หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ทุกสิ่งที่นางมอบให้คนทรยศผู้นั้นไป นางย่อมต้องทวงคืนกลับมาด้วยมือตนเอง!

ตอนที่ 30 กฎของสุ่ยเหยียน

ชื่อตอน : ตอนที่ 30 กฎของสุ่ยเหยียน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.1k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ก.พ. 2563 15:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 30 กฎของสุ่ยเหยียน
แบบอักษร

 

เมื่อคำพูดนี้ถูกเปล่งออกมา ก็พลันทำให้ผู้คนรอบด้านที่กำลังเดือดพล่านสงบลง 

ผู้คนทั้งหมดต่างเงยหน้ามองไปทางคนที่เปล่งเสียงออกมา 

ต่างอยากจะดูว่าใครที่สามหาวถึงเพียงนั้น ถึงกับกล้าร้องเรียกหลานสุ่ยเหยียนอยู่ล่างเวทีเช่นนี้ 

หลานสุ่ยเหยียนที่ยืนอยู่บนเวทีนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนนางจะหันกายกลับมา สบตาดวงตาใสกระจ่างของซูหลี 

หลายปีมานี้ ไม่มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นมาก่อน หลานสุ่ยเหยียนพลันงงงัน สติไม่อยู่กับตัว 

“ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากจะขอคำแนะนำจากแม่นางสุ่ยเหยียน” บนใบหน้าซูหลีประดับด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ นางลุกออกจากที่นั่ง เดินไปตรงหน้าหลานสุ่ยเหยียน 

“นายน้อย...” ชุยตานคิดไม่ถึงว่าซูหลีที่นั่งอยู่สงบเงียบมาตลอด จะกระทำเรื่องเช่นนี้ขึ้น! 

ซูหลีเงยหน้ามองอีกฝ่าย มิได้กล่าวอันใด ก่อนจะเดินผ่านหน้าอีกฝ่ายไป 

“เป็นผู้ใด” การกระทำของซูหลีดึงดูดความสนใจจากฉินมู่ปิงที่นั่งอยู่ตรงแถวแรก 

ฉินมู่ปิงก้มหน้าเล็กน้อย สีหน้าอึมครึมยิ่งนัก 

เขาย่อมมีสีหน้าไม่ดี หลานสุ่ยเหยียนผู้นี้เป็นถึงผู้หญิงของเขา จู่ๆ ก็มีใครไม่รู้ก้าวออกมาขวางมิให้หลานสุ่ยเหยียนจากไป... 

“เป็นบุตรชายของใต้เท้าซูไท่ รองเจ้ากรมขุนนางฝ่ายซ้าย นามว่าซูหลีพ่ะย่ะค่ะ” คนข้างกายฉินมู่ปิ่ง ล้วนแล้วแต่ฉลาดหลักแหลม ผู้คนน้อยใหญ่ตลอดทั้งเมืองหลวง มีใครบ้างที่พวกเขาไม่รู้จัก 

“ซูหลี?” ฉินมู่ปิงขมวดคิ้ว ชื่อนี้ฟังดูคุ้นหูนัก 

“เป็นคนที่กระทำการผิดทำนองคลองธรรมกับไหวอ๋อง ในงานเลี้ยงของไหวอ๋องเมื่อคราก่อน!” เพียงมองไป คนติดตามของฉินมู่ปิงก็เอ่ยรายงานเรื่องซูหลีออกมา 

ในดวงตาของฉินมู่ปิงมีแววเข้าใจวาบผ่าน ทว่าสีหน้ายังคงอึมครึมอยู่ 

คนที่หญิงก็ไม่ใช่ชายก็ไม่ใช่เช่นนี้ ยังมีหน้ามาหยุดสุ่ยเหยียนไว้อีก เขาคิดจะทำอะไรกันแน่ 

“ท่านมีเรื่องอันใดหรือ” ขณะกำลังครุ่นคิดอยู่ หลานสุ่ยเหยียนก็เห็นซูหลีเดินขึ้นเวทีมาใกล้ตนแล้ว 

หลานสุ่ยเหยียนขมวดคิ้วเล็กน้อย ใบหน้างามรูปไข่ราวกับภาพวาดก็มิปาน 

“เป็นเช่นนี้” ซูหลียิ้มเบาๆ บนใบหน้าฉายแววหน้าใหญ่ใจโต ต่างจากท่าทางขลาดเขลาก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง 

“ขอถามแม่นางสุ่ยเหยียน ก่อนหน้านี้แม่นางเคยออกกลอนใช่หรือไม่”  

หลานสุ่ยเหยียนได้ยินดังนั้นก็งงงัน ก่อนจะพยักหน้ารับ 

แต่เริ่มเดิมทีนางเองก็เป็นเพียงหญิงสาวในหอหร่วนเซียง แต่เพราะเมื่อไม่กี่ปีก่อนนางแต่งกลอนคู่ขึ้นมา ซึ่งมันมีชื่อเสียงในเมืองหลวงอยู่บ้าง  

เรื่องนี้ขอเพียงเป็นคนที่รู้จักนาง ต่างก็รู้กันทั่ว  

“ขอถามแม่นาง กลอนบทนั้นใช่ ‘เงาไม้แผ่สาขา มัจฉาสะท้อนวารี ร่ายรำบนกิ่งก้าน ปักษาแหวกว่ายสู่ธารา’ หรือไม่” ซูหลีเลิกคิ้วขึ้น พลางเอ่ยถามต่อ 

เมื่อหลานสุ่ยเหยียนได้ยินคำพูดนี้ ก็พยักหน้ารับอีกครั้ง 

เพราะไม่มีใครสามารถต่อกลอนบทนี้ได้ จึงทำให้นางโชคดีไปต้องตาฉินมู่ปิงเข้า ดังนั้นหลายปีมานี้ หลานสุ่ยเหยียนจึงจำกลอนบทนี้ได้ไม่ลืม 

“เขาคิดจะทำอะไร หรือเขาจะสามารถต่อกลอนบทนี้ได้” หลังจากฉินโม่โจวที่อยู่บนชั้นสองเห็นภาพนี้ ก็ไม่เข้าใจอยู่บ้าง 

ซูหลีเป็นคนเช่นไร เขาเป็นตัวอย่างของคนไม่ร่ำเรียนเขียนอ่านโดยแท้ 

หากนางสามารถต่อกลอนได้จริงละก็ เกรงว่าหลานสุ่ยเหยียนคงไม่มีชื่อเสียงมาถึงทุกวันนี้ 

ฉินเย่หานมิได้ปริปาก แต่กลับจ้องมองซูหลีที่อยู่ด้านล่างเขม็ง 

เวลานี้ ผู้คนที่นั่งอยู่ด้านล่างยิ่งพากันส่งเสียงเซ็งแซ่ 

“ร้อยปียากจะพานพบจริงๆ คิดไม่ถึงว่าคนอย่างซูหลีจะลุกขึ้นมาแต่งกลอน!” 

“ก็ใช่นะสิ ตอนนั้นข้าเชิญปัญญาชนมาตั้งหลายคน ก็ยังไม่อาจต่อกลอนได้” 

“ฮึ ไม่รู้ว่าเขาคิดจะทำกระไรกันแน่” 

...... 

ท่ามกลางเสียงดังวุ่นวาย ฉินมู่ปิงที่มีสีหน้าเย็นชา ก็พลันจ้องมองไปบนเวทีตาไม่กะพริบ 

“ข้าจำได้ กฎของแม่นางในวันนั้นคือ ไม่ว่าใครที่สามารถต่อกลอนบทนี้ได้ ต่อให้เป็นยาจกข้างถนน แม่นางก็จะยินยอมอยู่กับเขาหนึ่งราตรี” 

ความคิดเห็น