หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เมื่ออำนาจถูกส่งมอบให้ถูกคน หนทางแห่งการแก้แค้นก็ดูเหมือนจะมิได้ยากเย็นถึงเพียงนั้น!

ตอนที่ 31 งานเลี้ยงชมดอกเบญจมาศ

ชื่อตอน : ตอนที่ 31 งานเลี้ยงชมดอกเบญจมาศ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.2k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ก.พ. 2563 15:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 31 งานเลี้ยงชมดอกเบญจมาศ
แบบอักษร

 

ในยามที่สายลมของฤดูใบไม้ร่วงโชยพัดไปทั่วนครหลวง ข่าวลือในเมืองก็แพร่สะพัดกระจัดกระจายไปทั่วทุกซอกมุมเมืองเช่นกัน ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างพูดคุยถึงเรื่องมู่หรงหวั่นลอบนัดพบผู้ชาย สำหรับตัวละครเอกอีกตัวหนึ่งที่ถูกสังหารกลับกลายเป็นเพียงตัวหนุนเรื่องให้เด่น หาได้เป็นประเด็นร้อนในการถกเถียงไม่ 

หนิงอวี้ยกมือขึ้น ใบไม้แห้งสีเหลืองร่วงหล่นหมุนวนลงมากลางฝ่ามือพอดี หากเป็นคนที่สายตาฉลาดเฉียบคมย่อมดูออกว่ามู่หรงหวั่นมิได้สมยอม ทั้งหมดคือการวางแผนร้าย ทว่าผู้คนกับมองข้ามไม่ยอมกล่าวถึง คิดแต่จะพูดจาว่าร้ายมู่หรงหวั่น 

ได้ยินว่าประตูจวนมู่หรงเต็มไปด้วยผักหญ้าและโคลนดิน คนในจวนจะออกมาแต่ละคราต้องคอยปิดหน้าปิดตาลอบออกจากประตูหลัง จึงจะสามารถหลบหลีกจากการถูกปาด้วยไข่ไก่และก้อนหินได้ 

“พระชายา วันนี้ลมแรง กลับห้องเถอะเพคะ” หนิงอวี้ส่ายหน้าปฏิเสธ หงหลิงจึงได้แต่ถอยออกไป สายลมโชยผ่านพัดพาให้ใบไม้ร่วงหล่น ช่างเป็นทัศนียภาพที่งดงามนัก คาดว่าคงทนได้อีกไม่นานหรอก ผู้ที่เย่อหยิ่งทะนงตนอย่างเว่ยหลิง จะยอมแต่งงานกับสตรีเช่นนี้ได้อย่างไรกัน 

ในวันฤดูใบไม้ร่วงแสนงดงามและหนาวเหน็บ คงจะปิดฉากลงด้วยภาพของผู้คนที่พากันตะโกนไล่ทุบตีคนที่มาจากจวนมู่หรง ตอนที่ตนเองตายนั้น ดูเหมือนจะเป็นฤดูใบไม้ร่วงเช่นกัน สวนดอกไม้ในวังทั้งหลายต่างก็แห้งเหี่ยวไปหมดแล้ว จะมีก็แต่เบญจมาศที่ยังออกดอกตูมรอคอยเวลาเบ่งบานเท่านั้น 

ล้อไม้ยังคงหมุนต่อไป บดทับใบไม้ที่ร่วงหล่นจนดังกรอบแกรบ เว่ยหยวนมาแล้ว แต่หนิงอวี้ไม่หันกลับ “เว่ยหลิงถอนหมั้นแล้ว ไปขอหมั้นฉู่ซือซือแทน” 

“อืม” ใบไม้แห้งในมือพลันร่วงหล่นสู่พื้น  

“ลูกสาวท่านราชเลขาฯ น่ะหรือ ดูท่าหลิงอ๋องคงจะกังวลร้อนรนน่าดู” ท่านราชเลขาฯ ฉู่ผู้นี้นับว่าเป็นขุนนางที่โดดเด่นผู้หนึ่งท่ามกลางขุนนางฝ่ายบุ๋น แต่ก็เท่านั้น เพราะตระกูลไม่นับว่ายิ่งใหญ่โดดเด่น ซ้ำยังไร้ทั้งอำนาจทหารและกำลังทรัพย์ แต่หลิงอ๋องผู้มีเหตุให้ต้องเปลี่ยนแปลงการแต่งงานซึ่งได้รับพระราชทานถึงสองครั้งเช่นนี้ ก็นับว่าเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวนัก 

“พรุ่งนี้ในวังจะมีงานเลี้ยงชมดอกเบญจมาศ เจ้าไปร่วมกับข้าแล้วกัน”  

“เพคะ” 

“อากาศหนาว รีบกลับห้องไปพักเถิด”  

“อืม” 

—— 

“จิ่นอ๋องและพระชายาเสด็จ” หนิงอวี้แต่งตัวด้วยชุดคลุมยาวลากพื้นซ้อนทับอยู่หลายชั้น รองเท้ายกพื้นสูงเหมือนม้าเขย่ง บนศีรษะตกแต่งด้วยเครื่องประดับล้ำค่าและหนักอึ้ง ใบหน้าประดับยิ้มพอประมาณ 

รอจนได้ทรุดกายลงนั่ง นางจึงรู้สึกผ่อนคลายไปได้บ้าง เมื่อกวาดสายตามองไปรอบๆ ก็เห็นบิดานั่งอยู่ไม่ไกลกำลังส่งยิ้มมายังตน 

“ท่านอัครเสนาบดีและกุ้ยหนิง[1]จวิ้นจู่[2]มาถึงแล้ว” ผู้คนได้ยินก็หันมองไปตามเสียง ท่านอัครเสนาบดีก้าวมาข้างหน้าด้วยสีหน้าราบเรียบ มีมู่หรงหวั่นตามอยู่ด้านหลังด้วยใบหน้าซีดเซียว ปีที่แล้วมู่หรงหวั่นเป็นที่โปรดปรานของไทเฮา จนได้รับพระราชทานตำแหน่งสูงส่งเป็นถึงกุ้ยหนิงจวิ้นจู่ 

กุ้ยหนิงอย่างนั้นหรือ ช่างน่าขันเสียจริง’ หนิงอวี้ชำเลืองตามองมู่หรงหวั่นปราดหนึ่ง เห็นนางในชุดและเครื่องประดับผมแบบงามเรียบ แต่งหน้าจืดจาง เพียงไม่ถึงสิบวันใบหน้านางซูบไปเยอะพอดู 

มู่หรงหวั่นสัมผัสได้ว่าผู้คนต่างไม่ได้มองมาที่ตนด้วยเจตนาดี จึงได้แต่ก้มหน้านิ่งไม่พูดจา จากความโกรธแค้นหวาดกลัวในตอนแรก ถึงตอนนี้กลับกลายเป็นเพียงความเฉยชาสงบนิ่งไปเสีย 

นางมาถึงแล้ว เกินความคาดหมายยิ่งนัก หนิงอวี้ขมวดคิ้ว หากเกิดเรื่องเช่นนี้กับตัวเอง แน่นอนว่าต้องเอาแต่เก็บตัวอยู่กับบ้านไม่กล้าปรากฏตัวที่ไหน ทันใดนั้นความคิดนางก็ถูกขัดจังหวะ “ท่านราชเลขาฯ แม่นางฉู่มาถึงแล้ว” 

ผู้คนในงานพอได้ยินดังนั้นใบหน้าก็พลันปรากฏรอยยิ้ม แอบกระซิบกระซาบกัน ที่จริงแล้วฉู่ซือซือไม่สามารถเข้าร่วมงานเช่นนี้ได้ แต่เมื่อหมั้นหมายกับเว่ยหลิงแล้ว ก็นับได้ว่าเป็นพระบรมวงศานุวงศ์เช่นกัน 

เมื่อเทียบกับมู่หรงหวั่นผู้มีหน้าตาซูบโทรมแล้ว ฉู่ซือซือดูภาคภูมิอิ่มเอมกว่ามาก ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม ผิวกายขาวผ่องดุจหิมะของนางสวมอยู่ในชุดสีชมพูทั้งตัว ใบหน้างามหมดจดชดช้อย หนิงอวี้ยกมุมปากยิ้ม คราวนี้คงมีฉากเด็ดให้ได้ชมกันแล้ว 

เป็นจริงดังคาด เสียงจอกชาตกกระทบพื้นดังกังวาน ผู้คนทั้งหลายต่างเหลียวมองตามเสียงไป เห็นมู่หรงหวั่นใบหน้าขาวซีดฉายแววโหดเหี้ยม จอกชาของนางร่วงลงกับพื้น  

“ถ้าจะก่อเรื่องก็ไสหัวไปให้พ้น” 

อัครเสนาบดีตะคอกด้วยความโกรธ มู่หรงหวั่นกลับมาก้มหน้านิ่งไม่พูดจาอีกครั้ง 

“หลิงอ๋องเสด็จ” หนิงอวี้ได้ยินดังนั้นก็กลั้นเสียงหัวเราะไม่อยู่ปล่อยเสียงพรืดออกมา ช่างบังเอิญเสียจริง พอรู้สึกตัวว่ากำลังเสียกิริยา หนิงอวี้ก็รีบจัดท่าทีให้เคร่งขรึม ยังดีที่เสียงของนางเบามากจนผู้คนที่กำลังสนใจกับฉากตื่นเต้นอยู่นั้นไม่ทันได้หันมาสนใจตน ทันใดนั้นมือของนางก็ถูกกอบกุมไว้ด้วยไออุ่นจากฝ่ามือที่ร้อนผ่าวของเว่ยหยวน 

 

------ 

[1] กุ้ยหนิง คือ พระราชทินนามที่มาพร้อมตำแหน่งซึ่งได้รับการแต่งตั้ง โดยชื่อจริงของบุคคลนั้นอาจเป็นอีกชื่อหนึ่ง คำว่ากุ้ยหนิงในที่นี้มีความหมายว่า สงบนิ่งสูงส่ง 

[2] จวิ้นจู่ คือตำแหน่งเชื้อพระวงศ์หญิงหรือท่านหญิงขั้น1ชั้นรอง ผู้ที่จะได้รับตำแหน่งนี้จะต้องเป็นพระธิดาในหวงไท่จื่อหรือองค์รัชทายาทเท่านั้น 

ความคิดเห็น