สถานะ : กลับมาเขียนต่อหลังจากอู้เพราะโควิดไปนานนม ตอนต่อไป : ตอนที่38-?? รีไรท์ยังไม่มีในเร็ววันนี้ขอให้อดทนไปก่อน เพราะใจไรท์อยู่กับตอนใหม่มากกว่าตอนเก่า

รีไรท์ วาเลนไทน์อีเว้นต์ ตอนที่1 (ปรับเปลี่ยนเนื้อเรื่องบางส่วนและเพิ่มเติมข้อมูลบางจุดรวมไปถึงการแก้ไขเนื้อเรื่องบางจุดด้วย)

ชื่อตอน : รีไรท์ วาเลนไทน์อีเว้นต์ ตอนที่1 (ปรับเปลี่ยนเนื้อเรื่องบางส่วนและเพิ่มเติมข้อมูลบางจุดรวมไปถึงการแก้ไขเนื้อเรื่องบางจุดด้วย)

คำค้น : วาเลนไทน์

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 315

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.พ. 2563 15:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
รีไรท์ วาเลนไทน์อีเว้นต์ ตอนที่1 (ปรับเปลี่ยนเนื้อเรื่องบางส่วนและเพิ่มเติมข้อมูลบางจุดรวมไปถึงการแก้ไขเนื้อเรื่องบางจุดด้วย)
แบบอักษร

ตอนที่1 

. 

. 

. 

"ทำอะไรดี?" 

"..." 

"ฉันถามว่า! จะทำอะไรกันดีไง!!" 

"หนวกหูชะมัด ไม่ต้องตะโกนก็ได้ยินอยู่แล้วล่ะ" 

ณ โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในจังหวัดโตเกียวประเทศญี่ปุ่น ที่เปิดสอนทั้งนักเรียนม.ต้นและม.ปลาย ตอนนี้กำลังเกิดการรวมตัวกันของกลุ่มนักเรียนภายในห้องเรียนหลายๆห้องอยู่ 

แล้วกลุ่มคนเหล่านี้เองก็ต้องรวมตัวกันเพื่อกระทำอะไรบางอย่างเช่นกัน 

ย้อนไปไม่กี่นาทีก่อน ตอนที่คาบเรียนได้หมดลง แล้วเวลาพักเที่ยงมาถึง คุโรมิเนะ คุโระ , ฮินาตะ ฮินะและฮินาตะ คานะน้องสาวของฮินาตะ ฮินะก็พากันไปกินข้าวเที่ยงกันที่โรงอาหาร เนื่องจากไม่ได้เตรียมมื้อเที่ยงมากันเองเหมือนปรกติ 

และเพราะแบบนั้น เอ็นโด มามิยะ หัวหน้าห้องของพวกคุโระจึงต้องใช้เวลาในการตามหาคุโระ แล้วมาพบกับเขาที่อยู่ที่โรงอาหารแห่งนี้นั่นเอง 

"อีกไม่นานก็จะวาเลนไทน์แล้วนะ!" 

"แล้วมันทำไม? เธอเป็นผู้หญิงนะ อยากได้ช็อกโกแลตรึไง? หรืออยากได้จากชั้น?" 

"งานประจำปีย่ะ!" 

"...อ๋อเหรอ?" 

"อย่าทำหน้าเหมือนกับไม่รู้เรื่องสิ! นายเป็นรองหัวหน้าห้องนะ!" 

"ถึงชั้นจะเป็นรองหัวหน้าห้องแล้วมีฮินะเป็นเหรัญญิกก็ตามที แต่นั่นมันเป็นหน้าที่ที่ถูดยัดเยียดมาให้จากคนหมู่มากเท่านั้น และชั้นก็ไม่เข้าใจ ว่าการที่ชั้นมีหน้าที่ต้องทำในห้องเรียนอย่างการเป็นรองหัวหน้าห้อง มันเกี่ยวอะไรกับเรื่องที่ชั้นต้องรู้ว่ากำลังจะมีงานประจำปีเกิดขึ้น?" 

"เฮ้อ...ก็จริงที่นายถูกยัดเยียดหน้าที่ แต่นายเรียนที่นี่มาตั้งแต่ม.ต้นแล้วไม่ใช่เหรอ? ก็น่าจะรู้เรื่องนี้สิ" 

"แน่นอนว่ารู้อยู่แล้ว ชั้นก็แค่ปั่นหัวเธอเล่นเท่านั้น" 

*ซู้ด...* 

สิ้นสุดบทสนทนาด้วยประโยคของคุโระที่ทำให้มามิยะต้องอึ้งหน้าตึงและอ้าปากค้างไปนั้น เขาก็ยกกระป๋องกาแฟขึ้นดื่มอย่างไม่ทุกข์ร้อน 

มามิยะมองไปที่คุโระ แล้วหันไปมองอีกสองคนที่ทำสีหน้าไม่รู้เรื่อง เธอก็กุมขมับแล้วนั่งลงในทันที 

"ถ้าไม่รีบกิน ระวังมันจะเย็นชืดเอานะ" 

"รู้แล้วย่ะ!" 

มามิยะตวาดแล้วก้มลงกินโซบะที่ตนซื้อมาอย่างหงุดหงิดหัวใจ แค่ต้องนั่งร่วมกับพวกคุโระก็ปวดหัวจะแย่แล้ว ไหนจะเรื่องงานประจำปีที่ตนต้องจัดการและการกลั่นแกล้งของคุโระอีก 

(...เหมือนกับเป็นส่วนเกินเลย...) 

มามิยะขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจแล้วใช้ตะเกียบคีบโซบะเข้าปากอีกครั้ง 

(แปลกแยก ไม่ได้สนิทกับคุโระคุงและคุณฮินาตะมากมายอะไรอีก ไหนจะหน้าตาและรูปร่างของทั้งสามคนก็เป็นที่นิยมอีก … ไม่อยากถูกเอาไปนินทาเลยแฮะ) 

เพราะทั้งสามเป็นหนุ่มหล่อและสาวสวยกันทั้งนั้น แต่ตัวเองกลับเป็นแค่สาวบ้านๆ มีกระที่ใบหน้า สายตาก็เสียเลยต้องสวมแว่นตาหนาๆ ผมสีซีดหน่อยๆ หุ่นก็ไม่ดี หน้าอกและบั้นท้ายก็ไม่มี เรียกได้ว่าไม่สมควรอยู่ตรงนี้เป็นที่สุด 

"เป็นอะไรไปร่าเริงหน่อยสิ พวกชั้นชอบรอยยิ้มของเธอมากกว่านะ" 

คุโระยิ้มอย่างอ่อนโยนกลับมา แต่รอยยิ้มนั้นช่างเป็นรอยยิ้มที่ทำให้มามิยะรู้สึกไม่ค่อยพึงพอใจเท่าไร 

"ฉันเป็นคนธรรมดานะ จะให้ยิ้มตลอดเหมือนคนบ้าได้ยังไงกัน?" 

"อย่างน้อยๆก็อย่าทำหน้าบึ้งตึงแบบนั้นสิคะ อาหารจะเสียรสชาติซะเปล่าๆ" 

"มีปัญหาอะไรกับหน้าฉันงั้นเหรอจ๊ะ ฮินาตะคนน้อง?" 

"ม...ไม่มีอะไรค่ะ" 

ด้วยรอยยิ้มที่เหมือนกับยักษ์มารตอนโกรธนั้นทำให้คานะปิดปากเงียบแล้วหลบตาหนี 

"อย่างแกล้งน้องของเราสิ!" 

"เฮ้อ...ปล่อยฉันไปเถอะน่า" 

มามิยะถอนหายใจฮึกฮัดแล้วนั่งกินโซบะต่อจนหมด แล้วก็กินของหวานที่เป็นโมจิไข่เค็มที่ซื้อมาเข้าไป นั่นทำให้คานะทำสีหน้าเอือมระอาเล็กน้อย 

"กินเยอะนะคะเนี่ย" 

"หนวกหูน่า ฉันกินปรกติของแันนะ" 

"แบบนี้จะไม่ผอมเอานะ" 

“ฉันไม่เคยผอมและก็อ้วนไปมากกว่านี้แล้ว ไม่สนใจหรอก” 

มามิยะบ่นแล้วยัดโมจิเข้าปากต่อไปอีกชิ้นหนึ่ง คุโระที่จ้องมองอยู่ก็ถอนหายใจด้วยความเอือมระอาเช่นเดียวกับคานะ เขาจึงขโมยโมจิของมามิยะมาสองชิ้น แล้วป้อนให้ฮินะหนึ่งชิ้นกับกินเองอีกหนึ่งชิ้น 

"น...นั่นโมจิของฉันนะ!" 

"อย่าโวยวายไปเลยน่า เดี๋ยวก็แก่เร็วหรอก" 

"น...หน็อยแน่..." 

มามิยะกำหมัดแน่นแต่ก็ต้องปล่อยคุโระไปอยู่ดี เพราะเธอไม่คิดจะทำอะไรเขาอย่างแน่นอนอยู่แล้ว 

มันเป็นเรื่องเมื่อตอนเข้าเรียนใหม่ๆ เธอย้ายมาจากที่โรงเรียนอื่น เพื่อนเข้าม.ปลายที่นี่ และเธอที่กำลังหลงทางก็ได้มาพบกับทั้งสามคนเข้าโดยบังเอิญ 

ความประทับใจแรกของเธอคือ หนุ่มหล่อและสองสาวสวย เธอคิดว่าเขาเป็นเพลย์บอยที่คบกับผู้หญิงถึงสองคนเลยพยายามถอยห่าง 

“...นักเรียนใหม่ปีนี้เหรอ? จากสีเน็คไทแล้วปีเดียวกับชั้นสินะ ชั้นชื่อคุโรมิเนะ คุโระ ยินดีที่ได้รู้จัก” 

“อรุณสวัสดิ์ เราชื่อฮินาตะ ฮินะ ถ้าได้อยู่ห้องเดียวกันก็คงดีนะ” 

“สวัสดีค่ะ ฮินาตะ คานะ เป็นน้องสาวของพี่ค่ะ อยู่ม.ต้นปีสาม คงไม่ได้เจอกันบ่อยหรอกค่ะ” 

ทั้งสามเข้ามาคุยกับเธอ โดยที่เธอสัมผัสไม่ได้ถึงออร่าของพวกคนไม่ดีเลย เธอจึงขอโทษทั้งสามอยู่ในใจลึกๆ 

“ฉันเอ็นโด มามิยะค่ะ กำลังหลงทางอยู่น่ะค่ะ เพราะเพิ่งจะเคยมาโตเกียวครั้งแรก” 

“ย้ายมาจากต่างจังหวัดเหรอ? ..แต่ไม่ต้องบอกชั้นก็ได้ว่าย้ายมาจากไหน ถ้าไม่รังเกียจจะไปโรงเรียนพร้อมกับพวกชั้นก็ได้” 

คุโระนั้นได้ชวนให้มามิยะไปโรงเรียนกับพวกเขา แต่เขาไม่ได้รอคำตอบ แต่เขากลับเดินผ่านเธอไปเลย 

วินาทีนั้นเธอเข้าใจได้ทันทีว่าคุโระนั้นจะสื่อว่า “ถ้าจะตามมาก็ตามมา ถ้าไม่ก็เชิญหลงต่อไปเถอะ” เธอจึงเดินตามมาอย่างรวดเร็ว 

“ว่าแต่มาเช้าจังนะ อีกตั้งห้าสิบนาทีกว่าจะถึงพิธีปฐมนิเทศน่ะ” 

“เพราะฉันมั่นใจว่าจะหลงทางยังไงล่ะคะ เผื่อว่าจะเดินไปเจอโรงเรียนหรือเจอคนที่รู้ทางไปน่ะค่ะ” 

“ไม่ต้องสุภาพกับเราก็ได้นะ ยังไงเราก็อยู่ปีเดียวกันอยู่แล้วนี่?” 

“พอดียังไม่ชินน่ะค่ะ แต่จะพยายามนะคะ” 

มามิยะแสร้งยิ้มให้กับฮินะที่ยิ้มตอบกลับมา คุโระเหลือบตาไปมองแล้วหันกลับไปพร้อมกับพูดแทรกการสนทนาขึ้น 

“...ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะให้หยุดแสร้งยิ้มหน่อยล่ะนะ” 

“พูดเรื่องอะไรงั้นเหรอคะ?” 

มามิยะยังคงแสร้งยิ้ม แต่ในใจกลับคิดต่างออกไป 

(ทำไมถึงรู้กัน?) 

“เธอไม่ได้เป็นอันตรายหรือไม่ได้เป็นคนไม่ดี แต่ทำไมถึงต้องแสร้งยิ้มกัน? คงเป็นเพราะเธอมีสีหน้าซังกะตายคล้ายกับซากปลาสินะ? หรือจะเป็นเพราะแบบนั้นเลยไม่มีเพื่อนคบในช่วงม.ต้นแล้วถูกรังแกจนต้องย้ายบ้านหนีก็เป็นไปได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไรการกระทำย่อมแสดงให้เห็นถึงผลลัพท์ที่ดีกว่าการเสแสร้งอยู่แล้ว” 

“อย่างนายจะไปรู้อะไรกันล่ะคะ?” 

มามิยะลบรอยยิ้มออกแล้วจ้องมองไปที่คุโระ โดยมีสองคนหันมามองเธออยู่ 

“กับคนที่ไม่มีอะไรดีเลยอย่างฉันน่ะ คนที่ดูดีอย่างคุณคงไม่เข้าใจหรอก แค่ผลการเรียนอย่างเดียวมันไม่พอ ต้องสร้างชื่อเสียงและสร้างหนทางในการสนิทสนมกับคนอื่นๆ คุณคงไม่เคยที่ต้องทำงานกลุ่มคนเดียวเพราะไม่มีเพื่อนชวนเข้ากลุ่มหรอกใช่ไหมล่ะคะ?” 

“ชั้นกับฮินะน่ะต่างกัน ฮินะน่ะเป็นสาวสวยที่ร่าเริงและสดใส เธอมีเพื่อนเยอะมากพอที่จะไม่ประสบปัญหาอะไร แต่ชั้นนั้นไม่ ชั้นมีแค่ฮินะและไม่สนคนอื่นๆ ต่อให้งานกลุ่มหรืองานโรงเรียนชั้นก็จะทำมันด้วยตัวเอง มันเป็นความคิดที่แย่แต่ชั้นเชื่อว่าถ้าเข้ากับคนอื่นไม่ได้แล้วต้องเสแสร้งแบบนั้น สู้ไม่ขอยุ่งเกี่ยวด้วยคงจะดีกว่า” 

“แบบนั้นจะทำงานร่วมกับคนอื่นได้เหรอคะ?” 

“เพราะแบบนั้นชั้นจึงทำงานร่วมกับคนอื่นได้ เพราะไม่ได้นำความรู้สึกส่วนตัวมาปะปนกับงานที่ต้องทำยังไงล่ะ” 

คุโระหันกลับมามองมามิยะที่ทำสีหน้าหงุดหงิดใส่ สังเกตได้จากคิ้วที่ชนเข้าหากัน 

“ชั้นไม่ชอบพวกเสแสร้งหรอกนะ เพราะมันเปรียบเสมือนกับเราต้องโกหกใส่คนอื่น เพราะฉะนั้นการเสแสร้งแกล้งทำน่ะ ชั้นจะใช้มันกับพวกที่แย่พอกันเท่านั้นแหละ แล้วเธอล่ะ?” 

“ฉันจะทำอะไรยังไงมันก็เรื่องของฉันไม่ใช่รึไงกันคะ?” 

“นั่นสินะ ชั้นไปห้ามเธอไม่ได้หรอก แต่รู้อะไรไหม? ทั้งชั้น ฮินะและคานะต่างก็ชอบเธอในตอนนี้มากกว่าตอนที่แกล้งยิ้มเห่ยๆนั่นซะอีก” 

“...จะจีบฉันงั้นเหรอคะ? เป็นเพลย์บอยเหรอคะ?” 

“เสียใจด้วย ชั้นมีคนที่ชอบแล้วล่ะ” 

คุโระชี้นิ้วโป้งไปทางฮินะ นั่นทำให้เธอยิ้มอย่างดีใจออกมา แล้วเข้ากอดคุโระกับคานะ 

“เราก็ชอบคุโระนะ คานะก็ด้วย” 

“ขอโทษที่พี่สาวของฉันซื่อบื้อนะคะพี่คุโระ” 

“...ช่างเถอะ” 

“พูดอะไรงั้นเหรอ?” 

ฮินะทำหน้าสงสัยท่ามกลางเสียงตอบปฏิเสธของทั้งคู่ แต่ทั้งสามก็ยังคงเดินไปด้วยกันต่อไปเรื่อยๆ 

แต่คำพูดของคุโระยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของมามิยะ ถึงแม้จะผ่านไปจนถึงโรงเรียน หรือเข้าพิธีปฐมนิเทศและแยกย้ายกันขึ้นห้องก็ตาม แต่เสียงของคุโระก็ยังคงก้องกังวานอยู่ในหัว 

หลายวันผ่านไป มามิยะ ฮินะและคุโระได้อยู่ห้องเดียวกัน มามิยะยังคงปั้นหน้าเสแสร้งเข้าหาคนอื่นๆแม้ว่าจะทำได้ไม่ดีนัก 

หลายคนในห้องแทบจะสนิทกับเธอ เธอเข้ากับคนได้ง่ายและช่วยเหลือทุกคนที่เข้ามาขอให้ช่วย 

จนในที่สุด เธอก็เผลอไปได้ยินสิ่งที่กลุ่มพวกผู้หญิงและพวกผู้ชายในห้องเขาพูดคุยกัน 

“ยัยเอ็นโดเนี่ยหลอกง่ายดีจังเลยนะ โชคดีจริงๆที่ยัยนั่นไม่ได้ฉลาดกว่าฉัน” 

“เห็นว่ามีคะแนนสอบเข้าสูงอยู่นี่นา แต่ทำไมถึงมาอยู่ที่ห้องBล่ะ? คงยัดเงินเข้ามาแหละเนอะ” 

“ยัยนั่นปั้นยิ้มเก่ง คงประจบด้วยการไปไซด์ไลน์กับพวกอาจารย์ล่ะมั้ง แต่หุ่นและหน้าตาแบบนั้นมีใครเอาด้วยงั้นเหรอ?” 

“ไม่ได้ขายแต่ให้ฟรีบ่ะมั้ง” 

“ “ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” ” 

ผู้ชายและผู้หญิงฝั่งละสี่คน เป็นพวกเกลและกลุ่มอันธพาลกันทั้งนั้น 

แม้คนอื่นจะไม่ได้เห็นด้วย แต่ก็ไม่มีใครปฏิเสธ มามิยะที่ได้ยินก็รู้สึกช็อกไปโดยทันที 

(ค...คนอื่นคิดกับฉันแบบนั้นงั้นเหรอ?) 

“นี่ๆ จะว่าไงถ้าหากว่าหลอกยัยนั่นไปทำเรื่องสนุกๆกันน่ะ?” 

“พวกผู้ชายนี่เลวทรามจังนะ ไม่ได้เรื่องเลย” 

“ถึงจะหุ่นไม่ดี แต่ถ้าได้กันฟรีๆก็ไม่ได้แย่นี่นะ? อีกอย่างยัยนั่นอาจจะมีลีลาเด็ดๆก็ได้” 

มามิยะนั้นแทบจะทนไม่ไหวแล้วจึงเลือกที่จะหนีไป ในตอนนี้เธอนั้นได้พังทลายไปกว่าครึ่งแล้ว เธอแสร้งทำสีหน้าไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ 

น้ำตาของเธอรินไหล เธอเลือกที่จะหนี แต่ขามันกลับไม่ขยับ ราวกับถูกน้ำหนักถ่วงไว้ 

เธอที่กำลังยอมแพ้ต่อชีวิตก็หลับตาแล้วร้องขอพระเจ้าแม้จะไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์ก็ตาม แต่พระเจ้านั้นไม่ช่วยเธอหรอก เพราะมีคนคอยช่วยเธออยู่แล้ว  

คนคนนั้นเป็นคนเดียวกับที่บอกให้เธอเลิกเสแสร้งแกล้งยิ้มไปได้ก็ดีในตอนนั้น 

*โครม!* 

“น่ารำคาญจริงๆเลยพวกแกเนี่ย ใครมันปล่อยให้พวกปศุสัตว์เข้ามาเพ่นพ่านในโรงเรียนได้กันวะ?” 

เสียงอึกทึกคึกโครมดังมาจากข้างในห้องนั้นคือเสียงของโต๊ะที่คุโระเตะล้ม ตามด้วยเสียงของคุโระที่ทำให้ผู้ฟังนั้นเข้าใจถึงอารมณ์ของเขาได้อย่างง่ายดาย ว่าเขากำลังรู้สึกหงุดหงิด 

*ตึง!* 

เขาเดินเข้าไปใกล้พวกอันธพาลพวกนั้นที่กำลังมองมาด้วยสีหน้าโมโหอยู่ แล้วถีบโต๊ะใส่อย่างรุนแรง 

“แกกำลังทำอะไรอยู่วะไอ้เวรนี่!?” 

“ชั้นไม่สนว่าแกจะพูดอะไรกับใครยังไง แต่การที่แกไม่ให้เกียรติคนอื่นถึงขนาดนี้ต้องขอยอมรับเลยว่าแกมันก็แค่สวะดีๆนี่เอง และชั้นไม่ได้หมายถึงแกแค่คนเดียว แต่เป็นพวกแกทุกคน” 

“อย่ามาทำเป็นเก่งดีกว่า ไอ้เตี้ยอย่างแกจะมาหาเรื่องต่อยกับพวกตูเหรอวะ?” 

“ก็เข้ามาสิ พวกแกทุกคนนั่นแหละ” 

คุโระฉีกยิ้มออกกว้างด้วยสีหน้าที่ยากจะสบตามอง รอยยิ้มและแววตาช่างน่ากลัวดุจปีศาจร้ายนั่นกำลังท้าทายให้ผู้กล้าชั้นเลวทั้งสี่เข้าปะทะด้วย 

“อย่าคิดว่าตูไม่กล้านะเว้ย!” 

ชายคนนั้นลุกขึ้นแล้วทำทีท่าว่าจะต่อยคุโระ แต่เขาก็หลบแล้วสวนกลับคืนไปได้ด้วยการเตะมันออกไป 

“พวกแกจะเข้ามากันหมดเลยก็ได้ชั้นไม่เกี่ยง และชั้นก็เป็นพวกที่เคารพความเท่าเทียมทางเพศด้วยสิ ถ้าพวกเธออยากจะมีเรื่องกับชั้น ชั้นก็ไม่มีปัญหาที่จะซัดพวกเธอหรอกนะ” 

“ม...ไม่หรอกค่ะ พวกเราไม่กล้าหรอกค่ะคุณคุโรมิเนะ” 

“งั้นเหรอ? ถึงอย่างนั้นก็จดจำคำพูดของชั้นไว้ให้ดีล่ะ ยัยเอ็นโดไม่ใช่แบบที่พวกเธอคิด ยัยนั่นแค่กำลังกดดันตัวเองอยู่เท่านั้น และความสามารถของเธอเป็นของจริง” 

ผู้ชายที่เหลืออีกสามคนนั้นไม่กล้าที่จะต่อกรคุโระ เพราะแค่คุโระเตะชายอันธพาลหัวโจกคนนั้นกลับมาได้ก็แสดงให้เห็นถึงพละกำลังที่เหนือกว่าอย่างชัดเจนแล้ว 

ทั้งที่ตัวใหญ่กว่า กล้ามเนื้อก็มีเยอะกว่า แต่กลับถูกเตะปลิวมากองลงกับพื้นแบบนี้ได้ ต่อให้เข้าไปพร้อมกันก็คงไม่ไหว 

แม้จะไม่ชอบใจแต่ก็ไม่มีทางเลือกนอกจากจะหยุดอยู่ตรงนี้แล้วคอยแก้แค้นมันทีหลัง 

เพราะการกระทำของคุโระนั้นทำให้เกิดเรื่องวุ่นตามมาหลังจากนั้น แต่ว่าเป็นเพราะการกระทำนี้ ทำให้มามิยะไม่สามารถลบเรื่องของเขาออกไปได้เลย 

คุโระนั้นไม่ชอบความเสแสร้ง แต่ก็ไม่ได้บังคับใคร แต่ว่าเขาเองก็คงไม่ทนกับพวกที่นินทาลับหลังคนอื่นแล้วกล่าวหาอย่างเสียๆหายๆได้เช่นกัน 

เพราะแบบนั้นเธอจึงหาเรื่องที่จะใกล้ชิดเขาเข้าไปอีก เธอเลิกปั้นหน้ายิ้มจอมปลอมแล้วเข้าหาเขาด้วยตัวตนของเธอ และเป็นเธอที่ยัดเยียดหน้าที่นี้ให้กับเขา 

"ห้องของเธอจะทำอะไรในงานปีนี้กันล่ะ คานะ?" 

ตัดกลับมาที่ปัจจุบัน คุโระหันหน้าไปหาคานะที่กำลังดื่มชาร้อนอยู่ แม้จะเป็นนักเรียนม.ต้น แต่ก็ต้องทำงานห้องเช่นเดียวกับม.ปลาย เว้นแต่เธอจะไปทำงานที่ชมรมของเธอเสียแทน 

"คาเฟ่เครปค่ะ ขนมที่ขายจะเป็นเครป ส่วนเครื่องดื่มจะเน้นไปที่กาแฟและโกโก้ค่ะ" 

"งั้นเหรอ … แล้วเธอคิดจะให้ห้องเราทำอะไรล่ะ หัวหน้าห้อง?" 

คุโระหันกลับมามองที่มามิยะที่เป็นหัวหน้าห้อง เธอยกนมขึ้นมาดื่มแล้วตอบกลับคุโระไป พลางดันแว่นไปว่า 

"ฉันอยากให้ทำเป็นร้านคาเฟ่นะ แต่มันจะจำเจเกินไปหน่อย แถมยังไม่มีธีมที่แปลกใหม่และดึงดูดลูกค้าได้เลย ก็เลยอยากจะทำอย่างอื่นมากกว่าน่ะ" 

"นั่นสินะ เท่าที่เห็นแต่ละชั้นปีจะมีอยู่สามห้องที่ทำคาเฟ่ ถ้าเราจะไปทำแข่งก็ต้องสร้างคอนเท็นต์ที่แตกต่างและธีมที่น่าสนใจ อย่างคานะเธอก็ทำคาเฟ่เครป อาจจะเหมือนร้านเครปแต่ดันเป็นคาเฟ่ ไม่คิดว่าความแปลกนี่จะดึงดูดลูกค้างั้นเหรอ?" 

"แล้วนายจะเสียงดังทำไมล่ะ? กลัวคนอื่นไม่ได้ยินที่นายพูดรึไง?" 

"ไม่มีใครมาเลียนแบบความคิดของเด็กม.ต้นปีสามหรอกนะ จงจำไว้ซะว่าโดยส่วนมากแล้ว นักเรียนของที่นี่น่ะมันพวกถือทิฐิ ไม่มีใครจะไปขโมยผลงานของคนอื่นหรอก แต่ก็ส่วนมากล่ะนะ ก็ยังมีส่วนน้อยอยู่ดี" 

"ไม่ได้ช่วยให้สบายใจขึ้นเลยนะยะ" 

มามิยะแสดงสีหน้าไม่พอใจอีกครั้ง แต่คุโระก็เมินความไม่พอใจของเธอทิ้งแล้วหันไปพูดกับฮินะที่อยู่ข้างๆ 

"แล้วเธอคิดว่าจะให้ทำอะไรดีล่ะ?" 

"บุฟเฟ่ต์ขนมหวานเป็นไงล่ะคุจัง?" 

"แบบนั้นมันสิ้นเปลืองนะคุณฮินาตะ" 

มามิยะคัดค้านความคิดเห็นของฮินะในทันที แล้วก็จริงของเธอเพราะมันจะสิ้นเปลืองงบ แถมไม่มั่นใจดีด้วยว่าจะไม่ขาดทุน 

"เอ๋~? ขนมทำมือแถมชาก็ชงเองได้นี่? เหลือเวลาตั้งหนึ่งสัปดาห์กว่าจะถึงวันที่14กุมภาพันธ์นะ คนในห้องที่ชงชาเก่งๆก็เยอะ แถมขนมก็น่าจะทำเป็นกันด้วย โดยเฉพาะคุจังน่ะ ทำขนมเก่งมากเลยนะ!" 

"รู้หรอกว่าคุณคุโรมิเนะทำขนมและอาหารเก่งน่ะ แต่ว่าคนในห้องไม่ได้ทำเก่งเหมือนกันทุกคนนะ!" 

แต่มามิยะก็ยังคงคัดค้านอยู่ดี อนึ่ง เพราะคนที่จะทำขนมได้อร่อยพอก็มีจำนวนจำกัด คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำร้านเช่นนี้ออกมาได้อย่างแน่นอน 

"คนที่ทำขนมได้ก็มีไม่มากนักหรอก แต่ถ้าทำตามสูตรแล้วก็ขนมง่ายๆก็อร่อยเหมือนกันทั้งนั้น ดังนั้นจึงไม่เป็นปัญหา แต่เรื่องการบริการต่างหากล่ะที่สำคัญ คิดว่าจะทำเงินจากบุฟเฟ่ต์ได้งั้นเหรอ? งานประจำปีของโรงเรียนเราน่ะมีจัดแค่วันเดียวนะ" 

"น...นั่นสินะ ฮะๆๆ" 

(ทั้งๆที่เมื่อกี้ก็ทักท้วงในเรื่องเดียวกันแท้ๆ แต่กลับยอมรับคำทักท้วงของคุโระคุงซะเฉยเลยนะคุณฮินาตะ…) 

"แค่เปลี่ยนก็พอแล้ว จริงอยู่ที่คาเฟ่อาจจะจำเจ แต่ถ้าเพิ่มธีมเข้าไปก็จะสะดวกขึ้น อย่างธีมครอบครัวหรือธีมซาดิสต์ก็ได้เหมือนกันทั้งนั้น" 

"ธีมครอบครัวก็น่าสงสัยพอแล้วนะ แต่ซาดิสต์นี่ขอผ่านเถอะ" 

มามิยะปัดข้อเสนออย่างหลังของคุโระทิ้งไปเพราะคิดว่าคงเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะดีเสียเท่าไร 

"...แล้วถ้าเป็นธีมครอบครัวจะทำยังไงล่ะ?" 

"ไม่รู้หรอก แต่ชั้นเสนอให้เป็นคาเฟ่โรลเพลย์จะดีกว่า ถ้าลูกค้าต้องการให้เราเป็นอะไรก็ต้องเล่นบทเป็นแบบนั้น แล้วก็ต้องสร้างกฎที่ทุกคนต้องทำตามอย่างการไม่แตะเนื้อต้องตัวพนักงานหรือลูกค้าหญิงเพื่อป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศด้วย" 

"คาเฟ่โรลเพลย์? แล้วไม่คิดว่าคนอื่นจะทำตามรึไงถึงได้พูดออกมาให้คนอื่นเข้าได้ยินซะขนาดนั้นน่ะ?" 

"หนึ่งในสามของห้องเราเป็นสมาชิกชมรมการแสดง และสองในนั้นก็ยังได้รับรางวัลการแสดงยอดเยี่ยมระดับจังหวัดมาด้วย ถึงจะน่าเสียดายที่ไม่สามารถไปถึงระดับประเทศได้ก็ตาม แต่ถ้าจะเทียบกันล่ะก็ คงมีแต่พวกรุ่นพี่ปีสามเท่านั้นแหละที่จะแข่งขันกันได้ และชั้นก็รู้มาแล้วว่าฝ่ายพวกรุ่นพี่จะทำคาเฟ่เมดกับคาเฟ่บิกินี่กัน เพราะงั้นถ้าจะทำแข่งในธีมเดียวกัน ชั้นก็มั่นใจในฝีมือการแสดงของชั้นอยู่ล่ะนะ" 

คุโระยกศอกแล้วเอามือแตะอกของตัวเองเพื่อแสดงออกถึงความภาคภูมิใจของตน แล้วยิ้มออกมาราวกับตัวร้ายในหนังบางเรื่อง 

คุโระเหลือบสายตาไปทางอื่น ซึ่งเป็นโต๊ะที่มีผู้หญิงสามคนนั่งอยู่ สองในสามนั้นดูคล้ายกันเพราะเป็นฝาแฝด อีกหนึ่งนั้นดูเป็นหนุ่มหล่อแต่แท้จริงแล้วเธอเป็นผู้หญิง แต่ด้วยนิสัยของเธอนั้นจึงทำให้เธอเป็นที่นิยมในหมู่ผู้หญิงเสียมากกว่า 

ตำแหน่งที่คุโระนั่งนั้นเป็นตำแหน่งริมกำแพง ซึ่งเป็นมุมที่ผู้คนไม่ค่อยผ่านมาจึงไม่มีผัญหาที่จะคุยกัน แต่กลับมีสามโต๊ะที่แม้จะกินเสร็จแล้ว แต่ก็ยังไม่ลุกแล้วทำท่าเหมือนกับว่าดักฟังพวกเขาทั้งสามคุยกันอยู่ 

และหนึ่งในสามก็คือโต๊ะที่คุโระมองไปนั่นเอง 

"พวกเธอจะเลียนแบบพวกชั้นก็ได้นะ? ถ้าเรื่องขนมห้องของพวกเธอก็มีคนมากฝีมืออยู่ไม่น้อย เผลอๆอาจจะทำออกมาได้อร่อยและขายดีกว่าพวกชั้นก็ได้ แต่พวกชั้นนั้นขายบริการให้ลูกค้าพึงพอใจ ต่อให้เธอจะคอสเพลย์ไป แต่ถ้าเข้าไม่ถึงบทบาทก็คงขายไม่ออกหรอกนะ" 

"ถ้าเข้าไม่ถึงบทบาท ก็ไม่ต้องแสดงสิคะ ถ้าแค่คาเฟ่ล่ะก็ พวกฉันทำธีมชุดว่ายน้ำก็ได้ค่ะ!" 

คุโระมองไปที่ยัยลูกคุณหนูที่มีชื่อว่าโนมุรากิ ยูกิโกะแล้วถอนหายใจ เธอเป็นหัวหน้าห้องของห้องA เป็นลูกคุณหนูอย่างแท้จริง เธอมีรูปร่างหน้าตาที่ดูดี และด้วยความที่เธอเป็นลูกครึ่ง เธอจึงมีสีผมและสีตาที่ออกโทนไปทางตะวันตกคือสีน้ำตาลอ่อน และตาสีฟ้า 

คนที่อยู่ข้างๆเธอนั้นมีรูปร่างและหน้าตาคล้ายกัน ต่างที่เธอมีสีตาเช่นเดียวกับสีผม และนิสัยที่เฟรนลี่ เธอชื่อโนมุรากิ ฮานาซากิ 

"ไร้สาระสิ้นดี จริงอยู่ที่คนของพวกเธอน่ะมีแต่พวกหน้าตาดี แต่ว่าพวกรุ่นพี่เองก็ทำแบบเดียวกัน เธอแข่งกับพวกนั้นไม่ได้ด้วยซ้ำ อีกอย่าง มันเปลืองตัวนะ" 

"ม...ไม่ต้องมาหวงฉันหรอกค่ะ!" 

"ชั้นไม่ได้หวงเธอ แต่เป็นห่วงพวกเธอทุกคนต่างหาก เธออาจจะไม่รู้แต่ปีที่แล้วก็เกิดคดีลวนลามกันเกิดขึ้น ปีนี้ก็ไม่อยากให้มีอีกหรอกนะ" 

"ต...แต่ฉันไม่คิดจะเปลี่ยนใจหรอกนะคะ!" 

"ไปทำธีมคอสเพลย์จะดีกว่า พวกเธอมีชุดจากชมรมหัตถกรรมอยู่ และต่อให้ตัดชุดใหม่ก็น่าจะทำได้โดยใช้เวลาไม่นานด้วย แต่ถ้าไม่อยากจะเชื่อชั้นก็ไม่เป็นไร เพราะยังไงชั้นก็ชนะ" 

พอได้ยินแบบนั้นยูกิโกะก็แสดงสีหน้าไม่พอใจแล้วชี้ไปที่คุโระ  

*เพี๊ยะ!* 

แต่ก็ถูกฮานาซากิตีมืออย่างรุนแรงจนต้องชักมือกลับ 

"ฉันคิดว่าจะทำตามที่คุณพูดค่ะคุณคุโรมิเนะ พอดีก็คิดอยู่เหมือนกันว่าจะทำร้านกาแฟน่ะค่ะ แต่พอได้ยินว่าห้องของพวกฉันมีผู้มีฝีมือในการทำขนมแบบนี้ คงต้องเปลี่ยนใจมาทำคาเฟ่แทนแล้วล่ะค่ะ" 

"แล้วแบบนี้ห้องของพวกเราก็ทำคาเฟ่ทับกันกับของห้องAน่ะสิ? แถมยังอยู่ข้างกันอีก?" 

พอได้ยินมามิยะทักท้วงแบบนั้น คุโระก็ยักไหล่ตอบกลับอย่างไม่ทุกข์ร้อน 

"ไม่ต้องห่วง ไม่ใช่แค่ขนมเท่านั้น แต่อาหารง่ายๆอย่างข้าวห่อไข่ หรือมันฝรั่งทอดเองก็สามารถขายได้เช่นกัน ถ้ามีตัวเลือกที่มากมายกว่า จะมีเหรือที่คนจะไม่เข้า?" 

"แผนสูงจริงนะ แถมห้องของฉันก็มั่นใจได้ว่า ไม่มีใครทำอาหารเป็นอย่างแน่นอนด้วยสิ" 

ยูยะเท้าคางแล้วมองไปยังคุโระแล้วทำสีหน้ายียวนใส่ 

  

"ถ้าเธอแต่งเป็นเจ้าชายคงขายได้แน่นอนอยู่แล้วนี่?" 

"ไม่ล่ะ ฉันไม่ชอบอะไรแบบนั้นด้วยสิ ขอแต่งตัวธรรมดาๆดีกว่าล่ะนะ" 

"ชั้นก็เหมือนกัน เพราะแบบนั้นจึงทำเป็นคาเฟ่โรลเพลย์แทนยังไงล่ะ" 

ยูยะส่ายหน้า เธออาจจะชอบแต่งตัวคล้ายผู้ชาย แต่กับชุดเจ้าชายที่ดูยุ่งยากแล้วเธอจึงขอผ่าน เช่นเดียวกับคุโระที่ไม่อยากทำตัวโดดเด่น แม้จะมีชื่อเสียงเรื่องต่อยตีกันอยู่บ้างก็ตาม 

"ถ้าห้องAทำเป็นร้านขายช็อกโกแลต หรือทำเมนูเน้นไปที่ช็อกโกแลตเลยไม่ดีกว่าเหรอ? แบบว่าห้องAมีลูกสาวเจ้าของร้านช็อกโกแลตที่มีชื่อเสียงอยู่นี่นา? แถมเธอคนนั้นยังทำช็อกโกแลตได้อร่อยสุดๆไปเลยอีกด้วย" 

"บางครั้งชั้นก็คิดว่าเธอจะพูดมากไปหน่อยนะ อยากช่วยห้องอื่นขนาดนั้นเลยรึไง?" 

"ก็แหม เราก็อยากจะกินช็อกโกแลตอร่อยๆเหมือนกันนี่นา ถ้าถึงเวลาพักจะไปต่อคิวซื้อเลยล่ะ~" 

"สมกับเป็นเธอจริงๆ" 

คุโระยิ้มเจื่อนให้กับฮินะที่ยิ้มเหลาะแหละพลางลูบท้ายทอยตัวเองอย่างเขินๆอยู่ แต่ว่าการแสดงออกของทั้งคู่นนั้นช่างน่ารำคาญใจสำหรับคนอื่นๆ 

“ไปจีบกันที่อื่นเถอะค่ะ” 

แล้วก็เป็นหญิงสาวจากโต๊ะข้างๆพูดขึ้นมา พลางจ้องมองทั้งสองด้วยสายตาที่เย็นชาผ่านเลนส์แว่นของเธอ 

เธอชื่อโมริซากิ คางุระ เป็นเด็กสาวที่มีรูปร่างค่อนไปทางเด็กม.ต้นที่เผลอๆอาจจะดูเหมือนเด็กประถมเสียมากกว่า จุดเด่นคืออกอันใหญ่โตของเธอ เธอเป็นพวกชอบตัดผมสั้นเพราะมันเกะกะตอนสวมหมวกว่ายน้ำ ซึ่งการว่ายน้ำคือเรื่องถนัดของเธอและเธอก็อยู่ชมรมว่ายน้ำเช่นกัน 

โมริซากิเป็นรองหัวหน้าห้องของห้องC มีหัวหน้าห้องชื่อมาโต้ มิกิ เป็นสาวน้อยที่ตัวเล็กน่ารัก แต่มีปัญหาตรงที่เธอบ้าพลัง 

อีกคนคือซารานะ พูริน เป็นสาวสวยเจ้าคำนวน เก็บรางวัลระดับภูมิภาคมาแล้ว จึงเป็นหนึ่งในคนที่มีชื่อเสียงในโรงเรียน และเธอคนนี้ก็เป็นเหรัญญิกให้กับห้องC 

"ถ้าไหนๆก็จะช่วยห้องAแล้ว ก็มาช่วยห้องฉันด้วยสิคะ" 

"เธอจะต้องการความช่วยเหลือจากศัตรูไปทำไม?" 

คางุระส่ายหน้าเล็กน้อยแล้วจ้องมองไปที่ดวงตาของคุโระ 

"ฉันไม่คิดว่าคุณเป็นศัตรูหรอกค่ะ แน่นอนว่าพวกฉันทุกคนก็คิดแบบนั้น" 

มิกิและพูรินแสดงสีหน้าและท่าทางเป็นมิตร กับมิกิที่มีนิสัยใสซื่อนั้นไม่เท่าไร แต่กับพูรินแล้ว คุโระนั้นไม่อยากจะสบตาด้วยเลยแม้แต่น้อย 

"ชั้นจะไปรู้ได้ยังไงว่าห้องเธอถนัดทำอะไร?" 

"ฉันคิดว่าถ้าทำงานร่วมกันกับห้องอื่นได้ก็ดีนะ" 

คำพูดของมิกิทำให้คนอื่นๆแสดงความตกใจออกมา แม้จะไม่มากแต่ฮินะกับคุโระก็ตะลึงกับความคิดของเธอเช่นกัน 

คุโระยิ้มอย่างสนุกสนานพลางจ้องมองไปที่มิกิแล้วพูดกับเธอ 

"น่าสนใจดีนี่ แล้วเธอต้องการทำงานร่วมกันแบบไหนล่ะ?" 

"ฉันอยากจะทำห้องให้เป็นโซนถ่ายรูป ห้องของพวกฉันนั้นมีสมาชิกจากชมรมวาดรูปอยู่ และก็มีชมรมงานประดิษฐ์ ถ้าไม่ยากจนเกินมือก็อยากจะทำพื้นหลังสำหรับถ่ายรูปน่ะ ส่วนคนถ่ายก็มีสมาชิกชมรมถ่ายภาพอยู่เยอะเหมือนกัน ประเด็นมันอยู่ที่กล้องที่แหละ" 

"ถ้าจะทำแบบนั้นต้องใช้กล้องโพลารอยด์สินะ ไม่ใช่ถูกๆเลย" 

"ถ้ามีสักตัวก็คงดีอยู่หรอก ไว้สำหรับถ่ายให้คนที่เข้ามาชมจากภายนอกน่ะ ส่วนคนจากภายในโรงเรียน จะใช้กล้องปรกติที่มีกันถ่ายแล้วรอล้างรูปมาแจกให้ก็ได้อยู่แล้วด้วย ถ้าแก้ไขตรงนี้ได้ก็คงดีสิ" 

มิกิหมอบไปกับโต๊ะพลางพูดตัดพ้อ ช่างฟังดูไม่สมกับเป็นตัวเธอ และยังขัดกับคำพูดของเธอเมื่อครู่นี้ด้วยเช่นกัน 

พอเห็นท่าทางแบบนั้น ฮินะที่ไม่ได้เกี่ยวข้องแต่ก็เข้าใจความรู้สึกก็เกิดอาการเลิ่กลั่กขึ้นมา 

"...ฉันมีกล้องโพลารอยด์อยู่นะ จะไปถ่ายให้ก็ได้" 

และเป็นยูยะที่พูดขึ้นราวกับต้องการจะช่วยมิกิ 

และเพราะคำพูดของเธอ ทำให้ยูกิโกะและฮานาซากิรู้สึกตะลึงไปกับคำพูดของเธอ เพราะเธอที่เป็นเหรัญญิกของห้องAกลับจะไปช่วยงานให้กับห้องCเสียอย่างนั้น 

"คุณหมายความว่ายังไงกันคะ? ไม่ใช่ว่าคุณต้องช่วยงานของห้องAหรอกเหรอคะ?" 

"คุณมาโต้บอกอยากจะทำงานร่วมกับห้องอื่น ฉันก็อยากจะให้มันเป็นแบบนั้นเหมือนกัน และถ้าตกลงกันได้ก็จะได้ผลประโยชน์ร่วมกันโดยไม่ต้องแก่งแย่งผลงานซึ่งกันและกัน แบบนั้นก็จะมีคาเฟ่ถึงสองแห่งที่ขายของแตกต่างกัน แล้วยังมีบริการถ่ายรูปให้เป็นของที่ระลึกอีกด้วย ไม่ว่ายังไงก็เป็นเรื่องที่ดีกว่าต้องมาแข่งกันอยู่แล้ว" 

ที่ยูยะพูดมานั้นมีเหตุผล แต่คนที่ทะนงตนอย่างยูกิโกะคงไม่อาจทำใจยอมรับมันได้ ผลสุดท้ายฮานาซากิผู้เป็นน้องจึงต้องเข้ามาคอยกล่อมพี่สาวเพราะเธอเห็นด้วยกับความคิดของยูยะ 

"คุณโทซากะพูดถูกนะ พี่ยูกิโกะ แบบนี้มันจะไม่ดีกว่างั้นเหรอคะ? มีแต่ได้กับได้ ไม่เห็นต้องแข่งกันเลยนี่คะ?" 

ฮานาซากิเกลี้ยกล่อมและอธิบายให้ยูกิโกะเข้าใจ ราวกับโดยมนต์สะกด นอกจากจะพูดไม่ออกแล้วยูกิโกะก็ไม่สามารถตอบสนองต่อสิ่งที่ฮานาซากิพูดมาได้ทั้งหมดอีกด้วย 

"เข้าใจแล้วก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉันเถอะค่ะ" 

"อ...อื้อ" 

ฮานาซากิแสยะยิ้มออกมาอย่างชั่วร้าย ไม่รู้เลยว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ที่ไปปั่นหัวยูกิโกะจนหัวหมุนแบบนั้น แม้ว่าเหมือนจะไม่มีเจตนาร้ายก็ตาม 

"นี่ๆ ร่วมมือกันเนี่ยจะทำแค่สามห้องเหรอ? แล้วห้องของพวกฉันล่ะ?" 

โซมะ โนบุนะ หัวหน้าห้องของห้องD เป็นสาวห้าวที่ชอบสะสมของน่ารักๆ ถ้าให้พูดเธอดูคล้ายกับยูยะมากเสียจนคิดว่าเป็นพี่น้องกันได้เลยทีเดียว 

ที่นั่งด้วยกันคืออายาเสะ ริเอะ รองหัวหน้าห้องและซาโต้ ฟุยุกิ เหรัญญิกของห้อง ริเอะนั้นเป็นนักกีฬาวอลเลย์ที่ได้เล่นเป็นตัวจริงทั้งที่อยู่ปีหนึ่ง เธอสูงกว่าคุโระที่เป็นผู้ชาย และยังสูงพอๆกับนักกีฬาบาสชายเสียอีก 

อีกด้าน ฟุยุกิเป็นสาวสวยมาดนิ่ง ไม่เคยมีใครเห็นสีหน้าท่าทางอื่นของเธอนอกจากหน้านิ่งๆนั่นเลยสักครั้ง และเธอเป็นประเภทไม่ชอบพูดคุยกับคนอื่น หากไม่เคยได้ยินเธอปราศรัยในงานโรงเรียนครั้งก่อนๆในฐานะรองประธานนักเรียนก็คงมีคนคิดว่าเธอเป็นใบ้อย่างจริงจังเสียแล้ว 

"ห้องของพวกเธอมันศูนย์รวมพวกตัวปัญหา แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาขนาดนั้นหรอกนะ แต่...ทำไมไม่ทำเรื่องที่พวกเธอถนัดล่ะ?" 

ห้องDนั้นมีจำนวนคนที่น้อยที่สุด คือยี่สิบเอ็ดคน ในขณะที่ห้องอื่นมีกันสามสิบคน และในยี่สิบเอ็ดคนก็ดันสนใจในเรื่องคล้ายๆกัน ทั้งดาราศาสตร์ ธรณีวิทยา ปริศนาคำทาย ประวัติศาสตร์ทั้งตะวันออกและตะวันตก เรียกได้ว่าห้องDเป็นห้องที่รวมพวกมีความรู้ไว้ก็ไม่ผิด 

"เรื่องที่พวกเราถนัดเหรอ?" 

"...เกมตอบปัญหา ถ้าจะทำก็ต้องใช้พื้นที่ส่วนกลาง ถ้าจะทำก็รีบไปขอซะก่อนดีกว่า ถ้าให้ดีเอาที่ใกล้ตึกล่ะ ถ้าอยู่ใกล้กันก็จะช่วยกันเรียกลูกค้าได้ และให้ดีพวกกรรมการก็ใส่ชุดคอสเพลย์ไปซะ ห้องของพวกเธอน่าจะมีคนที่อยู่ชมรมหัตถกรรมอยู่บ้างใช่ไหมล่ะ? รวมกับห้องของชั้นและคนจากห้องCน่าจะตัดชุดได้ทันอยู่ล่ะนะ" 

"รู้สึกไม่ค่อยเข้าพวกเลย~" 

"อย่าเรื่องมากนักเลย" 

"ก็แหม~" 

 โนบุนะตั้งใจจะทักท้วงแต่ก็ช่วยไม่ได้ที่ห้องของเธอนั้นค่อนข้างจะแปลกแยก แต่ถ้าให้ทำงานร่วมกันในด้านอื่นๆที่ไม่ถนัดแบบนั้นคงจะไม่น่าสนุกเสียเท่าไร แถมการทำเกมตอบปัญหาก็อาจจะไปชนกับพวกรุ่นพี่ที่อยู่ชมรมปัญหาเชาว์หรือชมรมวิชาการด้วย การเสนอของคุโระนั้นถ้าไม่รีบจัดการเห็นทีคงจะไม่ได้ 

ด้วยการวิเคราะห์ที่รวดเร็วของริเสะ เธอจึงลุกขึ้นยืนแล้วบอกกับคนอื่นๆว่า “จะไปจองพื้นที่กับอาจารย์ก่อนนะ” แล้วก็เดินกึ่งวิ่งออกไปจากโรงอาหารทันที 

แน่นอนว่าไม่เป็นการเสียมารยาท เธอนำจานชามของเธอไปเก็บอย่างเรียบร้อยก่อนที่จะออกไปเรียบร้อยแล้ว 

"ยังไงนี่ก็เป็นข้อเสนอของมาโต้ ใครไม่เห็นด้วยก็ไม่บังคับ แต่ทางชั้นกับฮินะไม่ได้มีปัญหา แล้วเธอล่ะเอ็นโด?" 

"ไม่มีปัญหาหรอก ฉันคิดว่ามันน่าสนใจดีนะ เผลอๆอาจจะมีรางวัลการร่วมมือด้วยก็ได้" 

"ห้องAก็ดูเหมือนจะมีคำตอบอยู่แล้วล่ะนะ แน่นอนว่าห้องCที่เป็นคนต้นคิดก็คงไม่ปฏิเสธ ห้องDเองก็คงไม่ปฏิเสธใช่ไหมล่ะ?" 

คุโระมองไปที่โนบุนะ และเธอก็พยักหน้ารับคำ 

"ที่เหลือคือความคิดเห็นจากคนในห้อง ถ้าถูกประท้วงแล้วไม่ยอมร่วมมือก็คงจะไม่เป็นผล ถ้าเกลี้ยกล่อมไม่ได้ก็ถือซะว่าที่คุยไปเมื่อกี้ไม่เคยเกิดขึ้น … หมดเวลาแล้วล่ะนะ เย็นนี้รวมตัวกันที่ประตูหน้าก็แล้วกัน" 

"เข้าใจแล้วค่ะ" 

ยูกิโกะและฮานาซากิตอบรับ ยูยะนั้นมีเพียงรอยยิ้มเล็กๆ มิกิกับโนบุนะตอบกลับอย่างร่าเริง 

คำถาม ทำไมถึงไม่มีใครทักท้วงคุโระกันล่ะ? อนึ่ง แม้เขาจะมีชื่อเสียงกับพวกผู้หญิง นั่นเพราะเขาทั้งหน้าตาดี การเรียนก็ไม่แย่ กีฬาก็เป็นเลิศ เรียกได้ว่าสมบูรณ์พร้อม แม้ว่าเขาจะไม่รู้เรื่องที่เขาดังในหมู่ผู้หญิงก็ตาม แต่ทำไมเขาถึงออกคำสั่งราวกับเป็นหัวหน้างานได้โดยไม่มีใครขัดกันล่ะ? 

คำตอบนั้นง่ายๆ ทุกคนนั้นรู้สึกเหมือนกันกับมามิยะ แต่ละคนเจอเรื่องที่แตกต่างกันออกไป แต่ความประทับใจแรกที่มีต่อคุโระนั้นช่างชัดเจน เรียกได้ว่าทุกคนเป็นศัตรูความรักต่อกันก็ไม่ผิด 

มามิยะนั้นอย่างที่รู้ๆกันว่าเธอถูกปกป้องโดยคุโระที่ไม่พึงพอใจกับการนินทาและกล่าวหาเธอเสียๆหายๆ 

ในส่วนของยูกิโกะและฮานาซากินั้นเป็นเรื่องสมัยก่อนเข้าเรียน เพราะทั้งคู่เป็นลูกคุณหนูจึงมีเรื่องที่ไม่รู้อยู่เพียบ  

ปัญหาที่พบได้บ่อยคือการที่พวกเธอถูกรุมจีบโดยเหล่าชายหนุ่มที่ดูไม่เป็นมิตร ขณะที่อีกฝ่ายพยายามจะจับเนื้อต้องตัวพวกเธอ คุโระก็เข้ามาขัดขวางเอาไว้ เพราะแบบนั้นแม้จะมีท่าทางที่ไม่ดีต่อคุโระ แต่ยูกิโกะก็เสียใจที่ทำเช่นนั้นมาโดยตลอด 

ยูยะนั้นอาจจะไม่เรียกว่ารัก แต่เธอเคยรู้สึกชอบคุโระเมื่อตอนย้ายเข้ามาใหม่ๆ เธอนั้นเป็นเลสที่ชอบผู้หญิงด้วยกัน และเธอก็ชอบเพื่อนสมัยเด็กของเธอนั่นเอง 

แน่นอนว่าพูดออกไปไม่ได้ ท้ายที่สุดแล้วเธอก็เก็บมันไว้จนกระทั่งเพื่อนสมัยเด็กของเธอตกลงคบกับผู้ชายจากโรงเรียนอื่นเมื่อช่วงที่เพิ่งขึ้นม.ปลายใหม่ๆ 

เธอจึงตั้งใจบอกกับเพื่อนสมัยเด็กของเธอว่าเธอชอบนาง แต่ว่ามันช้าไปเสียแล้ว นางหมดความรักที่มีให้กับเธอมันเป็นเพียงความชอบในระดับเพื่อนสนิทเพียงหนึ่งคนเท่านั้น 

เธอที่เสียใจที่ตัดสินใจช้าก็เดินเตร็ดเตร่ไปทั่ว และไปเจอกับคุโระโดยบังเอิญในโรงหนังที่เธอมีตั๋วที่คิดว่าจะชวนเพื่อนสมัยเด็กของเธอเดท 

เมื่อพูดคุยกัน ยูยะที่กำลังเสียใจก็เล่าความในใจออกมา คุโระเองก็ใช่ว่าจะสนใจแต่ก็ปล่อยไปไม่ได้ในฐานะเพื่อนร่วมชั้น จึงพายูยะไปเที่ยวแล้วเดทกับเธอเสียแทน แน่นอนว่าเป็นในความหมายของเพื่อน 

ความประทับใจแรกของเธอคือเขาเป็นคนใจดี แม้จะไม่จำเป็นแต่เขาก็พาเธอไปหลายๆสถานที่ และยังพยายามทำให้เธอร่าเริงโดยพูดอ้อมๆว่า “ถ้าเธอไม่มีความสุข เพื่อนของเธอก็คงไม่มีความสุข” นั่นทำให้เธอรู้สึกหลงใหลในตัวของเขา 

ท้ายที่สุดเธอก็อกหักอีกครา เพราะว่าได้เห็นเขากับฮินะในอีกมุมหนึ่งที่รับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าเขารู้สึกยังไงกับฮินะ เธอจึงเลือกที่จะถอยห่างแล้วเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันแทน 

มิกิเป็นนักเรียนเก่าตั้งแต่สมัยม.ต้น เธอบ้าพลังและเพราะแบบนั้นจึงมีปัญหากับพวกผู้ชายอยู่บ่อยๆ และบางครั้งมันก็เลยเถิดถึงขั้นที่ถูกจับถอดเสื้อผ้ากลางสนาม 

เธอพยายามขัดขืนแต่กับผู้ชายที่มีจำนวนเยอะกว่าเธอจึงดิ้นไม่หลุด ในขณะที่อาจารย์ไม่อยู่นั้น ถ้ารอก็คงได้เปลือยเปล่าต่อหน้านักเรียนคนอื่นๆจนถูกล้อเลียนไปจนจบการศึกษาอย่างแน่นอน 

ในตอนนั้นฮินะกับคุโระนั้นอยู่ห้องเกียวกับมิกิ ซึ่งพวกเขาทั้งคู่นั้นมาช้าเพราะฮินะเกิดอาการปวดหัว และเป็นคุโระที่เข้าไปช่วยมิกิด้วยการจัดการกับพวกผู้ชายพวกนั้น 

ท้ายที่สุดทั้งคุโระและพวกผู้ชายก็ถูกลงโทษ แต่โชคดีที่อาจารย์เข้าใจเหตุผลที่คุโระทำ จึงได้เพิ่มบทลงโทษให้กับผู้ชายกลุ่มนั้นแล้วลดบทลงโทษของคุโระลงให้เป็นการดูแลมิกิได้รับบาดแผลทางใจ 

เพราะแบบนั้นมิกิจึงรู้สึกมีใจให้กับคุโระ และเก็บมันไว้เพราะทราบกันดีเกี่ยวกับความรู้สึกที่คุโระมีต่อฮินะ 

คางุระและพูรินเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยประถม พวกเธอเข้าม.ต้นที่เดียวกันและเป็นโรงเรียนแห่งนี้ ซึ่งอยู่คนละห้องกับทั้งสามคน 

แต่เพราะเข้าเรียนพิเศษที่เดียวกันจึงทำให้พวกเธอสนิทกันตั้งแต่ม.ต้นปี1 และสนิทกันมากชนิดที่เรียกชื่อเล่นกัน 

แล้ววันหนึ่ง วันที่มิกิเริ่มสนิทกับคุโระมากขึ้น วันนั้นเป็นวันที่มีการจัดเทศกาลทานาบาตะ(วันที่7เดือน7ของทุกปี) วันนั้นไม่มีการเรียนพิเศษทั้งสามจึงตั้งใจจะไปเที่ยวงานกัน และได้ชวนพวกคุโระมาด้วย 

เพราะว่าเป็นเด็กคงจะอันตราย ยูนะที่เป็นเมดประจำบ้านคุโระจึงตามมาด้วย และคุโระก็มาพร้อมกับฮินะและคานะ เป็นการไปเที่ยวงานเทศกาลกันเจ็ดคน 

ระหว่างงานเทศกาล พูรินและริเอะที่ซื้อขนมมาในงานก็เกินไปชนเข้ากับแก๊งอันธพาลเข้า และพวกนั้นก็ไม่คิดจะอ่อนข้อกับเด็กจึงข่มขู่แล้วพยายามจะเข้ามาทำร้าย 

แน่นอนว่ายูนะนั้นเคลื่อนไหวได้ทันท่วงที เธอจัดการพวกแก๊งอันธพาลไปได้แต่พวกมันก็ไม่เลิกรา แถมยูนะก็ไม่มีอาวุธทั้งที่อีกฝ่ายมีอาวุธครบมือ แม้จะไม่ใช่ปืนก็ตาม 

ท่ามกลางความวุ่นวาย คุโระหยิบหินมาหนึ่งก้อนที่มีขนาดใหญ่ แล้วขยี้ด้วยมือเปล่าพร้อมออกคำสั่งไล่พวกแก๊งอันธพาลให้ไปไกลๆ และด้วยเรี่ยวแรงอันมหาศาลนั้นทำให้พวกมันรู้สึกกลัวขึ้น และด้วยความเป็นเด็ก ทั้งสามคนจึงไม่คิดอะไรแล้วชื่นชมตัวคุโระ กลับกันคนรอบข้างกลับรู้สึกหวาดผวากับเรื่องที่เกิดขึ้น และนั่นคือความประทับใจแรกของทั้งคู่ที่มีต่อคุโระ 

อีกหนึ่งคนที่เรียนห้องเดียวกับคุโระแต่เป็นม.ต้นปี2 นั่นคือโนบุนะ เธอนั้นเรียนไม่เก่งแต่ก็มีความพยายาม และด้วยความพยายามของเธอจึงไปเข้าตาฮินะเข้า แล้วทำให้สนิทกันได้ 

แน่นอนว่าฮินะเองก็ไม่ได้ฉลาดมาตั้งแต่ต้น เธอมักจะให้คุโระและมิกิที่มีผลการเรียนดีคอยติวให้เสมอ และโนบุนะเองก็เริ่มรู้จักกับคุโระมากขึ้น 

แม้จะไม่เจอเรื่องอันตรายเหมือนคนอื่นๆ แต่ความชอบก็มักจะมาในรูปแบบของผู้ช่วยที่คอยสนับสนุนหรือช่วยเหลืออะไรบางอย่าง นั่นเป็นเหตุผลที่โนบุนะชอบคุโระ 

ทางด้านริเอะและฟุยุกินั้นไม่ค่อยเจอกับคุโระบ่อยนัก เพราะนอกจากจะเข้ามากลางเทอมม.ปลายปี1แล้ว ยังถูกทาบทามเป็นสภานักเรียนทันที ทำให้ไม่ว่างเท่าไรนัก 

แต่ที่พวกเธอชอบคุโระนั้น เป็นเพราะครั้งแรกที่เจอ เขาดูมีเสน่ห์และดึงดูดมากที่สุด แม้จะสนิทกันแต่กลับชอบคนคนเดียวกันก็เริ่มมีปากเสียงกันบ้าง และเป็นมิกิที่อยู่ห้องเดียวกันมาคอยห้ามปรามเสียทุกครั้ง 

เพราะแบบนั้น ทุกคนจึงมีเรื่องให้ชอบเขา และไม่มีใครยอมใครกันทั้งนั้น นั่นเป็นเหตุผลที่ยูกิโกะคิดที่แข่งขันกับคุโระ เพราะว่าเธอไม่ชอบใจทั้งฮินะและมามิยะที่ได้อยู่ห้องเดียวกัน เป็นการแพ้แล้วพาลนั่นเอง 

*กิ๊ง ก่อง กาง ก่อง* 

"ถ้างั้นหนูขอไปก่อนนะคะ แล้วเจอกันตอนเย็นค่ะพี่ พี่คุโระ" 

"อย่าวิ่งบนทางเดินล่ะ" 

คานะบอกลาทั้งสองแล้วแยกตัวออกไปก่อน คุโระเองก็ลุกตามแต่เดินไปอีกทางหนึ่งโดยมีฮินะกับมามิยะตามมาด้วย 

"ก็อย่างที่บอกไป เจอกันที่ประตูหน้า แล้วค่อยมาคุยกันอีกทีหลังจากนั้น" 

"เข้าใจแล้วค่ะ" 

ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียว แล้วพากันลุกขึ้นแล้วเก็บของพร้อมกับแยกย้ายไปทำธุระส่วนตัวหรือเข้าห้องเรียนในทันที 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว