facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

แม้อุปสรรคที่พานพบจะเป็นโชคชะตาขีดลิขิตไว้ ทว่าหากมีองค์ชายอย่างเขาคอยเคียงข้าง นางก็หวังเพียงว่าจะฝ่าฟันมันไปได้...

ตอนที่ 10 สัตว์ทิพย์

ชื่อตอน : ตอนที่ 10 สัตว์ทิพย์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ก.พ. 2563 15:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 10 สัตว์ทิพย์
แบบอักษร

 

“นี่นกอะไร ทำไมจึงฉลาดเช่นนี้” เหออันโหรวมองดูนกยักษ์ที่ตนนั่งด้วยความประหลาดใจ ยื่นมือไปลูบๆ ตบๆ ข้างใต้ส่วนที่ตนนั่งอยู่ พอสัมผัสก็รู้สึกว่าไม่ใช่ขนนก แต่เป็นเหมือนขนอ่อนละเอียด ช่างนุ่มมือเสียจริง ตามที่รู้กันทั่วไปขนอ่อนไม่สามารถบินได้  

“นี่เป็นสัตว์ทิพย์” ลู่ซิงหัวพูดเสียงราบเรียบ 

“สัตว์ทิพย์?” เหออันโหรวตะลึง 

ลู่ซิงหัวพยักหน้า “ที่ไหนมีไอทิพย์คนก็ฝึกพลังได้ สัตว์ก็ฝึกพลังได้เช่นกัน สัตว์ที่ผ่านการฝึกพลังจะเกิดการจำแลง โดยพื้นฐานคือรูปร่างเปลี่ยนไป สามารถเข้าใจภาษาคน มีสติปัญญา ถ้าแข็งแกร่งขึ้นอีกก็ถึงขั้นสามารถแปลงร่างเป็นคนพูดภาษาคน สัตว์ที่ผ่านการฝึกพลังสามารถใช้พลังทิพย์ สัตว์ทิพย์ตัวนี้ร่างเดิมจริงๆ เหาะไม่ได้ ลักษณะที่เจ้าเห็นเวลานี้เกิดจากการจำแลง” 

เหออันโหรวพยักหน้าแต่ก็ไม่ได้เข้าใจทั้งหมด สิ่งต่างๆ ในโลกยังมีอะไรอีกมากที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน 

“สัตว์ทิพย์มีการแบ่งระดับหรือไม่ แบ่งระดับแบบเดียวกับคนที่ผ่านการฝึกพลังหรือ” 

“ไม่” ลู่ซิงหัวตอบ “สัตว์ทิพย์มีระดับความสามารถเฉพาะตัว ขั้นต่ำสุดก็คือเป็ดไก่วัวแพะที่เรากินกันเป็นสัตว์ธรรมดา เมื่อผ่านการฝึกพลังจะเป็นสัตว์ทิพย์ สัตว์ทิพย์ทุกตัวสามารถเข้าใจภาษาคน มีสติปัญญา สัตว์ทิพย์ที่ยกระดับเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์จะพูดภาษาคนได้ หากยกระดับเป็นสัตว์เทพจะแปลงร่างเป็นคนได้” 

“เป็นอย่างนี้เอง” เหออันโหรวพยักหน้ายื่นมือไปลูบขนอ่อนที่ตนนั่งอยู่ หรี่ตาถาม “สัตว์ตัวนี้อยู่ในระดับไหน” 

“เวลานี้ยังเป็นสัตว์ทิพย์ธรรมดา” 

“เวลานี้?” เหออันโหรวจับใจความสำคัญไว้ได้ “แล้วเมื่อไรจึงจะยกระดับ ต้องฝึกพลังต่อไปเรื่อยๆ ใช่หรือไม่” 

“ความเป็นสัตว์ทิพย์อาศัยการสืบทอดทางสายเลือดเป็นหลัก สัตว์เทพโบราณบางชนิดมีสายเลือดสูงส่ง และสืบทอดต่อๆ กันมา พอถึงรุ่นหลังไม่ต้องฝึกพลังก็เป็นสัตว์ทิพย์ แต่สัตว์ทิพย์ตัวนี้มีพรฟ้าประทานระดับทั่วไป หากไม่เกิดปาฏิหาริย์ ต่อไปอย่างมากก็เป็นเพียงสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ แต่ยังมีลักษณะที่ดีคือเหาะได้เร็ว แม้แต่สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่ฮ่องเต้ประทับก็ยังเหาะได้ไม่เร็วเท่า” 

“ถ้าเช่นนั้นพญาหงส์ในตัวข้า...” เหออันโหรวคิดจะพูดออกมา แต่จู่ๆ ก็นึกถึงคำเตือนของลู่ซิงหัว จึงกลืนคำพูดลงไป เปลี่ยนเป็น “ถ้าเช่นนั้นตัวที่อยู่ในร่างข้าล่ะ มีพรฟ้าประทานระดับไหน” 

ลู่ซิงหัวมองนางแวบหนึ่ง มุมปากผุดรอยยิ้มแฝงนัย “ตัวนั้นหรือ...อย่างน้อยก็เป็นสัตว์เทพ” 

“อย่างน้อย? เป็นสัตว์เทพโบราณอย่างนั้นหรือ” ดวงตาของเหออันโหรวเป็นประกายขึ้นมาทันที 

มีสัตว์เทพอยู่ในร่างของนาง มิน่าจึงมีพลังแข็งแกร่งปานนี้ ถ้านางสามารถควบคุมพลังทั้งหมด ต่อไปคงไม่ต้องกังวลว่าจะมีภัยอันตรายแล้ว 

ลู่ซิงหัวเข้าใจความคิดของนาง จึงพูดสกัดความเพ้อฝันนั้น “อย่าคิดไปไกลขนาดนั้น สัตว์ในร่างของเจ้าไม่ใช่ควบคุมได้ง่ายๆ อีกอย่างหนึ่ง สัตว์นั้นเป็นเพียงดวงจิตที่ตกค้าง แม้ว่าเจ้าควบคุมได้ ก็ไม่มีประโยชน์นัก” 

พอได้ยินอย่างนี้ เหออันโหรวก็ผิดหวังทันที 

“อยากแข็งแกร่งต้องไม่ใจร้อน การหาทางลัด การใช้ทุกวิถีทาง สุดท้ายจะเกิดปัญหาขึ้น ควรก้าวไปทีละก้าวอย่างมั่นคง ข้าจะยินดีช่วยเจ้าให้สำเร็จตามที่เจ้าปรารถนา” ลู่ซิงหัวพูดจบก็ไม่คุยต่ออีก ถึงนั่งอยู่เฉยๆ ก็ไม่มีอะไรทำ จึงหลับตานั่งสมาธิฝึกพลัง 

เหออันโหรวเห็นเช่นนั้นก็หลับตาฝึกพลังเช่นกัน 

เริ่มแรกเหออันโหรวไม่สามารถทำใจให้สงบได้ เรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์ทิพย์กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นต่อโลกจนอยากหาหนังสือสารานุกรมมาค้นหาคำอธิบายเกี่ยวกับโลกนี้ให้ทะลุปรุโปร่ง แต่ก็รู้ว่าได้แต่คิด รอให้ตนไปถึงสำนักศึกษาก่อนก็จะค่อยๆ เรียนรู้ได้กว้างขวางขึ้น  

เวลาผ่านไปช้าๆ ในที่สุดเหออันโหรวก็สงบใจได้ นางสามารถทุ่มเทกายและจิตในการฝึกพลังอย่างเต็มที่ 

พลังทิพย์ในตัวผ่านไปไม่กี่ครั้งก็ค่อยๆ เกาะกลุ่มกันเป็นจำนวนมาก เหออันโหรวทดลองรวบรวมพลังในตัวค่อยๆ โคจรไปทั่วร่างหนึ่งรอบใหญ่ รู้สึกว่าเนื้อตัวสบายขึ้นมากโดยไม่รู้ตัว 

พอลืมตาขึ้นก็เห็นลู่ซิงหัวกำลังจ้องมองตนอยู่ เหออันโหรวสะดุ้งโหยง “เจ้าทำอะไร!” 

 “ไม่มีอะไร” ลู่ซิงหัวไม่ได้แสดงอาการพิรุธเสไปมองทางอื่น แต่ย้อนถามนางว่า “เจ้าหิวหรือไม่” 

เหออันโหรวท้องร้องขึ้นมาทันที มองไปรอบๆ เห็นว่าฟ้ามืดแล้ว แต่ก็รู้สึกว่าการเดินทางสำคัญกว่าจึงบอกลู่ซิงหัวว่า “ข้าไม่...” 

“ดูท่าเจ้าคงหิวแล้ว” ลู่ซิงหัวได้ยินเสียงท้องร้องของนางจึงพูดตัดบท “เอาอย่างนี้ ข้างหน้ามีตัวเมืองเล็กๆ มีจุดเด่นคือไก่ดอกกุ้ยฮวา เข้าไปนอนพักสักคืนค่อยเดินทางต่อเถอะ” 

เหออันโหรวอ้าปากจะพูด แต่ในที่สุดก็แพ้แก่คำว่าไก่ดอกกุ้ยฮวา 

พอลงจากนกยักษ์ เหออันโหรวพบว่าตัวเมืองนี้แม้อยู่ห่างจากเมืองหลวงมาก แต่ก็มีผู้คนหนาแน่น ตามท้องถนนมีคนไปมาไม่น้อยกว่าเมืองหลวง  

“ไก่ดอกกุ้ยฮวาที่ว่ามีขายที่ไหนหรือ” เหออันโหรวดวงตาเป็นประกายเดินตามหลังลู่ซิงหัว ตอนอยู่ในจวนองค์ชายกินแต่ข้าวต้มทุกวัน อาหารรสเลิศแบบโบราณนางไม่เคยลิ้มรสมาก่อน ลู่ซิงหัวไม่สนใจนางยังคงเดินต่อไป ชุดสีดำที่สวมของเขากลมกลืนไปกับความมืดยามค่ำคืน  

เหออันโหรวขยี้ตาราวกับว่าลู่ซิงหัวจะหายเข้าไปในความมืดชั่วพริบตา นางจึงพึมพำขึ้น “ใส่อะไรก็ไม่ใส่ ต้องใส่สีดำมืดๆ เหมือนนกยักษ์ตัวนั้น” 

“เจ้าพูดอะไร” ลู่ซิงหัวหยุดเดินน้ำเสียงราบเรียบต่างจากปกติ พอเขาหยุดกะทันหัน เหออันโหรวซึ่งตามหลังมาจึงกระแทกถูกไหล่เขานางลูบจมูกส่งเสียงครวญ “เจ็บนะ! ทำไมจู่ๆ ก็หยุดเดินเล่า” 

“ถึงแล้ว” ลู่ซิงหัวเห็นท่าทางนางโกรธก็ยิ้มนัยน์ตา  

เหออันโหรวเงยหน้าเห็นโรงเตี๊ยมเล็กจึงวิ่งเข้าไปทำท่าเหมือนชายแก่ตบโต๊ะ “เสี่ยวเอ้อร์ ยกอาหารแนะนำของร้านมาให้หมด!”  

“ได้เลยนายท่าน อาหารแนะนำของร้านที่เลื่องลือไปทั่วแคว้นเหลียงอันเกรียงไกรก็คือไก่ดอกกุ้ยฮวาขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์วิ่งเข้าไปบอกในครัวอย่างเร่งรีบ 

“กินเป็นแค่ไก่ดอกกุ้ยฮวา” ลู่ซิงหัวหยิบถ้วยมารินชาให้ตัวเอง แต่ถูกเหออันโหรวแย่งไปดื่มรวดเดียวหมด ลู่ซิงหัวเปรยตาขึ้นมองไม่พูดไม่จารินชาให้ตัวเอง ท่าทางเหมือนเป็นคนรับใช้เหออันโหรว  

พออาหารยกมา ลู่ซิงหัวก็คีบผักกวางตุ้งกินอย่างช้าๆ พอจะคีบอีกคำหนึ่งก็พบว่าเหลือแต่จานเปล่า ลู่ซิงหัววางตะเกียบลงได้แต่หลับตาเข้าสมาธิ เขาเหมือนไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าคุณหนูใหญ่สกุลเหอจะกินเก่งปานนี้ 

“คนฉงชิ่งอย่างข้าสุดๆ คือเผ็ดน้อย แม้ไก่ดอกกุ้ยฮวาไม่เผ็ดสักนิด แต่ที่เหนือกว่าคือความอร่อย” เหออันโหรวลูบท้อง นางกินจนอิ่มแปล้ 

ความคิดเห็น