หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เมื่ออำนาจถูกส่งมอบให้ถูกคน หนทางแห่งการแก้แค้นก็ดูเหมือนจะมิได้ยากเย็นถึงเพียงนั้น!

ตอนที่ 22 อย่างไรจึงจะดี

ชื่อตอน : ตอนที่ 22 อย่างไรจึงจะดี

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.4k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ก.พ. 2563 11:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 22 อย่างไรจึงจะดี
แบบอักษร

 

หนิงอวี้สูดหายใจเข้าลึกแล้วพูดขึ้นเสียงเบา “สวยเพคะ แต่หม่อมฉันไม่ชอบ ท่านอ๋อง ระหว่างพวกเรามีข้อสัญญาพันธมิตร พระองค์ไม่จำเป็นต้องทำถึงเพียงนี้ก็ได้”  

‘ในเมื่อกองทัพอยู่ข้างเจ้าแล้ว ไม่จำเป็นต้องเอาความรู้สึกมาเล่นก็ได้' หนิงอวี้คิด 

เว่ยหยวนขมวดคิ้ว ยื่นมือมาปิดปากแล้วไอเบาๆ “แค่กๆ อวี้เอ๋อร์ เจ้าช่วยเงียบฟังข้าหน่อยได้ไหม” 

“ไม่ได้เพคะ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ขอท่านอ๋องทรงอย่าได้เล่นเช่นนี้อีก” หนิงอวี้สีหน้าเรียบเฉยเย็นชา 

เว่ยหยวนเห็นนางเช่นนี้จึงก้มหน้านิ่งอยู่ครู่ใหญ่แล้วพูดขึ้น “ตอนแรกข้าคิดว่าเจ้าชอบดอกไม้ไฟเสียอีก” 

หนิงอวี้ใช้ความเงียบแทนคำตอบ แน่นอนว่านางชอบดอกไม้ไฟเป็นอย่างมาก สีสันมันช่างงดงามตระการตา แม้จะส่องสว่างดูล้ำค่าอยู่เพียงช่วงเวลาสั้นๆ แล้วเลือนหายไป แต่ความงดงามดั่งจิตวิญญาณยากหาใดเปรียบได้ สิ่งที่ส่องสว่างระยิบยับบนท้องฟ้ายามรัตติกาลเหล่านั้นก็เคยเป็นสิ่งที่นางรักที่สุดในวัยเยาว์ 

“ท่านอ๋อง ทรงอย่าได้เอาพระวรกายมาล้อเล่นเลยนะเพคะ” 

“ไม่เป็นอะไร” เว่ยหยวนหัวเราะประชด ใบหน้าฉายแววดุร้ายอย่างยากที่จะซ่อน “ก็แค่ร่างกายที่ทรุดโทรมร่างหนึ่ง” คงเทียบไม่ได้กับเว่ยหลิงที่ควรอยู่ข้างเจ้าสินะ ข้าแม้แต่ลุกขึ้นยืนยังยากที่จะทำได้ ล้อเล่นอย่างนั้นหรือ ช่างน่าขันยิ่งนัก 

หนิงอวี้เงยหน้าขึ้น มองยังเว่ยหยวนอย่างประหลาดใจ เว่ยหยวนสังเกตถึงความแปลกใจของนาง รีบปรับสีหน้าเปลี่ยนเป็นใบหน้าอ่อนโยน เขาพูดขึ้นเสียงเบา “หากเจ้าไม่มีธุระอันใด อยู่คุยเป็นเพื่อนข้าก่อนได้หรือไม่” 

หนิงอวี้คิดจะปฏิเสธ แต่ก็เปลี่ยนใจแล้วพยักหน้าตอบตกลง คำขอของคนป่วยควรรีบตอบสนองให้พอใจเท่าที่ทำได้ อีกทั้งการที่โรคเก่าของท่านอ๋องกำเริบตัวเองก็มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นคนทำร้ายโดยตรง แต่ก็ล้วนเพราะตนเป็นต้นเหตุ เรื่องราวผิดชอบชั่วดีต่างๆ จะแยกแยะให้แจ่มชัดได้อย่างไรเล่า 

“หากอยู่ที่ตำหนักอ๋องแล้วรู้สึกว่างจนทนไม่ไหว ก็กลับไปเยี่ยมจวนขุนพลบ่อยๆ ก็ได้นะ”  

“อืม” 

“ท่านอ๋องเพคะ” ม่านไม้ไผ่ถูกแหวกขึ้น เสียงหญิงสาวหวานหยาดเยิ้มนางหนึ่งแว่วมา ไฉ่เตี๋ยยกเห็ดหูหนูขาวตุ๋นพุทราแดงถ้วยหนึ่งไว้ในมือชะงักนิ่งอยู่กับที่ พอได้สตินางจึงยอบตัวคำนับพอเป็นพิธี “คารวะพระชายา พระชายาก็อยู่ที่นี่ด้วยหรือเพคะ” 

หนิงอวี้พยักหน้า ไฉ่เตี๋ยลุกขึ้นแล้ววางเห็ดหูหนูขาวไว้บนโต๊ะ เดินก้าวสั้นๆ มายังเตียงเว่ยหยวนแล้วพูดขึ้น “ท่านอ๋องต้องลมหนาวจนป่วย ไฉ่เตี๋ยจึงตุ๋นแกงเห็ดหูหนูขาวมาให้ ท่านอ๋องรับหน่อยนะเพคะ” 

หนิงอวี้เห็นท่าทีขวยเขินของนางก็อดที่จะขนลุกไม่ได้ เหยียดมุมปากคิดอยู่นาน คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออกว่าลมหนาวกับแกงเห็ดหูหนูขาวเกี่ยวข้องอะไรกัน 

“รับหน่อยสิเพคะ” ไฉ่เตี๋ยบุ้ยปากอย่างน้อยใจ “หม่อมฉันช่างไร้ประโยชน์ ทำได้แค่เรื่องพวกนี้” เว่ยหยวนคิดจะปลอบใจนางแบบขอไปที แต่นึกขึ้นได้กะทันหันว่าหนิงอวี้อยู่ที่นี่ จังหวะช่างประจวบเหมาะเสียจริง เขายื่นมือไปกุมมือไฉ่เตี๋ย พลางพูดขึ้นเสียงทุ้ม “ดีมาก เรื่องงานครัวก็มอบให้พวกบ่าวไพร่จัดการแล้วกันนะ อย่าให้มือต้องบาดเจ็บเลย” 

ไฉ่เตี๋ยรู้สึกดีใจแทบคลั่ง นี่เป็นครั้งแรกที่ท่านอ๋องปฏิบัติต่อนางอย่างอ่อนโยนเช่นนี้ นางซบศีรษะลงบนอกเสื้อของท่านอ๋องพลางพูดขึ้นเสียงเบา “เพื่อท่านอ๋องแล้ว มือจะบาดเจ็บก็คุ้มค่าเพคะ” 

หนิงอวี้เห็นทั้งสองคนแนบชิดสนิทสนม ใบหน้ายังคงนิ่งเฉย ในใจกลับรู้สึกคลื่นไส้สะอิดสะเอียน ใต้หล้าอีกาล้วนแต่มีสีดำ เมื่อครู่ยังอ่อนโยนห่วงหาเอาใจใส่ ตอนนี้พอเจออีกคนก็มีทีท่าเช่นเดียวกัน เว่ยหยวนจะดีไปกว่าเว่ยหลิงสักเท่าไหร่กันเชียว 

“หม่อมฉันทูลลาเพคะ” หนิงอวี้คำนับลาด้วยรอยยิ้ม แล้วหันกายจากไป เว่ยหยวนมองไปยังหลังนางได้แต่ขมวดคิ้ว ไฉ่เตี๋ยที่อยู่อีกด้านก็เขยิบเข้ามาใกล้ ในมือถือช้อน ยื่นเข้ามาใกล้ปาก 

“ข้าง่วงแล้ว เจ้าไปเถิด” กล่าวทิ้งท้ายหนึ่งคำแล้วเว่ยหยวนก็ดึงผ้าห่มขึ้นคลุม แสร้งหลับตา  

ไฉ่เตี๋ยพูดขึ้นหน้านิ่ว “แต่ว่า...”  

“ออกไป”  

“เพคะ” ไฉ่เตี๋ยยังคงอาลัยอาวรณ์ แต่ก็ต้องจากไปอย่างจนปัญญา 

เว่ยหยวนหลับตาแสร้งว่าหลับ ครั้นแล้วก็พูดขึ้นเสียงเบา “มั่วหลี ข้าเสียกิริยาไปใช่ไหม” 

มั่วหลีเดินออกมาจากความมืด พูดตอบว่า “องค์ชาย ทรงใจร้อนเกินไปนะพ่ะย่ะค่ะ แต่นี่ก็พอที่จะเข้าใจได้ อย่างไรเสียพระองค์ทรงรอมาหลายปีแล้ว” 

เว่ยหยวนยิ้มอย่างเศร้าสร้อย ไม่ร้อนใจได้หรือ รอมาหลายปีขนาดนั้นจนแต่งนางมาเป็นภรรยาได้ในที่สุด แต่ในใจนางกลับมีคนอื่น ปฏิเสธไม่ให้ใครเข้าใกล้ ทำตัวดื้อรั้นเหมือนดั่งเม่น ไม่ว่าจะดีหรือร้ายนางก็เอาแต่ต่อต้านขัดขืนเหมือนเม่นชันขนอันแหลมคมเตรียมสู้ 

“ข้า เมื่อกี้ควรปฏิเสธไฉ่เตี๋ยใช่ไหม...หากพระชายารู้สึกหึงหวง คงจะเสียใจ” 

มั่วหลีเห็นท่าทีครุ่นคิดของเว่ยหยวนก็อดไม่ได้ทีจะมองอย่างเหยียดๆ หึงหวงอะไรกันเล่า เมื่อครู่พระชายาออกจะยิ้มแย้มแจ่มใส แต่เนื่องด้วยคำนึงถึงความปลอดภัยในเงินเดือนของตน เขาจึงหุบปากไว้ ทำเป็นพยักหน้ารับอย่างจริงใจ 

“เช่นนี้แล้วอย่างไรถึงจะดี” 

ความคิดเห็น