facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Daddy Deep Inside Me. 01

คำค้น : ดองกี้ Daddy Yaoi เรื่องสั้นวาย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 14.1k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ก.พ. 2563 16:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Daddy Deep Inside Me. 01
แบบอักษร

อาหารเช้าของวันนี้ไม่มีรสชาติอะไรเลยสักนิด ผมกินมันด้วยความรู้สึกที่โคตรจะฝืนเลยเพราะคนที่นั่งหัวโต๊ะคือ ‘พ่อตา’ หรือก็คือคนเมื่อคืนที่ลวนลามผมทั้งคำพูดและการกระทำ เมื่อวานเขาสวมชุดนอนสีเลือดหมูแต่พอมาเช้านี้ สูทสั่งตัดเฉพาะตัวที่ประณีตการตัดเย็บกว่าเสื้อผ้าแบรนด์ทั้งหลายได้สวมใส่ลงบนตัวเขาแทน ต้องยอมรับว่าคุณเชษฐ์เหมาะกับสูทมากจริง ๆ ผมที่ปรกหน้าถูกเซ็ตขึ้นด้วยเจลมีราคา ทำให้ใบหน้าหล่อคมของหนุ่มใหญ่เปิดกว้างให้ใครต่อใครได้ยลความหล่อเหลาของเขา ดาบ่นกับผมทุกครั้งที่ความหล่อของพ่อเธอเป็นเหตุให้เกิดเรื่องดราม่าในวงสาว ๆ

“ฮันนีมูนที่วางไว้ให้เลื่อนไปก่อน” มือผมชะงักหลังได้ยินประโยคบางอย่างจากปากของเขา ดาเองก็เช่นกัน สายตาของลูกสาวมองผู้เป็นพ่ออย่างไม่เข้าใจ เรื่องฮันนีมูนนี้เราตั้งใจจะไปต่างประเทศสักหนึ่งอาทิตย์และเราตั้งใจจะปล่อยให้มีลูก แต่ดูเหมือนว่าแพลนนั้นจะถูกขัดขวางแล้วสิ

“ทำไมคะ? ทำไมต้องเลื่อนในเมื่อตอนแรกคุณพ่อไม่ได้สนใจเรื่องของหนูเลย”

“เพราะมีโปรเจคสำคัญที่ฉันต้องให้เธอดูแล”

“พี่ชณินไงคะ พี่เขาทำงานได้ดีกว่าหนูด้วยซ้ำทำไมไม่ให้เขาดู”

“เพราะฉันตั้งใจจะยกที่นั่นให้เธอยังไงล่ะดาวิณี น้อยใจฉันนักไม่ใช่หรือไงว่าทำไมฉันถึงยกบริษัทให้แค่ชณินคนเดียว”

“…”

“พิสูจน์ให้ฉันเห็นหน่อยว่าคำพูดที่เธอเคยพูดกับฉันนั้นมันเป็นความจริง” บรรยากาศบนโต๊ะอาหารมื้อเช้ามาคุลงเรื่อย ๆ ผมไม่รู้เรื่องนี้เลย ไม่รู้ว่าดาเคยพูดอะไรกับเขาเพราะดาไม่ได้บอกผม ถึงเราจะคบกันมานานแต่ไม่ได้หมายความว่าดาไว้ใจผมทั้งหมดเหมือนที่ผมไม่ได้ไว้ใจเธอเช่นกัน ผมไว้ใจในบางเรื่องแต่กับบางเรื่องก็ไม่ เราเป็นคู่ที่ไม่ก้าวก่ายเรื่องราวของกันและกัน ยกเว้นว่ามันหนักหนาสาหัสสากรรจ์จริง ๆ เราถึงจะเปิดใจคุยกันตรง ๆ

แล้วเรื่องที่เรือนหอเป็นบ้านของเธอ ห้องของเธอ ก็เพราะเธอยังยึดติดกับครอบครัวอยู่ บวกกับเป็นคำสั่งของเขาคนนี้ด้วย เหอะ นึกถึงเรื่องเมื่อคืนแล้วหงุดหงิดชะมัดเลยให้ตายสิ

“…แล้วที่ที่จะให้หนูไปคือที่ไหนคะ แล้วระยะเวลาเท่าไหร่” ผมมองหน้าคนรักทันทีที่ได้ยินแบบนั้น เธอดูไม่อิดออดเลยที่การฮันนีมูนของเราถูกเลื่อนออก ผมเจ็บปวดนะครับที่ชีวิตคู่ของเราดูเหมือนจะสำคัญน้อยกว่าบริษัทที่เธออยากได้

“เปรู”

“…” …นั่นมัน…โคตรไกลเลยเถอะ! ไกลจากไทยมากเลยนะแล้วเวลาเดินทางก็โคตรจะใช้เวลาเลย เวลาบินรวม ๆ แล้วเกิน 24 ชม. ด้วยซ้ำ แล้วมันไม่ใช่การบินตรงไปเปรูเลย มันต้องต่อเครื่องเอาและกว่าจะไปถึง ผมได้รากงอกบนเครื่องแน่นอนถ้าจะเดินทางไปหาเมีย นี่เขาจงใจจับแยกกันใช่ไหม!?

“ระยะเวลาคือ1 ปี ถ้าเธอพิสูจน์ว่าผู้หญิงอย่างเธอเป็นประธานบริษัทได้ ฉันจะยกที่นั่นให้” คุณเชษฐ์ยิ้มมุมปากเล็กน้อยหลังพูดจบ และเหมือนมีฟ้าผ่าลงกลางศีรษะเมื่อสายตาคมดุคู่นั้นปรายหางตามองผมเพียงเล็กน้อยแต่นั่นมันเหมือนกับการส่งสัญญาณบอกผมว่าเวลาของเราจะมาถึง ไม่! มันเป็นแค่เวลาของเขาคนเดียว! ไม่เกี่ยวกับผมเลยสักนิด!

“แล้วจะให้หนูเดินทางเมื่อไหร่คะ” ความเจ็บเสียดที่โจมตีหัวใจผมมันทำงานกันไม่หยุดหย่อนกับคำพูดของภรรยา เธอไม่คิดไม่อะไรเลย เธอดูเหมือนพร้อมไปมาก พร้อมที่จะเอาบริษัทนั้นมาเป็นของตัวเอง พร้อมที่จะเป็นประธาน

“พร้อมตอนไหน? เพราะฉันจะให้เธอเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัว จะจอดเครื่องที่สนามบินของประเทศไหน กัปตันจะทำหน้าที่บอกเธอเอง เธอจะพักสักวันสองวันแล้วเดินเที่ยวเดินช็อปตามใจก็ย่อมได้ แต่เมื่อไหร่ที่เธอถึงเปรู เวลาเที่ยวของเธอจะหมดลง”

“หนูพร้อมเดินทางพรุ่งนี้เลยค่ะ!” ผมวางช้อนแล้วยกแก้วน้ำขึ้นดื่มก่อนจะเดินออกจากห้องทานอาหารอย่างเสียมารยาท ผมทนไม่ไหวแล้วกับการที่เธอเมินเรื่องของเรา เมื่อวานคืองานแต่งงานและเข้าหอนะครับ แทนที่จะฮันนีมูนแล้วค่อยไปมันก็ยังไม่สาย แต่นี่อะไร… ในหัวเธอมีแต่เรื่องบริษัททั้งนั้น!

“ภัทร! ภัทรคะ! ฟังดาก่อนนะ!” เสียงเรียกของเธอดังไล่หลังมาแต่ผมไม่สนใจ ผมเปิดประตูรถหวังจะขึ้นไปนั่งแล้วขับออกไปจากที่นี่

หมับ! 

“ภัทรคะ! ขอร้องล่ะฟังดาก่อนนะ… นะคะภัทร” แต่ดาใช้ความได้เปรียบในร่างกายเล็ก ๆ ของเธอวิ่งมาแทรกตัวเข้าระหว่างผมกับประตูรถที่เปิดออก ฝ่ามือเรียวทั้งสองกำเสื้อตรงเอวผมแน่น ผมมองหน้าคนรักก่อนเบือนหน้าหนีแล้วจังหวะนั้นเองที่ผมรู้สึกโกรธไปทั้งตัวจนสั่น คุณเชษฐ์เดินออกมายืนตรงหน้าบ้านพร้อมถือแก้วกาแฟ มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกงมองตรงมาที่ผม จงใจมองให้รู้เลยล่ะครับเพราะดาหันหลังให้อยู่ แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่ทำผมโกรธสุด ๆ เลยก็คือรอยยิ้มของเขาที่ส่งมา ริมฝีปากหนายกยิ้มมุมปาก เขาดูพอใจอย่างมากที่ผลออกมาดีเกินกว่าที่เขาคิดไว้... หรอ? น่าทึ่งนะครับที่ผมคาดเดาเขาออกและผมก็เชื่อว่าเขาจงใจเปิดมันให้ผมรู้

“เข้าไปคุยข้างในรถ” ผมบอกกับคนรักหลังคุณเชษฐ์หันหลังกลับเข้าไปในบ้าน ผมเดินอ้อมมาเปิดประตูรถให้ดาก่อนจะกลับมาฝั่งของตนเอง บอกตามตรงว่าผมไม่อยากคุยกับดาตอนนี้ ผมกลัวจะอารมณ์เสียใส่เธอน่ะสิ ยังโกรธเรื่องที่เธอให้ความสำคัญกับบริษัทมากกว่าเรื่องของเรา

“จะบอกอะไรผม” ผมเป็นคนเปิดประเด็นก่อนตามเคย ทุกครั้งนั่นแหละครับที่เวลามีปัญหาอะไรกัน ผมจะเป็นคนเปิดประเด็นก่อนเสมอ

“มันเป็นเรื่องเมื่อตอนสามปีที่แล้วค่ะ ภัทรจำวันที่อยู่ ๆ ดาก็ร้องไห้ได้ไหม?”

“อืม ผมจำได้” ทำไมจะจำไม่ได้ล่ะ ทั้งผมทั้งเพื่อนผมเพื่อนของเธอต่างพากันตกใจที่อยู่ ๆ ดาก็ร้องไห้ออกมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ยังไงผมก็ไม่มีวันลืมวันนั้นหรอกเพราะจนตอนนี้ผมยังไม่รู้เลยว่าเธอร้องไห้เพราะอะไร

“อือ มันเป็นวันที่ดาทะเลาะกับพ่อน่ะ เป็นการทะเลาะที่ใหญ่มาก ๆ และรุนแรงมากด้วย ดาแค่น้อยใจที่อะไร ๆ พ่อก็ให้แต่พี่ชณิน อย่างที่ภัทรรู้ว่าตอนนี้พี่ชายดาเป็นประธานสี่บริษัท ทั้งมีธุรกิจของตัวเองอีก พี่ดาประสบความสำเร็จตามรอยเท้าพ่ออย่างมาก พ่อเลยมองพี่เป็นลูกมากกว่าดา มองพี่ว่าเป็นที่พึ่งและมีประโยชน์มากกว่าดา เพราะงั้นเวลาพี่มีเรื่องเสียหายอะไร พ่อจะสั่งให้คนจัดการแต่บางครั้งพ่อก็ลงมือด้วยตัวเอง”

“…”

“ดาเลยขอพ่อบ้าง ดาอยากทำให้พ่อภูมิใจกับดาบ้างเลยพูดไปว่าผู้หญิงอย่างดาก็เป็นประธานและทำให้บริษัทยิ่งใหญ่ได้ไม่แพ้ผู้ชาย แต่ดาไม่คิดเลยว่าพ่อจะให้ดาตอนนี้และเป็นตอนที่เราเพิ่งจะแต่งงานกัน ดาไม่รู้เรื่องเลยจริง ๆ นะภัทร” ผมรู้ว่าดาไม่รู้เรื่อง คนคนนั้นเขาจัดการด้วยตัวเองแต่…

“แต่ไม่ไปไม่ได้หรอดา เราแต่งงานกันเมื่อวานเองนะ คุณอยากใช้บ้านของคุณเป็นเรือนหอ ผมก็ยอม ยอมให้งานออกมาตามที่คุณต้องการ เราเหลือแค่ฮันนีมูนเท่านั้นเอง ไปหลังจากฮันนีมูนผมจะไม่ว่าอะไรเลย” เริ่มหงุดหงิด ทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่าดาไม่ผิดแต่… แต่ผมห้ามตัวเองไม่ได้ ห้ามไม่ให้ตัวเองหัวเสียใส่ดาไม่ได้จริง ๆ

“ดาขอโทษนะภัทรแต่นี่คือความฝันของดาที่อยากพิสูจน์ให้พ่อเห็น”

“แล้วความฝันของชีวิตูคู่ที่วางไว้ล่ะ มันไม่ได้อยู่ในอนาคตหรืออยู่ในแพลนของดาเลยสินะ”

“ภัทร… ฟังดาก่อน”

“โอเค ผมเข้าใจแล้วครับ คุณไปทำความฝันของคุณเถอะ ผมจะไปทำงานแล้ว” ผมตัดบทแล้วส่งยิ้มให้เธอหลังพูดจบ ดาลังเลแต่ก็ยอมลงจากรถไป วันนี้เธอคงไม่ทำงานหรอกครับ ต้องจัดเตรียมกระเป๋าและเตรียมตัวเดินทางในวันพรุ่งนี้ ผมออกรถทันทีที่ดาลงไป ผมไม่แม้แต่จะมองเธอ ผมเจ็บครับ เจ็บทั้งเมียไม่สนเรื่องของเรา เจ็บทั้งเขารู้จุดอ่อนของดาและเล่นงานมันจนชีวิตคู่เราแทบพังในวันแรกหลังเป็นสามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย น่าตลกดี ชีวิตผมแม่งดูท่าจะระยำตั้งแต่เกิดจนตายจริง ๆ

ผมมาถึงบริษัทก็ต้องปั้นหน้ายิ้มแย้มทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมเลือกที่จะเมินคำถามว่าทำไมดาไม่มาด้วยกัน ทำเป็นไม่ได้ยินและไม่สนใจก็พอครับ จริง ๆ การแต่งงานของเราค่อนข้างมีคำครหามากมาย โดยเฉพาะผมที่ไม่มีอะไรเหมาะสมกับดานอกจากระยะเวลาที่คบกันตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมต้น ผมถูกตราหน้าว่าเกาะผู้หญิง อยากรวย อยากมีหน้าตาทางสังคม ผมถูกดูถูกจากผู้คนรอบข้างมากมายและมักถูกเปรียบเทียบกับ ‘เยียร์’ ลูกชายเจ้าของห้างเพชรที่ทำงานอยู่ในบริษัทเดียวกันและอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า

เหนื่อยนะครับกับการพิสูจน์ให้คนเห็นว่าผมไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเขาว่า ผมทำงานเก็บเงินมาสามปีสี่ปีตั้งแต่เรียนจบก็เพื่องานแต่งงานของเรา เพื่อฮันนีมูน กลับกันกับภรรยาผมที่เลือกจะพิสูจน์ให้พ่อของเธอเห็นแค่คนเดียว สิ่งที่เราแบกรับนั้นต่างกัน จุดหมายปลายทางของความสำเร็จผมมีเธอและลูก แต่ของเธอมีแค่บริษัทและครอบครัว ให้ตายสิวะภัทร ดึงสติกลับมาทำงานได้แล้ว

“คุณภัทรคะ” ทำงานเงียบ ๆ มาสองชั่วโมงกว่าก็ต้องหยุดมือเมื่อมีคนเรียก ผมเงยหน้ามองต้นเสียงก่อนขมวดคิ้วเพราะคนที่เรียกผมคือเลขาของประธาน จะมาไม้ไหนอีกวะคนนี้

“ครับ?”

“ท่านประธานเรียกพบในเวลาสิบเอ็ดนาฬิกาห้าสิบห้านาทีค่ะ พร้อมเก็บของไปด้วยนะคะ หากไปช้าแม้แต่วินาทีเดียว คุณได้ตายแน่ ๆ” ประโยคหลังเธอกระซิบบอกผม ผมพยักหน้าแล้วถอนหายใจหลังเธอเดินออกไป ก็ดีเหมือนกันที่เรียกพบ ผมจะได้ถามในสิ่งที่ผมคิดว่ามันเป็นความจริงใช่ไหมที่แยกเราสองคนออกจากกัน ผมทำงานไปดูเวลาไปจนกระทั่งเลขบอกเวลา 11:50 ผมถึงได้วางงานทุกอย่างพร้อมกับเก็บของใส่กระเป๋าแล้วลุกเดินไปขึ้นลิฟต์ ชั้นของประธานอยู่บนสุดของตึกบริษัท ชั้นทั้งชั้นของเขาไม่มีอะไรเลยนอกจากห้องประธานอย่างเดียว ส่วนเลขาจะอยู่ชั้นล่างถัดจากนั้น ติดต่อการโดยโอนสายไปมาเท่านั้น นาน ๆ ทีเลขาจะขึ้นไปพบที

ติ๊ง! 

ลิฟต์มาถึงชั้นบนสุดในเวลา 11:53 มันเป็นลิฟต์ที่ใช้ความเร็วสูงเพราะประธานของเราไม่ชอบรอครับ แต่เรื่องทำให้คนอื่นรอคืองานของเขา ผมกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาที่ประตูทันทีที่ออกจากลิฟต์ เคาะประตูพอเป็นมารยาทแล้วเปิดเข้าไป ความเย็นของเครื่องปรับอากาศปะทะเข้ากับผิวกายพร้อมกลิ่นน้ำหอมแบรนด์ดังซึ่งเป็นแบรนด์โปรดของเขา ที่ผมรู้ก็เพราะพาดาไปซื้อเป็นของขวัญวันเกิดบ่อย ๆ

“เรียกผมมาทำไม?” ผมปิดประตูแล้วยืนนิ่งถามเขา ผมจะไม่ยอมเดินไปเข้าปากเสือเด็ดขาด ยอมเจ็บคอดีกว่าเจ็บใจ

“ฉันจะไม่พูดอะไรถ้านายยังยืนอยู่ตรงนั้น” เขาใช้ด้ามปากกาชี้มาทางผมแล้วกลับไปสนใจงานบนโต๊ะต่อ เขาทำเหมือนผมไม่มีตัวตน ผมขัดใจมากแต่ก็ยอมเดินเข้าไปโดยกะระยะห่างจากโต๊ะทำงานเมตรสองเมตรได้ ยังไง ๆ ผมก็ต้องรักษาความปลอดภัยของตัวเองไว้ก่อน

“ว่ามาสิครับ”

“ไม่ใช่ตรงนั้น” คุณเชษฐ์เหลือบสายตาขึ้นมองผมก่อนวางปากกาลงแล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้บุนวม สองมือประสานวางลงบนเข่าที่ยกขึ้นมาไขว่ห้าง สายตาเขาดูสบาย ๆ ยามมองมาที่ผมแต่ผมรู้สึกว่ามันมีอะไรที่ร้าย ๆ ซ่อนอยู่ด้านหลังแววตานั้น

“แต่เป็นตรงนี้” ผมอึ้งกับความหน้าด้านยามฝ่ามือหยาบตบที่ตักตนเองเบา ๆ หลังพูดคำว่า ‘ตรงนี้’ จบลง เขาจะให้ผมนั่งตักเขาเนี่ยนะ!? ผู้ชายนั่งตักผู้ชาย? เขาบ้าไปแล้วหรือไง!

“อย่าให้ฉันต้องนับหนึ่งถึงสาม” รอยยิ้มและสายตาที่ดูขี้เล่นดูสบายในตอนแรกเปลี่ยนไปทันทีที่ผมเอาแต่ยืนมองเขาเงียบ ๆ ไร้การตอบสนองกับคำสั่งของเขา ผมกำมือแน่น กัดฟันจนกรามขึ้นเป็นสันแต่ผมทำอะไรไม่ได้นอกจากก้าวเท้าเดินไปหาเขา ทุกก้าวมันหนักมากกว่าจะถึงตัวเขา พอผมหยุดข้างเก้าอี้ที่มีคุณเชษฐ์นั่งอยู่ ความรู้สึกผิดที่แสนหนักอึ้งก็หล่นทับบ่าทั้งสองข้างจนขยับไม่ได้ หน้าของดาลอยเข้ามาในหัวแล้วผมย้อนถามตัวเองว่าตอนนี้ผมทำบ้าอะไรอยู่?

หมับ ตุบ…! 

ระหว่างที่ผมกำลังคิดมาก คิดเยอะ จู่ ๆ แขนผมกลับโดนฝ่ามือของเขากระชากดึงลงไปเต็มแรงพาลให้ผมถลาล้มลงบนตักเขา มันน่าอายที่การนั่งตักกลายเป็นผมนอนซบบนตัวเขา ผมมองเขาด้วยความทึ่งกับการกระทำน่าอายแล้วพยายามยันตัวให้ลุกออก ทว่าสองแขนแข็งแรงของเขากลับโอบเอวผมแน่น ถ้าจะเปรียบแขนเขาเหมือนโซ่ตรวนก็คงไม่ผิดนัก

“ลีลาชักช้า ฉันไม่ชอบรอ”

“คุณมันบ้าไปแล้วจริง ๆ”

“ใช่ ฉันมันบ้าที่อยากได้สามีลูกสาวมาเป็นภรรยาของตัวเอง” ทำไมเขาถึงกล้าพูดประโยคน่ารังเกียจด้วยน้ำเสียงที่แสนสบายและยังไม่มีความรู้สึกผิดอะไรเลย

“…คุณคงไม่คิดจะสานต่อหรอกใช่มั้ยครับ?” ผมถามเขาด้วยความระแวง คุณเชษฐ์ยิ้มอีกแล้วแต่รอบนี้เป็นรอยยิ้มที่ทำผมเสียวสันหลังวาบพร้อม ๆ กับฝ่ามือหยาบทั้งสองวางลงบนก้นผม เขาขยำแผ่วเบาสลับกับเน้นหนักเล่นเอาผมทำอะไรไม่ถูกเพราะจู่ ๆ ร่างกายก็ถูกปั่นป่วนจากคนคนนี้

“ฉันว่านายรู้จักฉันน้อยเกินไปแล้ว”

“…คุณหมายความว่ายังไง?” คุณเชษฐ์ยิ้ม…อีกแล้ว และรอบนี้เขาอุ้มผมพร้อมกับตัวเขาลุกขึ้นยืนก่อนก้นผมจะสัมผัสกับโต๊ะทำงาน ผมเริ่มสั่นกลัวเล็กน้อยเพราะทั้งนี้ทั้งชั้นมันไม่มีใครกล้าขึ้นมาถ้าหากประธานไม่เรียก

“ที่ฉันส่งเมียนายไปเปรู มันยังชัดไม่พออีกหรือไง?” ฝ่ามือหยาบทาบแก้มผมแผ่วเบาพลางไล้ปลายนิ้วโป้งไปตามริมฝีปากผม ผมมองหน้าเขาด้วยความทึ่ง มันเป็นอย่างที่ผมคิดจริง ๆ สินะ

“ฉันอุตส่าห์เปิดช่องวางให้นายคาดเดาได้แล้ว นายเองก็คงรู้ไม่ใช่หรือไง?” คุณเชษฐ์เชยคางผมขึ้นก่อนส่งยิ้มหวานละมุนละไมมาให้แต่นั่นคือความตอแหลของนักธุรกิจอย่างเขา ผมไม่อยากจะด่าเขาเลยเพราะเขาคือพ่อของภรรยาผม

“ถ้าผมหย่า คุณจะปล่อยผมไปใช่ไหม ในเมื่อคุณพูดเองว่าดาควรได้คนที่ดีกว่าผม เพียบพร้อมกว่าผม ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ผมจะยอมหย่… อึก!” อยู่ ๆ คนตรงหน้ากลับดูโกรธขึ้นมาที่ผมพูดว่าจะหย่า ผมยังพูดไม่ทันจะจบประโยคด้วยซ้ำ ฝ่ามือหนาอีกข้างก็บีบเข้าที่แก้มผมจนเจ็บ ผมมองเขาอย่างไม่เข้าใจว่าเขาเป็นอะไรของเขา เขาพูดเองนี่ครับว่าลูกสาวเขาควรได้คนที่ดีกว่านี้ ผมจะหลีกทางให้แล้ว เขาก็ควรจะปล่อยผมไป

“ต่อให้หย่าก็ใช่ว่าฉันจะปล่อยนายไป มิหนำซ้ำฉันจะเหยียบนายให้จมจนต้องซมซานกลับมาหาฉัน”

“คุณทำแบบนี้แล้วคุณได้อะไร? คุณไม่ได้รักผมด้วยซ้ำ คุณไม่ได้ชอบผมสักนิดแต่คุณแค่อยากได้ เหตุผลเล็กน้อยแค่นี้เองเนี่ยนะที่ยอมให้คุณลดตัวมาเล่นชู้กับผม!”

“ใช่ เพราะเหตุผลเล็กน้อยแค่นั้นที่ทำให้ฉันยอมลดตัวลงมาเล่นชู้กับนายแต่มันก็มากพอให้ฉันตัดสินใจตีตลาดที่เปรูและส่งลูกสาวไปประจำที่นั่นเพื่อที่ทางนี้จะได้สะดวกต่อการลักกิน ต้องขอบคุณนายที่ทำให้ฉันตัดสินใจได้เร็วขึ้น” ผมขมวดคิ้วมองเขาอย่างไม่เข้าใจก่อนความสงสัยค่อย ๆ คลายออกเมื่อเขาหยิบสมาร์ทโฟนเครื่องหรูขึ้นมาต่อสายหาใครบางคน นัยน์ตาคู่คมสบกับผมก่อนเขาจะคลี่ยิ้ม ซึ่งมันเป็นยิ้มที่ไม่น่าไว้ใจเลย

“เดินทางไปเปรูบ่ายสาม จะไปถึงที่นั่นตอนไหนก็เรื่องของเธอแต่ต้องออกเครื่องบ่ายสามวันนี้ ฉันอนุญาตให้ใช้แบล็กการ์ดได้เต็มที่… ลูกสาวสุดที่รักของฉัน”

“…!” ทันทีที่ตัดสายจากดา ริมฝีปากหนาก็ทาบทับลงมาในจังหวะที่ผมกำลังอึ้งกับการกระทำของเขา วงแขนแข็งแรงโอบกอดผมแน่น ขณะที่ริมฝีปากบดขยี้ปากผมจนเจ็บแสบ ผมอยากร้องไห้แต่มันร้องไม่ออก มันจุกและอื้อไปหมด คุณเชษฐ์จูบผมหนักขึ้นเรื่อย ๆ ผมต่อต้านและพยายามจะเบี่ยงหน้าหลบ พยายามกัดปากให้แน่นที่สุดแต่ต้องพ่ายแพ้ให้กับแรงบีบจากฝ่ามือหยาบจนสัมผัสถึงเรียวลิ้นที่สอดเข้ามาในปากผมแล้วกระหวัดเลียทั่วโพรงปากอย่างหยาบคาย ผมรู้สึกได้เลยว่าเขาพอใจและสะใจมากแค่ไหนที่ได้แยกผมกับลูกสาวเขาออกจากกัน

“อือ…” ผมหลุดครางเมื่อลิ้นถูกดูดดุนหนัก ๆ สลับกับฟันคมครูดมัน ผมสะท้านไปทั่วร่างก่อนสองขาจะถูกจับแยกออกพร้อมร่างกายกำยำของเขาแทรกเข้ามา ส่วนกลางกายของเราสองคนบดเบียดกันไม่หยุด ผมขยับหนีแต่เขาขยับเข้าหา เขาแกล้งกระแทกมันหนักหน่วงมาก ๆ เขาสามารถทำให้ผมรู้สึกว่าตอนนี้เราต่างไร้อาภรณ์กันทั้งคู่ คุณเชษฐ์ถอนจูบออกปล่อยให้ผมได้หอบและโกยอากาศเข้าปอดได้สักสิบวินาทีเขาถึงจูบลงมาอีกครั้งแต่คราวนี้มันวาบหวามในอก มันจักจี้และรู้สึกเสียววูบวาบที่ท้องน้อยอย่างบอกไม่ถูก

ห้องทำงานที่เย็นเฉียบในตอนแรกเริ่มร้อนขึ้น เหงื่อผมเริ่มผุดซึมตามแผ่นหลังและกรอบหน้า พลันความคิดในหัวทุกอย่างก็ขาวโพลนเมื่อคนด้านบนสะกิดยอดอกผม ผมสะดุ้งจนเผลอเป็นการแอ่นอกเข้าหา คุณเชษฐ์เห็นปฏิกิริยาผมแบบนั้นเลยเล่นกับมันอีก เขาสะกิด เขาเขี่ยและเขาดึงมัน หมุนมันจนแข็งเป็นไตชูชันดันเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ผมสวมอยู่ ให้ตายสิ ผมรู้สึกเหมือนสติจะขาด ยิ่งตอนนี้ทั้งบน กลาง ล่าง ต่างถูกเขาควบคุมหมด

“ฉันให้นายได้ทุกอย่างภัทร… ให้นายได้มากเท่าที่นายต้องการ เชื่อฉันสิว่าลูกสาวฉันให้อะไรนายไม่ได้” น้ำเสียงที่กระซิบอยู่ข้างหูฟังดูแผ่วเบาแต่เหมือนเขาจะบอกกับผมว่าเขารู้จักลูกสาวเขาดีว่าเป็นคนยังไง ผมหอบหนัก อกกระเพื่อมขึ้นลงตามแรงการหายใจ สายตาทอดมองเพดานห้องสีน้ำตาลทองอย่างเหม่อลอยไร้ความคิด

“มาเป็นภรรยาฉัน ฉันจะเอ็นดูนายยิ่งกว่าลูกในไส้”

“อื้อ” ไม่ได้ตอบรับแต่เป็นเสียงครางเมื่อยอดอกถูกปลายลิ้นตวัดเลีย ผมไม่รู้ว่าเขาปลดกระดุมเสื้อตอนไหนแต่ถ้าไม่มีใครมาตอนนี้ ผมได้เสียตัวให้พ่อภรรยาแน่นอน คุณเชษฐ์เขาวนอยู่แถวยอดอกผมไม่ห่าง ทั้งเลีย กัดและดูดจนเกิดเสียง ผมก็บ้าด้วยเหมือนกันที่รู้สึกดีจนปฏิเสธไม่ได้ ทำได้แค่นอนรับสัมผัสและส่งเสียงครางอย่างพอใจ น่าอาย น่าขยะแขยง ผมมันน่ารังเกียจ

“ฉันทำใบลาช่วงบ่ายให้นายแล้ว วันนี้ตลอดช่วงบ่ายจนเลิกงาน นายต้องอยู่กับฉัน” เขาเลื่อนใบหน้าขึ้นมาอยู่ระดับเดียวกันก่อนบอกผม ผมค้านอะไรไม่ได้เลยเบือนหน้าหนีแต่ดันเป็นการเปิดทางให้ริมฝีปากหนากดลงบนลำคอแล้วกัดดูดจนเจ็บจี๊ด

“อ๊ะ…!” ผมร้องหลังถูกสัมผัสกับทางเข้าช่วงล่าง แม้กางเกงจะยังสวมอยู่ แต่ปลายนิ้วที่กรีดลากตามร่องมันทำผมเสียวที่ปากทาง ข้างในมันขมิบถี่รัวราวกับต้องการเหมือนเมื่อคืน เสียงหัวเราะคุณเชษฐ์ดังขึ้นข้างหูก่อนที่เขาจะผละออกแล้วยืนมองผมที่นอนหอบหายใจบนโต๊ะทำงาน ผมเบือนหน้าหนีสายตาคู่นั้นขณะที่อกเปลือยเปล่ากระเพื่อมขึ้นลง สาบเสื้อที่ถูกจับแยกถูกเขารวบกลับมาติดกระดุมดังเดิม

“ครั้งแรกของนาย ฉันอยากจะให้มันเป็นคืนที่ดีและเป็นความทรงจำที่น่าจดจำของนาย”

“ผมเกลียดคุณ…”

“ด้วยความยินดี” เขาไม่สะสกสะท้านกับอะไรเลยหรือไง ถึงได้ยิ้มร่าชวนให้น่าหมั่นไส้ขนาดนี้ ผมถูกคุณเชษฐ์ดึงให้ลงจากโต๊ะทำงานก่อนเขาจะให้ผมนั่งบนต้นขาด้านซ้าย แขนซ้ายโอบเอวผมไว้หลวม ๆ มือขวาของเขาจับปากกาด้ามสีทองแล้วลงมือทำงานของตัวเองต่อ เอกสารมากมายที่ส่งมาจากแผนกต่าง ๆ รวมถึงเอกสารจากเหล่าหุ้นส่วนที่ส่งมาขอเพิ่มทุนทรัพย์การลงทุนมากขึ้น ผมลอบมองเสี้ยวหน้าของพ่อภรรยาที่จดจ่อกับงาน เขาดูสุขุมและดูสมเป็นนักธุรกิจอันดับหนึ่ง แต่เมื่อไหร่ที่เขาขยับปากพูด เขาจะกลายเป็นคนที่ผมเกลียดขี้หน้าทันที

“แอบมองฉันขนาดนี้ แปลว่านายมีใจให้ชู้อย่างฉันแล้วงั้นสิ?”

“ปัญญาอ่อน”

“ปากดีสมกับที่รสชาติเป็นเลิศ” ผมขมวดคิ้วมองหน้าเขาอย่างหงุดหงิด เขาเปรียบปากผมเหมือนเป็นอาหารชนิดหนึ่งเลยนะ คุณเชษฐ์หัวเราะแล้วหันกลับไปสนใจงานตรงหน้าต่อโดยแขนที่โอบเอวกระชับแน่นขึ้น ระหว่างที่ความเงียบเริ่มปกคลุมห้อง บรรยากาศกลับมาสงบนิ่ง ผมเลยมองดูอะไรเรื่อยเปื่อยเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เข้ามาในห้องประธานหลังจากผ่านมานาน

“…” แต่แล้วความรู้สึกที่แสนจะกระอักกระอ่วนมันก็ตีตื้นขึ้นมาจนผมแอบร้อนที่ขอบตาเล็กน้อย กรอบรูปบนโต๊ะที่ตั้งอยู่มันคือรูปครอบครัว พ่อ แม่ ลูกชายและลูกสาว รอยยิ้มของดาเเหมือนมีดที่ลับคมแล้วกรีดลงบนหัวใจผมทีละนิด ความรู้สึกถูกผิดที่ตีกันอยู่ในใจมันเหมือนเครื่องย้ำเตือนว่าผมกำลังเล่นชู้กับพ่อภรรยาจริง ๆ

“มองอะไรไม่เข้าท่า” ทว่ากรอบรูปนั้นถูกมือของใครบางคนจับมันคว่ำลง ผมเลยดึงสติกลับมาหันมองหน้าเขา หน้าเขาเหมือนดาขนาดนี้ทำไมผมถึง… ทำไมผมถึงยอมเคลิ้มตามไปกับสัมผัสเขาทุกครั้งเลย

แล้วมันเป็นอย่างที่เขาบอกว่าเขาทำใบลาช่วงบ่ายให้ผม ผมเลยต้องทนอยู่กับเขาตลอดช่วงบ่าย ถูกลวนลามทุกเวลาที่เขาวางปากกา ปากผมเริ่มเจ็บและเริ่มบวม มุมปากแตกเล็กน้อยเพราะถูกเขาจูบถี่มาก ๆ บางครั้งก็กัด ผมทำอะไรให้เขาอารมณ์เสียหน่อย เขาจะกระแทกริมฝีปากลงมาอย่างแรงและนั่นคือที่มาของแผลเล็ก ๆ ตรงมุมปากผมนี่ไงครับ

“เย็นนี้ฉันจะพานายไปดินเนอร์ที่โรงแรมในเครือของฉัน”

“ดินเนอร์? ทำไมผมต้องไปดินเนอร์กับคุณ กลับไปทานที่บ้านมันจะไม่อิ่มหรือไงครับ”

“ทำไมต้องดินเนอร์น่ะหรอ? เพราะชายชู้อย่างฉันต้องการไงล่ะ” เขายิ้มก่อนดึงผมเข้าไปกอดแล้วซุกใบหน้าเข้ากับลำคอผมก่อนสัมผัสเปียกชื้นจากปลายลิ้นจะลากเลียขึ้นมาถึงกกหู ผมเลื่อนสายตาไปที่กรอบรูปที่คว่ำอยู่ ดาครับ… ผมอยากหย่าแล้วหนีจากพ่อของคุณเหลือเกิน

TBC... 

 

 

เรื่องสั้นนี้แต่งไว้ในช่วงที่เราหายไปค่ะ อารมณ์ตอนนั้นมันดิ่งเลยอยากเขียนอะไรให้สะใจตัวเองหน่อย 

แต่ผลสุดท้ายก็ดันตกหลุมคุณเชษฐ์ เลยเปลี่ยนจากหลายพีมาเป็นแค่สองพีปกติธรรมดาที่มีแค่พระ-นายเท่านั้น 

ความคิดเห็น