆ กับการกระทำของผู้เป็นพ่อ

“ฉันไม่ใช่พวกปาปารัสซี่ ไม่จำเป็นต้องแอบถ่าย” สิ้นเสียงก็เกิดเสียงชัตเตอร์อีกหลายครั้งเล่นเอาลูก ๆ หาที่บังหน้ากันให้วุ่น ขนาดชณินยังหลุดภาพลักษณ์โวยวายลั่นภัตราคารแต่ผู้เป็นพ่อหาได้สะท้านไม่ ยังคงกดถ่ายรัว ๆ ชณินกับดาเลยเอาคืนด้วยการถ่ายบ้าง แต่ทำไมยิ่งถ่ายยิ่งดูดี? เชษฐาไม่ได้ขยับไปไหนเลย เขานั่งท่าเดียวก็คือท่าประจำของเขา เอนหลังพิงพนัก ยกขาขึ้นไขว่ห้างแต่รอบนี้มือขวาถือสมาร์ทโฟนถ่ายรูปลูก ๆ มือซ้ายวางบนเข่าเคาะปลายนิ้วเป็นจังหวะราวกับเขากำลังสนุกอยู่ ใบหน้าคมครามของหนุ่มใหญ่วัย 50 ที่ดูเรียบนิ่งแต่มุมปากกลับมีรอยยิ้มเล็กน้อย มันดูดีเกินคาดเชียวล่ะ สองพี่น้องมองหน้ากันแล้วยอมแพ้กับการถ่ายรูปหลุดของพ่อ

บรรยากาศที่แสนตึงเครียดของครอบครัวนี้เริ่มเบาลงบ้าง ดาเริ่มกล้าที่จะพูดคุยกับพ่อบ้าง เชษฐาพยายามตอบโต้ลูกสาวโดยที่เขาพยายามอย่างมากในการมองข้ามส่วนที่เป็นเหมือนอดีตภรรยาแสนชิงชังนั่น

“ผมถามพ่อได้หรือเปล่าว่าทำไมพ่อถึงเกลียดผมกับดา” คำถามของชณินทำให้บรรยากาศกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ดาแทบจะกินหัวพี่ชายแม้ตัวเธอจะอยากรู้และพอรู้คร่าว ๆ มาบ้างจากทางครอบครัวของแม่ แต่เธอก็อยากฟังทางพ่อด้วยเหมือนกัน

“มันไม่สำคัญแล้วตอนนี้”

“สำคัญสิคะ หนูจะได้รู้ว่าที่ทางบ้านคุณแม่พูดมา… จะตรงกับที่พ่อบอกหรือจะออกไปคนละทางกัน หนูอยากฟังจากทางพ่อบ้าง” คำตอบของดาทำให้เชษฐาถอนหายใจและยกแก้วไวน์ขึ้นดื่มก่อนจะยอมเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดให้ฟัง

ในอดีตช่วงที่เขายังเป็นแค่นักศึกษา เชษฐาคือคนที่พยายามไต่เต้าขึ้นเป็นนักธุรกิจอายุน้อย เขาศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจทุกแขนงบนโลกทั้งในและนอกประเทศ ศึกษามาตั้งแต่เรียนมัธยม เขาไม่มีเพื่อน ไม่มีครอบครัว มีแค่ความทะเยอทะยานที่จะขึ้นเป็นใหญ่ในวัยอันน้อยนิด แต่เขารู้ว่ามีแค่ความฉลาดมันไม่พอ เขาเลยรอ รอและรอ อ่านไปเรื่อย ๆ ศึกษาไปเรื่อย ๆ ตั้งใจเรียนเรื่อย ๆ

“แล้วความฝันของฉันกำลังจะเป็นจริงหลังถูกเชิญจากบริษัทหนึ่งที่ตีหุ้นตลาดนอกได้กำไรเข้าเป็นล้านล้าน ฉันอายุ 22 กำลังจะจบปีสี่ในอีกไม่กี่เดือนแต่ก่อนจะถึงเวลานั้นสามเดือน แม่ของพวกแกเข้ามา แม่แกเป็นผู้หญิงที่สวยมากคนหนึ่งแต่ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเธอเลย จนฉันพลาดไปรักและมีอะไรกับเธอแบบไม่ป้องกัน เธอบอกฉันเองว่านับรอบแล้วยังไงก็ไม่ท้อง กินยาคุมอีก ฉันเชื่อเพราะตอนนั้นฉันไม่ต่างอะไรกับผู้ชายโง่ ๆ คนหนึ่งที่ตกหลุมรักผู้หญิงจนโงหัวไม่ขึ้น”

“….”

“แต่สุดท้ายฉันก็ทำให้แกเกิดจนได้ชณิน แม่แกเอาแกมาผูกมัดฉันไว้แน่น ภาพลักษณ์ที่เคยเห็นมันเป็นเพียงละคร ใช่ ฉันคิดว่ามันเป็นความฝันแต่มันคือความจริง เธอคือลูกสาวของนักธุรกิจที่จะเข้าร่วมเสนอโปรเจคและแนวทางธุรกิจกับบริษัทนั้น แต่ตาของพวกแกกลัวฉัน เขาเลยต้องทำลายและขัดขาจนกว่าฉันจะพัง แต่ฉันไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้อะไรง่าย ๆ ฉันรับมือทุกอย่างที่คิดขึ้นด้วยตรงนี้” ปลายนิ้วชี้เคาะที่ขมับเบา ๆ “สมอง สติและสองมือ สองเท้าของฉัน ฉันได้ถูกรับเลือกและยังต้องแต่งงานกับแม่ของแก พอแกได้สองขวบ น้องสาวแกก็เกิดมา ดาวิณี… เธอถูกทำให้เกิดเพราะฉันเกลียดแม่เธอ เกลียดความสวยที่ฉันเคยหลงมัน ฉันทำให้เธอท้องเพราะเวลาเธอท้องทีไร สภาพมันน่าอนาถ ความสวยที่มีมันหายไป”

“…”

“หลังจากนั้นฉันใช้ชีวิตของฉัน เดินบนเส้นทางที่มีแค่ฉันและชีวิตของฉัน ฉันทิ้งพวกแกไว้ข้างหลังเพราะฉันไม่ต้องการตัวเกะกะ ฉันกลายเป็นนักธุรกิจที่เลือกแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง ถีบตัวเองขึ้นมาอยู่บนจุดสูงสุด สองเท้าของฉันเหยียบย่ำหนามของธุรกิจทุกแขนง ทั้งดีและไม่ดี เหยียบหัวผู้คนขึ้นมาเพราะฉันเห็นมันเป็นขั้นบันไดในการไต่เต้า แต่แม่แกยังมีข้อดีอยู่หนึ่งอย่าง นั่นคือการเลี้ยงดูที่ทำให้แกเหมือนฉันในวัยหนุ่มและเลี้ยงลูกสาวของเธอให้เหมือนเธอ” เชษฐาพักจิบไวน์ในขณะที่ลูก ๆ รับรู้ถึงความเกลียดของพ่อที่มีต่อแม่ มันมากกว่าที่พวกเขาคิดไว้เสียอีก

“ฉันทำหน้าที่ของคนเป็นพ่อได้แย่เพราะฉันไม่ได้อยากเป็นพ่อ ไม่ได้อยากมีลูก ฉันคิดจะทิ้งพวกแกด้วยซ้ำแต่เพราะพวกแกมีเลือดเนื้อเชื้อไขของฉันอยู่คนละครึ่ง ฉันเลยยังเลี้ยงไว้ ฟังแล้วฉันดูเป็นพ่อที่ระยำดีใช่ไหม?”

“ก็รู้คำตอบแล้ว ยังจะถามอีกหรอครับ” ชณินสวนกลับพร้อมรอยยิ้ม

“ฉันแค่อยากได้คำชม” เชษฐายิ้มบ้างและนั่นคิ้วชณินกระตุกหนักจนขมวดเป็นปม รอยยิ้มหายไปจากใบหน้าพิมพ์เดียวกับเขาทันที เชษฐาหัวเราะก่อนจะเล่าต่อ “ฉันตั้งใจจะทิ้งเธอแท้ ๆ ดาวิณี เขี่ยเธอไปเปรูเพราะฉันอยากได้ภัทร ส่งเยียร์ไปหาและกำชับว่าแกชอบคนแบบไหนและแกก็ตอบแทนฉันด้วยการที่แกรักเยียร์เข้าจริง ๆ ฉันได้ภัทรมาครอบครองอย่างสมบูรณ์ ฉันถึงให้แกเลิกและกลับมาหย่า ส่งของกำนัลไปให้ทางบ้านฝ่ายชาย ฉันพร้อมเขี่ยเธอทิ้งทุกเวลา”

“…อือ หนูรู้” ดาวิณีมองหน้าพ่อแล้วยิ้ม แน่นอนว่ามันเป็นยิ้มที่บีบใจเชษฐามาก พอเขาได้ลองเปิดตามองทั้งสองเป็นลูก เปิดหูรับฟังสิ่งที่ลูกต้องการ เปิดใจรับลูกเข้ามา ความรู้สึกแย่ ๆ มันก็ถาโถมเข้ามาเป็นระเบิดตู้มใหญ่ ๆ และไม่ได้เข้ามาละลอกเดียว แต่มาเป็นระยะ ๆ ตลอดเวลาการระบายและการเล่าเรื่องทั้งหมด

“ส่วนแกชณิน ฉันหาทางที่จะเขี่ยแกอยู่ ถึงฉันจะสั่งห้ามแกแตะต้องภัทรแต่ลึก ๆ ในใจฉันต้องการให้แกแตะต้องคนของฉันเพื่อที่ฉันจะได้เขี่ยแก แต่แกไม่ทำตามราวกับรู้ ฉันถึงเกลียดที่แกเหมือนฉันมากขนาดนี้”

“พ่อพูดแบบนี้ผมก็เขินแย่เลยสิครับ” ชณินยกมือเกาท้ายทอยแต่จริง ๆ ตัวเขาก็เจ็บปวดเป็น การที่พ่อมองเหมือนตนเองเป็นขยะ มันเจ็บยิ่งกว่าถูกหักหลังเสียอีก

“แต่สุดท้ายก็ได้มีคนบอกกับฉันว่าทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ความผิดของพวกแก” พอพูดถึงตรงนี้แล้วนึกใบหน้าของคนที่รออยู่ ริมฝีปากหนาระบายยิ้มอ่อนโยนออกมาจนลูก ๆ ผวาเล็กน้อย เชษฐากระแอมไอก่อนปรับสีหน้าให้กลับไปเป็นเหมือนเดิม

“ภัทรหรอคะ?”

“อืม ภัทรบอกว่าพวกแกเองก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือตั้งแต่ยังไม่ลืมตาดูโลก จริง ๆ พวกแกจะเกิดหรือเปล่าก็ไม่มีใครรู้แต่พวกแกกลับถูกคาดหวังให้เป็นเครื่องมือทางธุรกิจกันแล้ว ภัทรขอให้ฉันมาคุยก็เพื่อปรับความเข้าใจกับพวกแกที่เป็นลูก ฉันรู้ว่ามันคงไม่ทันเพราะฉันมีชีวิตมาแล้วครึ่งชีวิต จะอยู่ได้อีกกี่ปีก็ไม่มีใครรู้ ฉันเลยจะแก้ไขมันเท่าที่จะทำได้ ไม่ได้หวังหรอกนะว่าพวกแกจะรับหรือไม่รับ” จิบไวน์แก้คอแห้งแล้วรินใหม่เมื่อหมด ดากับชณินมองหน้ากันแล้วถอนหายใจ ยังไงคนคนนี้ก็คือพ่อน่ะนะ จะให้มาพูดประโยคดี ๆ ทั้งประโยคก็คงจะหวังสูงเกินไป

“กินให้อิ่ม จะได้ไปต่อ”

“ไปไหน?” ชณินขมวดคิ้วถาม

“ลูกสาวฉันจะถ่ายรูปครอบครัวไม่ใช่หรือไง?” ทว่าประโยคต่อมาของเชษฐาทำลูกสาวยิ้มกว้าง ดาพยักหน้าแล้วกล่าวขอบคุณที่พ่อยังจำสิ่งที่เธอต้องการได้

มื้อเย็นของครอบครัวอภิวัฒณกรณ์จบลงก็ต่อด้วยสตูดิโอภาพถ่ายที่คิดส์ไปติดต่อไว้ ตลอดการเดินทาง ช่องว่างระหว่างเขากับลูก ๆ ได้ลดลงบ้างแต่การต่อปากต่อคำของลูกชายยังคงเหมือนเดิม พอมาถึงสตูถ่ายภาพแล้ว ทั้งสามคนก็เข้าไปอยู่ในเฟรมเตรียมถ่าย ภาพแรกเชษฐานั่งบนเก้าอี้บุหนังสีทองตัดแดงดูสง่าโดยมีลูกสาวและลูกชายยืนประกบข้าง ภาพสองดานั่งตักพ่อ พ่อกอดเอวลูก นั่นคงจะเป็นครั้งแรกเลยล่ะที่ดาโดนพ่อกอด ถึงมันจะเป็นแค่การถ่ายรูปก็ตาม

ภาพต่อไปให้ชณินกับดานั่งแล้วเชษฐายืน สองมือโอบไหล่ลูกทั้งสอง มือซ้ายจับไหล่ดา มือขวาจับไหล่ชณิน ทางคนสนิทอย่างคิดส์ที่มองอยู่รู้สึกอิ่มใจอย่างบอกไม่ถูก เขารู้จักและทำงานให้เชษฐามานาน เขาเห็นทุกการกระทำที่ทำต่อลูก ๆ เขาเห็นใจและสงสารแต่เขาไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายได้ พอได้เห็นแบบนี้ก็ใจชื้นขึ้นมาและขอบคุณภัทรที่ทำให้บอสของเขามีความเป็นพ่อคนสักที

สถานที่ต่อไปหลังถ่ายรูปคือสถานที่ที่ดาจะแต่งงาน ห้องโถงสีทองตัดขาวกว้างใหญ่และกว้างขวางเริ่มถูกประดับและตกแต่งด้วยผ้าม่านขนาดใหญ่ ผ้าที่ถูกจับจีบจับพุ่มเป็นดอกไม้ เริ่มเอาซุ้มมาตั้ง เวทีเริ่มเป็นรูปร่าง การแต่งงานรอบที่สองใหญ่โตสมฐานะของบ่าวสาว และดูใหญ่กว่ารอบแรกมาก ดารู้สึกผิดต่อภัทรอยู่เล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องงานแต่ง

“อยากได้อะไรเพิ่ม?” เชษฐาถามลูกสาวหลังพากันเดินดูรอบ ๆ สถานที่จนทั่ว

“ไม่มีแล้วค่ะ แค่นี้ก็เยอะมากพอแล้ว ขอบคุณคุณพ่อนะคะที่ช่วยจัดงานให้หนู” ดายิ้มแล้วกอดแขนพ่อพลางเอนหัวซบแขน ความอบอุ่นของพ่อที่อยากสัมผัสมานานคือสิ่งที่ดาอยากสัมผัสมานาน ชณินมองภาพน้องสาวและพ่อก่อนหันหลังแล้วเดินออกมา เขาดีใจที่พวกเขาได้ใช้คำว่าครอบครัว และดีใจที่เห็นน้องสาวมีความสุข

“พ่อจะมางานแต่งหนูพร้อมกับภัทรใช่ไหมคะ?” ดาผละถามพร้อมรอยยิ้ม แม้รอยยิ้มของดาจะเหมือนกับอดีตภรรยาที่เกลียดแต่เขาก็คิดได้แล้วว่าดาคือดา คือลูกสาวเขา ไม่ใช่ผู้หญิงมารยาแบบนั้น

“อืม ถ้าฉันมา ฉันก็คงพาภัทรมาด้วย”

“ดาจะรอนะคะ แล้วก็สำหรับวันนี้ดาขอบคุณคุณพ่อมาก ๆ เลยค่ะ ขอบคุณสำหรับของขวัญแต่งงานนะคะ เป็นของขวัญที่ดีมากที่สุดในชีวิตหนูเลย” เชษฐายกมือรั้งศีรษะของลูกสาวเข้ามาซบอกก่อนก้มกดปลายจมูกลงบนศีรษะ

“ฉันอาจทำหน้าที่พ่อได้ไม่ดีมากและคงแก้ไขทั้งหมดไม่ได้เพราะฉันเองก็อายุขนาดนี้แล้ว ฉันจะทำเท่าที่ทำได้แล้วกัน ส่วนเรื่องงาน… อยากย้ายกลับมาอยู่ไทยก็บอกฉัน ฉันมีบริษัทให้เธอเลือก ชี้นิ้วบอกได้เลยว่าอยากได้ที่ไหน”

“ฮึ รับทราบค่ะ”

“…สุดท้ายนี้ฉันจะแต่งงานกับภัทรที่เกาะส่วนตัว ไม่ได้พิธีรีตองมาก ฉันจะส่งฮ. มารับ ลากพี่ชายเธอไปให้ได้”

“ยินดีด้วยนะคะ! ในที่สุดพ่อก็เจอคนที่พ่อรักแล้วจริง ๆ” สองพ่อลูกดื่มด่ำกับบรรยากาศที่ควรจะมีมานาน ในขณะที่ชณินยืนสูบบุหรี่พร้อมระบายยิ้มออกมา เป็นยิ้มที่จะไม่มีวันให้ใครได้เห็นเด็ดขาด

วันต่อมา 

เกาะส่วนตัวของเชษฐา 

การนอนของผมถูกรบกวนตั้งแต่ตอนตีห้า คนที่เดินทางมาถึงไม่ยอมทำอะไรเลยนอกจากพุ่งเข้าใส่แล้วจัดหนักบอกขอบคุณผม ก็คือการพูดคุยกับลูกเขาสำเร็จดีและยังต้องพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกต่อไป แต่คืออะไรบินกลับมาตั้งแต่ห้าทุ่ม! ไหนบอกจะค้างที่บ้านแล้วไหงตีห้ามาโผล่ที่นี่!

“พอแล้ว ผมขอพักนะครับ… อือ” เบี่ยงหน้าหลบก่อนกัดปากเงยหน้าขึ้นสุดยามส่วนแข็งขืนสอดดันเข้ามาลึกแล้วกระแทกย้ำหลายครั้ง ผมจิกปลายเท้าลงกับเตียงขณะสองมือจิกแผ่นหลังกว้าง ตอนแรกผมก็ตื่นเพราะถูกกระตุ้นและทำจนเสร็จไปหนึ่งรอบแต่ตอนนี้ตาเริ่มจะปิดอีกแล้ว คุณเชษฐ์เลียคอผมขึ้นมากกหูแล้วขบใบหูหนัก ๆ ผมครางแผ่วก่อนทั้งตัวจะโยกคลอนขึ้นลงตามแรงกระแทกจากด้านล่าง ริมฝีปากที่ส่งเสียงถูกปิดด้วยปากอีกคนและนัวลิ้นกันอย่างไม่ยอมถอย จากที่ผมจะนอนก็กลายเป็นดื่มด่ำไปกับการร่วมรักรับวันใหม่ อย่าบอกนะว่าห้าชั่วโมงที่เดินทาง เขานอนพักบนฮ. จนมีแรงเหลือเฟือและน้ำมากมีขนาดนี้! ขีดจำกัดของผู้ชายในการปลดปล่อยมันก็มีนะครับ อย่างผมแค่สี่ก็หมดตัวแล้ว แม้มันจะตื่นตัวแต่มันก็แทบไม่มีอะไรออกมา เหลือแค่ฉี่นั่นแหละครับ!

“ชักอยากแต่งไว ๆ แล้วสิ สัญญาเลยว่าฮันนีมูนของเราฉันจะขย้ำนายให้จม” น้ำเสียงแผ่วเบาแต่เซ็กซี่แบบหนุ่มใหญ่พูดบอกกับผมหลังถอนจูบออก ผมยิ้มแล้วแลบลิ้นเลียสายเชื่อมระหว่างปากเรา ผมกอดเขาแน่นก่อนจิกเกร็งปลายเท้าแล้วปลดปล่อยสิ่งที่แทบไม่มีเหลือออกมา พอเหลือบมองนาฬิกาดิจิตอลบนหัวเตียง

06:33 น. 

ผม! ควร! ได้! นอน! สัก! ที! อยากจะตะคอกใส่หูคนแก่จอมหื่นคนนี้แต่อ้าปากทีไรคือมีแต่เสียงคราง เอาเถอะ… ยอมไปก่อนแล้วค่อยนอนแบบลาโลก ถ้าปลุกกันกลางทาง สาบานว่าผมจะกินหัวเขาให้เข็ดและจดจำว่าอย่าเล่นกับคนนอนไม่พอโว้ย!

ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ล้วนเกิดมา เกิด แก่ เจ็บ และตายจาก ผมเหมือนลูกอกตัญญูที่ไม่มาเหยียบสุสานหลังพ่อกับแม่ตายไป แต่วันนี้ มันเป็นวันที่ผมออกจากเกาะเพราะมางานแต่งงานของดา ผมเลยขอให้คุณเชษฐ์พาแวะร้านดอกไม้แล้วซื้อมาช่อใหญ่ ๆ ซื้อแจกันสวย ๆ ขวดน้ำมาสองขวดและกระถางธูป ทุกอย่างผมเปลี่ยนใหม่หมด

“นั่นพ่อแม่นายหรอ? นายเหมือนแม่มาก” คุณเชษฐ์เอ่ยทักหลังผมทำความสะอาดและเช็ดรูปพวกท่าน

“ครับ ท่านมีผมตอนไม่พร้อมน่ะครับ พ่อกับแม่ผมอ่อนกว่าคุณ 5 ปี ก็คือมีผมตั้งแต่ 18 ในขณะที่อายุ 24 คุณมีดา ผมลำบากมาก ๆ กับครอบครัวแบบนี้ พอพวกเขาตาย… ผมเลยไม่เสียใจเลย” ผมบอกเขาขณะจัดแจกันไปพลาง ป้ายศพคนอื่นคือสะอาดและมีดอกไม้เปลี่ยนกันทุกครั้ง คงมีแต่ของพ่อกับแม่ผมที่มีแต่เศษใบไม้ใบหญ้า เศษดินเต็มไปหมด

“ตอนเผาศพผมยังไม่อยู่เก็บเถ้ากระดูกเลยแต่ไม่รู้ใครเก็บแล้วเอามาฝังไว้ ถ้าจะฝังแต่แรกแล้วจะเผาทำไม แต่เหตุผลก็คงเป็นเพราะครอบครัวพ่อกับแม่ตัดหางตั้งแต่ท้องก่อนวัยล่ะมั้งครับ พวกเขาเลยไม่อยากเก็บ เลยมาฝังไว้ที่นี่แทน… ผมคิดเอาอะนะ” จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าผมมีญาติแบบคนอื่นหรือเปล่า ผมถอนหายใจหลังจัดการเนรมิตรป้ายศพของพ่อกับแม่ให้เหมือนคนอื่นเขา คุณเชษฐ์ปลีกตัวออกไปเพื่อให้ผมได้พูดคุยกับพ่อและแม่ ผมบอกกับพวกท่านว่าตอนนี้ผมมีความสุขดี เจอคนที่รักผมและผมรักเขา ถึงจะไม่อยากพูดคำนี้แต่… ขอบคุณที่ทำให้ผมเกิดมา

ออกจากสุสานก็คือยืนล้างมือโดยที่คุณเชษฐ์เทน้ำให้ มีน้ำยาฆ่าเชื้อโรคมาล้างมืออีกต่างหาก ใหม่แกะกล่องมากครับ ล้างเสร็จก็ทาครีมบำรุงมือที่คุณเขาให้คนซื้อมา ก็คือเปย์ตั้งแต่ออกเกาะมาอะ อยากได้อะไรขอแค่ให้บอก เราเดินทางออกจากสุสานไปโดมงานแต่งของดา ตลอดทางเราคุยกันหลายเรื่อง ถูกคนแก่ลวนลามและแทะเล็มบ้าง ผมเหมือนปกติแต่จริง ๆ ในใจโคตรจะกังวลเลยครับ ผมยังไม่อยากเจอสื่อเท่าไหร่อะ ที่มีสื่อต่าง ๆ ก็เพราะคนมีชื่อเสียงทางสังคมแต่งงานกันไงครับ

“ตื่นเต้นหรอ?”

“ครับ” ยอมรับตรง ๆ แล้วเอนหัวพิงไหล่กว้าง ไม่ทันไรก็มาถึงสถานที่จัดงานแล้ว รถรามีระดับต่างขับเข้างานไม่ขาดสาย มีสื่อตั้งแต่ทางเข้างาน แสงแฟลชรัวจนต้องหลับตา ให้ตายเหอะ กลับบ้านได้ไหม ไม่อยากมาแล้ว ผมไม่น่ารับปากเลยให้ตายสิ!

“ไม่ต้องกังวล ฉันไม่ยอมให้ใครทำร้ายภรรยาฉันเด็ดขาด” คุณเชษฐ์เชยคางผมขึ้นแล้วกดจูบลงมาแผ่วเบา ปากเราแนบกันอยู่แบบนั้นจนกระทั่งรถจอด พอผละออกผมก็ยิ้มรับและให้กำลังใจตัวเองว่าเรื่องแค่นี้ผมผ่านได้แน่นอน ทันทีที่ลงจากรถ แขนแข็งแรงก็โอบเอวผมดึงเข้าหาตัวทันที รับรู้ได้ถึงความอบอุ่นและปลอดภัย แสงแฟลชสาดส่องมาที่เราสองคน ผมไม่ชินแต่กับคุณเชษฐ์เขารับมือได้ดี เขาเดินเข้างานอย่างสง่าเหมาะสมกับเป็นคนสำคัญของงานพอ ๆ กับบ่าวสาว

ผมไม่สามารถเงยหน้าแล้วยิ้มได้เลยเพราะแรงกดดันจากสายตาคนอื่น ๆ ที่เพ่งเล็งผมมันชัดเจนมาก ๆ เรื่องของผมคงยังไม่เงียบหายไปสินะ ผมถอนหายใจแล้วเม้มปากแน่น พยายามกลั้นความรู้สึกแย่ ๆ เอาไว้ พอผ่านจุดทางเข้ามาในงาน สื่อแทบไม่มีเพราะเป็นงานที่มีระดับสังคมสูง ๆ ทั้งนั้น พวกเขาเลยต้องการความเป็นส่วนตัว จะมีสื่อที่ได้รับความเชื่อถืออยู่ในงานได้แต่ห้ามถ่ายภาพที่ทำให้เสียหาย ผมถอนหายใจออกมายามพ้นสายตาสื่อแต่ยังไงก็เจอสายตาของคนเหล่านี้อยู่ดี

“ฉันควรพานายกลับ”

“ไม่เป็นไรครับ ผมโอเค”

“โกหก” ผมหัวเราะแล้วพยักหน้ายอมรับว่าโกหก คุณเชษฐ์พาผมเดินเข้ามาหลบมุม ผมโคตรอยากร้องไห้เลยจริง ๆ ครับพออยู่กันสองคน ผมไม่ใช่คนที่ต้องมาแบกรับเรื่องพวกนี้เลย บางทีผมคิดนะว่าถ้าหากเรื่องของเรายังอยู่เป็นความลับต่อไป มันอาจจะมีความสุขมากกว่านี้หรือเปล่านะ

“อดทนอีกนิด ฉันส่งตัวเจ้าสาวเมื่อไหร่ ฉันจะพานายกลับ”

“ไม่เอาครับ คุณเป็นพ่อนะ ต้องอยู่จนงานเลิกเลยสิ… ผมโอเคครับ ผมทนได้เพราะยังไงก็มีคุณอยู่ข้าง ๆ” คุณเชษฐ์พยักหน้าแล้วจูบผมก่อนผละออกแล้วพากันเดินร่วมงาน เขาจะคอยโอบเอวผมอยู่ตลอดผมเลยรู้สึกปลอดภัยและไร้ความกังวล ใครที่พูดจาเสียดหน่อยก็ถูกสายตาเขามองแล้วยิ้ม ไม่กี่นาทีต่อมารีบเข้ามาขอโทษเพราะหุ้นตก แต่คือผมงงว่าเขาไปทำตอนไหนจนกระทั่งเห็นคุณคิดส์ยืนจับหูฟังบลูทูธนั่นแหละ นี่คือความน่ากลัวของคนที่ทำงานด้วยกันมานานหรอครับ? คือมองหน้าหรือมองตาก็รู้เลยว่าคิดอะไรอยู่

“…ผมรู้สึกดีที่ไม่ใช่ศัตรูคุณชะมัด” คนข้างกายผมหัวเราะทันทีได้ยินแบบนั้น

เมื่อถึงเวลาสมควรของการแต่งงาน ผมปลีกวิเวกมาอยู่กับคุณคิดส์ในขณะที่คุณเชษฐ์ไปรับเจ้าสาวมาส่งเจ้าบ่าว ทีตอนผมไม่เห็นทำแบบนี้เลย คิดแล้วก็แอบนอยด์ครับแต่พอประโยคที่เขาเคยบอกว่า ‘ฉันไม่เคยยินดีกับการแต่งงานของนาย’ ผมก็ร้องอ๋อในใจ ก็คือที่เขาไม่จัดการอะไรให้สักอย่างเพราะเขาไม่ได้อยากให้ผมเป็นลูกเขยไงครับ เหอๆ

“สวยกว่าตอนแต่งกับผมอีกนะครับ” คุยกับคุณคิดส์เหมือนคุยคนเดียว รู้สึกเขายังแอบเคือง ๆ ที่ผมดึงเขาไปเอี่ยวกับการง้องอนของผมและบอสของเขา แหม ใครใช้ให้อยู่ตรงนั้นเล่า

ดาในชุดเจ้าสาวรอบนี้สวยกว่าตอนผมมาก ๆ ตอนนั้นชุดอาจราคาถูกกว่านี้เพราะต่อให้เก็บเงินมาตลอดการทำงานมันก็ไม่พอครับ ค่าเช่าสถานที่อย่างแพง ค่านั่นค่านี่ ผมออกคนเดียวเพราะผมไม่อยากถูกคนมองว่าใช้เงินภรรยา สุดท้ายงานแต่งเราเลยออกมาตามที่ดาต้องการก็จริงแต่ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งงานแต่งรอบนี้มันตรงตามความต้องการของดาเป๊ะเลย เฮ้อ แอบน้อยใจตัวเองแฮะที่ทำไม่ได้

ผมมองคุณเชษฐ์ที่ส่งดาให้กับเจ้าบ่าว มองเจ้าบ่าวที่ได้เจ้าสาวแสนสวยไป อืม เหมาะสมอย่างที่คนในบริษัทพูดจริง ๆ ครับ

“เดี๋ยวคุณก็สวยครับ”

“…หะ?” หันมองคนพูดแบบงง ๆ คือเขาจะสื่ออะไรครับ

“ผมบอกว่าเดี๋ยวคุณก็สวย คุณจะแต่งงานกับบอสไม่ใช่หรอครับ? เดี๋ยวก็ได้ใส่ชุดสวย ๆ เอง”

“คือแต่งกันแต่ผมไม่ใส่ชุดแบบนั้นแน่”

“เอ่อ ผมหมายถึงชุดด้านใน ไม่ใช่ด้านนอก” ทิ้งระเบิดให้ผมแล้วเดินหนีไปยืนกับการ์ดคนอื่น ผมนี่อยากจะด่าว่าไอ้… แม่งเอ้ย! รู้นะโว้ยว่าหมายถึงอะไรอะ! แล้วภาพที่ผมสวมชั้นในลูกไม้ก็ดันลอยเข้ามา ก็เพราะอะไรล่ะครับ! เพราะผมใส่ชั้นในลูกไม้ที่เกาะนั่นทุกวัน! ไม่ว่าเราจะมีเซ็กซ์หรือไม่มีก็เถอะเพราะคุณเชษฐ์เขาเตรียมมาแต่แบบนี้ ผมก็จำต้องใส่ไงครับ แต่อย่าบอกนะว่าเขาเห็นตอนผมตากผ้าอะ อยู่ ๆ ก็โกรธคุณเชษฐ์ขึ้นมาเฉยเลย ไอ้คุณคิดส์โว้ยยยย! กลับมารับผิดชอบที่ทำให้ผมโกรธสามีตัวเองเลยนะโว้ย!

TBC… 

ความคิดเห็น