email-icon

เรื่องคนธรรพ์หนุ่มขี้อ่อยกับบุตรสาวพญานาครักสนุก เขาต้องพาเธอกลับบ้าน เธอต้องการเที่ยวเล่นไปเรื่อยๆ ใครจะเสร็จใครมาลุ้นกันค่ะ

ชื่อตอน : 37 - เพลงพระศรี

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 730

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ก.พ. 2563 20:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
37 - เพลงพระศรี
แบบอักษร

 

ผณินวารีตะโกนสุดเสียง ตาวาวโรจน์เดือดดาล "ไม่ ! ท่านจะมากล่าวหาว่าข้าสมควรได้รับการลงโทษเช่นนี้ไม่ได้ !"

เสียงของเธอทำให้พญาครุฑอาวุโสที่เพิ่งพูดประณามเธอ หันขวับ อ้าปากค้าง "จะ เจ้า ! เจ้านาคีตัวเท่าหนอน ยังจะกล้าเถียงข้าหรือ ! รู้ไหมข้าเป็นใคร !" แล้วก็ผุดลุกขึ้นกางปีก !

"พอแล้ว เชิญท่านนาคสุญนั่งลง" ท้าวเวนไตยที่เป็นครุฑประธานเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ แต่สะกดทุกคนให้เงียบสนิท

ดวงตาดุดันของท้าวเวนไตย ผู้ทรงเป็นครุฑพ่าห์ขององค์พระวิษณุ จ้องนางนาคีสาวแสนหยิ่งผยอง และเอ่ยด้วยเสียงที่เยือกเย็นถึงขั้วหัวใจ "เจ้าฆ่ามนุษย์ไปหกคน ซึ่งด้อยกำลังกว่าเจ้า เพราะปกป้องคนรักที่เป็นคนธรรพ์ แต่เจ้าเอ่ยเองว่ามีคนรักเป็นมนุษย์ และคนธรรพ์ ซึ่งข้ารู้ว่ามีครุฑด้วยที่เคยเป็นชู้รักกับเจ้า เจ้าเป็นหญิงมากชู้เช่นนี้ จะให้สภาครุฑของเราแห่งนี้เชื่อหรือว่า เจ้าทำไปเพราะความรักจริงๆ ?"

ผณินวารียืดอก ดวงตาแข็งกร้าวสู้ไม่ถอย "ข้าขอถามท่านบ้างท่านท้าว สตรีย่อมมีสิทธิเฉกเช่นบุรุษหรือไม่ที่จะรักใครก็ได้ ? ข้าเคยรักครุฑจำแลงตนหนึ่งที่โกหกหลอกลวงข้าแล้วยังทำร้ายข้า ข้าควรแบกรับความเจ็บปวดเสียใจนั้นไปเรื่อยๆ แล้วหายหน้าหายตาหลบซ่อนอยู่ใต้ก้นบึ้งมหาสมุทรตลอดนิรันดร์กาลหรือ ? ข้าผิดตรงไหนที่บุรุษปรารถนาในตัวข้าโดยที่ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเลยก็มาเกี้ยวพาราสีแล้ว ? และข้าผิดหรือหากจะรับไมตรีพวกเขา ? ในเมื่อแม้ข้าไม่รับไมตรี ข้าก็โดนหลอกลวงโกหก หรือไม่ก็โดนข่มขู่ ลักพาตัวไปอยู่ดี" ผณินวารีชำเลืองไปเห็นสิตามันและฟาดสายตาเชือดเฉือนใส่เขาจนอีกฝ่ายเบือนหน้าหนี

หญิงสาวไม่กลัวอะไรแล้ว ความโกรธทำให้เลือดเข้าตา "ข้าเรียนรู้ที่จะหาความสุขจากไมตรีเล็กน้อยจากบุรุษเหล่าบ้าง ข้าไม่ได้ผิดศีลแย่งชิงผัวเมียใคร ให้บ้านแตกสาแหรกขาด" เธอตวัดสายตาใส่ครุฑตนหนึ่งที่เธอจำได้ว่าเคยลักลอบเป็นชู้กับนางฟ้าบนสวรรค์

นางนาคีสูดลมหายใจ "ข้าไม่ได้ฆ่ามนุษย์หกคนนั้น เพราะนึกสนุก แต่ข้าทำเพราะข้าจำเป็น ข้าได้พยายามขู่ให้มนุษย์พวกนั้นกลัวและหนีไปแล้ว เพื่อจะได้ไม่ต้องทำบาป แต่แม้แต่ท่านเองหากโดนทำร้าย ท่านก็สู้ไม่ใช่หรือ ? ใยท่านเห็นว่าข้า กายเป็นสตรี ต่ำต้อยชาติกำเนิดกว่าท่านหรือไรจึงไม่มีสิทธิสู้หรือไร หากโดนรุมหมายจะเอาชีวิต ?"

ผณินวารีสะบัดแขนจากครุฑหนุ่มสองตนที่ยึดเธอไว้ และยืนนิ่งองอาจ "ข้าอาจไม่ได้ประพฤติสมเป็นกุลสตรี แต่ท่านมีสิทธิอะไรมาตัดสินข้า ในเมื่อครุฑวงศ์ของท่านเองก็รังแกข้า ทำให้ชื่อเสียงและเกียรติของข้าป่นปี้ไปแล้วไม่รู้กี่ครั้ง ? ครุฑพวกของท่านคิดช่วยแก้ไขชื่อเสียงให้ข้าบ้างไหม ? "

นางนาคีจำแลงปาดน้ำตา "เอาสิ ในเมื่อท่านก็คิดจะฆ่าแกงข้าอยู่แล้ว ก็ตัดสินมาเลย แต่ข้าจะไม่มีวันยอมรับการตัดสินของท่านเป็นอันขาด !"

"หยุดเดี๋ยวนี้นะ นางอสรพิษ เจ้าบังอาจไปแล้วที่กล้าพูดจาสามหาวเช่นนี้ต่อหน้าพระพักตร์ท้าวเวนไตย !" ครุฑชราอีกตนเอ่ยขึ้นอย่างโกรธเคือง

"พอ พอก่อน วิหคเทวัญ" ท้าวเวนไตยเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนหันไปมองนางนาคีแสนอวดดีตรงหน้า น้ำเสียงดุดันไม่ได้ลดความเข้มลงเลย "เจ้าอ้างเหตุผลมากมาย แต่ไม่มีพยานหลักฐานใดบอกได้เลยว่า เจ้าไม่ได้คิดอยากฆ่าแกงมนุษย์หกคนนั่นแต่แรก ชีวิตของมนุษย์เหล่านั้น ไม่มีใครเอาคืนมาได้ ไม่ว่าจะเป็นชีวิตที่ประพฤติดีหรือชั่วก็สูญหายไปเพราะการกระทำของเจ้า เจ้าจะว่าอย่างไร ? ความผิดในการปลิดชีวิตผู้อ่อนแอกว่า จะอย่างไรก็คือความผิดสาหัสยากจะให้อภัย"

ผณินวารีนิ่งงัน เพราะใช่ ท้าวเวนไตยพูดถูก ต่อให้สุกณและพวกสมควรตาย แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องของเธอไปก้าวก่ายในชะตากรรมของพวกเขา..

วิหกเทวัญรีบเอ่ย "ใช่ๆ ไม่มีใครยืนยันได้ ว่า เจ้าไม่ได้วิปริตใจบาปชั่วสนุกกับการฆ่าคน"

"มี มี มีคนยืนยันได้ !" เสียงแปลกหูแหวกเข้ามาในการชำระความทำให้ทุกสายตาหันขวับ..

แล้วผณินวารีก็ยิ้มทั้งน้ำตา ...

"คีตา !"

คนธรรพ์จำแลงของเธอทรงเครื่องมาเรียบร้อย ดูสะอาดสะอ้านงดงาม เขายิ้มอ่อนโยนให้เธอ แล้วเดินมานั่งคุกเข่าและกราบตรงหน้าท้าวเวนไตย ดวงตาสีน้ำตาลอมทองมองพญาครุฑผู้ยิ่งใหญ่และเอ่ยเสียงทุ้มนุ่ม "ข้าชื่อคีตเทพกรรณ เป็นคนธรรพ์ถวายดนตรีให้องค์อินทร์ ข้าเป็นคนรักของนางผณินวารีเองพระเจ้าค่ะ ข้าอยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมด"

พญาเวนไตยเลิกคิ้ว "จงเล่ามา"

คีตเทพกรรณเอ่ยช้าๆ "ข้าโดนสุกณและพวกลากตัวไปทำร้ายปางตายจนเลือดอาบทั้งกาย พวกมันลากข้าไปหาผณินวารีและขู่นางให้ยอมกลับไปอยู่กับสุกณ นางไม่อยากไป แต่ก็ยอมเพราะเป็นห่วงข้า เมื่อข้าหายดีก็ตามหานางจนพบ นางพยายามปฏิเสธไมตรีไม่ยอมรักกับข้า เพราะเข้าใจผิดคิดว่าข้าเป็นพวกเดียวกันกับสุกณ แต่พอรู้ว่าไม่ใช่ เราก็เตรียมจะพากันหนี แต่สุกณมาพบก่อน นางจึงคืนร่างเป็นงูและไปซ่อนอยู่ใต้เตียง คอยขู่พวกมัน แต่สุกณที่เป็นอันธพาลไม่ยอมหยุด เขาต้องการปลิดชีวิตนางให้ได้ นางจึงต้องฆ่าเขาและพวก"

คีตเทพกรรณกราบท้าวเวนไตย "โปรดเมตตานางเถิด ผณินวารีอาจจะมุทะลุ ใจร้อน แต่นางไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อใครที่ไม่ทำร้ายนางก่อน มนุษย์หกตนแม้จะอ่อนแอกว่าในทางกาย แต่จิตใจหยาบช้าเลวทรามกว่าอมนุษย์ใดๆ ยิ่งนัก ผณินวารีผ่านเรื่องเลวร้ายมามากนัก จนข้าสงสาร หากท่านท้าวทรงเมตตา ข้าเชื่อว่านางก็พร้อมจะกลับตัวกลับใจ บำเพ็ญความดีชดใช้ความผิดตามที่่ท่านจะทรงเห็นสมควร"

พญาครุฑจ้องหน้าคนธรรพ์จำแลง "เห็นจะไม่ได้กระมัง ความยุติธรรมคือความยุติธรรม"

"ใช่ ท้าวท่านอย่ายอม ไม่งั้นนางก็ได้ฆ่ามนุษย์อีกด้วยความย่ามใจแน่นอน !" เสียงครุฑชราชื่อนาคสูญเอ่ยขึ้น

คีตเทพกรรณหันไปมองและเอ่ยอย่างนุ่มนวล "ข้ามีวิธีพิสูจน์วิธีหนึ่ง ท่านท้าวสนพระทัย.."

พญาเวนไตยเลิกคิ้ว "วิธีอะไร ?"

คีตเทพกรรณหยิบปี่สีทองออกมา "ในกาลก่อนนานมา มีดนตรีท่วงทำนองหนึ่ง ซึ่งเทพและอมนุษย์ที่มีจิตอันบริสุทธิ์ไม่มีสันดาลพาลประทุษร้ายผู้ใด ยามได้ยิน จะได้ยินเสียงอันไพเราะ ส่วนผู้ที่จิตคิดร้ายเมื่อได้ยินเพลงเดียวกันนั้น จะเสียใจน้ำตาไหลพรากจนกลายเป็นหินไปในที่สุด ดนตรีบทนี้มิพึงใช้พร่ำเพรื่อ แต่ ณ ลานหินชลชาแห่งนี้ ข้าคิดว่าน่าจะเหมาะสมที่สุดแล้ว"

พญาเวนไตยนิ่ง แต่ดวงตาเป็นประกาย เหลือบมองไปที่ครุฑทั้งหลายรอบกายของตน "ข้าเคยได้ยินทำนองเพลงนั้นเมื่อนานมาแล้ว มันทรงอานุภาพมาก ก็เห็นว่า น่าจะเหมาะสมแก่การให้ความยุติธรรมแก่นางนาคี เพื่อไม่ให้เป็นข้อครหาแก่วงศ์ครุฑว่า ข้าลำเอียง"

พญาครุฑหันไปสั่งครุฑด้านหลังของตน "ใครที่พิจารณาตนแล้วว่า จิตใจเบื้องลึกไม่คู่ควรกับดนตรีกำราบอสูรเช่นนี้ ข้าให้เวลาบัดเดี๋ยวนี้ที่จะไปเสียให้พ้น หรือเอาทรายอุดหูเสีย" พญาเวนไตยชำเลืองมองครุฑอาวุโสข้างตนทั้งสอง "ท่านทั้งสองคงไม่ต้องเกรงกลัวดนตรีนี้เช่นพวกที่เหลือหรอกนะ" ทำให้ครุฑชราอีกสองตนยิ่งนั่งหลังตรงเชิดหน้ากว่าเดิม

ท้าวเวนไตยรอจนครุฑหนุ่มสามสี่ตัวรีบบินหนี ที่เหลือก็เอาทรายมาอุดหู แล้วจึงเอ่ยกับคนธรรพ์ "เริ่มบรรเลงได้"

คีตเทพกรรณจึงเอาปี่จรดริมฝีปากและเริ่มบรรเลง...

ท่วงทำนองอ่อนหวานบาดลึกโหยหวนแทงเข้าไปในใจคนฟังถ้วนหน้า เป็นกระแสกระตุ้นจิตใจผู้ที่อยู่ตรงนั้นให้พิจารณาตนเองอย่างเป็นธรรมที่สุด ราวบุตรฟังมารดาอันที่เป็นที่รักตัดสินความผิดของตนอย่างเจ็บปวด..

ครุฑหนุ่มหลายตนที่โอหังคิดว่าเก่งกล้าไม่หนีไป ไม่อุดหูด้วยหลงตนว่านิสัยพาลของตนนั้นชอบธรรมแล้ว เริ่มกลายเป็นหินไปทีละตน..

แต่ท้าวเวนไตยหาสนใจไม่ สายตาของพญาครุฑจ้องสังเกตทุกกิริยาของนางนาคี

เสียงปี่หวนบาดเข้าสู่ท่อนสุดท้าย..

ดวงหน้าสวยน่ารักของผณินวารียังคงนิ่ง...

แต่ก่อนที่โน๊ตตัวสุดท้ายจะจบลง..

น้ำตาหยดหนึ่งก็ไหลลงมาที่แก้มนวล..

นำ้ตาแวววาวเรียกสายตาและเสียงฮือฮารอบลานหินชลชา !

"นั่นไงๆ นางนาคีมันมีใจอกุศล ! มันเลว !"

ผณินวารีปาดน้ำตาหยดนั้นออก "ข้าไม่ใช่ทวยเทพมาจากไหนจะได้ไม่เจ็บไม่โกรธไม่เสียใจหรืออยากแก้แค้น" เธอจ้องท้าวเวนไตยกลับ สีหน้าไม่ยอมแพ้ "น้ำตาหยดเดียวของข้าตอนนี้ คือบทพิสูจน์ว่า ข้ายังมีเลือดเนื้อหายใจอยู่ มีใจเป็นกุศลมากกว่าอกุศล ข้าหาได้กลายเป็นหินเช่นผู้มีจิตแสวงสร้างบาปกรรม ใช่หรือไม่ ?"

ท้าวเวนไตยถอนหายใจ "ข้าไม่รู้จะลงโทษอะไรให้สาสมกับความยะโสโอหังของเจ้าเลย ผณินวารี"

"ถ้าเช่นนั้น ข้ายินดีช่วยท่านคิด" ... เสียงผู้หญิงนุ่มนวลใจดีดังขึ้นพร้อมกลิ่นหอมของดอกบัว

แล้วร่างงดงามทอประกายสีทองก็ปรากฏขึ้นใกล้ลานหิน เป็นสตรีสูงศักดิ์งดงามเหนือคำบรรยาย ทรงอาภรณ์มีค่า และใบหน้าเปี่ยมด้วยความเมตตา ในมือทั้งสองถือดอกบัวตูมอย่างละดอก

ท้าวเวนไตยและสภาครุฑต่างรีบทรุดลงนั่งคุกเข่ากับพื้นและกราบ

"พระนางเทวีลักษมี ข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมนมัสการพระเจ้าค่ะ"

ผณินวารีตาโตเป็นไข่ห่าน หันขวับมองคีตเทพกรรณแล้วเข้าใจทันที !

ดนตรีทำนองเมื่อกี้.. ใช่แล้ว ! เพลงพระศรีโลกมาตา ใช้เล่นอัญเชิญพระนางลักษมี เทวีแห่งพระนารายณ์ได้เช่นกัน !

คีตเทพกรรณเหลือบมาเห็นคนรักก็ยิ้มนุ่มนวล แม้จะพนมมือกราบเทวี

ความคิดเห็น