ทั้งที่รู้สึกเกลียดตั้งแต่ยังไม่เคยเจอหน้า แต่สวรรค์กลับนำพาให้ทั้งคู่พานพบกัน

ตัดครั้งที่ 11

ชื่อตอน : ตัดครั้งที่ 11

คำค้น : ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน ตัดแขนเสื้อ ฟิคป๋อจ้าน อ้ายหมิง หานตง ซือเป่า 18+ นิยายวาย นิยายจีนย้อนเวลา

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 01 มี.ค. 2563 08:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตัดครั้งที่ 11
แบบอักษร

ตัดครั้งที่ 11 

เจ้าของเรือนร่างเปลือยเปล่าภายใต้ผิวน้ำ เลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย เมื่อเห็นเด็กหนุ่มมาปรากฏตัวหลังฉากกั้น 

“เปลี่ยนใจแล้วหรือ” ฮ่องเต้อ้ายหมิงหยอกเย้าเด็กหนุ่มก่อนจะหันกลับไปวักน้ำล้างเนื้อล้างตัวต่อ 

ในวังหลวงเวลาอาบน้ำหรือเปลี่ยนเสื้อผ้า ทั้งเหล่าขันทีและนางในที่มาคอยรับใช้มีมากโขก็แค่เด็กคนเดียวไม่เห็นมีอะไรให้ต้องเขินอาย 

ในสายของฮ่องเต้อ้ายหมิง หานตงก็คือเด็กคนหนึ่งที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปี หานตงก็ยังคงเป็นเด็กขี้อายที่มีร่างกายอ่อนแอ เป็นเด็กที่ทั้งน่าทะนุถนอมและน่ากลั่นแกล้งให้เสียน้ำตาในเวลาเดียวกัน 

เวลาที่หานตงถูกแกล้ง ใบหน้าขาวซีดราวกระดาษจะขึ้นสีแดงระเรื่อจนลามไปถึงใบหู  

ดวงตาที่เคยหม่นหมองจะพราวระยับด้วยน้ำตาที่คลออยู่ ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกว่าเด็กคนนั้นมีชีวิตชีวามากกว่าในยามปกติ 

“รอช้าอยู่ไย ทำไมยังไม่เข้ามาถูหลังให้ข้าอีก” เมื่อเด็กหนุ่มไม่ยอมขยับ องค์ฮ่องเต้ก็แกล้งเร่งเร้าเพราะเข้าใจว่าแกล้งมากๆ อีกคนคงเขินอายจนวิ่งหนีไปเฉกเช่นทุกครั้ง 

คนที่กำลังลูบไล้ฝ่ามือไปตามลำแขนต้องสะดุ้งเล็กน้อย เมื่อแผ่นหลังถูกสัมผัสด้วยผ้าชุบน้ำจากฝีมือของใครบางคน 

...เมื่อกี้เหมือนได้ยินเสียงใครกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ หรือข้าหูฝาดไป?  

 

“ไยท่านถึงกลับเข้าวัง ไม่ไปรอรับพระมารดาที่เมืองลั่วหยาง” เจ้าของมือที่กำลังทำความสะอาดแผ่นหลังของเขาอยู่นั้นเป็นผู้เปิดประเด็นการสนทนา 

“พระมารดาของข้าจะมาถึงเมืองลั่วหยางในอีกห้าวัน” แต่คำตอบที่ได้นั้นกลับยิ่งทำให้คนถามมึนงง 

“หากเป็นเช่นนั้นทำไมถึง...” หานตงยังไม่ทันถามจบประโยคดี เจ้าของแผ่นหลังตรงหน้าก็เอ่ยขึ้น 

“เป็นความคิดของหวงกู่” แต่คำตอบที่ได้นั้นก็ยังไม่สามารถไขข้อข้องใจของชายหนุ่มได้อยู่ดี 

“ผู้ที่ต้องการชีวิตข้ายังคงมีมากมายนัก ห่วงกู่ก็แค่ล่อพวกมันออกมา”  

“ข้าพอจะเข้าใจ” หานตงพยักหน้ารับ ที่แท้การเสด็จในครั้งนี้ก็เพื่อล่อเสือออกจากถ้ำนั่นเอง 

“แล้วท่านรู้ได้อย่างไรว่ามีคนซุ่มโจมตี” หานตงเอ่ยถามต่อด้วยความสงสัย 

“เป็นแค่การลองสุ่ม หากไม่เกิดสิ่งใดขึ้น อีกห้าวันข้าจะตามขบวนไปที่เมืองลั่วหยาง”  

หานตงพยักหน้ารับที่แท้ก็เป็นการลองหยั่งเชิงดู แต่สิ่งที่คาดเอาไว้กลับกลายเป็นจริงเสียอย่างนั้น 

“หากเป็นดังที่ท่านเอ่ย แล้วไยท่านถึงไปปรากฏตัวที่นั่นได้” หานตงยังคงเอ่ยถามในข้อสงสัย ไม่มีเหตุผลใดให้องค์ฮ่องเต้ไปปรากฏตัวที่นั่นไม่ใช่รึไง 

“ข้า....แอบตามออกไป” คำตอบที่เอ่ยออกไปไม่เต็มเสียงเท่าไหร่นัก 

“แอบตามออกมา?” หานตงถามย้ำทั้งที่มือยังคงทำหน้าที่ 

“ข้าแค่อยากรู้ว่าจะมีใครลอบทำร้ายข้าจริงไหม สุดท้ายเป็นเช่นไร เจ้าก็เห็นมิใช่หรือว่าน่าตื่นเต้นเพียงใด” น้ำเสียงที่ฮ่องเต้อ้ายหมิงใช้ประหนึ่งได้พบเจอเรื่องสนุก ไม่ตระหนักเลยว่าสิ่งที่กระทำนั้นอาจเป็นอันตรายต่อตัวเอง 

...ป่านนี้พวกซุนเทียนและคนในวังไม่ตามหากันจนหัวหมุนแล้วรึ 

 

“ท่านนี่มัน...” หานตงต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ เพื่อสงบสติอารมณ์ ทำไมคนคนนี้บางครั้งก็ดูจริงจัง บางครั้งก็เล่นสนุกทำตัวเหมือนเด็กๆ ไปได้ 

“ข้าทำไมหรือ?” คนถูกตำหนิยังคงลอยหน้าลอยตาอาบน้ำ อย่างไม่รู้สึกผิดอะไร 

“บางครั้งท่านก็ดูจริงจังจนเหมือนเย็นชา แต่บางครั้งท่านก็มองเรื่องทุกอย่างเป็นเรื่องสนุกเหมือนเด็กๆ” หานตงอดที่จะว่าออกไปตามตรงไม่ได้ จนฮ่องเต้อ้ายหมิงหลุดขำ 

องค์ฮ่องเต้พลิกตัวมาเผชิญหน้ากับหานตง ใช้สองแขนประสานวางพาดไปกับขอบถังอาบน้ำก่อนจะเกยคางไว้บนแขน แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหยอกเย้าไม่จริงจังนัก 

“แล้วเจ้าชอบข้าที่เป็นเช่นไร” รอยยิ้มเมื่อได้ทำในสิ่งสนุกสนานปรากฏขึ้นบนใบหน้าของคนพูดในทันทีเช่นกัน 

“.....” แต่เมื่อได้ประสานสายตากับเด็กหนุ่ม องค์ฮ่องเต้ก็ต้องชะงักงัน  

เมื่อสายตาของหานตงนั้นไม่ใช่สายตาของเด็กหนุ่มที่อยู่ในความทรงจำของเขา  

แต่กลับกลายเป็นสายตาของบุรุษที่กำลังมองเขาด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ยากเกินจะหยั่งถึง 

“ข้าชอบ...” ทั้งที่เป็นคนเอ่ยถาม แต่ประโยคที่บุคคลเบื้องหน้ากำลังจะเอื้อนเอ่ยกลับทำให้องค์ฮ่องเต้ใจเต้นระรัว อยู่ดีๆ ใบหน้าก็ร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ 

“เจ้าออกไปเถอะ ที่เหลือข้าจัดการเอง” ฮ่องเต้อ้ายหมิงรีบพลิกตัวกลับมาแช่น้ำต่อ ไม่กล้าที่จะหันไปสบตากับหานตง 

ภาพและความรู้สึก ตอนอยู่ที่ศาลาแปดเหลี่ยมเมื่อครั้งนั้น ฉายซ้ำขึ้นมาทันที คำถามที่ยังไม่ได้คำตอบในตอนนั้น กำลังวนซ้ำไปมาให้คิดทบทวน 

ทั้งที่เวลาผ่านมาเป็นปีแต่มันกลับยังชัดเจน จนเขาต้องรีบสะบัดหน้าไปมาเพื่อไล่ความรู้สึกบางอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้น 

 

“แต่ข้ายังไม่ได้ทำความสะอาดด้านหน้า” น้ำเสียงของบุคคลที่องค์ฮ่องเต้คิดว่าจากไปแล้วกลับดังขึ้นข้างหู พร้อมวงแขนที่โอบรอบตัวของเขาเพื่อยื่นมือมาทำความสะอาดร่างกายส่วนหน้า 

“ข้าทำเองได้! อ่ะ” ยังมิทันได้เอ่ยห้าม ร่างกายขององค์ฮ่องเต้ก็ต้องสะดุ้งเฮือก  

เมื่อผ้าแพรเนื้อดีที่ใช้ทำความสะอาดนั้นเลื่อนผ่านยอดปทุมถัน พร้อมฝ่ามืออีกข้างที่ลูบไล้ ไล่ผ่านไปตามผิวเนียน ก่อนจะเลื่อนต่ำผ่านผิวน้ำไปยังแอ่งสะดือ 

“หานตง เดี๋ยว...” พอจะเอ่ยห้ามสองฝ่ามือก็ยิ่งออกแรงลูบไล้ คลึงเคล้าหนักขึ้น จนต้องรีบหุบปากเพื่อกลั้นเสียงน่าอายที่กำลังจะเผลอเปล่งออกไปเอาไว้ 

“ข้ากำลังทำตามที่ท่านสั่ง ไยท่านต้องเอ่ยห้าม” เสียงกระซิบที่ดังอยู่ข้างหูพร้อมลมหายใจอุ่นๆ นั้นยิ่งทำให้ขนอ่อนตามร่างกายลุกชัน 

...ข้าแค่ให้เจ้าช่วยถูหลังไม่ใช่ลูบไล้ไปทั่วเรือนร่างข้าแบบนี้!  

 

ฮ่องเต้อ้ายหมิงอยากจะค้านสุดใจ แต่ร่างกายกลับไม่เชื่อฟัง ทุกพื้นผิวที่สองฝ่ามือเลื่อนผ่านร้อนวูบวาบ อ่อนระทวยประหนึ่งดังเปลวไฟที่กำลังหลอมขี้ผึ้ง 

เมื่อขยับร่างกายให้พ้นจากการเกาะกุม สองแขนที่โอบล้อมไว้นั้นกลับมีพลังกักขังไม่ให้เขาหลุดลอดจากอ้อมกอดนี้ได้ 

...เสี่ยวตงผู้อ่อนแอมีเรี่ยวแรงมากมายขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน 

 

ยิ่งสองฝ่ามือทำงานหนักมากเท่าไหร่ เลือดลมในร่างกายก็ยิ่งสูบฉีดมากเท่านั้น  

ยอดปทุมถันที่ถูกหยอกเย้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งชูชันรับแรงสัมผัสโดยที่ฮ่องเต้อ้ายหมิงไม่สามารถควบคุม  

ร่างกายที่ถูกเล้าโลมซ้ำแล้วซ้ำเล่าปลุกเร้าอารมณ์ให้คนถูกกระทำคล้อยตาม สุดท้ายก็มิอาจห้ามปรามความเป็นชายของตัวเองเอาไว้ได้  

ใบหน้าขององค์ฮ่องเต้ร้อนฉ่า เมื่อรับรู้ถึงห้วงอารมณ์ที่ถูกกระตุ้นขึ้น ก่อนจะรีบหุบสองขาเรียวเข้าหากัน และพยายามใช้สองมือปิดบังสิ่งที่กำลังก่อตัวอยู่ใต้ผิวน้ำเอาไว้ 

“จะ...เจ้าออกไปก่อน” พยายามข่มอารมณ์ความรู้สึกเอาไว้ก่อนจะเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ 

ทั้งที่ปฏิเสธอย่างชัดเจนแต่เจ้าของวงแขนนั้นกลับไม่ยอมถอยห่างแถมยังกระชับร่างของเขาเข้าไปหามากกว่าเดิม 

“ท่านกำลังทรมาน ไยไม่ให้ข้าช่วยปรนนิบัติท่าน” ไม่เพียงแค่เสียงทุ้มที่เอื้อนเอ่ย แต่สัมผัสจากริมฝีปากที่ประทับลงมาบนซอกคอนั้นก็ยิ่งทำให้ใจของเขาสั่นสะท้าน 

“หานตง...อ่ะ ปล่อยข้า...” ยิ่งขัดขืนวงแขนของอีกคนก็ยิ่งรัดแน่น 

“ชู่ว ท่านมิต้องคิดสิ่งใด” เสียงทุ้มดังขึ้นอีกคราพร้อมแรงขบจากริมฝีปากลงบนใบหู ส่งผลให้ร่างกายขององค์ฮ่องเต้เกิดไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาเสียอย่างนั้น รู้ตัวอีกทีข้อมือทั้งสองก็ถูกอีกคนรวบเอาไว้พร้อมขาเรียวที่ถูกแยกออกจากกัน 

หานตงไม่เพียงแค่สามารถกักขังเขาเอาไว้ได้ แต่ยังสามารถใช้มือเพียงข้างเดียวรวบข้อมือทั้งสองของเขาไว้ได้อีกด้วย  

...เป็นเพราะตั้งแต่เข้าไปอยู่ในวังแล้วข้าร้างราจากการฝึกวรยุทธ์หรือเป็นเพราะสิ่งใดกันแน่ 

 

“อ่ะ อื้อ...” ยังไม่ทันได้ไขข้อสงสัยในสิ่งที่เกิดขึ้น ความต้องการที่กำลังชูชันก็ถูกฝ่ามือของอีกคนกอบกุมเอาไว้โดยที่เจ้าของไม่ทันได้ตั้งตัว 

ความเป็นชายที่ไม่เคยผ่านทั้งมือบุรุษและสตรี กำลังถูกเด็กหนุ่มที่เขาคิดว่าขี้อาย ไม่ประสีประสาสิ่งใด ปลุกปั่น รูดรั้งอย่างเร่าร้อน 

มิใช่เรื่องแปลกหากบุรุษในวัยยี่สิบนั้นจะมีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องเพศ 

แต่สำหรับฮ่องเต้อ้ายหมิงหรือจางเหว่ยเมื่อก่อนนั้น กลับไม่มีโอกาสได้รับรู้  

ด้วยการสอนสั่งเพื่อเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งอ๋อง ผู้ครองเมืองต่อจากบิดา  

ในแต่ละวันสิ่งที่พบเจอจึงมีเพียงแค่ตำราและการเล่าเรียน เรื่องเหล่านี้เขาเห็นเป็นเพียงแค่เรื่องไร้สาระเท่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในยามนี้จึงเป็นประสบการณ์ใหม่ที่พึ่งได้พบเจอ 

ความทรมานไปพร้อมความสุขสมส่งผลให้ในสมองพร่ามัว เผลอไผลเปล่งเสียงน่าอายไปพร้อมการหอบหายใจอันหนักหน่วง 

“อ่ะ อ่า หานตง...ข้า อื้อ...”  

“ไว้ใจข้า” เสียงปลอบประโลมจากเด็กหนุ่ม พร้อมสัมผัสจากริมฝีปากที่ยังคงขบเม้นไปทั่วซอกคอและไหล่ลาด ทำให้รู้สึกผ่อนคลายจนองค์ฮ่องเต้เผลอปล่อยตัวปล่อยใจไปกับสัมผัสที่อีกคนกำลังปรนเปรอให้ 

“อ๊า....” ดวงหน้าหยกเชิดขึ้นพิงกับไหล่ของคนด้านหลังพร้อมส่งเสียงครางกระเส่า เมื่อความเป็นชายถูกปลุกเร้ารัวเร็ว  

รอยหยักที่ส่วนปลายถูกกระทำชำเราด้วยปลายนิ้วโป้งของอีกคน จนเผลอบิดเร้าสะโพกไปมาตามห้วงแห่งอารมณ์ 

ในท้องเหมือนมีหมู่มวลผีเสื้อบินวนพร้อมพวยพุ่งปลดปล่อยความสุขสมที่กักเก็บอยู่ภายใน 

ร่างกายขององค์ฮ่องเต้เริ่มหดเกร็งเมื่อความเสียวซ่านแผ่กระจายไปทั่วร่าง สองมือที่ไม่รู้ถูกปล่อยตั้งแต่เมื่อใดกำขอบอ่างเอาไว้แน่น ยอดปทุมทันแข็งเป็นไตรับฝ่ามือที่ร้อนที่กำลังออกแรงบดขยี้  

“หานตง...อ๊า...หายตง อื้อ...” เรียวปากที่กำลังส่งเสียงครางกระเส่าพร้อมร้องเรียกชื่อเด็กหนุ่มโดยไม่รู้ตัวต้องถูกปิดลง  

เมื่อเจ้าของมือที่กำลังปรนเปรอให้นั้น จับดวงหน้าของเขาหันไปหาก่อนจะมอบสัมผัสจากริมฝีปากนุ่มให้ 

สัมผัสอุ่นร้อนจากเรียวลิ้นที่แทรกผ่านเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว ยิ่งเป็นสิ่งปลุกเร้าให้ห้วงแห่งอารมณ์แตกกระเจิง  

เรียวลิ้นทั้งถูกกวัดพันเกี่ยว ทั้งดูดดึงอย่างจาบจ้วงและเอาแต่ใจ เป็นรสจูบที่ไม่ได้หอมหวานหรืออ่อนโยน แต่เต็มไปด้วยความเร่าร้อนและดุดัน ซึ่งนั่นกลับเป็นสิ่งผลักดันให้ห้วงอารมณ์ที่มีไปถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างง่ายดาย 

“อื้อ!” เสียงครางกระเส่าในลำคอดังขึ้นพร้อมร่างกายหดเกร็ง ก่อนที่ร่างขององค์ฮ่องเต้จะอ่อนยวบอย่างไร้เรี่ยวแรง เมื่อไปถึงความสุขสม ปลดปล่อยสายพันธุ์สีขาวขุ่นปะปนไปกับสายน้ำ 

เจ้าของมือและริมฝีปากค่อยๆ ลดความเร่าร้อนลง เมื่อรับรู้ถึงสิ่งที่คนในอ้อมกอดปลดปล่อย  

มือที่ทำหน้าที่มอบความสุขให้อีกคนนั้นกระทำอย่างเชื่องช้าลงเรื่อยๆ ไปพร้อมจูบที่ลดความรุนแรงเหลือแต่ความอ่อนโยน ก่อนจะถอนริมฝีปากออกมาให้อีกคนได้หอบหายใจ  

ชายหนุ่มประสานสายตากับดวงตาฉ่ำวาว บนดวงหน้าที่ยังคงเห่อแดงและยังเต็มไปด้วยห้วงแห่งอารมณ์ ซึ่งประดับไปด้วยหยดน้ำและหยาดเหงื่อ 

ช่างเป็นภาพแสนเย้ายวนจนอดที่จะกดจูบลงไปยังริมฝีปากแดงช้ำซึ่งเอ่อล้นไปด้วยสายน้ำใสที่เขาทั้งคู่แลกเปลี่ยนกัน ไม่ได้ 

คนถูกช่วงชิงริมฝีปากกลับไม่มีท่าทีปฏิเสธ ในครั้งนี้องค์ฮ่องเต้พลิกตัวมาเผชิญหน้ากับชายหนุ่มก่อนจะยกสองแขนขึ้นคล้องคออีกคนเอาไว้ ไปพร้อมปรับเอียงใบหน้าให้ได้องศา รับสัมผัสจากเรียวลิ้นที่หานตงกำลังมอบให้ 

 

“น้องรองเจ้าอยู่ด้านในหรือไม่!” เสียงที่ดังขึ้นประหนึ่งสัญญาณเตือนให้สติของคนทั้งสองที่กำลังหลงมัวเมาในไฟราคะรู้สึกตัว 

เรียวลิ้นที่กำลังแลกเปลี่ยนความรุ่มร้อนหยุดชะงัก ก่อนที่ทั้งคู่จะีับผลักออกจากกันในทันที  

ต่างคนต่างรีบหันหลังให้กันด้วยหัวใจที่เต้นรัวพร้อมคำถามมากมายในสิ่งที่กระทำลงไป 

“น้องรองได้ยินข้าหรือไม่” จนเมื่อเสียงเรียกจากคนด้านนอกดังขึ้นอีกครั้ง หานตงจึงต้องรีบลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกมาจากตรงนั้นด้วยความเร็ว 

“พี่ใหญ่ข้าอยู่ด้านใน” ชายหนุ่มเดินไปหยุดตรงหน้าประตูก่อนจะหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อสงบสติอารมณ์แล้วตอบกลับไป 

“ฝ่าบาทอยู่กับเจ้าหรือไม่” คำถามที่ได้ยินทำให้หานตงสะดุ้งเล็กน้อยเหมือนคนพึ่งกระทำความผิด 

“อยู่...” หานตงพึมพำตอบกลับไปไม่เต็มเสียงเท่าไหร่ก่อนจะค่อยๆ หันไปมองบุคคลที่พูดถึง ก่อนจะพบว่าองค์ฮ่องเต้ได้ลุกออกจากถังน้ำและกำลังสวมเสื้อตัวนอก 

คนถูกจ้องเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขาก่อนจะพยักหน้าให้เมื่อหันไปคว้าเสื้อคลุมมาสวมทับอีกชั้น 

“อยู่ด้านในขอรับ” หานตงตอบกลับไปพร้อมเปิดประตูให้ผู้เป็นพี่เข้ามา 

“ถวายบังคมฝ่าบาท กระหม่อมสมควรตายยิ่งนัก” เข้ามาได้ซุนเทียนก็คุกเข่าลงพร้อมทำความเคารพผู้เป็นเจ้าเหนือหัวในทันที 

“ไม่ต้องมากพิธี” องค์ฮ่องเต้ในอาภรณ์ที่ยังคงเปียกชื้น แถมพระเกศายังยุ่งเหยิงและเต็มไปด้วยหยดน้ำ ถึงจะมีท่าทีสุขุมเช่นไรก็ยังสร้างความสงสัยให้กับซุนเทียนที่พึ่งลุกขึ้นยืนได้ไม่น้อย 

“ข้าพึ่งอาบน้ำเสร็จ” องค์ฮ่องเต้ที่เหมือนจะรับรู้ถึงสายตาของซุนเทียนตอบกลับไป พร้อมหลบสายตาของบุคคลเบื้องหน้า 

“หากคืนนี้ฝ่าบาทประสงค์จะประทับที่บ้านของกระหม่อม กระหม่อมจะให้คนไปเตรียมห้องและแจ้งใต้เท้าอี้กับใต้เท้าหมิงที่รออยู่ด้านนอก” ซุนเทียนตอบกลับไปก่อนจะต้องหยุดสายตาด้วยความสงสัย เมื่อชำเลืองเห็นแขนเสื้อและช่วงบนของน้องชายที่เปียกป้อน 

หานตงที่รู้ตัวว่าถูกจ้องมองรีบซ่อนแขนเสื้อของตัวเองไว้ด้านหลัง ก่อนจะผิวปากทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ 

“ข้าจะกลับวัง ป่านนี้ในวังหลวงคงวุ่นวายเพราะข้า” องค์ฮ่องเต้รีบบอกออกไปเพื่อดึงความสนใจของซุนเทียนให้กลับมาอยู่ที่ตน 

“น้อมรับพระบัญชา” ซุนเทียนน้อมรับก่อนจะถอดเสื้อคลุมตัวนอกของตัวเองออก 

“ข้างนอกยังมีไอเย็น พระองค์ต้องถนอมพระวรกายเอาไว้” ซุนเทียนว่าพลางสวมเสื้อคลุมตัวนั้นให้องค์ฮ่องเต้อีกชั้น มองผิวเผินเหมือนซุนเทียนกำลังโอบกอดพระองค์เอาไว้ 

“ขอบใจเจ้ามาก” คนถูกโอบก็ยิ้มรับด้วยรอยยิ้มหวานหยดย้อย 

หานตงต้องมองบนเมื่อเห็นภาพตรงหน้า ขยันหยอด ขยันจีบกันเสียจริง 

“แค่ก แค่ก แค่ก สงสัยข้าจะเจ็บไข้เสียแล้ว” ชายหนุ่มส่งเสียไอพร้อมบ่นไปพลาง ขัดขวางบรรยากาศสีชมพูที่กำลังแผ่ออกมาจากบุคคลทั้งสอง 

ซึ่งก็ได้ผลเพราะทันทีที่เอ่ยขึ้นซุนเทียนก็เปลี่ยนความสนใจมาที่เขาในทันที 

“เจ้าเปียกปอนเช่นนั้น มิใช่เรื่องแปลกที่จะเจ็บไข้” ซุนเทียนเอ่ยพลางเดินมาพิจารณาน้องชายด้วยความสงสัย 

“เจ้าไปทำสิ่งใดมา จึงเปียกปอนเช่นนี้” หานตงกระตุกยิ้มเมื่อได้ยินคำถามก่อนจะมองเลยไปด้านหลังผู้เป็นพี่ ซึ่งก็คือต้นเหตุที่ทำให้เขาเปียกเกือบจะทั้งตัวเช่นนี้ 

“ข้า...” แกล้งทำน้ำเสียงยียวนให้คนตรงหน้าเพิ่มความสงสัย แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใดต่อ คนที่ถูกจ้องมองก็เอ่ยขึ้น 

“ซุนเทียน ข้าอยากกลับวัง”  

“พ่ะย่ะค่ะ” คนถูกเรียกหันไปตอบรับก่อนจะหันกลับมาหาน้องชายอีกครั้ง 

“ข้าจะไปส่งฝ่าบาท ส่วนเจ้าเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็รีบพักผ่อน” ซุนเทียนเอ่ยย้ำก่อนจะเดินกลับไปหาองค์ฮ่องเต้ที่ยังคงตีหน้านิ่ง 

“เชิญฝ่าบาทเสด็จ”  

“น้อมส่งเสร็จ” หานตงประสานมือค้อมกายคำนับองค์ฮ่องเต้ก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมองผู้ที่ถูกทำความเคารพ และเมื่อประสานเข้ากับดวงตาเหยี่ยวคู่นั้น เขาก็ขยิบตากลับไปให้อย่างหยอกเย้า 

“อืม ไว้พบกันใหม่” องค์ฮ่องเต้พยักหน้ารับก่อนจะรีบก้าวเดินออกไป แต่ถึงอย่างนั้นหานตงก็ยังคงแอบเห็นว่าใบหูของอีกคนนั้นขึ้นสีแดงระเรื่อ 

ซุนเทียนที่ยืนอยู่ตรงประตูต้องมองน้องชายด้วยความสงสัยอีกครั้ง เมื่อหานตงไม่สามารถกลั้นหัวเราะเอาไว้ได้ ก่อนจะต้องวางความสงสัยนั้นเอาไว้พร้อมทำหน้าที่นำทางฝ่าบาทกลับเข้าวังโดยเร็ว 

 

“อ้ากกกกก” คนที่กำลังยกมือปิดหน้านอนกลิ้งไปมาบนเตียง ส่งเสียงกรีดร้องเมื่อนึกถึงสิ่งที่กระทำลงไป ยิ่งพอมองไปยังถังน้ำจุดเกิดเหตุก็ยิ่งรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วทั้งร่าง 

“ข้าทำไปแล้ว อ้ากกกกก ข้าทำอะไรลงไป” ยิ่งคิดยิ่งเขินก็ยิ่งกลิ้งไปทั่วที่นอน ทุกการระทำฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนทำให้มุมปากยกยิ้มอย่างมีความสุขโดยไม่รู้ตัว 

“คุณชาย คุณชายเป็นอะไรขอรับ” เสี่ยวกวงที่ได้ยินเสียงรีบเข้ามาถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง 

“เปล่าข้าไม่ได้เป็นอะไร เหอๆ” ดีดตัวขึ้นนั่งพร้อมตอบบ่าวคนสนิทก่อนจะเผลอหัวเราะเมื่อนึกถึงสิ่งที่ทำ หมอนที่อยู่ในมือถูกบิดไปมาเพื่อระบายความรู้สึกที่เป็นอยู่ 

“ไม่เป็นอะไรทำไมคุณชายทำหน้าเยี่ยงนั้นล่ะขอรับ” เสี่ยวกวงมองคุณชายของตัวเองด้วยความสงสัย 

...ทำไมคุณชายถึงทำหน้าหื่นกามเยี่ยงนั้นล่ะขอรับ 

 

“ข้าทำหน้าแบบไหนหรือ” หานตงเอ่ยถามด้วยความสงสัย แต่ดวงหน้าก็ยังคงประดับด้วยรอยยิ้ม 

“แบบ...เออ...” เสี่ยวกวงไม่รู้จะตอบเช่นไรหากตอบตามความจริงก็กลัวจะหลังลาย 

“แบบไหนก็ช่างเถอะ ข้าไม่เป็นอะไรเจ้าออกไปเถอะ” เมื่ออีกคนไม่ตอบจึงถูกไล่ออกไปจากห้อง 

“ขอรับ” เสี่ยวกวงทำตามแต่โดยดี แต่ก่อนจะออกจากห้องไปเขาก็ต้องแวะไปจัดการกับถังอาบน้ำเสียก่อน 

“เจ้าจะไป!” หานตงรีบเอ่ยถามเมื่อเห็นจุดหมายของบ่าวคนสนิท 

“ข้าจะทำความสะอาดถังน้ำให้ขอรับ” คนถูกถามตอบกลับมาด้วยความไม่เข้าใจ 

“ไม่ต้องๆ เจ้าไปนอนเถอะ พรุ่งนี้ค่อยทำ” หานตงรีบบอกออกไป เลอะเทอะเยี่ยงนั้นจะให้ใครเห็นได้อย่างไร  

“แต่...” เสี่ยวกวงกำลังจะค้านแต่ก็ถูกขัดขึ้น 

“ไม่ฟังที่ข้าสั่งอย่างนั้นหรือ” หานตงเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มเย็นยะเยือก 

“ไปแล้วขอรับ ข้าขอตัวนะขอรับ” เสี่ยวกวงรีบเผ่นออกจากห้องไปในทันทีเมื่อเห็นรอยยิ้มของผู้เป็นนาย 

เมื่อภายในห้องกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง หานตงก็ลุกออกจากเตียงเพื่อเดินตรงไปยังฉากกั้น 

หลังฉากกั้นยังคงมีถังอาบน้ำซึ่งเคยมีหนึ่งบุคคลนอนแช่อยู่ พื้นโดยรอบยังคงเลอะเทอะไปด้วยสายน้ำที่สาดกระเซ็น เมื่อยามเรือนร่างนั้นบิดเร้าไปตามห้วงแห่งอารมณ์ 

ชายหนุ่มทรุดนั่งลงด้านข้างใช้มือวักน้ำไปมาก่อนจะคว้าเอาผ้าแพรเนื้อดีที่ลอยอยู่บนผิวน้ำซึ่งเคยสัมผัสไปทั่วผิวกายขององค์ฮ่องเต้ 

ผ้าแพรผืนเล็กถูกยกขึ้นมาจรดปลายจมูกก่อนจะเลื่อนไปวางทาบยังข้างแก้ม ประหนึ่งการได้สัมผัสผิวกายของใครอีกคน 

“หืม?” หานตงต้องอุทานขึ้นพร้อมก้มมองยังความเป็นชายของตัวเองเมื่อรับรู้ถึงห้วงแห่งอารมณ์ที่กำลังก่อตัวขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่ถูกขัดจังหวะไปก่อนหน้านี้ 

...สงสัยข้าต้องใช้ผ้าผืนนี้แทนท่านเสียแล้ว...ฝ่าบาท 

........................................................................ 

 

“เจ้าว่าข้าถูกเกลียดแล้วรึเปล่า” หานตงเอ่ยถามม้าตรงหน้าที่กำลังยืนกินหญ้า 

“หลายวันแล้วนะ ทำไมถึงเงียบหายไป” ถึงเจ้าม้าจะไม่สนใจแต่หานตงก็ยังพูดคุยต่อ 

ตั้งแต่คืนนั้นองค์ฮ่องเต้ก็หายเข้ากลีบเมฆ ชายหนุ่มกลับเข้ามาทำงานในวังเหมือนเดิม ไม่ได้โดนไล่ออกเหมือนที่อีกคนเคยพูดเอาไว้ 

ส่วนเรื่องกลุ่มคนที่ลอบทำร้ายองค์ฮ่องเต้ เห็นว่าพอถูกจับได้พวกมันก็ฆ่าตัวตายกันหมด จึงไม่สามารถสืบสาวต่อได้ว่าใครเป็นผู้บงการ 

“เจ้าคิดว่าฝ่าบาทกำลังยุ่ง หรือไม่อยากเจอหน้าข้ากันแน่” หายตงยังคงบ่นกับม้าไม่เลิก  

องค์ฮ่องเต้รู้แล้วว่าเขาอยู่ที่นี่ หากพระองค์อยากเจอหน้าก็แค่เรียกให้ไปเข้าเฝ้า หรือไม่ก็ทำเป็นเดินเล่นมาแถวนี้ก็ได้ แต่นี่อะไรเงียบหายอย่างกับไม่เคยรู้จักกัน  

“ไม่ก็กำลังพลอดรักกับซุนเทียน” พอนึกถึงข้อนี้ก็อดกัดฟันกรอดด้วยความโมโหไม่ได้ 

“หานตง หานตง เจ้าอยู่ที่ใด” เสียงเรียกที่ดังขึ้นทำให้ชายหนุ่มต้องรีบโผล่หน้าออกจากโรงเลี้ยงม้า 

“ข้าอยู่นี่” ตอบรับก่อนจะรีบวิ่งออกไปหาเจ้าของเสียงก่อนจะพบว่าผู้ที่ยืนอยู่ด้านนอกนั้นไม่ได้มีเพียงสหายร่วมงาน 

“คารวะหม่ากงกง” หานตงประสานมือค้อมกายคำนับราชขันทีผู้ดูแลฝ่ายของตน ก่อนจะหันไปมองหน้าสหายด้วยความไม่เข้าใจ 

“เจ้าหรือต่งหานตง” ราชขันทีเอ่ยถามพร้อมมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า 

“ขอรับ” ชายหนุ่มขานรับทั้งที่ยังคงงงๆ  

“นำสิ่งนี้ไปให้ทหารเฝ้าประตูตะวันออก”  

“ขอรับ” หานตงรับคำสั่งพร้อมรับห่อผ้ามาถือเอาไว้ก่อนจะค้อมกายคำนับบุคคลที่พึ่งเดินจากไป 

“ทำไมหม่ากงกงถึงมาใช้เจ้า งานพวกนี้มันหน้าที่ของพวกขันทีไม่ใช่หรือ” สหายที่อยู่ด้านข้างเอ่ยถามด้วยความสงสัย 

“ข้าจะไปรู้รึ แต่ให้ทำอะไรข้าก็ทำ” หานตงตอบกลับไปตามความจริง ถึงจะยังสงสัย แต่ชายหนุ่มก็ทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างดี 

ชายหนุ่มเดินทางไปยังประตูตะวันออกตามคำสั่ง พอไปถึงก็มองซ้ายขวาหาทหารประจำประตู 

“ข้ามาตามคำสั่งของหม่ากงกง” เมื่อเห็นทหารเฝ้าประตูชายหนุ่มก็เอ่ยบอกธุระของตนในทันที 

“หม่ากงกงส่งเจ้ามาหรือ”  

“ขอรับ” หานตงขานรับเมื่อถูกถามย้ำก่อนจะต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่ออยู่ดีๆ ทหารเฝ้าประตูก็เข้ามาล้อมเขาเอาไว้ 

“พวกท่านจะทำอะไร!”  

“ตามข้ามา” ยังไม่ทันได้ถามไถ่ก็ถูกคุมตัวให้เดินตามทางไปยังด้านหลังกำแพง 

...นี่ข้าจะเจอสิ่งใดอีกหนอ หานตงเอ่ยชีวิตเจ้าจะสงบสุขเป็นกับเขาบ้างไหม 

 

“พวกท่านจะพาข้าไปไหน ข้าเหนื่อยแล้วนะขอรับ” หานตงเริ่มส่งเสียงอิดออดเพื่อหาหนทางหนี 

“เปลี่ยนเสื้อผ้าของเจ้าซะ” อยู่ดีๆ คนตรงหน้าก็พูดขึ้น 

“เปลี่ยนเสื้อผ้า?” หานตงเลิกคิ้วถามด้วยความไม่เข้าใจ เปลี่ยนเสื้อผ้าตรงนี้เนี่ยนะ ชุดที่จะเปลี่ยนก็ไม่มี 

“รีบเปลี่ยน! ชุดอยู่ในห่อผ้าที่เจ้าถืออยู่” ทหารอีกคนตะคอกขึ้นจนหานตงสะดุ้งโหยง 

“ทำไมต้องเสียงดัง” หานตงบ่นอุบอิบก่อนจะยอมเปลี่ยนเสื้อผ้าตามที่ถูกสั่ง แต่แล้วหานตงก็ต้องแปลกใจเมื่อเสื้อผ้าที่อยู่ในห่อผ้านั้นคือชุดของเขาเองที่ใส่ในยามปกติ 

“ชุดของข้า?” อดที่จะเงยหน้าถามทหารที่ยืนอยู่ด้านข้างไม่ได้ 

“เปลี่ยนๆ ไปเถอะ เร็ว!” แล้วก็ถูกดุกลับมาจนได้ 

“ขอรับๆ” หานตงถอนหายใจก่อนจะเปลี่ยนเครื่องแบบที่ใส่ทำงานออกแล้วสวมชุดของตัวเองที่ไม่รู้มาจากไหน เมื่อเสร็จก็ถูกกลุ่มทหารลากให้เดินต่อไป 

จนเมื่อพ้นกำแพงอีกฝั่งความสงสัยของหานตงก็ยิ่งเพิ่มทวีมากขึ้นเมื่อเห็นม้าจำนวนหนึ่งพร้อมกลุ่มคน 

...ถึงว่าเมื่อเช้าม้าที่ดูแลอยู่จำนวนถึงลดลง 

 

“พี่ใหญ่ ใต้เท้าอี้ ใต้เท้าหมิง คุณชายหวง?” หานตงเอ่ยชื่อสหายทั้งสี่ที่กำลังยืนเกาะกลุ่มคุยกัน เมื่อทั้งสี่หันมาหาชายหนุ่มก็รีบประสานมือค้อมกายคำนับคนทั้งหมดในทันที 

“พวกข้าขอตัวก่อน” ยังไม่ทันได้พูดคุยกับกลุ่มคนตรงหน้าทหารที่คุมตัวเขามาก็ขอตัวกลับไป 

“พี่ใหญ่ นี่มันเกิดอะไรขึ้น” หานตงเอ่ยถามด้วยความสงสัยแต่ยังไม่ทันได้คำตอบเสียงของใครบางคนก็ดังขึ้น 

“ครบแล้วใช่หรือไม่จะได้ออกเดินทาง” หานตงรีบหันไปมองเจ้าของเสียงก่อนจะพบกับองค์ฮ่องเต้ที่อยู่ในชุดของสามัญชน 

“พร้อมแล้วขอรับ”  

“เชิญคุณชายขอรับ”  

สรรพนามที่ใช้เรียกขานก็ผิดแปลก เป็นสิ่งยืนยันว่าอีกคนต้องนึกสนุกทำอะไรแผลงๆ อีกเป็นแน่  

“ม้าของเจ้า” ยังไม่ทันจะได้คำตอบใต้เท้าหมิงก็จูงม้ามาให้เขา 

“เราจะไปไหนกันหรือ” ใต้เท้าหมิงจึงเป็นผู้เดียวที่จะไขข้อสงสัยของหานตงได้ 

“เมืองลั่วหยาง” อีกคนตอบกลับมาเพียงเท่านั้นก่อนจะกระโดดขึ้นม้าไป 

หานตงพึ่งนึกขึ้นได้ว่าวันพรุ่งครบกำหนดที่จะต้องไปรับ ‘ติ้งตี้ไทเฮา’ แต่ไม่คิดว่าองค์ฮ่องเต้จะใช้วิธีเดินทางแบบนี้ ไปกับพระสหายและทหารองครักษ์ไม่ถึงสิบคน  

...มันปลอดภัยตรงไหนเนี่ย!  

 

ใช้เวลาไม่นานกลุ่มม้าก็ออกจากเมืองหลวงวิ่งตรงไปยังเมืองลั่วหยางด้วยความเร็วคงที่ ไม่รีบเร่งหรือชักช้าจนเกินไป 

ม้าขององค์ฮ่องเต้อยู่ตรงกลางมีองครักษ์สามคนนำหน้าก่อนจะตามด้วยใต้เท้าอี้ มีใต้เท้าหมิงกับซุนเทียนขนาบข้างองค์ฮ่องเต้ ตามด้วยคุณชายห่วงกับหานตงก่อนจะปิดท้ายด้วยองคลักษณ์อีกจำนวนหนึ่ง 

หานตงทำได้แค่มองแผ่นหลังขององค์ฮ่องเต้ที่อยู่เบื้องหน้า ไม่มีสิทธิ์เคียงข้าง หรือพูดคุยเหมือนซุนเทียน แม้แต่จะหาโอกาสเข้าไปขัดขวางยังไม่มี 

ระหว่างทางไปเมืองลั่วหยางจำเป็นต้องหยุดพัก เพื่อให้ทั้งคนและม้าได้พักร่างกาย ซึ่งจุดที่พวกเขาเลือกหยุดพักนั่นก็คือริมแม่น้ำ 

เหล่าองครักษ์กระจายกำลังดูแลความเรียบร้อย ส่วนสหายทั้งห้าซึ่งหนึ่งในนั้นคือองค์ฮ่องเต้ก็กำลังดูเส้นทางที่จะไปยังเมืองลั่วหยาง 

หานตงที่รู้สึกเหมือนตัวเองไร้ประโยชน์จึงทำได้แค่เดินไปดูแลม้าที่ยืนเล็มหญ้าอยู่ไม่ไกล 

ชำเลืองมองไปทางกลุ่มองค์ฮ่องเต้กี่ครั้งก็เห็นแต่ซุนเทียนคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง เห็นแล้วมันช่างน่าหงุดหงิดใจยิ่งนัก 

...เหอะ ถ้าจะสร้างโลกส่วนตัวกันขนาดนั้นจะเอาข้ามาด้วยทำไม!  

 

เมื่อพักจนหายเหนื่อยการเดินทางก็เริ่มต้นอีกครั้ง 

“ไยเจ้าทำหน้าเยี่ยงนั้น” คนที่หานตงพึ่งนินทาในใจขี่ม้าเข้ามาด้านข้างก่อนจะถามขึ้น 

“ท่านจะมาสนใจตัวภาระอย่างข้าทำไม” หานตงกระโดดขึ้นหลังม้าก่อนจะตอบกลับไป 

“ตัวภาระ?” ฮ่องเต้อ้ายหมิงถามย้ำด้วยความไม่เข้าใจ 

“คนดูแลท่านมีตั้งมากมาย ท่านจะให้ข้าตามมาทำไม ข้าตามมาก็ไร้ประโยชน์” หานตงตอบกลับไปโดยที่ไม่ยอมหันไปมองหน้าอีกคน  

“เจ้าจำได้หรือไม่ที่ข้าเคยบอกเจ้าว่า ข้าอยากกันเจ้าออกห่างเพื่อความปลอดภัยของเจ้า”  

หานตงไม่ตอบโต้ในคำถามลอยหน้าลอยตาทำหูทวนลมเหมือนไม่ได้ยิน 

“แต่ตอนนี้ข้าไม่คิดเยี่ยงนั้น”  

หานตงหันขวับไปมองคนพูดด้วยความไม่เข้าใจ 

“ข้าอยากให้เจ้ามาด้วย เหตุผลเท่านี้เพียงพอหรือไม่” องค์ฮ่องเต้ทิ้งคำพูดไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะขี่ม้ากลับไปอยู่ในตำแหน่งของตน 

“ออกเดินทางได้!” ก่อนจะรับสั่งให้เดินทางต่อ 

“หานตงเจ้าเป็นอะไรหรือ” ห่วงกู่ที่ขี่ม้ามาประจำตำแหน่งตัวเองด้านข้างหานตงถามขึ้น 

“ห่ะ ข้า...เออ ข้าไม่เป็นอะไร” คนที่พึ่งสติกลับเข้าร่างตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ก่อนจะหันไปมองแผ่นหลังของคนที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงไม่เป็นจังหวะในตอนนี้ 

...ทำไมพระองค์ถึงเป็นคนเยี่ยงนี้  

...พระองค์รู้หรือไม่ พระองค์กำลังทำให้ใจของข้า ไม่เป็นของข้าอีกต่อไป 

 

 

>>> เสียงจากคนแต่ง 

หานตงคนหื่น 55555 

ตอนนี้ไม่มีอะไรมากสนองนีสหานตงและคนแต่ง 

1 คอมเม้น = 1 กำลังใจจ้า 

รักคนอ่านนะจุ๊บๆ เจอกันตอนหน้าค้าบผม 

หากเมาส์มอยนิยายเรื่องนี้อย่าลืมติด  

#ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน 

#หานตงอ้ายหมิง  

เด้อพี่น้อง 

ติดตามการอัปเดตข่าวคราวได้ที่  

Facebook : Fic BY Pucca_ww 

TWITTER : @pucca_ww 

ความคิดเห็น