email-icon facebook-icon Twitter-icon

ฝากติดตามด้วค่า

ตอนที่ 6 ความรู้สึกที่แปรเปลี่ยน (1/2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 6 ความรู้สึกที่แปรเปลี่ยน (1/2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 18.7k

ความคิดเห็น : 28

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ก.พ. 2563 17:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 300
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 6 ความรู้สึกที่แปรเปลี่ยน (1/2)
แบบอักษร

ขนาดลมหายใจยังมีกลิ่นเช่นนี้แล้วในริมฝีปากเล่า... 

เยว่ไท่จง 

 

รถม้าวิ่งไปตามทาง ตอนนี้ก็เย็นเต็มที เซี่ยหลุนเฟิงยังมีอาการไออยู่บ้าง แต่พยายามแข็งใจฝืน ลมเหมันต์หนาวจนเยว่ไท่จงเป็นห่วงคนป่วยจนต้องแอบมองอยู่บ่อยๆ 

“เกรงว่ากลับเรือนไปครานี้เจ้าต้องพักอีกหลายวัน” 

เซี่ยหลุนเฟิงมองท่านอ๋อง 

“ถึงข้าจะป่วย แต่ฝีมือวรยุทธ์ข้าไม่ได้ตกต่ำลง อย่าได้ห่วงไป หากเกิดอะไรขึ้น ข้าก็ยังคงทำตามสัญญาที่ให้ไว้” 

เยว่ไท่จงกล่าวเพราะเป็นห่วงจากใจจริง พอได้ยินเซี่ยหลุนเฟิงเอ่ยเช่นนั้น เยว่ไท่จงก็ได้แต่ตีหน้านิ่งอยู่ภายใต้หน้ากาก เห็นทีคนบางคนก็มิจำเป็นต้องแสดงน้ำใจ 

เช่นคนอย่างเซี่ยหลุนเฟิง จิตใจเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ และยโสโอหัง ไม่ยอมให้ใครมาดูถูกดูแคลน 

หากเป็นผู้ใฝ่ดี ก็จะทำบ้านเมืองไปในทางที่ดี หากใฝ่ต่ำ ก็จะนำบ้านเมืองล่มจม นับว่า หากรักษาคนเช่นนี้ไว้ใช้งานในวังหลวง ผู้ที่ได้ไปก็เหมือนได้ผู้จงรักภักดีที่มีความสามารถ ยากจะหาใครมาเปรียบได้ 

รถม้าชะลอความเร็วลงเรื่อยๆ สุดท้ายก็หยุดลง เซี่ยหลุนเฟิงและเยว่ไท่จงมองทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาตรงหน้า เวลาตอนนี้หนาวเย็นจับใจและใกล้มืดเต็มที ลมเหมันต์โบกพัดรุนแรงจนพัดเอาผ้าคลุมกันลมปลิวสะบัดไปตามแรง 

ข้างหน้าคือพื้นที่ราบ บนพื้นมีหิมะเกาะยอดหญ้าจนเป็นสีขาวโพลนเต็มไปหมด บุรุษทั้งสองต่างก้าวเดินไปพร้อมๆ กัน 

เยว่ไท่จงคอยมองดูการเคลื่อนไหวของเซี่ยหลุนเฟิงเสมอ สายตาจับจ้องมองทุกย่างก้าว อ้างว่าตนมองเพราะไม่รู้ทาง แต่ในก้นบึ้งหัวใจลึกๆ เขากลัวว่าคนตรงหน้าจะสายตาพร่ามัวจนล้มลงไปได้ 

เดินไปไม่ไกลก็มาหยุดอยู่หน้ากองดินซึ่งไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร ดูไม่เหมือนสุสานของบุตรีกรมพระคลัง แต่เหมือนสุสานของชาวบ้านไร้ทรัพย์สิน 

“น้องหก หนาวไหม” เซี่ยหลุนเฟิงเริ่มเอ่ย เดินเข้าไปใกล้แล้วก้มลงใช้มือตนลูบกองดิน “พี่ขอโทษนะ” เสียงทุ้มเริ่มสั่นไหว เยว่ไท่จงยืนมองแผ่นหลังที่เริ่มสั่นสะท้านของเซี่ยหลุนเฟิง เขาคิดภาพว่าตอนนี้ใบหน้าสีขาวซีดของเซี่ยหลุนเฟิงคงประดับไปด้วยสีแดงจางๆ ทั่วทั้งใบหน้านั้น ในแววตาก็ประกายไปด้วยหยาดน้ำที่เอ่อล้น 

แค่คิดภาพเขาก็สงสารจับใจ ไม่สามารถละสายตาไปจากแผ่นหลังกำยำนั้นได้แม้แต่วินาที 

“หากเจ้าหนาว หากเจ้าหิว ให้มาบอกพี่ ตอนนี้พี่พอมีทรัพย์อยู่บ้าง พี่อภิเษกกับท่านอ๋อง น้องไม่ต้องห่วงการเป็นอยู่ของท่านแม่...น้อง...อย่าโกรธแค้นท่านพ่อเลยนะ ไปเกิดในภพภูมิที่ดีเถิด” 

คำสุดท้ายเซี่ยหลุนเฟิง ถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เสียงสั่นจนเอ่ยไม่เป็นคำ เซี่ยหลุนเฟิงกลับมายืนตรงอีกครั้ง เขาสะอึกสะอื้นอยู่นาน น้ำเสียงฟังแล้วระทมใจยิ่ง 

เยว่ไท่จงเงยหน้ามองท้องฟ้า ปุยหิมะสีขาวค่อยๆ ร่วงหล่นลงมาทีละน้อย ลมหนาวก็โบกพัดไม่หยุด หากเปลี่ยนเสียงร้องไห้ของเจ้าเป็นเสียงหัวเราะ คงดีไม่น้อย 

เยว่ไท่จงหันไปมองเซี่ยหลุนเฟิงอีกครั้ง เห็นว่าอีกคนยังไม่หยุดสะอื้น ผู้เป็นพระสวามีในนามเช่นตนก็ทนไม่ไหว เดินขึ้นไปยืนขนาบข้างเซี่ยหลุนเฟิง 

เซี่ยหลุนเฟิงเห็นอีกคนมายืนข้างตนจึงหันไปมอง 

“ข้าผิดเองที่ทำให้เจ้าต้องมาตายตั้งแต่ยังเยาว์วัย ถึงข้าไม่สามารถล้างแค้นให้เจ้าได้เพราะความขลาดเขลาของข้า แต่ข้าสัญญาว่าจะดูแลมารดาของเจ้า ให้เหมือนดั่งมารดาของข้า” 

“ท่านเอ่ยอะไรกัน” เซี่ยหลุนเฟิงกล่าว 

เยว่ไท่จงจึงหันไปมองใบหน้าของเซี่ยหลุนเฟิง ริมฝีปากหยักสีแดงจาง ปรางแก้มและปลายจมูกก็เช่นกัน ดวงตาหยิ่งทะนง รูปหน้าคมคาย ผมประกายสีดำขลับกำลังพลิ้วไปตามสายลม ขนตางอนยาวมองแล้วชวนให้หลงใหล 

“ข้าจะรับมารดาเจ้ามาอยู่ที่จวนข้า” 

 

วันต่อมา 

ลมหนาวในวันนี้ทวีคูณขึ้น เยว่ไท่จงอ่านตำรามาตั้งแต่เช้าตรู่ ส่วนเซี่ยหลุนเฟิงก็ออกมาจากเรือนไม่ได้เพราะลมหนาวจัด 

เซี่ยหลุนเฟิงเล่าให้เยว่ไท่จงฟังว่า ปกติตนไม่ป่วยง่ายเช่นนี้ แต่คิดว่าที่ทำให้เป็นหนักเป็นผลมาจากโลหิตไม่หยุดไหลในวันนั้น 

และเพราะเมื่อวานสัญญาเอาไว้เป็นมั่นเป็นเหมาะ เขาจึงส่งคนไปรับมารดาของเซี่ยหลุนเฟิง ในตอนนี้ก็น่าจะจวนมาถึงแล้ว 

“ท่านอ๋อง มารดาของพระชายามาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” 

เยว่ไท่จงไม่อยากรบกวนความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูก จึงยกให้เป็นหน้าที่ของพ่อบ้านและเซี่ยหลุนเฟิง 

“เจ้าจัดแจงดูแลให้ดีที่สุดแล้วกัน” 

“พระองค์จะไม่ไปพบหน่อยหรือพ่ะย่ะค่ะ” 

เยว่ไท่จงตีหน้านิ่งยกตำรามาอ่าน เป็นเชิงบอกให้ผู้ถามรู้ว่าเขาจะไม่ไป 

นอกจากเซี่ยหลุนเฟิง พ่อบ้านประจำจวน และราชองครักษ์ ก็ไม่มีใครอยากพบหน้าเขา แล้วเขาจะบากหน้าไปพบผู้อื่นทำไม เขาเป็นตัวมารมาเกิดเช่นนี้ ไปก็รังแต่ให้ผู้คนหวาดกลัว 

 

เซี่ยหลุนเฟิงไม่เกรงลมหนาว ออกมาเพื่อรับมารดาตน 

อวิ๋นซื่อเจอบุตรชายก็จับไม้จับมือ 

“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง แม่ขอโทษที่ทำให้เจ้าต้องมาลำบากเช่นนี้” 

“ท่านแม่ กล่าวเช่นนี้ก็ไม่ถูก ลูกไม่ลำบากสักนิด” 

อวิ๋นซื่อเห็นว่าบุตรชายตนป่วยก็คิดโทษว่าเพราะเยว่ไท่จง 

“หากที่นี่ไม่มีลูก แม่ก็ไม่ยอมมา เพราะลูกอยู่ใกล้ไอมาร...” 

เซี่ยหลุนเฟิงได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกว่าเสียน้ำใจของเยว่ไท่จงมากนัก 

“ท่านแม่อย่ากล่าวเช่นนั้นเลย ท่านอ๋องเป็นผู้มีเมตตา ลูกป่วยเช่นนี้ทุกปี แล้วไยปีนี้ท่านแม่โทษท่านอ๋องเล่า” 

“เชิญท่านทั้งสองเข้าเรือนก่อน ท่านอ๋องมีคำสั่งให้พระชายาอยู่ในที่อบอุ่นตลอดเวลา เพราะลมหนาววันนี้รุนแรงมาก พระองค์เกรงว่าพระชายาจะถูกพิษไอเย็นอีกครั้ง” 

พ่อบ้านประจำจวนรีบเข้ามาแก้สถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ ตนทำงานให้องค์ชายแปดมาตั้งแต่พระองค์ยังไม่ใส่หน้ากาก ตนจึงไม่โกรธเคืองผู้ที่เข้าใจผิด 

ยิ่งพระชายาดีกับท่านอ๋อง ตนยิ่งพร้อมที่จะทำงานรับใช้พระชายา 

 

“ท่านแม่เห็นหรือยังว่าพระองค์ดีต่อลูก” 

    เมื่อมาถึงที่เรือนของมารดา เซี่ยหลุนเฟิงก็เอ่ยขึ้นหวังให้มารดาตนนั้นนับถือท่านอ๋อง อวิ๋นซื่อมองเรือนที่กว้างใหญ่และสะดวกสบาย การประดับในเรือนนั้นดูดีเกินไป 

“แม่แค่อยากมาดูลูกใกล้ๆ ไม่จำเป็นต้องให้แม่ถึงเพียงนี้” 

เซี่ยหลุนเฟิงพยุงมารดาไปนั่งเก้าอี้ก่อนจะรินน้ำชาใส่ถ้วยชา 

“ท่านแม่ ลูกกับท่านอ๋องเปรียบเสมือนคนคนเดียวกัน ลูกขอให้ท่านแม่รักพระองค์เหมือนดั่งบุตรคนหนึ่งได้หรือไม่” 

เซี่ยหลุนเฟิงเอ่ยวาจาโป้ปด ตนเป็นเพียงสหายเท่านั้น หาใช่คนคนเดียวกัน 

มารดาได้ยินที่บุตรชายเอ่ยอย่างไม่กระดากปากก็คิดว่าบุตรชายของตนคงมีใจให้กุ่ยอ๋องแน่แท้ 

แต่ในก้นบึ้งของหัวใจของคนเป็นมารดาก็ยังแอบต่อต้าน 

“หากลูกว่าเช่นนั้น แม่ก็ไม่ขัด ต่อให้พระองค์ให้แม่ไปอยู่คอกม้าในจวน แต่ถ้ามีลูกอยู่ที่จวนนี้ แม่ก็อยู่ได้” 

“ใครกันจะให้ท่านแม่อยู่ในที่เช่นนั้น” เซี่ยหลุนเฟิงกล่าว ทว่า เมื่อกล่าวจบก็ไอออกมาสองสามคำ สายตาพร่ามัวอีกครั้ง 

‘เห็นทีข้าต้องรีบกลับ จะให้ท่านแม่เห็นว่าข้าตาบอดจากพิษไอเย็นไม่ได้’ 

“ท่านแม่เดินทางมาเหนื่อยๆ พักก่อนเถิด ลูกรู้สึกไม่ค่อยดีจะไปดื่มยา” 

“โถ่ เฟิงเอ๋อร์” อวิ๋นซื่อห่วงบุตรชายมาก นางจับมือนั้นอย่างทะนุถนอม 

“ให้แม่ไปดูแลไหมลูก” 

“ท่านแม่ ลูกอยู่ที่นี่ในฐานะพระชายา ท่านแม่ไม่ต้องกังวลเรื่องลูก” 

คนเป็นลูกดึงมือตนออกจากมือของมารดา หลังจากนั้นเซี่ยหลุนเฟิงจึงหันไปเอ่ยกับพ่อบ้าน 

“พ่อบ้านไป๋ ข้าฝากท่านแม่ด้วย” 

“ขอรับ” 

 

ทันทีที่กลับถึงเรือนตน เซี่ยหลุนเฟิงก็ตรงไปที่โต๊ะสมุนไพร หวังจะเทยาที่ต้มไว้ ทว่าสายตาตนพร่ามัว จนทำให้น้ำต้มสมุนไพรที่กำลังรินนั้นเทไม่ลงถ้วยสักนิด 

เซี่ยหลุนเฟิงพลันยกมือกุมขมับ ไม่นานภาพต่างๆ ก็มืดลง 

เขากลายเป็นคนตาบอดอีกครา... 

ขณะเดียวกัน เยว่ไท่จงที่หวังจะมาดูอาการเพิ่งมาถึงแค่หน้าเรือนกลับได้กลิ่นสมุนไพรหอมฉุน เขาจึงรีบพุ่งไปเปิดประตูเรือนของเซี่ยหลุนเฟิงเข้าไป พบว่าเซี่ยหลุนเฟิงนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม่ขยับเขยื้อน แต่ยาต้มสมุนไพรกลับหกจนเลอะเทอะไปหมด 

“เกิดอะไรขึ้น” 

เยว่ไท่จงก้าวเข้าไปใกล้ เขามองแก้วยาที่มีน้ำสมุนไพรอยู่เพียงน้อยนิด 

“ข้ามองไม่เห็น” เสียงนั้นเอ่ยอย่างสั่นไหว 

หลายๆ ครั้งที่ตนป่วยก็ไม่เคยคิดมากจนกระทั่งวันนี้ 

ตนคิดเจ็บแค้นที่ตอนเป็นเด็กถูกเลี้ยงเสมือนลูกคนใช้ ทั้งๆ ที่ตนเป็นถึงคุณชายห้า 

นึกโกรธแค้นหลายเรื่องราวที่ตนเจอมาจนไม่อยากจะลุกไปไหน 

ทั้งเรื่องที่มารดาตนถูกผู้เป็นบิดาหลอกให้รัก แต่พอสอบติดจอหงวนก็แต่งกับสตรีอื่น หญิงงามบุตรของเจ้าเมือง 

ทิ้งให้มารดาตนรอคอยอยู่บ้านนอกนานนับปีถึงกลับมารับ แต่ผู้ที่มาก่อนเช่นมารดาตน กลับกลายว่าต้องแต่งเข้าจวนไปในฐานะอนุภรรยา 

ต้องให้ท่านแม่ทุกข์ทรมานอีกแค่ไหนกัน 

บิดาผู้นี้เกิดมาเป็นตัวมารทำลายชีวิตท่านแม่หรืออย่างไร 

ซ้ำร้าย เขามีโรคตาบอด เพราะบิดาไม่เคยไยดี ไหนจะน้องสาวที่ตายเพราะถูกวางยาอีก 

“หากชาตินี้ข้าไม่ได้แก้แค้นมัน ชาตินี้ข้าตายตาไม่หลับ” 

คำกล่าวของเซี่ยหลุนเฟิงสั่นไหวและเจ็บแค้น 

เยว่ไท่จงทราบทันทีว่าเหตุใดเซี่ยหลุนเฟิงถึงมีสีหน้าไม่สู้ดี 

เขารินยาใส่ถ้วยพอประมาณ ก่อนจะค่อยๆ นำไปจ่อปากของเซี่ยหลุนเฟิง 

ตัวเซี่ยหลุนเฟิงได้กลิ่นยาก็ทราบว่าท่านอ๋องส่งป้อนให้ดื่ม จึงไม่ขัดขืนและหวังยกมือขึ้นมาประคองถ้วย ทว่าขณะที่มือของตนทาบทับกับมือของเยว่ไท่จงที่กำลังจับถ้วยยาอยู่นั้น 

เซี่ยหลุนเฟิงพลันแอบคิดในใจขณะดื่มยาว่า...มือของเยว่ไท่จงช่างอบอุ่น 

เยว่ไท่จงก็ได้แต่รู้สึกสั่นไหว มองใบหน้าคมคายของบุรุษตรงหน้า ไหนจะมือหยาบกร้านซึ่งไม่ได้นุ่มนิ่มเฉกเช่นสตรีนั่นอีก 

มือของบุรุษจับดาบจับกระบี่เช่นนี้ กลับทำให้เยว่ไท่จงรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง อยากจะเร่งเวลานี้ให้เดินเร็วขึ้นอีกนิด เพราะเขารู้สึกสั่นสะท้านจนควบคุมอารมณ์ไม่ได้ 

ในที่สุดยาก็หมดถ้วย เยว่ไท่จงวางถ้วยยาลงก่อนจะพยุงเซี่ยหลุนเฟิงไปนั่งบนเตียงกว้าง 

“เป็นอย่างไรบ้าง” 

เซี่ยหลุนเฟิงเงียบ เขากะพริบตาช้าๆ แต่มองอะไรไม่เห็น เยว่ไท่จงจึงลุกขึ้นเดินไปหยิบผ้าฝ้ายสีขาวมาอีกครั้ง แล้วลงมือผูกผ้าผืนนั้นปิดบังดวงตาให้เซี่ยหลุนเฟิง 

“หายไวๆ” 

เยว่ไท่จงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า 

เซี่ยหลุนเฟิงเหยียดรอยยิ้ม 

“ถึงอยากแก้แค้นแต่ก็ทำไม่ได้ ทั้งยังอยู่ในตำแหน่งพระชายาองค์ชายแปดต้องระวังตัวให้ดีทุกย่างก้าว อีกทั้ง...ข้ายังต้องตายแทนท่านในภายภาคหน้า” 

เยว่ไท่จงผ่อนลมหายใจ 

เรื่องตายแทนนั้นไม่แน่นอน แต่เรื่องแก้แค้นนั้นแน่นอน ตนไม่สามารถช่วยเรื่องแก้แค้นได้ 

“รู้เช่นนั้นก็รีบๆ หายป่วยเสีย อีกห้าวันข้าถูกเรียกเข้าวังหลวง ไม่รู้ว่าครั้งนี้เสด็จพ่อจะรับสั่งอะไร ฮองเฮาจะเล่นลูกไม้อะไรอีก” 

เซี่ยหลุนเฟิงเหยียดยิ้ม น้ำตาสีใสซึมผ่านผ้าฝ้ายขาวจนเปียก ทำเอาเยว่ไท่จงเงียบปากลงทันใด 

“บุรุษแก้แค้นสิบปีก็ไม่สาย แต่หากไม่ได้แก้แค้น จะถือว่าเป็นบุรุษได้อย่างไร” 

เยว่ไท่จงไม่กล้าเอ่ยอะไร รู้สึกผิดแต่ช่วยอะไรไม่ได้ เมื่อนั้นเขาก็เดินไปเปิดประตูเรือนเปิดออกและปิดลง ทำเหมือนจะออกไป 

ทว่า 

เยว่ไท่จงย่างเท้าอย่างแผ่วเบากลับเข้ามาทางเตียงของเซี่ยหลุนเฟิง ฝีเท้าเขาแผ่วเบาราวกับลอยเหนือพื้น เสียงที่เซี่ยหลุนเฟิงได้ยินชัดเจนก็เงียบเชียบเพราะเขาว่าคนอย่างเซี่ยหลุนเฟิงจะต้องเป็นวิชาตัวเบา 

    เมื่อเซี่ยหลุนเฟิงแน่ใจชัดว่าเยว่ไท่จงออกไปแล้ว ก็ร้องไห้ออกมาอย่างที่เยว่ไท่จงไม่เคยพบมาก่อน 

น้ำตาหยดแล้วหยดเล่ารินไหล 

ต่อหน้าของเยว่ไท่จง เขานั่งบนเก้าอี้มองเซี่ยหลุนเฟิงที่นั่งร้องไห้บนเตียง 

ริมฝีปากสีแดงตัดกับผิวสีขาวซีดนั้นเอ่ยขึ้นน้ำเสียงสะอึกสะอื้นฟังจับใจความได้ยาก 

“ข้าเกลียดท่าน ท่านมิใช่บิดาข้า ท่าน...ท่านมันมิใช่บิดาข้า” 

เซี่ยหลุนเฟิงได้แต่ด่าทอ ทว่าถึงบิดาจะชั่วร้าย แต่ตอนยังเด็กตนก็พอจำได้ว่าบิดาสอนยิงเกาทัณฑ์ สอนขี่ม้า เมื่อโตขึ้นก็ยังแอบได้ยินว่าท่านพ่อลงทุนลงแรงจะส่งตนไปเรียนต่างเมือง 

ในตอนนั้นคิดดีใจว่าบิดารักตน ส่งตนไปเรียนบนภูเขากับอาจารย์ยอดฝีมือมากประสบการณ์ 

ทว่า 

ตอนนี้คิดได้แล้ว ว่าบิดาต้องการส่งตนออกไปห่างให้พ้นสายตา มิอยากเห็นหน้าตน 

“ข้าไม่ดีตรงไหน ท่านส่งไปเรียน ข้าก็ตั้งใจเรียน” 

เสียงแหบพร่านั้นทั้งตัดพ้อทั้งร้องไห้ เยว่ไท่จงไม่เคยเห็นคนร้องไห้มากมายเช่นนี้มาก่อน จึงมองตาไม่กะพริบ ในใจเขาก็คิดเปรียบเทียบกับตน 

ถูกบิดาทอดทิ้งทรมานเช่นนั้นเลยหรือ 

เขาพลันนึกถึงเสด็จพ่อขึ้นมา ฮ่องเต้รักเยว่ไท่จงมาก ถึงขั้นมีอะไรก็ยกให้ก่อนบุตรคนอื่น ฮ่องเต้มีปากเสียงกับขุนนางเพื่อไม่ให้เนรเทศเยว่ไท่จง ส่งไปเรียนถึงสำนักเซียนบูรพา หวังดัดสันดานขี้ขลาดตาขาว 

เยว่ไท่จงก็ตั้งใจเรียนสุดความสามารถเพราะเหล่าอาจารย์และศิษย์พี่ในสำนักเซียนบูรพานั้นเป็นผู้บำเพ็ญเพียร เขาจึงยอมบอกความจริงเรื่องในวังหลวง ขอร้องให้อาจารย์พูดปด ว่าเขาไม่ได้เรื่องจนต้องส่งกลับมาที่วังหลวง 

ทั้งๆ ที่ตนตั้งใจศึกษาจนสำเร็จวิชาขั้นสูงในเวลารวดเร็ว แต่รายงานที่ทุกคนในวังหลวงทราบคือ ตนไม่สำเร็จการศึกษา ทั้งยังขี้ขลาดตาขาว ไม่กล้าจับกระบี่ มือไม้เป็นง่อยกลัวหยาบกร้าน 

ใครว่ากัน 

เยว่ไท่จงเป็นคนรอบคอบ กลัวว่าจะถูกจับได้ จึงสั่งให้องครักษ์ที่เสด็จพ่อเลี้ยงดูคู่กับตนมาตั้งแต่เด็ก เป็นคนที่ตนไว้ใจได้เพียงคนเดียว ไปหาซื้อเครื่องประทินผิวมือให้เนียนนุ่ม ให้เหมือนว่าตนจับดาบไม่เป็นจริงๆ 

เซี่ยหลุนเฟิงหยุดร้องไห้แล้ว กำลังเอนหลังลงนอน พลันหลังถึงเตียงก็พลิกตัวนอนตะแคง ทำให้เยว่ไท่จงมองเห็นเพียงแผ่นหลัง เขานั่งมองแผ่นหลังกำยำของเซี่ยหลุนเฟิง 

เพียงเสี้ยวชั่วยามไหล่หนาก็สั่นไหว ร้องไห้อีกครั้ง 

บุรุษอะไรกันร้องไห้เก่งกว่าสตรี 

ในใจคิดเช่นนั้น แต่ในก้นบึ้งของหัวใจเยว่ไท่จงกลับคิดตรงข้าม 

ข้าอยากปลอบโยนเจ้า 

ข้าอยากแก้แค้นให้เจ้า 

ข้าไม่อยากเห็นน้ำตาเจ้า 

เยว่ไท่จงขบเม้มริมฝีปากตน 

นี่มันคืออะไรกัน ความรู้สึกที่ปะทุอยู่ในอกนี้ เยว่ไท่จงยกมือขึ้นมากุมอก มองแผ่นหลังที่นอนสงบนิ่งไปแล้ว พอเห็นอีกฝ่ายหลับ เขาก็ลุกขึ้นกลับไปเรือนของตน 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว