ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ใจเอย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 407

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ก.พ. 2563 09:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ใจเอย
แบบอักษร

ใจเอย 

รถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นคันหนึ่งแล่นอยู่บนท้องถนนอันเป็นเส้นทางกลับบ้าน สองพี่น้องผู้โดยสารอยู่ในรถยนต์คันดังกล่าวกำลังพูดคุยถึงใครบางคน ซึ่งทั้งสองเพิ่งจะขอแยกตัวออกมาได้สักครู่แล้ว

" พี่พอร์ช เอาตามตรงเลยนะ แพรวว่าเซ้นส์แพรวดูไม่ผิดหรอก พี่น่ะ...ชอบน้องขวัญใช่ไหม บอกมาเลยดีๆ "

" อะไรของเราเนี่ยยัยแพรว อยู่ๆ ก็มาคาดคั้นพี่...นี่เป็นแม่หรือเป็นน้องกันแน่เนี่ย "

พชรเฉไฉไม่ยอมบอกน้องสาวง่ายๆ

" เนี่ย...พอพูดก็หลบตาด้วย ต้องใช่แน่ๆ เลย บอกมาดีๆ อย่าให้ต้องคาดคั้น เดี๋ยวถ้าแพรวอยากรู้มากๆ แล้วเกิดหลุดปากต่อหน้าน้องขวัญแย่เลยน๊า "

"หน็อย ยัยน้องตัวแสบ นี่ขู่พี่เหรอเราน่ะ "

" พี่ธามมีเอี่ยวรู้เห็นด้วยใช่ไหม แพรวก็ว่าอยู่ว่ามันแปลก ตอนแรกพี่พอร์ชบอกแพรวว่าวันนี้มีเวร แล้วอยู่ๆ ก็แลกเวรกับเพื่อนมาหยุดวันนี้ ตรงกันกับพี่ธามพอดีเป๊ะ เนี่ยเห็นส่งสายตากันกับพี่ธาม แพรวก็ตงิดๆ ใจแล้วนะ ว่าต้องมีอะไรกันแน่ๆ ยิ่งพอเห็นสีหน้าแววตาพี่พอร์ชเวลามองน้องขวัญยิ่งชัดเลย...แอบชอบน้องขวัญชัวร์ หมอแพรวฟันธง! "

แพรวพรรณเชื่อมั่นในความคิดและสายตาตัวเองอย่างยิ่ง

" อืม พี่ยอมรับก็ได้ ว่าชอบน้องขวัญ "

" นั่นไง...ตั้งแต่เมื่อไหร่อ่ะ พี่เพิ่งเจอน้องขวัญครั้งแรกเองหนิ "

" เจอกันครั้งแรกน่ะใช่ แต่พี่รู้จักน้องขวัญผ่านรูปถ่ายมาเป็นปีแล้ว แอบส่องเฟสบุ๊กส์อยู่ตลอด แต่ไม่มีโอกาสได้เจอน้องเขาสักที "

" พี่ธามก็เลยช่วยทำตัวเป็นพ่อสื่อให้ว่างั้น "

" อือ...ก็เหมือนตอนที่พี่ช่วยให้เรากับไอ้ธามได้คบกันไง "

พชรย้อนกลับไปที่เรื่องของธามและแพรวพรรณบ้าง

" ง่ะ ทำไมวกกลับมาที่เรื่องของแพรวล่ะ ไม่เอาสิ แพรวยังอยากรู้เรื่องของพี่กับน้องขวัญอยู่นะ แล้วนี่ให้เดา...น้องขวัญก็คงยังไม่รู้ตัวเลยล่ะสิ ว่ามีหนุ่มแถวนี้แอบชอบอยู่เป็นปีน่ะ "

" อืม ก่อนหน้านั้น ไม่มีโอกาสได้ทำความรู้จักกันเลย แต่ต่อไปนี้...ไอ้ธามมันบอกว่าจะช่วยให้พี่ได้ทำความรู้จักและได้เข้าใกล้น้องขวัญมากขึ้น "

" มีอะไรให้แพรวช่วยก็บอกนะคะ แพรวเองก็ชอบและถูกชะตากับน้องขวัญมาก ถ้าได้มาเป็นพี่สะใภ้ก็คงจะเป็นอะไรที่ดีมากๆ เลย น้องเขานิสัยดี แถมสวยน่ารักหยาดฟ้าขนาดนั้น เอาจริงๆ นะ เป็นดาราหรือประกวดนางงามได้สบายเลย หน้าสวย ผิวสวย ยิ้มสวย ทรวดทรงอ้อนแอ้นระเหิดระหง เหมือนกับอะไรนะ...อ้อ นางในวรรณคดีเลย "

แพรวพรรณนึกไปถึงหญิงสาวที่ตัวเองอยากได้มาเป็นพี่สะใภ้ในอนาคต หันไปมองพี่ชายตัวเองก็คิดว่าหล่อเหลาอยู่พอสมควร หากเดินคู่กันก็ถือว่าไม่ได้แตกต่างกันเท่าไหร่ เหมาสมกันในระดับหนึ่ง...มั้ง

เอาจริงๆ จากที่เธอพิศพินิจขวัญวารีแล้ว กลับพบว่าเหมือนมีอะไรบางอย่างที่ทำให้แพรวพรรณรู้สึกได้ว่าระหว่างพชรกับขวัญวารีนั้น เหมาะสมกันในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ถึงกับใช้คำว่า...คู่ควรได้

เอี๊ยด!!!

อยู่ดีๆ พชรก็เหยียบเบรกรถกะทันหัน ทำเอาแพรวพรรณที่นั่งคิดอะไรอยู่เพลินๆ เกือบหน้าทิ่ม ดีแต่ว่าคาดเข็มขัดนิรภัยเอาไว้

" พี่พอร์ชเป็นอะไร เหยียบเบรกจมขนาดนี้ ทำไมไม่บอกกันก่อนเล่า ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจะว่ายังไง "

แพรวพรรณหันไปโวยพี่ชายก่อนเป็นลำดับแรก เล่นเอาเธอใจหายใจคว่ำหมดเลย

" แพรว...ดูนั่นสิ "

" ดูอะไร? ...อ่ะ งะ งู "

อาการนิ่งอึ้ง กล่าวโดยที่สายตามองไปด้านหน้ารถไม่กะพริบ ทำให้แพรวพรรณต้องหันไปมองตามสายตาของพี่ชายอย่างฉงนใจ และตัวเธอเองก็มีอาการไม่ต่างไปจากพี่ชายเช่นกัน เมื่อสายตาปะทะเข้ากับอะไรบางอย่าง

งูเผือกสีขาวขนาดใหญ่ เลื้อยมาขวางทางรถของพชรกับแพรวพรรณอยู่นั่นเอง มันชูคอมองตรงมาด้วยสายตาที่ดูไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่ พอได้สบสายตากับงูตัวนั้น อยู่ๆ พชรก็รู้สึกลมหายใจติดขัดอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูกทีเดียว ภายในรถที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำก่อนหน้านั้น พลันร่างกายกลับรู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

อย่าได้คิดเกินเลยกับพระนาง อย่าได้อาจเอื้อม อย่าริลองดี!!!  

เสียงของใครบางคนดังขึ้นในความเงียบงัน พชรตกตะลึงเมื่อได้ยินเสียงนั้น แน่นอนเป็นเสียงของผู้หญิง ทว่าเสียงนั้นกลับไม่ใช่เสียงของแพรวพรรณ หากแต่ในขณะนี้มีกันอยู่เพียงสองคนแล้วเสียงนั้นคือเสียงของใครกันล่ะ หันมองไปทางน้องสาวก็เห็นนั่งนิ่ง

" เมื่อกี้แพรวพูดอะไรกับพี่หรือเปล่า? "

" เปล่านี่คะ มีอะไรเหรอ? "

" ไม่มีอะไรจ้ะ "

บอกปัดไปแบบนั้น แต่สีหน้าของพชรกลับไม่สู้ดีนัก แพรวพรรณจึงเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่เชื่อด้วยนึกหวั่นใจขึ้นมาบางอย่าง

" พี่พอร์ช พี่มีอะไร มันมีอะไรแปลกๆ ใช่ไหม "

" อืม..."

คนเป็นพี่ได้แต่พยักหน้า เพียงเท่านั้นก็ทำให้คนเป็นน้องรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ขึ้นมาเสียแล้ว

" แพรวเริ่มกลัวแล้วนะ พี่พอร์ช "

" ไม่มีอะไรหรอก พี่อาจหูเฝื่อนไปเองก็ได้ "

พชรเอ่ยปลอบ โดยหาเหตุผลมาอ้างให้แพรวพรรณสบายใจ ถึงน้องสาวของเขาจะเป็นหมอ แต่ก็เป็นหมอที่กลัวเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับผีและสิ่งเร้นลับมากทีเดียว ทว่าตัวเขาเองลึกๆ ในใจกลับไม่ได้คิดแบบที่อ้างกับน้องสาว เพราะว่าได้ยินเสียงนั้นชัดเจนเต็มสองหูทีเดียว

" แล้วเรื่องงูนั่น...อะ อ้าว งูหายไปไหนแล้วเนี่ยพี่พอร์ช เร็วจริงๆ "

ระหว่างที่สองพี่น้องหันมาสนทนากันเพียงเสี้ยวนาทีเท่านั้น ครั้นหันกลับไปอีกทีงูเผือกตัวนั้นก็ได้อันตรธานหายไปเสียแล้ว สร้างความฉงนสงสัยให้แก่สองพี่น้องเป็นอย่างมาก ทว่าจะให้ลงจากรถไปดูตอนนี้ก็อันตรายเกินไป พชรจึงตั้งสติและรีบเคลื่อนรถออกไปจากบริเวณนั้นทันที หากแต่พอพูดคุยกับน้องสาวและหาเหตุผลที่งูตัวนั้นเลื้อยมาขวางทางรถของพวกเขาแล้ว ก็ต้องให้เหตุผลไปที่ความบังเอิญเสียมากกว่า กระนั้นเรื่องของเสียงปริศนาที่พชรได้ยินเพียงผู้เดียวก็ยังหาเหตุผลมาตอบความสงสัยข้อนี้ให้กระจ่างไม่ได้อยู่ดี

ณ เมืองนพรัตน์บาดาล 

กัญญาวดีนาคีลืมตาตื่นจากการหลับใหล พลางพลิกกายหันไปมองทางน้ำทิพย์นาคีที่เดินไปมาภายในห้องอันเป็นที่บรรทมของพระราชธิดาแห่งนพรัตน์บาดาล ด้วยฝีเท้าอันแผ่วเบาเพราะเกรงว่าผู้เป็นนายจะตื่น และก็เป็นอีกครั้งที่ขวัญวารีรับรู้และรู้สึกได้ว่าตัวเองได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกาย และดวงจิตนี้ของกัญญาวดีนาคี เฉกเช่นครั้งก่อน

" อ้าว ทรงตื่นบรรทมแล้วหรือเพคะ ไยวันนี้จึงตื่นบรรทมเร็วนักล่ะเพคะ หรือว่าหม่อมฉันทำเสียงดังจนทำให้พระองค์ตื่นจากบรรทมกัน "

" ไม่หรอกจ้ะพี่น้ำทิพย์ วดีอยากตื่นเร็วเอง จำได้ว่าวันนี้เสด็จพ่อจะเสด็จออกจากการเข้าฌานบำเพ็ญเพียร จึงคิดว่าจะตื่นมากรองมาลัย เพื่อถวายแก่เสด็จพ่อดีกว่า ยามที่ทรงทอดพระเนตรเห็นของสวยของงามจะได้สดชื่นพระหฤทัย พี่น้ำทิพย์ว่าดีหรือไม่จ๊ะ "

กล่าวพลางค่อยๆ ผุดลุกขึ้นนั่ง ในขณะที่น้ำทิพย์นาคีก็นำอ่างน้ำใสสะอาดลอยดอกไม้หอมกรุ่นที่เตรียมเอาไว้ มาให้พระราชธิดาได้สรงพระพักตร์

" ดียิ่งเพคะ องค์เหนือหัวคงจะพอพระทัยยิ่งนัก "

" วดีก็คงทำได้เท่านี้ล่ะ จะให้ไปปรุงอาหาร แกะสลักผักแลผลหมากรากไม้ หรือเย็บปักถักร้อยอันละเอียดลออเช่นพี่หญิงกิรณาก็ทำได้ไม่ดีเท่า พี่หญิงทรงเก่งเรื่องงานผู้หญิงไปหมดเสียทุกอย่าง ที่วดีพอจะทำออกมาได้ดีไม่ขายหน้าผู้ใดก็คงจะมีแต่เพียงกรองมาลัยเท่านั้นกระมัง "

" ไม่หรอกเพคะ พระราชธิดาของหม่อมฉันก็ทรงมีดีหลายอย่าง ดีที่แตกต่างกันไป ทรงกรองมาลัยได้งดงามวิจิตรยากหาผู้ใดมาเทียบเคียง ทรงชื่นชอบที่จะอ่านตำราการปกครอง และตามเสด็จพระราชบิดาไปเยี่ยมเยือนเหล่านาคาและนาคีในเมืองนพรัตน์ ชอบช่วยเหลือผู้อื่นที่เดือดร้อนและด้อยกว่า โดยไม่เกี่ยงงอนหรือถือพระองค์ว่าเหนือกว่า ทรงมีน้ำพระทัยกว้างขวางและใสสะอาด ทรงมีรอยยิ้มอันสดใสที่ไม่ว่าผู้ใดได้เห็นก็พลอยชื่นบานและสดชื่นหัวใจ มีน้ำพระทัยอันประกอบไปด้วยเมตตากรุณาเป็นที่ตั้ง และอีกหลายอย่างที่พระองค์ทรงมีนะเพคะ "

" แหม...พี่น้ำทิพย์ล่ะก็ ช่างเยินยอวดีเก่งเหลือเกิน ไม่เอาล่ะ พี่ช่วยไปเตรียมดอกไม้ที่จะใช้กรองมาลัยให้หน่อยเถิด "

" เพคะ "

" เอ๊ะ...นั่นอะไรน่ะพี่น้ำทิพย์ "

สายตาของกัญญาวดีนาคีเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างข้างๆ แท่นบรรทม จึงหยิบขึ้นมาดูพบว่ามันเป็นถุงเครื่องหอมนั่นเอง เครื่องหอมด้านในบรรจุในถุงผ้าเนื้อดี

" ถุงเครื่องหอมน่ะเพคะ เมื่อวานตอนเย็นท่านเอกทัตนำมันมาฝากให้หม่อมฉันมอบให้กับพระองค์เพคะ เพียงแต่เมื่อวานหม่อมฉันก็ยุ่งจนลืมถวายพระองค์ มานึกได้อีกทีก็ทรงเข้าบรรทมไปเสียแล้ว หม่อมฉันจึงนำวางเอาไว้ที่ข้างแท่นบรรทม "

น้ำทิพย์นาคีเอ่ยถึงเอกทัตนาคา บุตรชายของท่านสิงหลนาคา มหาอำมาตย์แห่งนพรัตน์บาดาล ผู้เป็นพระสหายของพระราชธิดากัญญาวดีนาคี และเป็นบุรุษที่น้ำทิพย์นาคีออกจะเห็นใจอยู่ไม่น้อย ด้วยตกอยู่ในฐานะเดียวกัน คือผู้แอบรักต่อผู้ที่สูงศักดิ์กว่าตนยิ่งนัก

สองร้อยกว่าปีก่อน ครั้งนั้นพระราชธิดากัญญาวดีนาคีเพิ่งถือกำเนิดได้เพียงไม่กี่ปี แต่ได้ขอตามเสด็จพระราชบิดาไปพบฤษีเตโช ท่านปู่ฤษีที่ชาวนาคานาคีนั้นให้ความเคารพเป็นอันมาก ซึ่งฤษีเตโชนั้นพำนักอยู่ในอาศรมเล็กๆ ที่ป่าลึกแห่งหนึ่งในเขตแดนของมนุษย์ โดยการเสด็จของพญาภุชงค์นาคราชนั้น ก็เพื่อต้องการไปเยี่ยมเยือนเจ้าชายสรภูนาคราช ผู้เป็นพระราชโอรสองค์โตที่ได้ฝากตัวเป็นศิษย์ร่ำเรียนพระเวทมนตรา และสรรพวิชาต่างๆ จากฤษีเตโชผู้เรืองฤทธิ์นี้ จนเชี่ยวชาญสามารถพอดู

ระหว่างทางบังเอิญได้พบกับนางนาคีสาวแรกรุ่นกำลังถูกนาคาหนุ่มอันธพาลพยายามลวนลามอยู่ องค์เหนือหัวแห่งนพรัตน์จึงได้ช่วยเหลือเอาไว้ และลงโทษนาคาตนนั้น โดยการสาปให้กลายเป็นงูดิน เป็นเวลาหนึ่งร้อยปี

ส่วนนาคีสาวตนนั้น ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือน้ำทิพย์นาคีนั่นเอง นางในตอนนั้นเป็นชาวเมืองธรรมดาไร้เกียรติหรือยศศักดิ์ใดๆ แต่เป็นเพราะน้ำพระทัยเมตตากรุณาของพระราชธิดากัญญาวดีนาคี จึงรับนางเอาไว้เป็นนางกำนัลในพระตำหนักราตรี

น้ำทิพย์นาคีตามเสด็จองค์นาคาธิบดีและพระราชธิดาผู้เลอโฉมไปที่อาศรมด้วย และที่แห่งนั้นนางก็ได้พบกับเจ้าชายนาคาหนุ่มรูปงามเป็นครั้งแรก ความองอาจ และสง่างาม ทว่าคงไว้ซึ่งความสุขุมและอ่อนโยนในที สร้างความหวั่นไหวในจิตใจของนางนาคีสาวแรกรุ่นยิ่งนัก พระพักตร์ยิ้มละไมยามเอื้อนเอ่ยกับพระขนิษฐานั้น ช่างตราตรึงใจของน้ำทิพย์นาคีอย่างไม่อาจถอดถอนหัวใจเสน่หาและภักดีต่อนาคาหนุ่มตั้งแต่แรกเห็น หากแต่เพราะรู้ดีถึงสถานะอันแตกต่าง ที่ทำได้จึงเพียงแต่ก้มหน้าซ่อนความรู้สึกเอาไว้ให้ลึกสุดหัวใจ ด้วยรู้ดีว่าไม่คู่ควร

กล่าวถึงนาคาหนุ่มอีกตนที่ตกอยู่ในสถานะเดียวกันกับนางนั้น แท้จริงแม้จะแตกต่างแต่ก็ไม่ได้น่าเกลียดอะไรมากนัก ด้วยถือกำเนิดเป็นถึงบุตรชายของมหาอำมาตย์ฝ่ายซ้ายแห่งนพรัตน์บาดาล ถือว่าสูงส่งเหนือนาคาอื่นในเมืองนี้มากโข เช่นนี้แล้วหากแม้นได้สร้างความดีความชอบ จนเป็นที่พึงพอพระราชหฤทัยขององค์นาคาธิบดีแล้วไซร้ ตำแหน่งพระราชบุตรเขยก็อาจจะไม่ได้ไกลเกินเอื้อมนักหรอก

คงจะมีโอกาส...หากพระนางกัญญาวดีนาคีจะทรงมีพระทัยตอบเอกทัตนาคาในสถานะชายอันเป็นที่รักเช่นกัน ทว่ากลับวางนาคาหนุ่มเอาไว้ในฐานะสหายสนิทเท่านั้น เพราะนาคาหนุ่มมักตามพระทัยในทุกสิ่งอย่าง และพาไปท่องเที่ยวยังสถานที่ต่างๆ อยู่เสมอ ด้วยความเป็นถึงบุตรชายของมหาอำมาตย์ฝ่ายซ้าย องค์นาคาธิบดีจึงค่อนข้างวางพระทัยให้เป็นผู้ติดตามดูแลพระราชธิดาองค์โปรดเสมอ ซึ่งเอกทัตนาคานั้นเปรียบดั่งพระสหายและกึ่งราชองครักษ์ในคราเดียว

" เอกทัตมาที่นี่งั้นหรือ เหตุใดจึงไม่เข้ามาพบวดีเล่า ไม่ได้พบหน้ากันมาหลายเดือนเชียวนะ ตั้งแต่ที่ท่านอำมาตย์สิงหลส่งเอกทัตไปร่ำเรียนวิชากับท่านฤษีนรินทร "

วงหน้างามคิ้วขมวดมุ่นอย่างแง่งอนที่ผู้เป็นสหายมาเยือนถึงที่ตำหนัก แต่กลับไม่เข้ามาพบนางเสียอย่างนั้น

" หามิได้เพคะ ที่ท่านเอกทัตมิได้เข้าเฝ้าพระองค์ก็เพราะเห็นว่าเป็นเวลาเย็นย่ำมากแล้ว ท่านเอกทัตเป็นบุรุษก็คงจะดูไม่ดีมากนัก ประเดี๋ยววันนี้ก็คงจะมาเข้าเฝ้าพระองค์อีกครั้งนั่นล่ะเพคะ "

น้ำทิพย์นาคีแก้ต่างให้กับนาคาหนุ่มรุ่นน้อง

" เป็นเช่นนั้นหรอกหรือ ดีจริง...เอ๊ะ แต่เอกทัตกลับเข้ามาในเมืองเช่นนี้ มิใช่ว่าสำเร็จวิชาจากท่านฤษีแล้วดอกหรือ? "

" เป็นเช่นนั้นเพคะ "

" ดีจริงๆ ต่อไปวดีก็ไม่เหงาแล้ว จะได้....."

กัญญาวดีนาคีชะงักไม่กล่าวต่อจนจบประโยค ด้วยรู้ว่าหากเอ่ยออกไปจะต้องถูกคัดค้านจากนางกำนัลคนสนิทเป็นแน่ หากแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว เพราะสายตาของน้ำทิพย์นาคีนั้นบ่งบอกว่ารู้ทันนางเสียแล้ว

" จะได้พาพระองค์ออกไปนอกเมืองได้อย่างสบายพระทัย ใช่หรือไม่เพคะ ก็มีเพียงท่านเอกทัตเท่านั้น ที่องค์เหนือหัวทรงไว้วางพระทัยให้เป็นผู้พาเสด็จพระราชธิดาไปยังที่ต่างๆ โดยไม่ทรงห้ามหรือทรงดุแต่อย่างใด "

" แหม...พี่น้ำทิพย์ล่ะก็ รู้ทันวดีอีกแล้ว "

" ท่านเอกทัตก็กระไร ตามพระทัยไปเสียทุกอย่าง ไม่รู้จักห้ามปรามพระองค์เสียบ้างเลย "

นางพระพี่เลี้ยงเอ่ยบ่น พลางส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ หากแต่สตรีสูงศักดิ์ตรงหน้ากลับส่งยิ้มหวานมาให้อย่างประจบเอาใจนางเสียอย่างนั้น แล้วดูทีหรือนางก็ใจอ่อนให้กับพระราชธิดาช่างฉอเลาะและดื้อดึงพระองค์นี้ทุกคราไป...ก็คงจะเช่นเดียวกับเอกทัตนาคานั่นแล

ณ พระที่นั่งเทพนาคินทร์ 

องค์นาคาธิบดีแห่งนพรัตน์บาดาล ได้เสด็จออกจากการเข้าฌานสมาธิบำเพ็ญเพียรเป็นเวลาสามเดือน เวลานี้พระอัครมเหสีและเหล่าพระสนม ตลอดไปถึงพระราชโอรส พระราชธิดาที่ถือกำเนิดจากพระอัครมเหสี และพระโอรส พระธิดา อันกำเนิดจากพระสนม ล้วนมาเข้าเฝ้าพระราชบิดาโดยพร้อมเพรียงกัน อันเป็นปกติทุกครั้งยามที่เสด็จออกจากการบำเพ็ญเพียร เพื่อถวายรายงานความเป็นไปในช่วงก่อนนั้นให้ผู้เป็นพระราชบิดาได้ทรงทราบ ว่าในระยะเวลาที่ผ่านมาได้เกิดสิ่งใดขึ้นบ้างหรือไม่

" น้องหญิง...ระหว่างที่พี่บำเพ็ญเพียร มีสิ่งใดเกิดขึ้นภายในราชสำนักฝ่ายในหรือไม่ "

องค์ภุชงค์นาคราชหันไปตรัสถามพระอัครมเหสีคู่พระบารมี ด้วยพระพักตร์ละมุนสุรเสียงทุ้มนั้นอ่อนโยนยิ่งนัก ยามเอื้อนโอษฐ์เอ่ยกับสตรีผู้เป็นที่รัก

" ทุกสิ่งเป็นไปอย่างเรียบร้อยดีเพคะ "

สุรเสียงหวานนุ่มนวลไม่ต่างจากวงพักตร์ของพระแม่เมือง พระสิริโฉมสุดแสนโสภายากจะมีสตรีใดเทียบเคียง ล้วนจับใจผู้ที่ได้ยินและยลอยู่เสมอ

" พี่ก็คิดอยู่แล้ว ว่าพระอัครมเหสีนั้นต้องดูแลความเรียบร้อยต่างๆ ในวังฝ่ายในได้เป็นอย่างดี แล้วเจ้าล่ะ...สรภู ราชกิจต่างๆ ที่พ่อได้มอบหมายให้เจ้าช่วยดูแลแทนในฐานะองค์รัชทายาทเป็นอย่างไรบ้าง "

เมื่อตรัสกับพระอัครมเหสีจบ ก็ทรงผินพระพักตร์ไปยังพระราชโอรสองค์โตที่เพิ่งสำเร็จวิชาพระเวทมนตราต่างๆ จากท่านฤษีเตโช และกลับมาช่วยพระราชบิดาดูแลบ้านเมืองได้เพียงไม่นานนัก

" เรียบร้อยดีพ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ ท่านอำมาตย์และขุนนางต่างๆ ก็ช่วยชี้แนะลูกเป็นอย่างดี "

" เป็นเช่นนั้นก็ดี เมื่อเจ้าพร้อมกว่านี้ก็คงถึงคราวที่พ่อจะให้เจ้าขึ้นครองบัลลังก์ต่อจากพ่อเสียที พ่อเองก็ใคร่จักวางมือและมุ่งบำเพ็ญเพียรบ้าง "

" ลูกเองยังต้องการคำชี้แนะจากเสด็จพ่ออีกเยอะพ่ะย่ะค่ะ ยังต้องเรียนรู้การเป็นพ่อเมืองที่ดีอีกมาก คงไม่ใช่ในเร็ววันที่จะดีพร้อม ขอเสด็จพ่อทรงครองบัลลังก์เป็นมิ่งขวัญแลร่มโพธิ์ร่มไทรแก่ชาวนพรัตน์แห่งนี้เถิดพ่ะย่ะค่ะ "

" สรภูลูกเอ๋ย ไม่มีผู้ใดที่พร้อมไปหมดเสียทุกสิ่งอย่างหรอก หากแต่ทุกสิ่งที่ทำคือการเรียนรู้เสมอ ก้าวผิดบ้างถูกบ้าง มันก็คือประสบการณ์ที่ทำให้เจ้าสมบูรณ์และเก่งกาจขึ้นเรื่อยๆ ให้จดจำไว้ว่าไม่มีใครดีที่สุดและแย่ที่สุด พ่อเองก็ไม่ได้พร้อม หากแต่เพราะคำว่าหน้าที่ที่ต้องกระทำ มีเหล่านาคาที่ต้องดูแล ฉะนั้นก็เพียงแต่คิดว่าการตัดสินใจอะไรก็แล้วแต่ จะต้องคิดพิจารณาให้ถี่ถ้วนเป็นอย่างดี ชั่งใจต่อสิ่งที่ดีและเสียให้มาก ตระหนักถึงความสงบสุขของชาวเมืองนพรัตน์เป็นลำดับแรก ครองเหล่านาคด้วยคุณธรรมและยุติธรรม เท่านี้ก็จะทำให้เจ้าตัดสินใจและผ่านทุกสิ่งทุกอย่างมาได้ "

" ลูกน้อมรับพระราชดำรัสของเสด็จพ่อมาไว้เหนือเกล้าเหนือเศียร และจะปฏิบัติตามคำสอนของเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ "

องค์สรภูนาคราชเอ่ยรับ และตั้งใจจะดำเนินรอยตามพระราชบิดาให้จงได้ เป็นจอมกษัตริย์นาคาผู้เกรียงไกร ปกครองไพร่ฟ้านาคานาคีทั้งหลายด้วยคุณธรรมอันดี

" ว่าอย่างไรเล่าเจ้าวดี ไยวันนี้นั่งเงียบเชียว ปกติมิเป็นเช่นนี้...ไม่ใช่ว่าไปก่อเรื่องเอาไว้ที่ใดหรอกนะ "

องค์ภุชงค์นาคราชตรัสทักพระราชธิดาจอมซนขึ้นมา ด้วยทรงรู้สึกว่าขาดอะไรไป จึงเพิ่งตระหนักในบัดดล ว่าเพราะขาดเสียงหัวเราะเจื้อยแจ้ว ของพระราชธิดาองค์โปรดนั่นเอง

" โธ่ เสด็จพ่อเพคะ ลูกออกจะเรียบร้อยไม่ได้ก่อเรื่องให้เสด็จแม่ต้องปวดพระเศียรเลยสักน้อย จริงหรือไม่เพคะเสด็จแม่ "

กัญญวดีนาคีที่ฟังอยู่เงียบๆ นั้น พลันส่งยิ้มแฉ่งไปให้พระราชมารดาอย่างประจบ กระนั้นนางก็มิได้สร้างเรื่องราวอะไรให้ใครปวดหัวจริงๆ เสียหน่อย เว้นแต่เรื่องแอบไปเที่ยวป่าหิมพานต์นั้น ไม่มีใครล่วงรู้นอกจากน้ำทิพย์นาคี และแน่นอนว่าอีกฝ่ายย่อมปิดเป็นความลับเท่าชีวิต

" จ้ะ "

พระแม่เมืองทรงกล่าว พลางยิ้มอย่างเอ็นดูพระราชธิดาองค์เล็ก

" แปลก "

ผู้เป็นพระราชบิดาตรัส ทั้งส่ายพระพักตร์เล็กน้อย สายพระเนตรคล้ายไม่เชื่อว่าเป็นเช่นนั้นสักเท่าไหร่

" ทอดพระเนตรสิเพคะ ลูกร้อยมาลัยมาถวายเสด็จพ่อด้วย สวยหรือไม่เพคะ "

พระราชธิดาขยับเข้าไปใกล้พระราชบิดา พลางถือพวงมาลัยดอกมะลิหอมกรุ่นยื่นให้ มิวายยิ้มกริ่มอย่างประจบเอาใจ เพื่อเอาตัวรอดจากสายพระเนตรรู้ทันนี้ ด้วยการส่งยิ้มกลบเกลื่อนและเปลี่ยนเรื่องพูดคุยเสียอย่างนั้น

องค์ภุชงค์นาคราชทรงรับมาถือไว้ในพระหัตถ์ พลางแย้มพระโอษฐ์อย่างชื่นชม เจ้าลูกคนนี้รู้จักเอาใจพระองค์เสียจริงๆ มาลัยดอกมะลิสีขาวบริสุทธิ์หอมกรุ่น ประดับช่อเอื้อง มีอุบะดอกกุหลาบสีแดงร้อยเป็นพวงระย้า

" งดงาม ฝีมือร้อยมาลัยของเจ้านี่เห็นคราใดก็เจริญตาเจริญใจเสียจริง "

" ขอบพระทัยเพคะ หากเสด็จพ่อทรงพอพระทัย ลูกจะร้อยมาลัยมาถวายทุกวันเลย "

กัญญาวดีนาคียังคงโปรยยิ้ม บรรยากาศอันดีในที่นี้อบอวลไปด้วยรอยยิ้ม ทว่ารอยยิ้มนั้น ใช่ว่าจะออกมาจากใจจริงทั้งหมด

แก้วกิรณานาคีทอดสายตามองภาพเบื้องหน้าอย่างผู้ที่มีจิตใจอันเต็มไปด้วยความริษยา นางสู้อุตส่าห์ฝึกฝนตนเองในทุกด้าน งานฝีมือนั้นล้วนเลื่องลือว่าดีงาม ทั้งเย็บปักถักร้อย แกะสลักได้วิจิตร ปรุงอาหารล้วนเลิศรส ทั้งยังขึ้นชื่อเรื่องการร่ายรำและบรรเลงดนตรีเป็นหนึ่ง ได้รับการอบรมกิริยามารยาทสมเป็นพระธิดาแห่งองค์นาคาธิบดี เชื่อว่าจะหาสตรีใดในนพรัตน์บาดาลสมบูรณ์แบบได้เท่านางนั้นคงไม่มี ยกเว้นนางเดียวที่ทำให้ความมั่นใจของนางนั้น...สั่นคลอนมาตลอด

เกลียดเหลือเกิน ข้าเกลียดเจ้ายิ่งนัก...กัญญาวดี 

ทำดีให้ตายอย่างไร อย่างมากก็ได้รับเพียงคำชมจากพระราชบิดาเท่านั้น แต่ไม่เคยจะเป็นธิดาองค์โปรด หรือทรงเรียกนางเข้าไปถวายงานใกล้ชิด น้อยครั้งเมื่อเทียบกับพระราชธิดา

ใช่สิ...กำเนิดของนางต่ำกว่ากัญญาวดีนาคี แต่นางก็เป็นธิดาเช่นกันมิใช่หรือ ไม่เคยมีสักครั้งที่พระราชบิดาจะทรงเอ่ยเย้านาง ล้อนางด้วยความเอ็นดู เช่นที่ทรงกระทำกับกัญญาวดีนาคี เพราะความออดอ้อนฉอเลาะของนางผู้นั้น แม้จะก่อเรื่องอะไรมา พระราชบิดาก็ไม่เคยที่จะลงโทษอะไรหนักหนาเลยสักครั้ง

แล้วจะไม่ให้นางน้อยเนื้อต่ำใจ ผิดหวัง และริษยาเกลียดชังกัญญาวดีนาคีได้อย่างไร แก้วกิรณานาคีกระตุกยิ้มหวานพร่างพราย หากแต่มือที่กำเอาไว้เสียแน่นจนเล็บจิกลงไปที่เนื้อนวลมีรอยลึกบุ๋มลงไปตามแรงข่มความไม่พอใจ

เก็บเกี่ยวความสุขของเจ้าเอาไว้ให้นานเถิดน้องหญิงของข้า เพราะวันหนึ่งเมื่อมีโอกาส ข้าจะทำให้เจ้าได้รับรู้รสชาติของความเสียใจเอง ว่าการเป็นผู้ที่ถูกมองข้ามความรู้สึกนั้นเป็นเช่นไร 

.................. 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว