email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 3 ณ ช่วงเวลานั้นที่เราควรได้เดินเคียงข้างกัน มันยังคงอยู่ตรงนั้น และผมคิดถึงมันมากเหลือเกิน (2/2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 3 ณ ช่วงเวลานั้นที่เราควรได้เดินเคียงข้างกัน มันยังคงอยู่ตรงนั้น และผมคิดถึงมันมากเหลือเกิน (2/2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.1k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ก.พ. 2563 17:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3 ณ ช่วงเวลานั้นที่เราควรได้เดินเคียงข้างกัน มันยังคงอยู่ตรงนั้น และผมคิดถึงมันมากเหลือเกิน (2/2)
แบบอักษร

ป้ายร้านสีแดงคุ้นตาตั้งอยู่ตรงหน้า หรูซื่อเหม่อมองมันอยู่พักใหญ่ก่อนจะเลื่อนสายตาเข้าไปภายในร้านที่ตอนนี้มีลูกค้ามากมาย บรรยากาศที่วุ่นวายทว่ากลับดูคึกคัก ชายหญิงวัยกลางคนวิ่งไปมาอยู่ในนั้น ที่มือของพวกเขาไม่เคยว่างเลย ใบหน้าของทั้งสองแม้จะดูเหนื่อยแต่ก็มีความสุข  

เด็กหนุ่มระบายรอยยิ้มก่อนจะเดินเข้าไป 

“มากี่คนครับ” ชายเจ้าของร้านวิ่งเข้ามาหาแม้มือของเขาจะถือถาดที่เต็มไปด้วยแก้วน้ำ ถึงแบบนั้นก็ยังต้อนรับลูกค้าด้วยรอยยิ้มเสมอ 

“คนเดียวครับ” 

“เชิญที่โต๊ะริมสุดทางด้านในเลยนะครับ” 

โต๊ะที่ว่ายังคงเต็มไปด้วยจานอาหารมากมายซึ่งยังไม่ได้เก็บ ที่ร้านนี้ดูวุ่นวายมากจริงๆ หรูซื่อถอดเสื้อโค้ทพาดไว้บนเก้าอี้ก่อนจะถลกแขนเสื้อแล้วหยิบจานบนโต๊ะมาวางซ้อนกัน ไม่ว่าจะเป็นถ้วยชามหรืออะไรก็ตามเด็กหนุ่มเก็บมันเรียงซ้อนกันโดยไม่สนว่ามือของเขาจะเปื้อนมากแค่ไหน 

“ตายจริง! ขอโทษนะคะที่ต้องให้ลำบากทำอะไรแบบนี้” หญิงวัยกลางคนวิ่งโร่เข้ามาทันทีที่เห็นว่าลูกค้าของเธอกำลังทำอะไร และรีบละล่ำละลักเก็บจานทั้งหมดออกไปจากโต๊ะ “ช่วงนี้ลูกค้าเยอะเป็นพิเศษเลยช้าไปหน่อย ต้องขอโทษอีกครั้งนะคะ” 

“ไม่เป็นอะไรครับผมเต็มใจ” เพราะมันเป็นหน้าที่ของเขาที่ควรจะได้ทำ หรูซื่อส่งยิ้มกลับไปแม้ว่าภายในใจของเขานั้นจะไม่ได้ยิ้มตาม ดวงตาเรียวเลื่อนมองมือเล็กคู่นั้นมันทั้งดูหยาบกร้านและขาดการดูแล ยิ่งมองก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกผิด 

ขอโทษที่ต้องทำให้ลำบากแบบนี้นะครับ แม่... 

“ไก่ผัดซอส กับข้าวสวยอย่างละหนึ่งที่นะคะ” 

หลังจากทวนรายชื่ออาหารเธอส่งยิ้มมาให้ก่อนจะเดินจากไป ใบหน้าสวยหวานนั้นถึงแม้จะเริ่มเปลี่ยนไปตามช่วงวัย แต่สำหรับหรูซื่อมันยังคงงดงามอยู่เสมอไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตาม 

ในช่วงที่รออาหารหรูซื่อกวาดสายตามองรอบๆ ตัวร้าน ที่นี่ยังเหมือนเดิมทุกอย่าง 5 เดือนแล้วสินะ หลังจากที่เขาตายไป  

ระยะทางจากบ้านของโม่เฉียนมาที่นี่ค่อนข้างใช้เวลานานนิดหน่อย เด็กหนุ่มนั่งรถบัสมาและเดินหลงอยู่หลายชั่วโมงกว่าจะมาถึงที่นี่ แต่มันก็คุ้มที่ได้มา แค่เห็นว่าพวกท่านยังสบายดีก็มากพอแล้ว 

พ่อกับแม่ของเขา  

แม้ว่าหลังจากที่เสียเขาไปอาจจะทำให้พวกท่านลำบากนิดหน่อย แต่ไม่ว่าอย่างไรคนทั้งสองก็ยังไม่ยอมจ้างพนักงานพาร์ตไทม์เสียที เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว เพราะแม่ไม่ชอบ ท่านมักจะบ่นว่าขี้เกียจสอนงานเด็ก แล้วมันก็วุ่นวาย ทั้งที่หรูซื่ออยากจะให้พวกท่านได้พักอย่างสบายๆ  

แล้วยิ่งขาดตัวเขาไปตอนนี้ที่ร้านก็คงจะเหนื่อยมากเลยสินะ  

“ได้แล้วจ้ะ” หลังจากเวลาผ่านไปพักใหญ่ อาหารที่สั่งก็มาเสิร์ฟ หรูซื่อค้อมหัวเป็นการขอบคุณก่อนจะลงมือกิน เด็กหนุ่มเลือกหยิบตีนไก่ขึ้นมากินเป็นอันดับแรก 

“เธอเนี่ยเหมือนลูกชายของน้าเลยนะ” หญิงเจ้าของร้านเอ่ยพลางหัวเราะเบาๆ ส่งผลให้มือที่กำลังจะหยิบตีนไก่เข้าปากนั้นชะงักไปชั่วขณะหนึ่ง 

“เด็กคนนั้นน่ะ ชอบหยิบตีนไก่ขึ้นมากินเป็นอันดับแรกเสมอเลย แล้วก็มักจะร้องขอมันเพิ่มอีกเยอะๆ ตลอด...ตายจริง ขอโทษที่อยู่ๆ ก็มายืนพูดไร้สาระใส่นะจ๊ะ” 

“...ไม่เป็นอะไรครับ” คำพูดเหล่านั้นทำให้หรูซื่อรู้สึกเจ็บปวดอยู่ในใจ แม้ว่าเธอจะพูดไปพร้อมกับความรู้สึกที่มีความสุข แต่หรูซื่อก็รู้ดีว่าแม่ไม่ได้รู้สึกแบบนั้นทั้งหมดหรอก ภายในใจดวงนั้นน่ะ 

เด็กหนุ่มเลื่อนสายตาขึ้นไปมองใบหน้าหวาน เธอยังคงเล่าเรื่องของตัวเขาในช่วงเวลาที่กำลังกินอาหารชนิดเดียวกับในจานตรงหน้านี้ไปเรื่อย ถึงแม้มันจะรู้สึกเศร้าแต่มันก็มีความสุขไปในช่วงเวลาเดียวกัน 

“ผมคิดถึงแม่นะครับ”  

“จ๊ะ?” หญิงเจ้าของร้านชะงัก เธอมีท่าทีงุนงงเล็กน้อยกับประโยคไม่มีที่มาที่ไปดังกล่าว หรูซื่อระบายรอยยิ้มออกไปก่อนจะพูดต่อประโยคเมื่อครู่ 

“เขาคงอยากจะพูดแบบนี้กับคุณ ในช่วงเวลานี้นะครับ” 

“ขอบคุณนะจ๊ะ” 

หรูซื่อเชื่อว่ารอยยิ้มของแม่นั้นสวยงามที่สุดในโลก และตอนนี้ก็เช่นกัน เด็กหนุ่มก้มลงตั้งใจกินอาหารตรงหน้า คำแล้วคำเล่าที่กินเข้าไปทุกวินาทีมีแต่ความคิดถึง โหยหา และเสียใจ ดวงตาที่ร้อนผ่าวตอนนี้ได้แต่เก็บและกลั้นทุกสิ่งทุกอย่างไว้ เผยออกไปเพียงรอยยิ้มให้กับคนตรงหน้า ถึงจะเสียใจแค่ไหน แต่สิ่งที่อยากแสดงออกไปให้เธอได้เห็นก็มีแต่เพียงรอยยิ้มที่ให้แม่ได้รู้ว่าเขานั้นมีความสุขดี 

“ตายจริง ค่อยๆ กินนะจ๊ะ เดี๋ยวก็ติดคอเอาหรอก” 

อร่อย 

อาหารของแม่อร่อยมากๆ ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตาม 

เวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปไวเสมอ เด็กหนุ่มก้มลงมองนาฬิกาในตอนที่ไก่ในจานชิ้นสุดท้ายหมดลง ช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้มาทานอาหารฝีมือของแม่นั้นมีความหมายมาก และเขาก็คิดถึงพวกท่านมากจริงๆ เด็กหนุ่มบอกลาคนทั้งสองก่อนจะเดินออกจากร้านมา 

ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะมาทุกวัน 

มือขวาหยิบเครื่องมือสื่อสารขึ้นมาแล้วกดไปยังเบอร์ที่อยู่บนสุดของหน้าบันทึกการโทรล่าสุด 

“ฮัลโหล แม่ครับ เย็นนี้ผมทานข้าวข้างนอกมาแล้วเพราะงั้นไม่ต้องรอนะครับ” 

“...ครับ ทานก่อนได้เลย ครับ” 

“แล้วจะรีบกลับครับ” 

 

สองเท้าเดินไปบนพื้นอิฐ สวนทางกับผู้คนมากมายบนทางเดิน ช่วงเวลายามเย็นเต็มไปด้วยคนหลากหลาย กับความรู้สึกเหงาที่ก่อตัว ร่างกายนี้มันทำให้รู้สึกโดดเดี่ยวถึงแม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางผู้คนที่รักมากมาย 

คนที่เคยรักกลายเป็นคนแปลกหน้า คนแปลกหน้าที่ได้กลายมาเป็นคนที่รัก 

หรูซื่อเดินมาเรื่อยจนกระทั่งถึงสถานที่แห่งหนึ่ง สิ่งปลูกสร้างด้วยหินสีเทา ประตูบานใหญ่สีเงินตรงหน้ายังคงเปิดต้อนรับเขาเสมอ ไม่ว่าจะมาด้วยฐานะไหน หรือร่างของใครก็ตาม 

สถานที่ที่ครั้งหนึ่งเคยมาเป็นประจำ กับความรู้สึกสบายใจทุกครั้งที่ได้เข้ามา 

สองมือประสานกันและภาวนา ร้องขอต่อพระเจ้าตรงหน้า วิงวอนให้ความสุขที่เป็นอยู่นี้คงอยู่ไปอีกสักพัก ขอเวลาอีกเพียงน้อยนิดนี้ให้ได้ชดใช้ความผิดบาป 

คำขอที่เห็นแก่ตัวนั้น หรูซื่อได้แต่ร้องขอออกไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

หรูซื่อใช้เวลากว่าพักใหญ่ภายในโบสถ์หลังเก่าที่มักมาเป็นประจำครั้งเมื่อยังคงเป็นหยางหรูซื่อ สถานที่แห่งนี้มันทั้งเงียบและสงบ อาจเพราะค่อนข้างอยู่ไกลจากตัวเมือง  

เด็กหนุ่มเดินอ้อมไปยังด้านหลังของโบสถ์ ด้วยความที่อยู่ห่างจากตัวเมือง พื้นที่ด้านหลังจึงเป็นทุ่งหญ้ากว้างหากมองออกไปก็จะเห็นทิวเขาสีเขียวมากมาย มันเป็นเหมือนสวนลับของเขาและอี้เฉิน พวกเราชอบมานั่งเล่นกันที่นี่ทุกครั้งที่มีเวลาว่าง หรือเหนื่อยล้าจากการเรียน 

แต่ความคิดที่ว่ามีเพียงตนนั้นกลับถูกลบเลือนออกไปเพราะสังเกตเห็นร่างสูงคุ้นตาของใครบางคน 

อี้เฉิน? 

หรูซื่อหรี่ตาแล้วมองตามร่างสูงที่เดินห่างออกไป เขามาทำอะไรที่นี่กัน เพราะด้วยความไม่คาดคิดว่าจะเจอชายหนุ่มอีกครั้งที่นี่ทำให้หรูซื่อเดินตามไปเงียบๆ 

ไม่หวังว่าจะตามไปแบบไม่ให้รู้ตัวแต่ดูเหมือนการมีตัวตนของเขาอี้เฉินจะไม่รู้สึกถึง ร่างสูงเดินไปจนกระทั่งหยุดลงที่ต้นไม้ใหญ่...ที่ที่เราชอบมานั่งด้วยกัน  

เป็นเวลานานที่เขายืนอยู่ตรงนั้น ที่ใต้ต้นไม้นั่น และเดินเลยไปจนถึงอีกด้านของต้นไม้อายุกว่าร้อยปีนี้ มันใหญ่มากพอที่จะบังเราทั้งคู่หากว่าเรายืนกันคนละฝั่ง ภายในหัวของหรูซื่อเต็มไปด้วยความสงสัยจนกระทั่งที่ร่างสูงพึมพำอะไรบางอย่างออกมา 

และสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขาทำให้เด็กหนุ่มนิ่งอึ้งไป นั่นมัน... 

มือใหญ่ไล้ไปบนแผ่นป้ายหินอ่อนเชื่องช้า และค้างไว้แบบนั้นอยู่เนิ่นนานโดยไม่พูดอะไร 

หลุมศพของเขา... 

“...หรูซื่อ”  

เนิ่นนานกว่าที่ชายหนุ่มจะเปล่งเสียงออกมา 

“อากาศวันนี้อุ่นลงกว่าเมื่อวานนิดหน่อย แต่มันก็ยังแย่อยู่ดี” 

“...” 

“คุณหนาวไหม”  

มือใหญ่นั้นยังคงไล่ไปมาบนป้ายแผ่นหิน ไม่ว่าชายหนุ่มจะพูดอะไรก็ตาม 

“...ขอโทษนะที่ช่วงนี้ผมไม่ได้มาเลย” 

ทุกถ้อยคำที่เอ่ยออกมานั้นมันช่างเลื่อนลอย ไม่มีทั้งความสุข และเศร้า ไม่รู้เลยว่าร่างสูงกำลังแสดงสีหน้าแบบไหนอยู่ เห็นเพียงแผ่นหลังกว้างตรงหน้าที่เวลานี้มันดูอ้างว้างเสียเหลือเกิน 

“วันนี้คุณเป็นอย่างไรบ้าง” 

“ผมเอาแต่ทำงานหนักโดยหวังว่าในช่วงเวลาหนึ่งของวันจะลืมเลือนคุณไป แค่ชั่วขณะหนึ่งก็ยังดี” 

“…แต่ผมก็ทำไม่ได้เลย” 

ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกปวดอยู่ในใจ อยากจะเข้าไปกอด อยากจะเข้าไปปลอบประโลม อยากจะเข้าไปพูดว่าผมเองก็คิดถึงคุณทุกวินาที  

สองมือบางกุมอกไว้แล้วบีบแน่น 

อยากจะเข้าไป แต่ก็ทำได้เพียงยืนอยู่ตรงนี้ หลังต้นไม้ต้นใหญ่ ที่ที่ใกล้เพียงเอื้อมมือ แต่แสนห่างไกล 

ทั้งที่ผมยืนอยู่ตรงนี้แต่ไม่สามารถโอบกอดคุณได้เลยมันทำให้ผมเจ็บอยู่ในใจ 

ราวกับถูกผลักออกมา ผมเข้าใกล้คุณไม่ได้อีกแล้วเหมือนวันวาน 

คล้ายกับคลื่นที่ไหลเลยไป... 

‘แล้วคุณล่ะ เป็นอย่างไรบ้างอี้เฉิน’ 

คำถามที่ได้แต่เอ่ยภายในใจ ถึงแม้จะรู้คำตอบอยู่แล้ว เพราะคำตอบของเราทั้งสองคนตอนนี้มันก็ไม่ได้ต่างกันเลยสักนิด 

ยามเมื่อสายลมพัดผ่าน ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่กำลังลาลับขอบฟ้าไป ปุยเมล็ดของดอกแดนดิไลออนสีขาวปลิวไสวไปตามลม ราวกับคำอธิษฐานที่กำลังล่องลอยออกไป 

หยาดน้ำตาที่ได้กลั้นเอาไว้ค่อยๆ หลั่งริน 

ขอโทษที่จากไปแบบนั้น ขอโทษที่ทำให้คุณเจ็บปวด ขอโทษที่เวลานี้ไม่สามารถโอบกอดคุณได้ 

คำพูดเหล่านั้นได้แต่วนเวียนอยู่ในใจ หวังเพียงแต่สายลมจะช่วยทำให้เขาคนนั้นได้รับรู้ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว