หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เมื่ออำนาจถูกส่งมอบให้ถูกคน หนทางแห่งการแก้แค้นก็ดูเหมือนจะมิได้ยากเย็นถึงเพียงนั้น!

ตอนที่ 26 มึนงง

ชื่อตอน : ตอนที่ 26 มึนงง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.6k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ก.พ. 2563 15:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 26 มึนงง
แบบอักษร

 

หนิงอวี้นั่งอยู่บนเบาะรองนั่งใต้หน้าต่าง สองมือยกจอกชาไว้ ที่หน้าต่างมีแสงสะท้อนจากสระน้ำที่กระเพื่อมเป็นลูกคลื่นอยู่เป็นพักๆ สายลมอ่อนพัดโชยมาเอื่อยๆ เป็นครั้งคราว ผิวน้ำกระเพื่อมขึ้นลงเป็นระลอก กลิ่นไอจากสระโชยผ่านม่านไม้ไผ่เข้ามาถึงในห้อง 

“คุณชาย ท่านคิดว่านางจะมาไหม” หงหลิงกดเสียงทุ้มถามขึ้น “นางเป็นถึงว่าที่พระชายา พระราชโองการก็ประทานลงมาแล้วเชียวนะ” 

“เจ้าสงสัยเสน่ห์ของคุณชายของข้าอย่างนั้นหรือ” หนิงอวี้ได้ฟังก็ยกมุมปากพลางยักคิ้ว ยิ้มทะเล้นดูเจ้าชู้  

“เปล่าขอรับ บ่าวเพียงแต่คิดว่านางอาจจะไม่มา อย่างไรเสียนางก็กำลังจะแต่งงานอีกไม่กี่วันนี้แล้ว” 

“แต่ว่าคุณชาย ต่อให้ท่านนัดนางออกมา...แล้วอย่างไรเล่า หรือท่านจะพานางหนีไปเพื่อหยุดการหมั้นหมายหรือ” หงหลิงนั่งอยู่บนเบาะ มือข้างหนึ่งเท้าคางพลางถามด้วยความสงสัย 

“หนีหรือ” หนิงอวี้ทำเสียงเยาะเย้ย ครั้นแล้วก็ลุกขึ้นเดินไปยังหน้าต่างมองไปยังผู้คนที่เดินไปเดินมาอยู่ชั้นล่าง เกี้ยว[1]คันนึงจอดอยู่ใต้ต้นไม้ ม่านเกี้ยวถูกแหวกขึ้น นั่นคือมู่หรงหวั่นนั่นเอง บนใบหน้ามู่หรงหวั่นมีผ้าแพรบางปิดบังเอาไว้ มีสาวใช้คอยช่วยประคองลงจากเกี้ยว 

“มาแล้ว” หนิงอวี้ล้วงเอาห่อกระดาษสีเหลืองอ่อนห่อหนึ่งออกจากชายเสื้อ เมื่อแกะห่อกระดาษนั้นออก ด้านในมีผงแป้งสีขาวอยู่ หงหลิงมองนางอย่างประหลาดใจ หนิงอวี้แหงนหน้าส่งยิ้มให้หงหลิง ดวงตาฉายแววเจ้าเล่ห์ นางใช้นิ้วชี้แตะลงบนผงยา ในซอกเล็บถูกผงแป้งอัดเข้าไปจนเป็นสีขาว 

ประตูห้องถูกผลักเปิดเบาๆ ภาพใบหน้าที่ปะแป้งแต่แดงระเรื่อของมู่หรงหวั่นปรากฏสู่สายตา หนิงอวี้ก้าวมาข้างหน้าสองสามก้าวแล้วคำนับ มู่หรงหวั่นเองก็คำนับกลับอย่างอ่อนช้อย 

“หงเผา[2]โดดเด่นเป็นหนึ่ง เป็นยอดชาแห่งชาทั้งมวล” หนิงอวี้ใบหน้าอาบด้วยรอยยิ้ม ตักใบชาขึ้นสองช้อนใส่ลงไปในกา ชงล้างใบชาทิ้งอยู่สองน้ำ ไอน้ำสีขาวพวยพุ่งขึ้น หนิงอวี้แอบเอานิ้วชี้จิ้มลงในชาโดยไม่ทิ้งร่องรอยให้สังเกตเห็น จากนั้นก็เทน้ำชาลงในจอกหยกขาว ก่อนจะเลื่อนไปให้มู่หรงหวั่น 

ในตอนที่นิ้วมือของทั้งสองคนสัมผัสกัน มู่หรงหวั่นหดมือกลับอย่างรีบร้อน ใบหน้าแดงซ่านด้วยความเขินอาย “ขอบคุณคุณชาย” นางเห็นคุณชายคนนั้นมองมายังนาง จึงรีบยกชาขึ้นดื่มเพื่ออำพรางความอาย 

หนิงอวี้เห็นนางดื่มชาก็ยกมุมปากเหยียดยิ้มลึก พัดในมือโบกอยู่ไหวๆ นางพูดขึ้นอย่างไม่รีบร้อน “แม่นางแซ่มู่หรง ข้าได้ยินว่าสองวันก่อนบุตรีท่านอัครเสนาบดีกับอ๋องท่านหนึ่งได้รับพระราชโองการแต่งงาน ไม่ทราบว่าแม่นาง...” 

“นั่นคือพี่สาวที่บ้าน” มู่หรงหวั่นรีบพูดแทรก ใบหน้าพลันซีดเผือด “ไยจึงถามเรื่องนี้...” 

“โอ ข้าล่วงเกินแม่นางแล้ว” หนิงอวี้แสร้งทำเป็นลังเล “ได้ยินว่าแม่นางแซ่มู่หรง อีกทั้งเห็นว่าแม่นางรูปโฉมงามยิ่ง จึงได้เอาสองเรื่องนี้มาโยงเข้าด้วยกัน...ข้าหลงรักแม่นางตั้งแต่แรกพบ จึงได้บุ่มบ่ามเช่นนี้ ขอแม่นางโปรดอภัยด้วย” 

หงหลิงซึ่งอยู่ด้านข้างเห็นสีหน้านางดูจริงจัง ทำทีเป็นจะพูดแต่ก็ไม่ยอมพูดจึงอดไม่ได้ที่จะทำเสียงจิ๊อยู่ในปาก ครั้นเมื่อหันมามองสีหน้ามู่หรงหวั่นจึงได้พบว่าสีหน้าที่ขาวซีดเมื่อครู่พลันเปลี่ยนเป็นแดงซ่านทั่วทั้งใบหน้าจึงอดประหลาดใจไม่ได้ 

มู่หรงหวั่นก้มหน้าเอียงอายช้อนตามองยังหนิงอวี้แล้วพูด “คุณชายพูดจริงหรือ” 

“จริงแท้แน่นอน” หนิงอวี้ยื่นมือมากุมนิ้วเรียวบางของนางไว้ในฝ่ามือ “ไม่รู้ว่าหวั่นเอ๋อร์รู้สึกกับข้าเช่นไร” 

“หวั่นเอ๋อร์...หวั่นเอ๋อร์เองก็ชอบคุณชายจริงแท้แน่นอนเจ้าค่ะ” น้ำเสียงค่อยๆ อ่อนลง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงดัง...โครม! มู่หรงหวั่นล้มฟุบลงกับโต๊ะ สลบเหมือดไป 

“คุณ...” หนิงอวี้ทำท่าสับมือลงหนึ่งทีแล้วหยุดเสียงพูดนั้นลงโดยพลัน ก่อนจะส่งเสียงหัวเราะอย่างเยือกเย็นไม่หยุด เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะ หงหลิงที่ยื่นอีกด้านหนึ่งได้แต่นิ่งอึ้งตาค้างไปครู่หนึ่ง 

“คุณชาย นี่...นี่มัน”  

หนิงอวี้ใช้มือข้างหนึ่งยกมู่หรงหวั่นขึ้นพาดบ่าแล้วพูดว่า “ข้ารู้ดีว่าอะไรควรไม่ควร ไปกันเถอะ” หนิงอวี้เตะประตูเปิดออก หงหลิงเร่งฝีเท้าตามติดอยู่ด้านหลัง พลันนึกขึ้นได้ว่าพัดยังวางอยู่บนโต๊ะจึงรีบร้อนกลับไปเอา หลังจากนั้นก็วิ่งก้าวสั้นๆ ตามไปให้ทัน 

หนิงอวี้แบกมู่หรงหวั่นแอบเดินเงียบๆ หลบสายตาผู้คนจนถึงข้างกำแพง เบื้องหน้าคือประตูไม้บานเล็กๆ ที่ดูคุ้นตาบานหนึ่ง 

เมื่อชาติที่แล้ว เพราะเว่ยหลิงโปรดปรานชาที่นี่ นางจึงได้มาขอเป็นศิษย์เพื่อเรียนรู้ศิลปะการชงชา แต่เถ้าแก่โรงชาแห่งนี้อยู่อย่างสันโดษมานาน แน่นอนย่อมไม่ยอมรับปาก เอาแต่ปิดประตูไล่แขก นางจึงได้ลอบเข้าทางประตูข้าง งัดทั้งไม้อ่อนไม้แข็งมาใช้อยู่เป็นนานจนเถ้าแก่ยอมตกลง 

เมื่อประตูถูกผลักออก ที่นั่นก็มีเกี้ยวรออยู่แล้ว หนิงอวี้เอาตัวนางซุกลงในเกี้ยว แล้วเกี้ยวจึงออกตัวโคลงเคลงไปมาอยู่นาน ในที่สุดก็มาถึงที่หมาย มันคือโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง 

 

------ 

[1] เกี้ยว คือ เครื่องมือที่ใช้ในการคมนาคมชนิดหนึ่งของจีนสมัยโบราณ ดัดแปลงมาจากรถลากที่มีล้อเป็นไม้ แต่เอาล้อรถทั้งสองข้างออกเปลี่ยนมาใช้คนหามแทน 

[2] หงเผา คือ ชาอู่หลงชนิดหนึ่งที่ปลูกในเขตหมินเป่ยซึ่งถูกยกย่องว่าเป็นเขตปลูกชาที่มีชื่อเสียงที่สุด 

ความคิดเห็น