ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เรื่องสั้นตอนเดียวจบ

ชื่อตอน : เรื่องสั้นตอนเดียวจบ

คำค้น : หญิงสาวชุดดำ แจ็ค ความทรงจำ

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 720

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ก.พ. 2563 15:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เรื่องสั้นตอนเดียวจบ
แบบอักษร

พลับพลึงสีแดง #ธัญล่าฝันตอนเรื่องสั้นสายมู 

 

ยามราตรีมาเยือน เป็นเวลาเที่ยงคืนแล้ว หากแต่แสง สี เสียงจากตัวเมืองตัดกับความเงียบสงบบนดาดฟ้าของตึกที่ใหญ่ที่สุด เหล่าผู้คนที่นิยามตนเองว่านักท่องราตรีต่างเดินสวนกันไปมาดูชุลมุนวุ่นวาย…ขณะที่ภาพตัดมาบนดาดฟ้า ณ ตึกใหญ่แห่งนี้ยังคงไร้ซึ่งสุรเสียงใดๆ แต่เดิมที่เงามืดโอบล้อมทุกสรรพสิ่ง เมฆหนาจึงเริ่มเคลื่อนที่แสงสีชาดที่ค่อยๆสาดส่องลงมาจากพระจันทร์ดวงโตสีโลหิต ในคืนที่ผิดปกติไร้ซึ่งสัญญาณว่าจะเกิดปรากฏการณ์อันน่าอัศจรรย์เช่นนี้ขึ้น 

              มันช่างน่าพิศวง…

             หากมีใครสักคนเงยหน้าขึ้นดูพวกเขาก็จะเห็นถึงความน่ากลัวของมัน ราวกับดวงจันทร์ที่เคยส่องสว่างเป็นแสงสีนวลอ่อนโยนมาโดยตลอด ถูกอาบย้อมเต็มไปด้วยเลือดทั้งดวง…แต่ช่างเป็นวาสนาที่น่าเสียดายทั้งที่สิ่งมหัศจรรย์โผล่ขึ้นมาให้เห็นตรงหน้าแท้ๆแต่คนด้านล่างเหล่านั้นล้วนหาได้สนใจอะไร

             ติ๊กต๊อก! ติ๊กต๊อก! ติ๊กต๊อก!

             …ติ๊กต๊อก!

             เสียงเล็กถี่คล้ายเสียงของนาฬิกาดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความมืดบนดาดฟ้าที่เคยเงียบสนิท

             พรึ่บ!

             ปรากฏเป็นสิ่งมีชีวิตร่างหนึ่งยืนอยู่ที่นั่น แสงสีชาดที่เคลื่อนสาดส่องตามการเคลื่อนไหวของกลุ่มกลีบเมฆแสงจันทร์สีโลหิตค่อยๆเผยเรือนร่างอันบอบบางของใครบางคนซึ่งซุกซ่อนอยู่ในเงามืด ณ จุดๆนั้น…อาภรณ์สีดำพลิ้วไหวไปตามแรงลมเฉกเช่นเดียวกับเกศาสีทมิฬ

             นัยน์ตาที่ไร้ซึ่งประกายทอดมองลงไปยังเบื้องล่างจากตึกที่สูงที่สุดของเมือง ความว่างเปล่าที่ไร้ซึ่งอารมณ์หรือความคิด ราวกับจะคอยเฝ้ามองบริบทของผู้คนเหล่านั้น

             ติ๊กต๊อก! ติ๊กต๊อก! ติ๊กต๊อก!

             ต้นเหตุของเสียงยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมันก็ดังมาจากนาฬิกาพกสีทอง…มันถูกห้อยด้วยโซ่เส้นเล็กที่ซึ่งพันธนาการล้อมรอบแขนซ้ายของเธอ 

             หญิงสาวตัดสินใจยกนาฬิกาพกเรือนนั้นขึ้นมาอยู่ในระดับสายตา นิ้วโป้งกดเข้าที่ปุ่มเหนือหัวของมันก่อนที่หน้าปัดเวลาจะถูกเปิดออก

             นี่ไม่ใช่หน้าปัดที่ใช้บอกเวลาสามัญของคนปกติ…เมื่อเข้มยาวเคลื่อนไหวชี้เลขอักษรโรมันช้าๆจนบรรจบอยู่กับเข้มสั้นที่ซึ่งหยุดชี้อยู่ที่เลขๆนึงอยู่ก่อนแล้ว

             มันคือ…เลข 6

             ทันทีที่เข้มสั้นเข้มยาวชี้บรรจบยังเลขเดียวกัน ราวทุกสรรพเสียงถูกสั่งหยุดให้เงียบไป

             บรึ้มมมมมม!!!!

             เสียงกัมปนาทสะท้านก้องไปทั่วทั้งเมือง เสียงหวีดร้องเอะอะโวยวายของเหล่าผู้คนที่วนเวียนอยู่ด้านล่างผสมปนเปไปกับเสียงหว่อของรถกู้ภัย รถตำรวจหรือแม้แต่รถฉุกเฉิน ความโกลาหลขนาดย่อมที่เกิดขึ้นหลังเสียงของนาฬิกาพกหยุดไม่ได้ส่งผลให้หญิงสาวแสดงสีหน้าใดๆทั้งสิ้น ความเฉยชาที่ไร้ซึ่งสิ่งสนใจกับความหฤหรรษ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น ดวงตาคู่นั้นเอาแต่ทอดมองที่หน้าปัดนาฬิกาเนิ่นนาน

             มือขวาของหญิงสาวล้วงเข้าที่กระเป๋ากระโปรงควานหาอะไรบางอย่างอยู่สักพัก จึงค่อยหยิบสิ่งนั้นออกมา...มันคือไพ่หนึ่งใบ ที่ด้านหลังถูกแต่งแต้มด้วยรูปผีเสื้อ

             …ไพ่สลักลายผีเสื้อ 

           หญิงสาวยกมันขึ้นอยู่ในระดับสายตาเฉกเช่นเดียวกับนาฬิกาพกก่อนจะสลับพลิกจากหลังเป็นหน้าของไพ่ 

             ไฟนวลสีเงินอ่อนจึงเรืองแสง หญิงสาวผินหน้ามองลูกไฟที่โผล่ขึ้นเป็นดวง ขนาดใหญ่บ้างเล็กบ้างแตกต่างกันไป พวกมันถูกประทับส่องสว่างบนหน้าไพ่ไล่นับรวมสิบดวงเห็นจะได้

             เมื่อเห็นดังนั้นจู่ๆเข้มนาฬิกาทั้งสองจากที่หยุดไปเมื่อครู่จึงกลับมาหมุนเดินทำงานอีกครั้งพร้อมกับเสียงของนาฬิกา

             เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่อาจทราบได้ที่ความวุ่นวายเบื้องล่างยังคงไม่สงบลง หญิงสาวกลับมาอยู่ในอิริยาบถเดิม มือซ้ายทิ้งวางข้างตัว มือขวาเก็บไพ่กลับเข้าที่กระเป๋ากระโปรงก่อนร่างจะหยุดนิ่งซึบซับสายลมอ่อนๆที่พัดผ่านร่างไป

             พลันเมื่อเธอเงยหน้าขึ้นใช้นัยน์ตาทั้งสองจดจ้อง ยามที่กลุ่มเมฆหมอกเคลื่อนคล้อยบดบังแสงสีชาดของพระจันทร์ช้าๆ…ในตอนนั้นเองหญิงสาวเลือกที่จะหมุนกายหันหลังให้กับสุดขอบของดาดฟ้า สองมือกางออกข้างลำตัว

             …ขณะนี้พระจันทร์สีโลหิตถูกกลุ่มเมฆหนากลืนกินไปหมดสิ้นแล้ว

             เมื่อไร้ซึ่งแสงสีชาด รอบกายพลันกลับมาถูกปกคลุมด้วยความมืดดังเดิม เสียงหวีดหวิวราวเสียงกรีดร้องโหยหวนสะท้านก้องลอยมาจากเบื้องหน้า

             เปลือกตาสีมุกทั้งสองพลันปิดลง ปล่อยกายให้รับแรงกระแทกของสายลมจนร่างโอนเอนหงายไปข้างหลัง!

             ร่างบางร่วงหล่น…

             จมดิ่งหาย…

             …ปล่อยกายกลืนไปกับสีแห่งรัตติกาล 

 

             เอี๊ยดดดด!!! โครม!!! 

           “อึก!...พะ พ่อ ครับ มะ…ฮึก! แม่ ครับ” 

           “ช่วยด้วย ใครก็ได้…” 

           “คุณ…ครับ ได้โปรด ชะ ช่วย…” 

 

             “เฮือก!” 

             ผมสะดุ้งกายลืมตาตื่นในฉับพลัน! เผยอปากหายใจเข้าออกอย่างหนักหน่วง ดวงตาเบิ่งโพลงนัยน์ตากรอกไปมาราวจะกวาดหาบางสิ่งบางอย่างข้างกาย ในตอนนั้นเองที่ภาพเลือนรางค่อยๆแจ่มชัดขึ้น ร่างของใครบางคนที่อยู่ตรงข้ามกับผมจึงกลับเข้าสู่ครรลองสายตา 

             เมื่อใบหน้าที่คุ้นเคยนั้นปรากฏชัดเจน ความทรงจำของตัวผมในปัจจุบันจึงหวนกลับเข้ามาในหัว ความตกใจที่ระเบิดออกมาเมื่อครู่จึงค่อยบรรเทาลง 

             ผมปิดเปลือกตาลงอีกครั้งพยายามควบคุมลมหายเข้าออกช้าๆเพื่อตั้งสติ จากร่างที่มันสั่นเทาในคราแรกเมื่อสงบจิตสงบใจได้แล้วอาการเหล่านั้นจึงค่อยทุเลาลง 

             “ฝันกลางคันหรอ?” 

             ทันทีที่ผมลืมตาขึ้นอีกครั้งเสียงแหบแห้งของหญิงชราผู้ที่นั่งอยู่ตรงข้ามผม ท่านเอ่ยทักขึ้น 

             “ครับ”ผมพยักหน้าตอบด้วยสายตาที่เลื่อนลอย 

             “มาถึงขนาดนี้…มันคงยากที่จะลืมฝันร้ายพวกนั้นสินะ” 

             ผมเงียบ ไม่รู้จะตอบคุณยายยังไง 

             “เอาเถอะ ถึงฉันจะเข้าใจความรู้สึกของเธอแต่ใช่ว่าฉันจะมีวิธีดีๆมาปลอบให้คนสบายใจ”จากที่เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีสบาย คุณยายจึงเปลี่ยนมาขยับกายเพื่อตั้งตัวตรงแทน“เธอคงไม่ว่าฉันหรอกนะ” 

             “ไม่ครับ”ผมส่ายหน้า 

             “ดี…ฉันชอบความเข้มแข็งตรงนี้ของเธอ” 

             “…” 

             “พร้อมนะ” 

             ผมพยักหน้าอีกครั้ง 

             “ดูไพ่ที่อยู่ตรงหน้าเธอสิ”ผมก้มหน้ามองเหล่าไพ่ที่ว่า รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่ก่อนหน้าตัวเองไม่ได้สังเกตว่ามีอะไรวางอยู่บนโต๊ะ พอได้มาเห็นเหล่าไพ่ที่ถูกจัดเรียงด้วยความประณีตลักษณะแบบแนวตั้งสามแถว แนวนอนยี่สิบหกแถว ดูเหมือนช่วงที่ผมเผลอฝันกลางคันเมื่อกี้คุณยายคงใช้โอกาสนั้นนำมันออกมาเรียง“ไพ่ทั้งเจ็ดสิบแปดใบที่จัดเรียงตรงหน้าเธอ ฉันจะให้เธอเลือกมันมาแค่หนึ่งใบ” 

             ผมเอื้อมมือออกไปเตรียมหยิบไพ่ 

             “แค่หนึ่งใบเท่านั้น…ซึ่งนั่นหมายความว่าเธอจะสุ่มเลือกแบบขอไปทีไม่ได้” 

             ผมชะงัก 

             ผมเงยหน้าขึ้นสบตากับคุณยาย ท่านเพียงแย้มริมฝีปากวาดขึ้นเป็นรอยยิ้ม แต่นั่นกลับทำให้ผมรู้สึกกระอักกระอ่วนเพราะคำเตือนเมื่อกี้มันเป็นความจริงที่ว่าผมคิดจะสุ่มเลือกโดยไม่ตั้งใจ เพียงเพราะความใจลอยทำให้ผมไม่อยากคิดอะไรอีก 

             มือที่ชะงักค้างอยู่กลางอากาศค่อยหดกลับวางบนตัก 

             “ตั้งสติอีกทีสิ” 

             ผมลอบถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะทำตามคำแนะนำของคุณยาย โดยครั้งนี้จะเรียกสติกลับมานานกว่าคราแรกหน่อย 

             “ผ่อนคลาย ไม่จำเป็นต้องกดดัน”เสียงกระซิบดังคลอแผ่วเบา หมัดที่กำแน่นบนหน้าตักจึงเริ่มคลายออก“ทีนี่…ลองยื่นมือออกมา ข้างไหนก็ได้ที่เธอต้องการ” 

             ผมยื่นมือขวาออกไป 

             “จากไพ่ทั้งเจ็ดสิบแปดใบที่อยู่ตรงหน้าเธอ…เธอลองฟังเสียงหัวใจตัวเองดูสิ” 

             “…” 

             “…มันต้องการหยิบใบไหน?”ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นจับเข้าที่ข้อมือออกแรงฉุดดึงเพียงแผ่วเบา ปลายนิ้วทั้งห้าของผมก็สัมผัสเข้ากับความเย็นเยียบของไพ่ 

             “ลืมตาขึ้นเถอะ” 

             ทันทีที่ลืมตาขึ้นสิ่งแรกที่เห็นคือปลายนิ้วด้านขวาแตะเข้าที่หลังไพ่ใบนึงซึ่งมันอยู่จุดศูนย์กลางของโต๊ะพอดี 

             “หยิบส่งมาให้ฉันทั้งอย่างนั้นสิ”ผมหยิบมันทั้งที่ยังไม่เปิดหน้าไพ่ขึ้นดูพรางส่งไปวางไว้ตรงหน้าของคุณยายทันที 

             ผมเงียบขณะที่คอยมองดูการกระทำของคุณยายด้วยความตื่นเต้นในใจ…ก่อนที่ปลายนิ้วของท่านจะจับพลิกหงายจากหลังเปลี่ยนเป็นหน้าไพ่… 

             ‘The Wheel of Fortune’ 

           “อืม…จะว่าดีก็ดี จะว่าไม่ดีก็ไม่ดี” 

             “…หมายความว่ายังไงหรอครับ?”

             “คำทำนายของไพ่ใบนี้จะไม่บอกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอตรงๆหากแต่คำตอบที่แฝงออกมาล้วนเกี่ยวกับโชคชะตาและการกระทำของตัวเธอเองล้วนๆ”

             “…”

             “อธิบายง่ายๆก็คือ…สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเธอต่อจากนี้ไม่วันใดก็วันหนึ่งจะเป็นวันที่ชีวิตขึ้นอยู่กับโชคชะตา เพียงเพราะการเปลี่ยนแปลงและความแปรปรวนของภาวะรอบข้าง เธออาจจะถูกไหว้วานให้ทำหลายสิ่งหลายอย่างในวันเดียวกัน ทำให้ชีวิตต้องไปโผล่ในหลายๆที่ ชีพจรลงเท้าตั้งแต่เช้าจรดเย็น แต่เมื่อหมดวันนั้น เธอ…จะมีความคิดต่อบางสิ่งบางอย่างเปลี่ยนไป”

             “อา…”

             โชคชะตางั้นหรอ? 

           “หน้านิ่วคิ้วขมวดเชียว ฉันพูดแค่นี้เธอถึงกับเครียดเลยหรือ?” 

             “ก็…ครับ”

             “อย่ากังวลไปเลย…อย่างที่เกริ่นไปตอนแรกนั่นแหละ มันจะดีหรือแย่ไม่ได้ขึ้นอยู่แค่กับโชคชะตาอย่างเดียว แต่นั่นมันหมายถึงตัวเธอเองด้วย”

             “…”

             “หากเธอคิดว่าการกระทำของตัวเองนั้นดีพอ แน่นอนว่าสิ่งตอบแทนย่อมเป็นเรื่องไม่คาดฝันเสมอ”

             “ผมก็หวังว่าจะเป็นแบบนั้น…”

             ผมใช้เวลานึกทบทวนสิ่งที่มันค้างคาอยู่ในใจสักพัก…แต่ในเมื่อทำอย่างไรก็นึกไม่ออกจึงตัดสินใจกล่าวลากับคุณยายเพื่อขอตัวกลับ

             “เรื่องที่เธอเก็บฝังใจมาโดยตลอด…”

             คำพูดที่แฝงนัยยะบางอย่างจากปากของคุณยายทำให้ผมที่หมุนตัวเตรียมก้าวเดินออกไปจำต้องชะงักเท้าหยุดเพื่อฟังสิ่งที่ท่านตั้งใจจะสื่อ

             คุณยายรู้…? 

           “ชีวิตคนเราถ้าไม่ยกมายึดติดกับอะไรให้มากจนเกินไป ยอมแพ้กับเรื่องที่เป็นไปไม่ได้บ้าง…เธออาจจะมีความสุขมากกว่านี้นะ” 

             “ความสุข?”ผมหันหน้ากลับไปสบตาคุณยาย“คนอย่างผมที่ห่างหายจากคำๆนั้นมานาน…ยังจะมีโอกาสสัมผัสมันได้อีกหรอครับ?”

             “ได้สิ…แต่ไม่มีใครรู้ดีเท่าตัวเธอเองหรอก”รอยยิ้มใจดีถูกส่งมาเหมือนอย่างเคย มันอบอุ่น อ่อนโยน…ยิ่งมองรอยยิ้มแบบนี้ก็ยิ่งรู้สึกปวดหนึบ รู้สึกผิดเหลือเกินที่จะเอ่ยออกมาว่าผมทนมองมันนานๆไม่ได้

             “ผมลานะครับ”

 

             คล้อยหลังหลังจากที่เด็กหนุ่มเดินพ้นออกไป คุณยายยังคงแต้มริมฝีปากวาดรอยยิ้มด้วยความอ่อนโยนและมันดูจะยิ่งอ่อนโยนมากขึ้นกว่าเดิม

             “คุณนี่ก็ช่างวนเวียนอยู่รอบตัวพวกเราจริงๆ”คำพูดที่เหมือนจะเปรยออกมาเพียงลอยๆสวนทางกับนัยน์ตาทั้งสองที่เหลือบมองเงาข้างตัว

             เนื่องด้วยภายในห้องถูกตกแต่งด้วยผ้าม่านสีทึบทั่วทั้งห้องเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จะมีเพียงแสงสว่างจากเทียนเพียงไม่กี่เล่มที่ตั้งอยู่ตามจุดต่างๆเท่านั้นที่สาดส่องพอให้เห็นเงาของคุณยาย

             ติ๊กต๊อก! ติ๊กต๊อก! ติ๊กต๊อก!

             …ติ๊กต๊อก!

             “ไม่เจอกันนานนะคะ”ปรากฏร่างบอบบางของหญิงสาวในชุดสีดำ เธอก้าวออกมาจากที่ซ่อนของเงามืดก่อนจะหยุดยืนข้างๆหญิงชรา“ปกติเวลามนุษย์เราเจอหน้าคนที่จากกันนานๆมักจะถามว่าสบายดีหรือเปล่า…แต่ฉันคิดว่ามันคงใช้กับคุณไม่ได้ เลยเปลี่ยนเป็นพูดประโยคนั้นออกมาแทน” 

             ใบหน้าเรียบนิ่งไม่คิดจะสบมองคนข้างตัว แม้ไม่รู้ว่าหญิงสาวชุดดำคนนี้ตั้งใจฟังสิ่งที่หญิงชราพูดหรือไม่ แต่สายตาที่เอาแต่ทอดมองไปยังประตูหน้าห้องกลับเป็นตัวจุดประกายรอยยิ้มของหญิงชราได้เป็นอย่างดี

             “สิบปีที่ผ่านมาสำหรับเด็กคนนั้นคงเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานมาก…เขาถูกกดดันเร่งให้เป็นผู้ใหญ่ขึ้นทั้งที่หัวใจยังแตกร้าว ท่ามกลางสังคมที่โดดเดี่ยว ช่วยเหลือตัวเองเพียงลำพังจนกลายเป็นความเคยชิน…จากเด็กน้อยผู้น่าสงสารในวันวาน น่าอัศจรรย์นะคะ ที่โตขึ้นมาได้เข้มแข็งขนาดนี้”

             หญิงชราทอดสายตามองที่ประตูหน้าห้องบ้าง นัยน์ตาฝ้าฟางที่ใกล้บอดเต็มทีเหม่อลอยราวกับเห็นหนทางอันไกลแสนไกลทอดยาวอยู่ตรงหน้า

             “ถึงจะอยากพูดว่าเสียดายที่ในสิบปีนั้นคุณไม่ได้อยู่ดูพัฒนาการของเด็กคนนั้นต่อว่าเป็นอย่างไร ฉันก็คงสาธยายออกมาได้ไม่เต็มปาก…ในเมื่อเวลาของเราไม่เคยเท่ากัน”

             “…”

             “สำหรับคุณเรื่องราวที่มากมายเหล่านี้คงเป็นเพียงเรื่องเล่าธรรมดาที่ฟังเผินๆเพิ่งเกิดขึ้นไม่เกินสิบนาที”

             “ก็รู้ดีหนิ”

             “โอ้ ยอมเอ่ยปากพูดออกมาสักทีนะคะ ปล่อยให้ฉันชวนคุยยังกับคนบ้าตั้งนาน”หญิงชราอดแหย่ไม่ได้ ถึงจะรู้ว่าพูดไปมันก็ไม่ได้กระทบอะไรกับหญิงสาวก็ตาม

             “ชีวิตก็แบบนี้แหละ…วนเวียนเป็นวัฏจักรเดิมๆไม่มีสิ้นสุด”

             “นั่นสิคะ แต่คุณคงไม่คิดปล่อยให้ความค้างคาตลอดสิบปีที่ผ่านมาของเด็กคนนั้นสูญเปล่าหรอกนะ?”

             “…”

             “อุตส่าห์ออกมาอยู่ที่นี่ทั้งที อย่างน้อยก็ช่วยสะสางเป็นธุระส่วนตัวอีกสักอย่างจะเป็นไรไป”

             “ห่วงนักหรือไง? กับเด็กคนนั้นน่ะ”

             “อึดอัดใจมากกว่าค่ะ”

             “งั้นหรอ”

             “ใช่สิคะ ก็ในเมื่อหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ชีวิตของเด็กคนนึงต้องเปลี่ยนไป แทนที่เขาจะได้พบความสุขกลับต้องมาทนทุกข์กับความหลังที่เจ็บปวด”

             “…”

             “ส่วนหนึ่งมันก็เป็นเพราะฉัน…”

             หญิงชรายังคงจำได้ดีถึงช่วงเวลานั้น ตั้งแต่วันแรกที่ครอบครัวของ ‘แจ็ค’ ก้าวเข้ามาเยือนที่ร้านของเธอ เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่พ่อกับแม่ของเด็กคนนั้นใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ตามคำทำนายของเธอ…พวกเขาต้องตายและปล่อยให้ลูกชายวัยแปดขวบใช้ชีวิตอยู่ลำพัง…หญิงชราเพิ่งตระหนักได้ว่าเพราะคำพูดเหล่านั้นของเธอแท้ๆ มันส่งผลให้พ่อและแม่ของเด็กเกิดความเครียดสาหัส เป็นผลให้พวกเขาได้รับอุบัติเหตุทางรถยนต์จนเสียชีวิต

             สิบปีให้หลัง นี่จึงเป็นครั้งแรกที่หญิงชราได้พบกับแจ็คอีกครั้ง ต่อให้เวลาจะผ่านมานานแค่ไหนเธอก็ไม่เคยลืมนัยน์ตาสุกสกาวเต็มเปี่ยมไปด้วยความไร้เดียงสาของเด็กน้อย ถึงนัยน์ตาคู่นั้นบัดนี้จะเปลี่ยนแปลงไปจนกลายเป็นความเย็นชา และแจ็คคงไม่มีทางจำหน้าของหญิงชราแบบเธอได้

             “เธอแค่ต้องทำตามหน้าที่”

             ไม่รู้ด้วยโชคชะตานำพาหรืออย่างไร เธอถึงได้มีโอกาสทำนายชีวิตให้กับเด็กชายคนนั้นต่อจากพ่อและแม่ของเขา…ถึงจะแปลกใจอยู่บ้างที่การมาเยือนของแจ็คจะทำให้หญิงชราบังเอิญไปเห็นเส้นความปรารถนาของเด็กหนุ่ม นั่นคือการไขว่คว้าอยากพบเจอกับสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ซ้ำยังเป็นคน…ที่ยืนอยู่ข้างเธอเสียด้วย

             สิบปีก่อนคงมีเรื่องที่น่าจดจำระหว่างแจ็คกับเธอคนนี้ไม่มากก็น้อย

             “ใช่ๆ ฉันรู้…ก็ในเมื่อคุณเคยบอกมันกับฉันแบบนั้นมาตั้งนานแล้วหนิ”

             ติ๊กต๊อก! ติ๊กต๊อก! ติ๊กต๊อก!

             “อะไรกัน ดังถี่ใหญ่เลยนะคะนั่น”หญิงชราเหลือบมองนาฬิกาพกที่ห้อยติดอยู่กับแขนซ้ายของหญิงสาวเล็กน้อย เธออดที่จะถอนหายใจแล้วแค้นยิ้มออกมาไม่ได้“เฮ้อ~ ในที่สุดก็หมดเวลาของฉันแล้วสินะคะ”

             หญิงสาวหมุนตัวเดินหายกลับเข้าไปในเงามืดช้าๆ

             “ทีนี้ คุณจะทำยังไงต่อละคะ?”

             “ปล่อยมันไป”

             “…”

             “อย่างที่มันควรจะเกิด”

             เสียงตอบกลับเพียงประโยคสั้นๆดังก้องสะท้อนภายในห้องมืดๆของหญิงชรา เมื่อแน่ใจแล้วว่ามีเพียงร่างของเธออยู่ในห้องเพียงลำพัง…คุณยายจึงเอนกายพิงพนักเก้าอี้ด้วยสีหน้าที่ผ่อนคลาย

             หญิงชราอดไม่ได้ที่จะกวาดสายตามองรอบห้อง ความทรงจำเมื่อครั้งวันวานที่เธอนั้นลืมไปนานแล้วจึงหลั่งไหลเข้ามาราวม้วนเทปที่ถูกเปิดดู ทั้งที่ความเป็นจริงหญิงชราจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยเกิดเหตุการณ์บางเหตุการณ์เหล่านั้นขึ้นมา มันมีทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีจดจำวนเวียนซ้ำกันไป

             ยิ่งเป็นความทรงจำที่เกี่ยวกับร้านนี้เธอยิ่งจำมันได้ขึ้นใจ เพราะหญิงชราเริ่มก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาได้ก็ด้วยเพราะตึกเล็กๆเก่าซอมซ่อแห่งนี้ตั้งแต่ที่เธอเริ่มต้นก้าวเข้าสู่สายหมอดู สมัยนั้นคือช่วงรุ่งโรจน์ของหญิงชรา ไม่ว่าใครต่างก็อยากดูดวงแม่นๆกับแม่หมอที่ขึ้นชื่ออย่างเธอทั้งนั้น ทำให้วันทุกวันมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการไม่ขาดสาย มากมายถึงขนาดที่หญิงชราต้องรับลูกศิษย์เข้ามาเพื่อช่วยจัดสรรเวลาและคัดกรองคนที่จะเข้ามาพบเธอ

             นี่ก็ผ่านมาเกือบสี่สิบปีแล้วสินะ เรื่องราวในตอนนั้นนับว่าสนุกมากทีเดียว

             “ง่วงจังเลยนา…”

             หญิงชราปิดเปลือกตาลงอย่างช้าๆ พลันนึกถึงใบหน้าที่ไร้ซึ่งความรู้สึกของหญิงสาวชุดดำ ที่ผุดขึ้นมาอยู่เป็นหนึ่งในความทรงจำ การพบกันที่แม้จะเพียงแปบเดียวแต่กลับติดตรึงอยู่ในใจเสมอ

             “ต้องขอบคุณการมีอยู่ของคุณนะคะ”

             “…”

             “ที่ทำให้ฉันได้เข้าใจถึงความหมายของชีวิต”

             “…”

             “…จากนี้คงต้องรบกวนคุณอีกสักหน่อย”

             “อืม”

             เสียงตอบรับเพียงหนึ่งครั้งของผู้ที่ตนคิดว่าน่าจะไม่อยู่ที่นี่แล้ว หากแต่ตอนนี้มันกลับดังขึ้นมาอีกครั้งราวจะบอกว่าเธอคนนั้นยังไม่ได้ไปไหน หญิงชราแย้มยิ้มอย่างสุขใจ

             พร้อมปล่อยวางทุกสรรพสิ่งหลังเสียงดังถี่ของนาฬิกาส่งสัญญาณดังขึ้น…

             เป็นครั้งสุดท้าย…

             ตั้งแต่เช้าจรดเย็นแจ็คยังคงวนเวียนอยู่กับการทำงานพิเศษซ้ำซากดังเดิม หลังภารกิจส่งของให้ลูกค้าตามออเดอร์ที่มากกว่าทุกวันเพราะเป็นช่วงใกล้เทศกาลผู้คนจึงคึกคักมากเป็นพิเศษทั้งสั่งของส่งของกันสนุก ไม่นึกถึงพนักงานที่ให้บริการว่าจะหัวหมุนขนาดไหนกันบ้างเลย

             นี่ยังดีที่เขานั้นเรียนจบมัธยมแล้วถึงได้มีเวลาว่างมาหาเงินใช้ยังชีพสะดวก แถมยังมีระยะเวลาการทำงานถึงแค่สี่โมงเย็นเท่านั้น ดังนั้นเวลาที่เขาเหนื่อยสายตัวแทบขาดอย่างในวันนี้เขาจึงคิดจะหาทางผ่อนคลายด้วยการเดินเล่นตามถนนในสวนสาธารณะสักหน่อย

             น่าแปลกนะ ทั้งที่เย็นป่านนี้แล้วแต่กลับไม่ค่อยเห็นคนออกมาเดินเล่นหรือออกกำลังกายเหมือนอย่างทุกที

             พรึ่บ!

             แจ็คชะงักเท้าเมื่อเจ้าตัวรู้สึกว่าตนได้เยียบอะไรเข้าสักอย่างจึงก้าวเท้าถอยออกมาหนึ่งข้าง เมื่อก้มพิจารณาดูถึงรู้ว่ามันเป็นแผ่นกระดาษสี่เหลี่ยมที่มีรูปคล้ายผีเสื้อติดอยู่

             ดูจากทรงและขนาดแล้ว…คล้ายไพ่เลย

             เด็กหนุ่มก้มตัวเอื้อมมือหมายจะหยิบมันขึ้นมาดู…

             “อย่าจับมัน”

             แจ็คชะงักเมื่อสุรเสียงของใครบางคนเอ่ยสั่ง เขาเงยหน้าสอดส่ายสายตาหาเจ้าของเสียงจนเมื่อเอี่ยวตัวหันกลับไปเห็นแผ่นหลังของใครบางคนที่อยู่ในอิริยาบถเดียวกันกับเขา หากทว่าใต้ฝ่ามือของหญิงคนนั้นมีแมวขนสีส้มคลอเคลียอยู่

             ทำไมเขาไม่สังเกตเห็นว่ามีใครอยู่ตรงนั้นกันนะ

             “อา…ขอโทษด้วยนะครับ ผมไม่รู้ว่านี่เป็นของคุณ”

             “ไม่จำเป็นต้องขอโทษ”

             “เอ่อ ผมแค่จะช่วยหยิบ”

             “ไม่ต้อง”

             “แต่ว่า…”

             พรึ่บ!

             ยังไม่ทันที่แจ็คจะพูดจบหญิงสาวก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง อาภรณ์สีดำขยับไหวตามจังหวะการหมุนตัวเล็กน้อย

             แจ็คชะงัก…

             นัยน์ตาที่ไร้ซึ่งประกายสบมองเข้ากับนัยน์ตาของแจ็ค ทุกๆการเคลื่อนไหวของหญิงสาวเข้าสู่ครรลองสายตา จนเด็กหนุ่มเกือบลืมแม้กระทั่งหายใจ

             ทำไม…เข้าถึงรู้สึก…

             …คุ้นเคย?

             แจ็คลุกยืนเต็มความสูงเมื่อหญิงสาวเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า หากแต่เธอไม่ได้คิดจะสนใจเขาอีก เธอทำเพียงก้มย่อเก็บไพ่ใบนั้นขึ้นมา

             นัยน์ตาเรียบนิ่งจดจ้องไพ่ในมือก่อนจะไล้นิ้วโป้งเกลี่ยเข้ากับรูปสลักผีเสื้อเบาๆ

             “คุณ…”

             “เธอคงไม่คิดจะพลิกไพ่ใบนี้ดูหรอกใช่ไหม?”

             “ครับ?”แจ็คมองเธอด้วยความงุนงงเมื่อไล่สายตามองไปยังมือของหญิงสาว“ไม่เชิงครับ”ถ้าหากไม่ถูกเธอทักขึ้นมาเขาอาจจะพลิกมันดูอีกด้านไปแล้ว

             “ก็ดีที่คิดอย่างนั้น”

             “ผมถามได้ไหม...ว่ามันมีอะไร?”

             มือที่ถือไพ่นั้นจัดเก็บมันเข้ากระเป๋ากระโปรง หญิงสาวผินใบหน้าหันมาสบมองแจ็คด้วยความเรียบนิ่ง…ไม่รู้ทำไมแค่เพียงเด็กหนุ่มสบตาคู่นั้นเหมือนถูกแรงดึงดูดบางอย่างฉุดเข้าหาความมืดมน รอบกายมีแต่ความว่างเปล่า

             “อย่าเลย”

             “…”

             “มันไม่มีประโยชน์อะไรที่จำเป็นต้องรู้หรอก”

             “…”

             “ฉันเสียเวลาตรงนี้นานไม่ได้เสียด้วย…ขอตัวนะ”

             แจ็คมองตามแผ่นหลังของหญิงสาวไป เด็กหนุ่มสับสนจวบจนสายตาเหลือบไปเห็นนาฬิกาพกสีทองที่ห้อยอยู่กับแขนซ้ายของเธอ

             นาฬิกาพกรุ่นโบราณที่คนสมัยนี้ไม่ค่อยมีติดตัวกันแล้ว…

             “เดี๋ยวก่อน…”

             เหมียว~

             เด็กหนุ่มสะดุ้งตกใจเล็กน้อยเมื่อจู่ๆก็มีตัวขนนุ่มๆมาคลอเคลียที่ขาของเขา เมื่อก้มลงไปมองก็เห็นเจ้าแมวส่งเสียงเรียกร้องความสนใจจากเขา

             แจ็คไม่ได้มองมันอีกต่อไป ตั้งใจจะส่งเสียงรั้งหญิงสาวคนนั้น ทว่า…แค่เด็กหนุ่มเผลอละความสนใจไปจากเธอแค่แปบเดียวเท่านั้น

             ร่างของเธอคนนั้นก็ไม่อยู่เสียแล้ว…

             เด็กหนุ่มรีบเดินตรงไปหวังเพียงจะเห็นแผ่นหลังของหญิงสาวคนนั้น ทว่าเมื่อแจ็คลองหาจนทั่วเกือบจะทั้งสวนสาธารณะอยู่แล้ว…เขากลับหาเธอไม่เจอ

             “ทำไมหายไปเร็วนักล่ะ…”

 

             คล้อยหลังจากที่แจ็คกลับมาถึงบ้านในหัวของเด็กหนุ่มเอาแต่คิดถึงใบหน้าของหญิงสาวคนนั้น คนที่เขาเพิ่งเจอกันในสวนสาธารณะวันนี้

             ทั้งอิริยาบถที่เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า ใบหน้าเฉยชา นัยน์ตาไร้ประกายความมีชีวิตชีวา…ทั้งหมดทั้งมวลที่เป็นเธอคนนั้นแม้จะเพียงไม่กี่นาที

             แต่ทำไม เขาถึงได้รู้สึกคุ้นเคยเหลือเกิน…

             …ราวกับว่าเราเคยรู้จักกันมาก่อน

             แจ็คไม่ปล่อยให้ตัวเองค้างคาใจนาน เขารีบรุดขึ้นห้องนอนตัวเองเปิดลิ้นชักตู้ของโต๊ะเขียนหนังสือเพื่อค้นหาของที่ต้องการในทันที

             หนังสือเล่มบางๆถูกหยิบขึ้นมาต่อหน้า เด็กหนุ่มนั่งลงบนเก้าอี้พรางสัมผัสหน้าปกสีซีดกรุ่นกลิ่นของหน้ากระดาษยามเมื่อถูกเปิดออกบ่งบอกถึงอายุเก่าแก่ของมัน

             เขาจดจ่อสายตาเพ่งตัวอักษรที่สีหมึกเริ่มจางจนอ่านแทบไม่รู้เรื่อง แต่ถึงอย่างนั้นเด็กหนุ่มก็พยายามแกะเนื้อความอ่านอย่างตั้งใจ

             หนึ่งนางน้อย เกศา ดำทมิฬ 

เนตรสีนิล ไร้ซึ่ง ประกายแสง 

อาภรณ์เอก ทั้งตัว มิผันแปลง 

มิแสดง วาจา มิเคลื่อนไหว 

             พลันนั้นความทรงจำเมื่อสิบปีก่อนจึงหวนย้อนกลับมา 

             …......... 

             “คุณ! ระวัง!!!” 

           เอี๊ยดดดด!!! โครม!!! 

           อุบัติเหตุรถพลิกคว่ำเกิดขึ้นในบัดดล เสียงหวีดร้องปะปนไปกับเสียงเครื่องยนต์ดังอื้ออึงอยู่ด้านนอก…เด็กน้อยผู้อยู่เบาะหลังหูตาพร่าเลือน ร่างที่นอนกลับหัวนั้นผิดรูปเฉกเช่นเดียวกับร่างของบุพการีทั้งสอง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งเต็มไปทั่วทั้งรถจนน่าสะอิดสะเอียน 

           “อึก!...พะ พ่อ ครับ มะ…ฮึก! แม่ ครับ” 

           เสียงแหบแห้งของเด็กน้อยพยายามเอื้อนเอ่ยเรียกคนสำคัญทั้งสอง มือขวายกขึ้นไปด้านหน้าหมายมาดจะคว้าพวกเขาเอาไว้ ร่างที่ไร้การตอบสนองของผู้ใหญ่ทั้งสองสร้างความหวาดกลัวให้กับเด็กน้อยจนไม่อาจสกัดกั้นน้ำตาเอาไว้ได้ เด็กน้อยร้องไห้ขณะที่ร้องเรียกพ่อกับแม่ซ้ำๆ 

           “ช่วยด้วย ใครก็ได้…”เด็กน้อยร่ำร้องขอความช่วยเหลือปานจะขาดใจ ยามเมื่อเห็นว่าร่างของพ่อและแม่มีเลือดรินไหลออกมาไม่หยุด 

           ความสิ้นหวังจึงเริ่มเข้ามาเกาะกิน… 

           ติ๊กต๊อก! ติ๊กต๊อก! ติ๊กต๊อก! 

             ท่ามกลางเสียงอื้ออึงที่เต็มไปด้วยความโกลาหลข้างนอกกลับมีหนึ่งเสียงที่ดังเข้าสู่โสตประสาทชัดเจน…เด็กน้อยจดจ้องสายตามองไปยังหน้าต่างรถที่แตกกระจายข้างนอก เขาเห็น…เห็นร่างบอบบางของใครบางคนเดินเข้ามาใกล้ยังรถของเขา 

           แม้นัยน์ตาจะพร่าเลือนจนเห็นอะไรต่อมิอะไรไม่ชัดเจน หากแต่เรือนผมยาวสีทมิฬนั้นกลับบอกเพศสภาพของร่างนั้นได้เป็นอย่างดี…คนๆนี้คือผู้หญิง 

             “คุณ…ครับ ได้โปรด ชะ ช่วย…” 

           วินาทีที่เด็กน้อยเริ่มประคองสติของตัวเองไม่ไหว ก่อนที่เขาจะปิดเปลือกตาลง…ผู้หญิงคนนั้นก็หันหน้ามามองที่เขา… 

           …......... 

มือซ้ายนั้น ประคอง วันเวลา 

มือขวานั้น ประคอง ห่วงชีวิต 

           “เด็กคนนั้นน่าสงสารจังเลยนะ” 

           “นั่นสิ สูญเสียทั้งพ่อและแม่ไปในคราวเดียวกัน” 

           “ญาติที่เหลืออยู่ในตอนนี้ก็มีแต่คุณตาเท่านั้น” 

           “คนแก่กับเด็กซะด้วย…แล้วแบบนี้จะดูแลกันไหวหรอ?” 

           น้ำตารินไหลมาพร้อมกับเสียงสะอึกสะอื้น เด็กน้อยกอดเข่าร้องไห้อย่างน่าสงสารใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ซึ่งห่างไกลจากอาคารที่ใช้จัดพิธีศพของพ่อกับแม่เขา เด็กน้อยไม่อยากทนฟังบทสนทนาที่เต็มไปด้วยความน่าเวทนานั้นอีก เขาจึงตัดสินใจหลบออกมาร้องไห้เพียงลำพัง 

           ติ๊กต๊อก! ติ๊กต๊อก! ติ๊กต๊อก! 

           เด็กน้อยเงยหน้าไล่สายตามองหาที่มาของเสียงทันทีที่ได้ยิน…ก่อนที่เขาจะสบเข้ากับนัยน์ตาสีนิลที่ซึ่งจงใจทอดมองมายังเขาอยู่ก่อนแล้ว เมื่อไล่สายตาพิจารณาดูเด็กน้อยถึงสังเกตเห็นว่าสองแขนที่กอดอกอยู่นั้นด้านซ้ายถูกพันด้วยโซ่เส้นเล็กซึ่งห้อยด้วยนาฬิกาพก 

           และนั่นคือที่มาของเสียง… 

           “คุณ…เป็นใครครับ?” 

           “แค่คนที่บังเอิญผ่านมา…ทำตามหน้าที่” 

           …......... 

อัสดง เคลื่อนผ่าน ใกล้ลาลับ 

แสงนวลดับ หยุดส่อง พอแล้วสิ้น 

พลับพลึงขาว ปลอบโยน สุสานดิน 

ย้อมสีกลิ่น พิษสง คงสีแดง 

           เมื่อยามพระอาทิตย์เคลื่อนคล้อยตกดิน จากท้องฟ้าที่เคยมีสีส้มนวลสวยบัดนี้ถูกแทนที่ด้วยท้องฟ้าสีรัตติกาล…ภายในสุสานจากที่เงียบสงบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ไม่ว่าเด็กน้อยจะย่ำเท้าไปที่ตรงไหนก็จะได้ยินแต่เสียงการเคลื่อนไหวของตัวเองจนน่าขนลุก 

           ความที่ไม่รู้ว่าตนควรเดินไปทางไหนสายตาจึงหันไปสะดุดเข้ากับประกายแสงล่องลอยเป็นกลุ่มก้อนมาจากทิศทางหนึ่ง ด้วยความสงสัยตนจึงก้าวตามไปยังจุดที่มันลอยมา 

           “สุดท้ายก็ตามฉันมาจนได้สินะ” 

           สุรเสียงที่คุ้นเคยเอ่ยขึ้นก่อนที่เด็กน้อยจะทันได้เห็นร่างของผู้พูดเสียอีก 

           “คุณ…กำลังทำอะไรน่ะครับ?”เด็กหนุ่มเดินมาจนถึงจุดที่หญิงสาวยืนอยู่ เขาสังเกตเห็นว่าเธอยืนอยู่ตรงหน้าป้ายหลุมศพแต่เป็นของใครก็ไม่อาจทราบได้ เมื่ออ่านดูชื่อก็ไม่คุ้นว่ารู้จัก 

           “ไม่จำเป็นต้องรู้”หากแต่เสียงที่ตอบมากลับตัดเหยื่อใยเด็กน้อยเหมือนอย่างเคย 

           หญิงสาวไม่สนใจสีหน้าง้ำงอของเด็กน้อย เธอย่อกายคว้าก้านดอกไม้ชนิดหนึ่งที่ซึ่งถูกวางไว้หน้าป้ายหลุมศพนี้ขึ้นมาถือไว้ 

           “นี่คือดอกอะไรหรอครับ?” 

           “…พลับพลึง” 

           “อา…ผมขอจับมันได้ไหม?” 

           “ได้…” 

           เด็กน้อยยิ้มกว้างเอื้อมมือเตรียมจะคว้าดอกพลับพลึงซึ่งมีสีแดงสดจากมือของหญิงสาว 

           “ถ้าเธอไม่กลัวพิษที่อาจทำให้ถึงตายได้ของมันน่ะนะ…” 

           เด็กน้อยเบิกตากว้าง 

           “ตะ แต่คุณก็แตะมันแล้ว” 

           “ฉันก็แค่แตะ ไม่ได้ส่งผลอะไรร้ายแรงสักหน่อย” 

           “ก็ไหนคุณบอกว่ามันมีพิษ” 

           “ใช่ มันมี…หากเธอไม่ระวังเผลอทำอะไรกับมันเข้า ตอนนั้นแหละมันจะเป็นภัยต่อเธอ” 

           “ยะ ยังไงครับ?” 

           “หาคำตอบเอาเองสิ…” 

           …......... 

             พรึ่บ!

             ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่จู่ๆหยาดน้ำอุ่นๆรินไหลออกจากหางตากระทั่งมันไหลอาบสองข้างแก้ม น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าตกกระทบเข้ากับหน้ากระดาษส่งผลให้ตัวอักษรเริ่มจางหาย

             “เป็นคุณ…จริงๆด้วย”

 

             ความอบอุ่นของแสงอาทิตย์เริ่มเลือนหายถูกแทนที่ด้วยความเย็นย่ำแห่งรัตติกาล หญิงสาวชุดดำผู้ประคองถือก้านดอกพลับพลึงสีขาวก้าวเดินไปตามเส้นทางที่ถูกประดับด้วยหินอ่อน ก่อนเท้าก้าวเยียบลงสู่ผืนดิน…ที่สุดของทางเดินต่อหน้าสองป้ายหลุมศพชายหญิงคู่รัก

             มือบางวางดอกพลับพลึงสีขาวไว้กึ่งกลางระหว่างหน้าป้ายหลุมศพทั้งสอง

             “ได้เวลาแล้ว”

             ประกายแสงสีเงินเรืองรองโอบล้อมสองป้ายหลุมศพ สาดส่องความสว่างไสวท่ามกลางความมืดในสุสาน

             “ฉันทำตามที่พวกเธอขอให้แล้วนะ”

             ….........

             “ฉันขอร้องล่ะค่ะ”เสียงหวานใสเล็ดลอดเข้าสู่โสตประสาท ขณะที่หญิงสาวใช้นัยน์ตาจับจ้องไปยังดวงไฟทั้งสอง 

           “อะไร?” 

           “ได้โปรดช่วยพวกเราสักครั้งเถอะนะครับ”เสียงทุ้มต่ำเอ่ยอ้อนวอน หากเขาอยู่ในร่างมนุษย์ปกติแล้วละก็คงได้เห็นพวกเขาทั้งสองคุกเข่าให้แก่หญิงสาวชุดดำตรงหน้าอย่างแน่นอน 

           “ลูกของเรา…แจ็คน่ะ เด็กคนนั้นไม่ควรที่จะอยู่ตามลำพังทั้งที่ยังเสียใจหนักขนาดนี้” 

           “เด็กคนนั้นควรมีที่พึ่ง” 

           “แล้วยังไง…”หญิงสาวหันหลังให้กับที่มาของเสียงทั้งสอง 

           “ได้โปรดเถอะค่ะคุณ…ได้โปรดช่วยดูแลลูกชายของเราด้วยเถอะค่ะ” 

           “ไม่” 

           “ขอร้องล่ะครับ…อย่างน้อยแค่ระยะสั้นๆก็ยังดี ขอแค่เด็กคนนั้นเข็มแข็งขึ้นก็พอ” 

           “ไม่คิดว่าขอมากไปหรือไง…ข้อแรกแค่อยากคอยเฝ้าดูลูกโตขึ้นอย่างน้อยสักสิบปีฉันก็ยังพอให้ได้ แต่นี่…ยังจะขอให้ฉันเอาตัวเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์เนี่ยนะ” 

           “พวกเราขอร้องล่ะ…” 

           …......... 

           พลับพลึงสีขาวค่อยๆถูกย้อมให้เปลี่ยนสีไปทีละนิด หญิงสาวยืดตัวตรงสลัดความทรงจำในอดีตของสองวิญญาณทิ้งไป… 

             “ไปกันได้แล้ว”

             ประกายแสงเจิดจ้าสาดส่องไปทั่วสุสานอีกครั้งก่อนมันจะสลายสิ้นไป เหลือทิ้งไว้เพียงดอกพลับพลึงที่ในบัดนี้มันเปลี่ยนเป็นสีแดงไปแล้วเรียบร้อย

             ตึก! ตึก! ตึก!

             สุสานที่กลับมาเงียบสงบได้ไม่นานก็มีเสียงฝีเท้าของใครบางคนเดินออกมาจากหลังต้นไม้ที่ซึ่งใช้เป็นที่กำบังร่าง

             แจ็คทอดสายตาจดจ้องมองชื่อป้ายหลุมศพทั้งสองพร้อมกับน้ำตาที่รินหลั่งไหล เขาร้องไห้โดยไม่มีเสียงสะอื้น…ก่อนจะโน้มกายเก็บดอกพลับพลึงสีแดงขึ้นมาดูใกล้ๆ…ราวสิ่งที่เคยกักเก็บไว้ในใจนั้นได้รับการปลดปล่อย

             ในที่สุด…

             การเจอกันระหว่างเขากับผู้หญิงคนนั้นคือกุญแจที่ถูกนำมาปลดล็อคให้เขาได้ปล่อยวางทุกอย่างลงตั้งแต่เมื่อครั้งสิบปีก่อน

             ทั้งยังทำให้เขาได้รู้สักทีว่าตัวตนของผู้หญิงคนนั้น

             …แท้จริงแล้วหล่อนเป็นใคร

             ตามบทกลอนที่หนังสือเก่าแก่นั้นกล่าวมา ว่าด้วยเรื่องของตำนานการจบชีวิตที่ผู้คนมองข้าม…มันถูกต้องตามลักษณะที่แจ็คเห็นทุกอย่าง

             เขาไม่นึกเลยจริงๆว่าคนที่คอยอยู่ข้างๆทำให้เขาเข้มแข็งขึ้นมาได้ ทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจฉุดรั้งให้เขาหลุดออกมาจากความโศกเศร้าตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อนจนถึงตอนนี้ ทั้งๆที่เป็นคนที่เขาเฝ้ารอจะเจอมาตลอด…ทั้งที่เขาอยากจะพบกับเธออีกครั้งในสักวันหนึ่งอย่างมีความหวัง เขาถึงขนาดอธิษฐานขอเพียงปาฏิหาริย์สักนิด จวบจนได้มีโอกาสมาเจอกันอีก…ทว่าความเป็นจริงที่เขาได้รับรู้ กลับเป็นอะไรที่เขาไม่คาดฝัน

             ในความเป็นจริงแล้วเธอเป็นคนๆเดียวกันกับที่พรากชีวิตของพ่อกับแม่เขาไป…

             ผู้หญิงคนนั้น

             …เป็น ‘ความตาย’ 

 

 

 

THE END 

ความคิดเห็น