หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ทุกสิ่งที่นางมอบให้คนทรยศผู้นั้นไป นางย่อมต้องทวงคืนกลับมาด้วยมือตนเอง!

ตอนที่ 32 ข้ารับไม่ไหว!

ชื่อตอน : ตอนที่ 32 ข้ารับไม่ไหว!

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.1k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ก.พ. 2563 15:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 32 ข้ารับไม่ไหว!
แบบอักษร

 

“เช่นนี้แล้ว แม่นางสุ่ยเหยียนคงจะทำตามคำพูดกระมัง” เวลานี้ ซูหลีมิได้มองไปทางฉินมู่ปิงแม้แต่น้อย นางจ้องมองหลานสุ่ยเหยียน พลางเอ่ยคำพูดนี้ออกมา 

น้ำเสียงของนางไม่มีการปกปิดอารมณ์แต่อย่างใด เสียงนั้นเพียงพอที่จะให้ผู้คนทั้งในห้องโถงได้ยิน 

เมื่อครู่ยังคงพากันวิจารณ์กลอนบทนี้อย่างคึกคัก ทว่าพริบตาต่อมาก็พลันเงียบลง 

ผู้คนต่างพากันมองไปทางฉินมู่ปิง 

กลอนบทนี้นับว่าแต่งได้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก แต่อีกฝ่ายเป็นถึงฉินมู่ปิงเชียวนะ ผู้หญิงของป้าอ๋องแห่งเมืองหลวง ใครคิดจะแตะต้องก็แตะต้องได้หรือ 

“คุณชายซู” ฉินมู่ปิงมีสีหน้าอึมครึมยิ่งนัก ทว่าคนที่เอ่ยปากเป็นคนแรก กลับมิใช่ฉินมู่ปิง แต่เป็นเสิ่นฉางชิงที่นั่งอยู่เงียบๆ  

ซูหลีที่ยืนอยู่บนเวทีหรี่ตาลงมองเขา โดยไม่กล่าวอันใด 

“ตามที่ข้ารู้ คุณชายซูมิใช่คนรักการร่ำเรียนเขียนอ่านแต่อย่างใด...” เสิ่นฉางชิงไม่ค่อยประทับใจซูหลีนัก ดังนั้นยามที่เอ่ยปากขึ้นมา ย่อมไม่เกรงใจอีกฝ่าย 

พูดไปพูดมา บัดนี้เขาก็นับได้ว่าเป็นคนสนิทข้างกายฝ่าบาท จะพูดจาอันใดย่อมไม่จำเป็นต้องเกรงใจอีกฝ่าย 

เพียงแต่จะดีจะชั่วอย่างไรบิดาของซูหลีก็เป็นรองเจ้ากรมขุนนางฝ่ายซ้าย ดังนั้นเขาจึงไว้หน้าอีกฝ่ายอยู่บ้าง 

“กลอนบนนี้ คุณชายซูแต่งมันขึ้นมาได้เยี่ยงไร” เสิ่นฉางชิงมิได้นั่งอยู่ฝั่งเดียวกับฉินมู่ปิง แต่ก็นั่งอยู่แถวที่หนึ่ง ถือเป็นการเน้นย้ำว่าเขามีฐานะแตกต่างจากคนทั่วไป 

เวลาพูด เขาก็ตั้งใจมองไปทางฉินมู่ปิง คิดไม่ถึงว่าฉินมู่ปิงกลับไม่มองหน้าเขาแม้แต่หางตา 

เสิ่นฉางชิงมีสีหน้าอึดอัดเล็กน้อย คนอื่นมองไม่ออก แต่ซูหลีที่เข้าใจอีกฝ่ายดี ย่อมมองเห็นอย่างชัดเจน  

“กลอนบทนี้แต่งขึ้นมาได้เยี่ยงไร ท่านโหวไม่จำเป็นต้องรู้หรอก” ตอนที่ซูหลีเผชิญหน้ากับเสิ่นฉางชิง กล่าวได้ว่านางแสดงท่าทีดูแคลนอีกฝ่ายยิ่งนัก  

แม้จะเรียกเขาว่าท่านโหว ทว่าในคำพูดกลับไม่มีความเคารพอยู่แม้แต่น้อย 

ดูผิวเผินจะเห็นว่าเสิ่นฉางชิงเป็นหนึ่งในขุนนางที่สร้างคุณูปการของฮ่องเต้พระองค์ใหม่ ทว่าแต่เริ่มเดิมทีก็เป็นหลี่จื่อจินที่สอนเรื่องเหล่านี้กับเขา ดังนั้นซูหลีในวันนี้ ย่อมรู้ฐานะของเสิ่นฉางชิงในเมืองหลวงดีที่สุด  

เมื่ออยู่ต่อหน้ากลุ่มตระกูลที่มีรากฐานมั่นคงในเมืองหลวงเหล่านี้ เขาก็เป็นดั่งเศรษฐีใหม่ที่จู่ๆ ก็เก็บสมบัติล้ำค่าได้  

แม้จะคู่ควรให้เห็นความสำคัญ แต่กลับไม่คู่ควรให้ความสำคัญมากจนเกินไป  

ดังนั้นในคำพูดของเสิ่นฉางชิง จึงมีแววประจบฉินมู่ปิงอยู่มาก แต่น่าเสียดายที่ฉินมู่ปิงไม่สนใจเขา 

“ท่านโหวจะต้องรู้อยู่เพียงเรื่องเดียว นั่นก็คือท่านแต่งกลอนออกมามิได้ ในวันนี้ข้าเป็นผู้แต่งกลอนออกมาได้ และในเมื่อแม่นางสุ่ยเหยียนร่างกฎไว้แล้ว เช่นนั้นแล้วในเมื่อวันนี้ข้าแต่งกลอนออกมาได้ ซ้ำยังได้รับการยอมรับจากทุกท่าน แม่นางสุ่ยเหยียนก็ต้องทำตามสัญญาถึงจักถูก” 

“ท่านโหวรีบร้อนออกมาทำเรื่องเช่นนี้ กล่าวตามตรงนี่เป็นเรื่องของแม่นางสุ่ยเหยียน หาได้มีความเกี่ยวข้องกับท่านโหวไม่ หากท่านโหวอยากจะทำตามสัญญาแทนแม่นางสุ่ยเหยียน ก็ต้องดูว่าข้ายินยอมหรือไม่” 

ซูหลีกล่าวมาถึงจุดนี้ ก็ใช้สายตาประหลาดมองเสิ่นฉางชิงปราดหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจหนัก “ท่านโหวเป็นเช่นนี้ ข้ารับไม่ไหวจริงๆ!” 

“ฮะฮ่าๆ!” 

นางพูดจบ ผู้คนด้านล่างก็พากันหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ 

แต่ก่อนไม่ยักจะรู้ว่าซูหลีจะเป็นยอดคนเช่นนี้ พูดแต่ละครา ล้วนไม่เห็นเสิ่นฉางชิงอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย 

อยู่ต่อหน้าผู้คนมากมาย ก็ยังกล้าพูดจาฉีกหน้าเสิ่นฉางชิง ช่างใจกล้าเสียจริง 

ไม่เหมือนกับที่เล่าลือกันสักนิด... 

“สามหาว!”  

ความคิดเห็น