email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 5 อยากจะเข้าไปใกล้คุณให้มากกว่านี้ (1/2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 5 อยากจะเข้าไปใกล้คุณให้มากกว่านี้ (1/2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.พ. 2563 18:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 5 อยากจะเข้าไปใกล้คุณให้มากกว่านี้ (1/2)
แบบอักษร

หวังว่ามันจะโอเคนะ 

เด็กหนุ่มขยับตัวไปมาเล็กน้อยเพื่อสำรวจตัวเองจากเงาสะท้อนบนกระจกขนาดเท่าตัว ใช้เวลาในการหมุนตัวเองไปมาอยู่ร่วมสิบนาทีแล้วกับการแต่งตัวสำหรับนัดในอีกครึ่งชั่วโมง 

ทุกอย่างเต็มไปด้วยความพิถีพิถัน เพราะวันนี้เป็นวันแรกที่จะได้ไปออกไปข้างนอกกับอี้เฉินในฐานะของโม่เฉียน เด็กม.ปลายที่กำลังจะเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย 

ไหมพรมสีน้ำเงินตัวนี้จะดูเวอร์เกินไปหรือเปล่า? 

หรูซื่อก็แค่อยากจะมั่นใจว่าวันนี้เขาดูดี เอาแต่หมุนตัวไปมาและมองเสื้อไหมพรมสีน้ำเงินบนร่างกาย มันตัดกับผิวสีซีดของเด็กหนุ่มมาก และเป็นการกระทำที่ช่างเปล่าประโยชน์และไร้เหตุผลสิ้นดี อี้เฉินคงจะไม่ได้รู้สึกอะไรหรอกแต่หรูซื่อก็ยังรู้สึกเหมือนกับว่าจะได้เดตกับชายหนุ่มอยู่ดี ถึงแม้มันจะเป็นเพียงแค่การไปนั่งติวหนังสือกันที่ห้องสมุดแสนธรรมดา แน่นอนว่าอี้เฉินไม่ได้คาดหวังอะไรจากโม่เฉียนอยู่แล้ว หมายถึงตัวหรูซื่อในตอนนี้ 

นับว่าเป็นลักกี้เดย์อีกหนึ่งวัน คุณลีอาบอกว่าวันนี้เป็นวันหยุดของอี้เฉิน เขาไม่ต้องไปที่ร้าน การติวสำหรับวันนี้จะเป็นห้องสมุดแทน ชายหนุ่มบอกกับเขาว่าจะไปนั่งที่ร้านก็คงไม่ค่อยดีเพราะพวกเขาจะไปในฐานะลูกค้าทั้งคู่ ถึงแม้คุณลีอาจะยินดีต้อนรับเราและไม่ว่าอะไรแม้จะนั่งอยู่ในนั้นทั้งวัน แต่พวกเราทั้งคู่ก็เห็นพ้องต่อกันว่ามันไม่ใช่เรื่องสมควรเท่าไหร่ เอ่อ...เรียกว่าอะไรดีนะ สามัญสำนึกที่ดี? 

สำหรับหรูซื่อมันคือเรื่องดีนะ 

“มาตรงเวลาดีนะ” ชายหนุ่มเอ่ยหลังจากที่หรูซื่อวิ่งข้ามถนนมา “ไม่คิดว่าคุณจะมาถูก” 

นั่นไม่ใช่ว่าเพราะเคยมาแถวนี้เป็นประจำหรือไง 

หรูซื่อแอบคิดในใจ แต่ภายนอกเด็กหนุ่มทำเพียงส่งยิ้ม ห้องสมุดที่ว่าเคยเป็นที่อ่านหนังสือประจำของพวกเราทั้งคู่ มันอยู่ใกล้กับอะพาร์ตเมนต์ของอี้เฉินมากชนิดที่ว่าเดินออกไปแค่สามช่วงตึกก็ถึงแล้วและแน่นอนว่ามันอยู่ไกลจากบ้านของครอบครัวโม่สุดๆ อี้เฉินถึงได้ดูแปลกใจว่าเขามาถูกได้ยังไง 

ร่างสูงบ่นเรื่องสภาพอากาศวันนี้นิดหน่อยจากนั้นก็เป็นฝ่ายเดินนำเข้าไปด้านในของห้องสมุด 

“เอาเป็นเรื่องต่อจากเมื่อวานดีไหมครับ?” อีกฝ่ายเสนอความคิด อี้เฉินยังคงพูดจาสุภาพกับเขา แม้ว่าที่นี่จะไม่ใช่ร้านของคุณลีอา และพวกเราไม่ใช่พนักงานพาร์ตไทม์กับลูกค้า 

“...ครับ” หรูซื่อเดินตามคนตัวสูงเพื่อหาที่นั่งดีๆ สำหรับการติว นัยน์ตาสีอ่อนเหลือบขึ้นมองแผ่นหลังกว้างตรงหน้า โค้ทสีกรมท่าตัวนั้นเหมาะกับเขามากจริงๆ หรูซื่อเคยพูดเรื่องนี้กับชายหนุ่มไปนับครั้งไม่ถ้วน และเขาก็เอาแต่บ่นว่ามันดูไร้สาระ ไม่มีใครเคยชมเรื่องโค้ทตัวเก่งของเจ้าตัวเลย แต่เขาก็ยังใส่มันเสมอ อี้เฉินไม่ได้เกลียดแต่ก็ไม่ได้ชอบ เพียงแค่มันเป็นโค้ทที่แม่ของชายหนุ่มซื้อให้เป็นของขวัญที่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เท่านั้น 

“โค้ทนั่นเหมาะกับคุณมากเลยนะครับ” และเหมือนจะเผลอคิดดังเกินไปหน่อย จังหวะการเดินของร่างสูงตรงหน้าสะดุดลง แต่มันก็เป็นช่วงเวลาที่เดินมาถึงโต๊ะว่างพอดี 

มือซีดเลื่อนเก้าอี้ออกโดยพยายามให้มันมีเสียงน้อยที่สุด บรรยากาศในห้องสมุดแตกต่างกับที่ร้านกาแฟราวฟ้ากับเหว ที่นี่มีผู้คนมากมายจับจองโต๊ะจนแทบเต็มทุกตัว ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือของตัวเองไป ปกติถ้าไม่ได้มากับอี้เฉิน เขาก็ไม่นิยมมาที่นี่เท่าไหร่ มันค่อนข้างน่าอึดอัดน่ะ ถึงมันจะสงบมากก็เถอะ 

หนังสือฝึกทำข้อสอบเล่มเดิมถูกหยิบออกมาจากกระเป๋า อี้เฉินหยิบมันขึ้นไปตรวจดูคร่าวๆ เพราะเมื่อวานบอกให้คนอายุน้อยกว่าไปลองทำเองล่วงหน้าก่อน อันไหนที่ทำได้ก็ทำ ส่วนที่ไม่ได้จริงๆ ก็เว้นไว้ 

“ผิดเยอะเลยนะ แต่มันก็โอเคแล้วล่ะ” ว่าพลางหยิบดินสอที่ใช้คั่นหน้าไว้ขึ้นมาเขียนคำตอบและวิธีการคิดที่ถูกต้องลงไปบนที่ว่างข้างๆ โจทย์ อี้เฉินทำแบบนั้นไปเรื่อยๆ โดยไม่พูดหรือแม้แต่จะตำหนิเด็กหนุ่ม ซึ่งทำให้หรูซื่อไม่รู้ว่านั่นมันดีหรือไม่ดีกันแน่ 

“เอ่อ...คือว่า” ใบหน้าคมเหลือบขึ้นมามองเพียงชั่วครู่ ส่งสัญญาณว่าเขาฟังอยู่ “ผมขอเรียกคุณ...ว่าพี่...ได้ไหมครับ” เอ่ยออกไปอย่างประหม่า และอี้เฉินเงยหน้าขึ้นมาแทบจะทันที หัวคิ้วขมวดเข้าหากันมุ่นจนหรูซื่อต้องรีบละล่ำละลักอธิบาย 

“คือผม...หมายถึง เอ่อ คิดว่าคงจะดีหากเราไม่ต้องพูดทางการใส่กัน คือ...” ดวงตากลมกลอกไปมา หรูซื่อเลียริมฝีปากแห้งผากของตัวเองก่อนจะรีบพูดต่อ “ผม...ผมหมายถึงว่า มันคงจะดีกว่าการพูดแบบเป็นทางการ เพราะเราคงต้องมาเจอกันบ่อยๆ” 

“…” 

“อ่า ผมไม่ได้คิดอยากจะล้ำเส้นนะครับ แต่หมายถึง...หมายถึง…” แล้วก็ต้องถอนหายใจออกมาเพราะนึกอะไรไม่ออกอีกแล้ว อี้เฉินไม่ได้พูดอะไรต่อในทันที เขามองตรงมานิ่งๆ และนั่นทำให้หรูซื่อรู้สึกว่าตัวเองดูโง่ชะมัด พูดบ้าอะไรฟังไม่รู้เรื่องสักประโยค 

อี้เฉินเป็นคนอบอุ่นนะ เขาใจดีแล้วก็น่ารักมากตอนที่เราคบกัน แต่สีหน้าเรียบๆ ในตอนนี้ ไม่สิ...ตั้งแต่ที่พบกันเมื่อหลายวันก่อนแล้ว หรูซื่อรู้สึกว่าเขาดูแปลกไปนิดหน่อย กับเพื่อนอาจจะไม่ใช่แบบนี้ หรือว่าเพราะเราในตอนนี้อายุน้อยกว่า แถมยังเป็นคนที่เพิ่งพบกันหรือเปล่านะ บางทีอี้เฉินอาจจะไม่พอใจก็ได้ 

“ขอโทษนะครับ บางทีคุณอาจจะไม่ชอบ” หรูซื่อในร่างของโม่เฉียนหลุบตาลง บางทีเขาอาจจะโกรธ... 

“คือ...” 

“...ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่” เสียงทุ้มเอ่ยเบาๆ หรูซื่อเงยหน้าขึ้นก่อนจะขมวดคิ้ว ชายหนุ่มไหวไหล่ “จะเรียกแบบนั้นก็ได้ ไม่ได้ว่าอะไรหรอก” 

เขาเอ่ยเสียงเบา แต่นั่นมันดังที่สุดที่ในใจของเด็กหนุ่มแล้ว ฉีกยิ้มกว้างก่อนจะรับสมุดจากมือร่างสูงมา 

อี้เฉินเริ่มต้นบทเรียนของเขา โดยไม่ได้ใส่ใจกับบทสนทนาแสนไร้สาระก่อนหน้านั้นอีก เสียงทุ้มและแสนนุ่มนวลเอ่ยอธิบายไปพร้อมกับเขียนแสดงวิธีทำบนกระดาษของตัวเอง และให้หรูซื่อทำไปพร้อมกัน โดยที่น้ำเสียงแสนไพเราะนั้นก็คอยอธิบายไปอย่างช้าๆ และเป็นขั้นเป็นตอน 

“ไม่...ไม่ใช่แบบนั้น” ร่างสูงเอ่ยท้วงเมื่อเห็นว่าคนอายุน้อยกว่ากำลังคำนวณผิด 

“อ๊ะ! ขอโทษครับ” รีบลบก่อนจะเขียนใหม่ 

“ตรงนั้นดูเหมือนจะคิดผิดนะ ก็เลยผิดตามกันไปหมด” อี้เฉินชี้จุดที่เขาเพิ่งสังเกตเห็น ตาไวชะมัด “อืม...ใช่แบบนั้นแหละ ต้องแทนค่าด้วย...” 

นิ้วเรียวชี้ไปในส่วนที่กำลังอธิบาย ถึงแม้ว่ามันจะเป็นแบบนั้นอยู่หลายครั้ง แต่อี้เฉินก็ยังคงน้ำเสียงของเขาไว้ในระดับเดิม แล้วช่วยแก้ส่วนที่ผิดพลาดไปอย่างใจเย็น 

จนบางครั้งหรูซื่อก็รู้สึกละอาย รู้สึกว่าทำไมตอนมัธยมไม่ตั้งใจเรียนให้มากกว่านี้นะ อี้เฉินต้องรำคาญมากแน่ๆ ที่เขาเอาแต่ผิดในจุดเดิมๆ และมันคืบหน้าเพียงเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังใจเย็น ใบหน้าคมคายยังเรียบเฉยเหมือนชั่วโมงแรก จนกระทั่งตอนนี้ผ่านไปเกือบสองชั่วโมงแล้วก็ตาม 

“พี่เฉินครับ” 

“หืม?” หรูซื่อรู้สึกร้อนวูบวาบที่ใบหน้าในตอนที่เอ่ยเรียกอีกคนว่าพี่ ร่างสูงครางตอบทั้งที่ยังไม่เงยหน้าจากการตรวจโจทย์ชุดล่าสุด เสียงทุ้มในลำคอนั้นชวนให้ใจสั่นไหวแปลกๆ 

พวกเขาเริ่มต้นจากคำว่าเพื่อน ถึงแม้ว่าหรูซื่อจะเกิดต้นปีของปีถัดจากอี้เฉินก็ตาม แต่เพราะเข้าเรียนเร็วกว่าเพื่อนร่วมรุ่นจึงไม่เคยเรียกอีกคนว่าพี่มาก่อน และนั่นมันแปลกมากจริงๆ แต่ก็ยังดีกว่าการพูดเป็นทางการใส่กันในตอนแรกล่ะนะ มันห่างเหินเกินไป แต่การเรียกร่างสูงว่าพี่ก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนักหรอก หรูซื่อยกมือขึ้นพัดใบหน้าไปมา หวังไล่ความเห่อร้อนบนใบหน้า 

“ผมอยากจะไปห้องน้ำสักครู่” 

อี้เฉินเงยหน้าขึ้นมาเล็กน้อยก่อนจะก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ เขาเขียนอะไรบางอย่างลงในหนังสือหน้าที่ดูอยู่ชั่วครู่แล้วปิดมัน 

“ใกล้จะเที่ยงแล้วพอดี เราพักกันก่อนก็ได้” เจ้าตัวกล่าว 

“หิวหรือยัง” ซึ่งหรูซื่อเลือกที่จะพยักหน้าตอบ 

“เธอไปเข้าห้องน้ำก่อน แล้วเราค่อยออกไปหาอะไรกินก็แล้วกัน” 

เมื่อตกลงกันได้เด็กหนุ่มจึงลุกไปเข้าห้องน้ำ อี้เฉินบอกว่าเขาจะนั่งเฝ้าของให้ ใช้เวลาไม่นานในการทำธุระส่วนตัว หรูซื่อเดินมาล้างมือที่อ่าง ในจังหวะที่กำลังเงยหน้าขึ้นมองตัวเองนั้นก็บังเอิญสังเกตเห็นร่างสูงโปร่งของผู้เข้ามาใหม่พอดี 

“โอ๊ะ พี่ลี่ชาน!” เจ้าของชื่อหันขวับมา เขาดูอึ้งไปชั่วขณะก่อนที่ใบหน้าหล่อเหลานั้นจะเปลี่ยนเป็นขมวดคิ้วสงสัยอย่างรวดเร็ว 

“ครับ?” 

และวินาทีนั้นทำให้หรูซื่อเย็นวาบไปทั้งกาย เพิ่งจะรู้ตัวว่าเขาพลาดไป...อีกแล้ว 

ความคิดเห็น