email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 5 อยากจะเข้าไปใกล้คุณให้มากกว่านี้ (2/2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 5 อยากจะเข้าไปใกล้คุณให้มากกว่านี้ (2/2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ก.พ. 2563 17:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 5 อยากจะเข้าไปใกล้คุณให้มากกว่านี้ (2/2)
แบบอักษร

“ขอโทษครับ ผมทักคนผิด” 

“แต่เธอเพิ่งจะเรียกชื่อของฉันไปนะ” เสียงแหบนั้นเอ่ยด้วยความแคลงใจ เขาหรี่ตาก่อนจะเดินไปที่อ่างล้างมือฝั่งตรงข้ามอย่างพยายามไม่ใส่ใจ เพราะหรูซื่อไม่ยอมตอบอะไรกลับไปสักที 

เขามาทำอะไรที่นี่ 

เผลอยืนคิดอะไรอยู่นานจนกระทั่งสังเกตว่ามีตนเพียงคนเดียวที่อยู่ในห้องน้ำจึงรีบเดินออกมา อี้เฉินคงรอแย่แล้ว คิดได้จึงรีบย่ำเท้าเดินกลับไปในห้องสมุด แต่กลับต้องชะงักไปเมื่อเห็นว่าร่างสูงไม่ได้นั่งอยู่เพียงคนเดียงอย่างที่ควรจะเป็น อี้เฉินกำลังยืนคุยอยู่กับใครบางคน โดยที่ผู้ชายคนนั้นยืนหันหลังอยู่ 

ซึ่งชายคนที่ว่าก็คือคนเดียวกับที่เพิ่งเดินออกจากห้องน้ำไป จินลี่ชาน...รุ่นพี่ที่สนิทกันในตอนที่หรูซื่อยังคงเป็นหยางหรูซื่อคนเดิมตอนนั้น 

“ทำไมไปนาน” อี้เฉินทัก และนั่นทำให้อีกคนที่ยืนอยู่ด้วยกันหันกลับมามอง ดวงตาเรียวสวยคู่นั้นหรี่ลง และอ้าปากกำลังจะเตรียมพูดอะไรบางอย่าง แต่เสียงของหรูซื่อก็ขัดขึ้นก่อน 

“ผมจะไปรอข้างนอกนะครับ” 

“ไปด้วยกันนี่แหละ เราคุยกันเสร็จพอดี” อี้เฉินเอ่ย 

เรากำลังจะเดินออกไปอยู่แล้ว ถ้าไม่ติดว่าชายคนนั้นโพล่งขึ้นมาเสียก่อน “นั่นใครน่ะ” 

อี้เฉินชะงักไป เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ 

“นักเรียนของผม เขาจะเตรียมสอบเข้าคณะของเราปีหน้าครับ” 

อี้เฉินบอกในสิ่งที่หรูซื่อพูดเมื่อคืนผ่านการแชต เพราะบอกว่าอยากจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกันแถมเป็นคณะเดียวกันด้วย อี้เฉินถึงได้ดูกระตือรือร้นเป็นพิเศษ แล้วก็เพิ่มเวลาเรียนให้มากขึ้นจากตอนแรกที่ตกลงกันว่าจะเรียนสัปดาห์ละสามถึงสี่วัน 

“งั้นเหรอ เธอทำให้ฉันนึกถึงใครบางคนที่รู้จักนะ” เขาเอ่ยเลื่อนลอย “ตอนที่เธอทักฉันเมื่อกี้น่ะ” ประโยคที่หรูซื่อภาวนาว่าจะไม่ถูกพูดออกมาในที่สุดเขาก็ย้อนความไปถึงมันจนได้ และเพราะคำพูดนั้นท่าทีของอี้เฉินเปลี่ยนไปเล็กน้อย 

“ขอโทษครับ ผมแค่กำลังนึกถึงคนรู้จักที่ชื่อเหมือนกับคุณพอดี แล้วคุณก็เดินเข้ามา” หรูซื่อยิ้มแหย พยายามกลบเกลื่อนความตระหนกเอาไว้แทนที่ด้วยใบหน้าใสซื่อ 

“หืม?” จินลี่ชานเลิกคิ้ว “ฉันไม่คิดว่าจะมีคนชื่อเหมือนฉันอีกนะ” 

“อ่า...” 

“ล้อเล่นน่ะ นั่นมันก็อาจจะเกิดขึ้นได้ อา ฉันต้องไปแล้วล่ะ ไว้เจอกันนะอี้เฉิน” ลี่ชานโบกมือไปมาก่อนที่เขาจะรีบเดินออกไป และตอนนั้นเองอี้เฉินถึงได้มีสติกลับคืนมา 

“...เราก็ไปกันเถอะ นายคงจะหิวแย่แล้ว” 

 

“เขาเป็นเพื่อนของคุณเหรอครับ” หรูซื่อแสร้งถามในระหว่างที่พวกเขาทั้งสองกำลังเดินออกมาจากห้องสมุด หวังว่าอี้เฉินจะไม่คิดมากเรื่องนั้น เพราะครั้งหนึ่งเขาเองก็เคยเอ่ยทักเจ้าตัวผิดมาแล้ว 

“เธอบอกว่าจะเรียกฉันว่าพี่?” 

“อ่า...ขอโทษครับ” รีบเปลี่ยนสรรพนามเมื่อนึกขึ้นได้ “...พี่เฉิน” 

อี้เฉินไม่ได้แสดงสีหน้าพอใจหรืออะไร แล้วหรูซื่อก็ไม่คิดว่าเขาจะท้วงถึงเรื่องนี้ด้วยซ้ำ แม้ว่าตนจะเป็นฝ่ายขอเรียกพี่ก่อนเอง แต่มันก็ยังไม่ชินอยู่ดี ไอ้การเรียกอีกคนว่าพี่น่ะ... 

“เขาเคยเป็นรุ่นพี่ที่คณะน่ะ” เขาเว้นช่วงไปในตอนที่เปิดประตูของร้านฟาสต์ฟู้ดยอดนิยมห่างจากห้องสมุดเพียงสองช่วงตึก มีใครเคยบอกอี้เฉินหรือเปล่าว่าอะพาร์ตเมนต์ของเขามันสะดวกสบายมากๆ แถวนี้มีครบแทบทุกอย่าง แม้กระทั่งวันรีบๆ ก็ยังมีซับเวย์สาขาใกล้บ้านให้กินก่อนจะวิ่งข้ามถนนไปรอรถตรงป้ายรถบัสฝั่งตรงข้าม 

“อยากกินอะไร” 

“เอาเหมือนพี่เลยครับ” 

หลังจากที่ได้อาหารสำหรับประทังมื้อเที่ยงแสนยุ่ง ต่างคนต่างก็กินโดยไม่มีใครพูดอะไร ความเงียบถูกสร้างขึ้นมาโดยความเต็มใจจากบุคคลทั้งสองที่นั่งอยู่ตรงข้ามกัน 

“ขอนั่งอยู่ตรงนี้ก่อนสักพักได้ไหมครับ” อี้เฉินเลิกคิ้ว แต่เขาก็พยักหน้าแล้วหยิบแก้วโคล่าขึ้นมาดูด หรูซื่อขอนั่งพักหลังจัดการมื้อเที่ยงตรงหน้าเรียบร้อยและเขาก็ได้ทำแบบนั้นจริงๆ ท่ามกลางความเงียบ เด็กหนุ่มเหลือบมองร่างสูงอดีตคนรักนั่งหมุนหลอดเล่น เสียงของน้ำแข็งกระทบผิวแก้วไปมาเบาๆ 

เขาดูเปลี่ยนไปหรือเปล่านะ ทั้งเงียบแล้วก็ไม่ค่อยพูด 

ผมอาจจะยาวไปสักหน่อย แต่เขาก็ยังดูหล่ออยู่ดี ผมสีน้ำตาลอ่อน โค้ทสีกรมท่าและเสื้อยืดสีดำ ทุกอย่างดูเหมือนเดิม ทุกอย่างที่เป็นภายนอก 

“พี่บอกว่าจะตกลงเรื่องเวลาเรียนอีกที หลังจากที่เราพบกัน...” หรูซื่อตัดสินใจเริ่มเกริ่นขึ้นมาก่อน และนั่นทำให้ร่างสูงหลุดออกจากภวังค์ เขาดูเหมือนคนชอบเหม่อลอยแล้วก็คิดอะไรอยู่คนเดียวเป็นพักๆ ถ้าหากว่ากำลังว่างอยู่ หรูซื่อสังเกตมาตั้งแต่วันก่อนแล้ว 

“อ่า...” เขาลากเสียงอย่างเพิ่งนึกขึ้นได้ “ใช่ จัดตารางเรียนมาเมื่อเช้าแล้ว” หันไปค้นอะไรบางอย่างในกระเป๋าเป้ของตัวเองพักใหญ่ ก่อนสมุดเล่มเล็กขนาดพกพาจะถูกหยิบขึ้นมา 

“ฉันมีวันหยุดก็คือวันอังคารกับวันพฤหัส เราจะติวกันหกชั่วโมง ส่วนวันธรรมดาก็สามชั่วโมง เธอโอเคไหม” 

“ครับ” 

“งั้นเอาเป็นวันอังคารกับวันพฤหัสเจอกันสิบโมงนะ ส่วนจันทร์พุธศุกร์ก็เป็นบ่ายสอง เสาร์อาทิตย์ก็พักผ่อน โอเคไหม แต่จะปรับเปลี่ยนเวลาก็ได้แล้วแต่เธอถ้าหากว่ามันมากเกินไป” สมุดเล่มเล็กถูกยื่นมาให้ หรูซื่อรับมันมาพิจารณาเพียงชั่วครู่ก่อนจะส่งมันกลับคืนไป หกชั่วโมงฟังดูยาวนานมากแต่แน่นอนว่ามันถูกรวมเวลาพัก มื้อเที่ยง และอื่นๆ เอาไว้เรียบร้อย 

“ทุกอย่างสมบูรณ์แบบครับ” เขาเป็นคนบอกอี้เฉินเองแหละว่าอยากจะเรียนยาวๆ และเจ้าตัวก็โอเคกับมัน ส่วนค่าเรียนก็ถูกตกลงไว้แล้ว คุณโม่อันฉีเองก็ไม่มีปัญหา 

อันที่จริงตารางนี้มันค่อนข้างหนักนะ แต่มันก็เป็นโอกาสเดียวที่จะสามารถใช้เวลาอยู่กับอีกคนได้นานที่สุด แล้วการที่เขาพักรักษาตัวเป็นเวลานานจนทำให้ต้องพลาดการสอบเมื่อปีที่แล้วจนปีนี้ต้องมานั่งอยู่บ้านเฉยๆ ก็เป็นข้ออ้างที่ดีในการตัดสินใจเรียนหนักทดแทนช่วงเวลาที่ต้องว่างอยู่บ้านแบบนี้ 

นั่งอยู่อีกพักใหญ่แล้วถึงกลับเข้ามาที่ห้องสมุด ผู้คนก็ยังคงแน่นขนัดเหมือนเคย โต๊ะตัวเดิมถูกใช้โดยคนที่มาใหม่ไปแล้ว คนทั้งสองเดินหาที่ว่างอยู่พักใหญ่ สุดท้ายก็ได้ที่ว่างโต๊ะด้านในสุด ติดกับชั้นหนังสือ หรูซื่อค้อมหัวให้กับผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่ฝั่งเดียวกัน เป็นเชิงว่าขอใช้โต๊ะร่วมกัน อีกฝ่ายทำเพียงโบกมือปัดว่าไม่เป็นไรก่อนจะฟุบลงไปบนโต๊ะ 

“เธอทำต่อจากเมื่อเช้าไปเรื่อยๆ ก่อนก็แล้วกัน ฉันขออ่านอันนี้สักเดี๋ยว” กำลังจะอ้าปากถามแต่คำตอบก็ถูกมือใหญ่ดึงขึ้นมาจากกระเป๋า หนังสือเกี่ยวกับกฎหมายเล่มหนาถูกวางแล้วกางออก อ่า...เขาเองก็ต้องอ่านเหมือนกันนี่นา 

“พี่มาสอนผมทุกวันแบบนี้แล้วที่มหา'ลัยล่ะครับ” สิ่งที่สงสัยมาตั้งแต่เมื่อวานถูกถามออกไปหลังนึกได้ 

“ดรอปน่ะ” คนอายุมากกว่าตอบเสียงเรียบราวกับว่านั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร แต่ว่าดรอปอย่างนั้นเหรอ ทั้งที่เรียนอีกแค่ปีเดียวก็จะจบแล้วเนี่ยนะ? อี้เฉินตอนนี้ก็ควรจะขึ้นปีสี่แล้ว เหมือนที่โม่เฉียนก็ควรจะได้เริ่มใช้ชีวิตเป็นเด็กปีหนึ่งเช่นกันหากไม่เกิดเรื่องนั้น 

“ผม...ถามได้ไหมครับ ว่าเพราะอะไร” เอ่ยถามไปเสียงเบา เพราะไม่แน่ใจว่านั่นคือสิ่งที่ควรหรือเปล่า แต่ความสงสัยก็เลือกทำให้เด็กหนุ่มกล้าที่จะเอ่ยมันออกไป หรือว่าที่บ้านจะเกิดปัญหา? การที่เขาเอาแต่หางานทำก็เป็นอีกเรื่องที่หรูซื่อไม่เข้าใจ 

“จะว่าพักเหนื่อยก็ได้...ล่ะมั้ง...” 

คำตอบถูกเอ่ยออกมาอย่างเลื่อนลอย ในขณะที่ร่างสูงตรงข้ามเอนกายพิงเข้ากับพนัก นัยน์ตาเข้มเหม่อมองหนังสือตรงหน้าในขณะที่มือข้างขวาก็แกว่งดินสอไปมาเบาๆ 

อี้เฉินไม่ได้พูดอะไรต่อและหรูซื่อก็ไม่กล้าพอที่จะถามอีก เพราะเขาคงไม่ตอบถ้าหากว่าไม่อยากจะบอกออกมาเอง 

 

หรูซื่อยืดตัวขึ้นหลังจากที่ตั้งหน้าตั้งตาทำโจทย์ไปเรื่อยๆ จนเวลาผ่านไปพักใหญ่ สองมือยืดออกหวังคลายความเมื่อยล้า ก่อนที่สายตาจะดุดเข้ากับร่างสูงของคนอายุมากกว่าที่เคยก้มหน้าอ่านหนังสืออยู่ แต่ตอนนี้ใบหน้าคมคายนั้นฟุบลงไปกับหนังสือเล่มโต  

อี้เฉินเป็นแบบนั้นเสมอ 

ภายนอกดูสดใสแต่ภายในนั้นแสนเปราะบาง เวลาที่มีปัญหาก็มักเก็บงำทุกอย่างเอาไว้ภายใต้คำว่าไม่เป็นอะไร แต่ทั้งใบหน้าและแววตากลับแสดงออกมาชัดเจน 

เด็กหนุ่มสไลด์ตัวราบลงไปบนโต๊ะบ้าง เกยคางไว้กับสองแขนแล้วจ้องมองคนตัวสูงอยู่แบบนั้น ระยะห่างของคนทั้งสองมีเพียงแค่กระเป๋าใส่เครื่องเขียนคั่นกลาง ใบหน้าเสี้ยวหนึ่งของร่างสูงแนบลงกับสองแขนที่ใช้ต่างหมอน ปลายผมสีน้ำตาลตกลงมาคลอกับใบหน้าคมไหวแผ่วเบาตามแรงของแอร์ที่เป่าลงมา 

ไม่อาจมองเห็นความรู้สึกของคุณได้เลยตอนนี้ 

ยิ่งอยากรู้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกเจ็บปวดมากเท่านั้น 

มือขาวเอื้อมไปตรงหน้า ปลายนิ้วแตะลงไปบนปลายผมแผ่วเบาและค้างไว้แบบนั้นอย่างที่จะวางลงไปก็ไม่ได้ จะดึงแขนกลับมาก็ทำไม่ไหว 

คว้าเอาไว้ไม่ได้เลย เอื้อมไปไม่ถึงแม้แต่น้อย... 

แค่คิดจะกอดเอาไว้...ก็ทำไม่ได้เลยหัวใจดวงนั้น 

อยากจะเข้าใกล้กว่านี้อีกสักนิด ถึงความห่างตอนนี้จะไม่ได้กลายเป็นศูนย์แต่ถ้าเข้าใกล้ได้เหมือนเมื่อก่อน... 

ก็คงจะดี 

ความคิดเห็น