email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 3 ณ ช่วงเวลานั้นที่เราควรได้เดินเคียงข้างกัน มันยังคงอยู่ตรงนั้น และผมคิดถึงมันมากเหลือเกิน (1/2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 3 ณ ช่วงเวลานั้นที่เราควรได้เดินเคียงข้างกัน มันยังคงอยู่ตรงนั้น และผมคิดถึงมันมากเหลือเกิน (1/2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.1k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ก.พ. 2563 17:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3 ณ ช่วงเวลานั้นที่เราควรได้เดินเคียงข้างกัน มันยังคงอยู่ตรงนั้น และผมคิดถึงมันมากเหลือเกิน (1/2)
แบบอักษร

หมิงหมิง : เป็นไงบ้าง 

โม่เฉียน : อืม ก็ดี 

หมิงหมิง : ฉันโคตรตกใจเลยตอนแม่นายบอกว่านายฟื้นแล้ว 

หมิงหมิง : ไว้ว่างจากเรียนจะไปหาที่บ้านนะ 

หมิงหมิง : ฝันดี 

โม่เฉียน : (สติ๊กเกอร์นอนหลับ) 

 

ถอนหายใจก่อนจะวางมือถือไว้ข้างหมอน ดวงตาเรียวเหม่อมองหน้าจอที่ยังคงสว่างวาบอยู่แบบนั้น จนกระทั่งมันดับลงในเวลาต่อมา 

กลิ่นของอี้เฉินยังติดวนอยู่ที่ปลายจมูก 

ไม่ว่าตอนนี้จะผ่านมานานแค่ไหนแล้วก็ตามแต่ความรู้สึกเมื่อบ่ายนั้นยังคงชัดเจน เขาดูหม่นหมองลงนะ แล้วก็มาทำงานพาร์ตไทม์ด้วย ถึงแม้เจ้าตัวจะเคยบอกว่างานที่มหา'ลัยยุ่งแค่ไหน 

อี้เฉินดูเปลี่ยนไปมากจริงๆ นั่นแหละ ทั้งที่เราเหมือนเพิ่งจะเจอกันก่อนหน้านี้ไม่นาน 

สำหรับหรูซื่อมันก็แค่สิบสามวันเท่านั้นเอง และในความรู้สึกมันก็เหมือนเราเพิ่งแยกกันเมื่อวาน 

เป็นอีกครั้งที่หรูซื่อถอนหายใจ เขานอนไม่หลับแล้วเอาแต่นอนคิดถึงอี้เฉินมาตั้งแต่ตอนเย็นแล้ว แม้แต่จะเป็นตอนที่เขาคุยกับเพื่อนของโม่เฉียนอยู่ มีบางคนที่ติดต่อเข้ามาหลังรู้ว่าเด็กหนุ่มออกจากโรงพยาบาลแล้ว และหรูซื่อก็แค่ตอบมันไปเท่าที่จำเป็น เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโม่เฉียนเป็นเด็กแบบไหน ถ้ามีคนสงสัยก็แค่ตอบไปว่าเป็นผลข้างเคียงจากการเป็นเจ้าชายนิทราซะ ก็เท่านั้นแหละ 

หรูซื่อไม่สนเรื่องอื่นอีกแล้วตอนนี้ สิ่งที่เด็กหนุ่มสนใจมีแค่อี้เฉิน ใช่...อี้เฉิน คนที่ตอนนี้กลายเป็นคนแปลกหน้าไปแล้วนั่นแหละ 

เด็กหนุ่มพลิกตัวพลางหลับตาลง 

นี่น่ะเหรอโอกาส โอกาสที่ได้กลับมา...เขามันคงฝันเฟื่องเกินไปว่าจะได้กลับมาหาคนรักในฐานะที่เป็นหยางหรูซื่อคนนั้น และแน่นอนว่าทันทีที่เจอหน้าอี้เฉินเขาจะตะโกนออกไปว่ารักอี้เฉินมากแค่ไหน แล้วทุกอย่างก็จะจบ ต่อให้เขาต้องตายอีกครั้งจริงๆ ก็จะไม่เสียใจอีกต่อไป 

แต่ว่านี่มันกลับด้านไปหมด ทุกอย่างอยู่เหนือการควบคุม 

ดีใจมากเลยล่ะที่ได้กลับมา แต่มันก็เท่านั้นแหละ 

ตอนนี้เป็นแค่คนแปลกหน้าไปซะแล้วนี่ อี้เฉินไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร คิดไม่ออกจริงๆ ว่าหลังจากนี้จะต้องทำยังไงต่อ หรูซื่อคิดอะไรไม่ออกเลยว่าเขาควรจะเริ่มทำอะไรก่อน สานสัมพันธ์กับพนักงานร้านกาแฟงั้นเหรอ? แค่คิดก็ยังมองไม่เห็นอนาคตเลยด้วยซ้ำ 

จะทำยังไงดีนะ 

งี่เง่าจริงๆ 

หยางหรูซื่อคนโง่ 

 

และมันก็งี่เง่าจริงๆ นั่นแหละ 

“อ้าวเฉียนเฉียน มายืนด้อมๆ มองๆ อะไรอยู่ตรงนี้จ๊ะ เข้าไปข้างในสิ” คุณลีอาเอ่ยทักพร้อมรอยยิ้มเช่นเคย หรูซื่อไม่อยากคิดภาพเลยด้วยซ้ำว่าตอนนี้ในหัวของเธอจะกำลังคิดอะไรอยู่ 

“เอ่อ สวัสดีครับ” 

เหมือนโรคจิตเป็นบ้า ทำอะไรของเรานะ ไอ้การมาแอบยืนมองหน้าร้านชาวบ้านแบบนี้ 

จนสุดท้ายก็ต้องมานั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิม โต๊ะตัวเดิม มุมเดิมกับเมื่อวาน โดยมีถ้วยชามะลิวางอยู่ตรงหน้า ครั้งนี้หวังว่าเธอคงจะไม่ได้เลี้ยงเขาอีกครั้งหรอกใช่ไหม 

“ดีใจที่วันนี้ได้พบเธออีกนะจ๊ะ”  

“ครับ” 

แล้วก็เงียบอยู่แบบนั้น การที่ต้องมานั่งคุยกับคนไม่สนิทแบบนี้มันรู้สึกอึดอัดมาก แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่กับเธอคนนี้ 

“จริงสิ เห็นว่ากำลังเตรียมตัวสอบอยู่ วันหลังเอาหนังสือมานั่งอ่านที่ร้านนี้ก็ได้นะ” เธอเอ่ยพร้อมรอยยิ้มสดใส 

“ผมกลัวว่าถ้ามานั่งนานๆ แล้วอาจจะเป็นการรบกวน...” 

กริ๊ง… 

เสียงกระดิ่งดังขึ้นชวนให้หันไปมองผู้มาใหม่โดยอัตโนมัติ แล้วก็เหมือนเมื่อวาน ร่างสูงของชายหนุ่มเจ้าของผิวขาวเดินตรงไปที่หลังร้านโดยไม่ลืมโค้งทักทายผู้เป็นเจ้านายก่อนจะเดินเข้าไป 

วันนี้ไม่ใส่โค้ทมาเหรอ แต่อากาศยังเย็นอยู่เลยนะ 

“มานั่งได้ตลอดเลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ คิดซะว่าเป็นการตอบแทนที่ช่วยเมื่อวานก็แล้วกันนะจ๊ะ” หรูซื่อละสายตาจากร่างสูงแล้วหันกลับมามองคู่สนทนา คุณลีอาพูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนที่เธอจะขอตัวไปทำงานต่อ โดยไม่อยู่รอให้เด็กหนุ่มปฏิเสธ 

ลีอาเดินหายเข้าไปในร้านอยู่พักใหญ่แล้วไม่ออกมาอีกเลย ตอนนี้มีเพียงแค่พวกเขาสองคนที่อยู่ตรงนี้ เด็กหนุ่มลอบมองร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงเคาน์เตอร์ เขากำลังจดอะไรบางอย่างอยู่มาพักใหญ่แล้ว แขนเสื้อสีขาวถูกพับขึ้นครึ่งหนึ่งเผยให้เห็นท่อนแขนขาวจัด ตั้งแต่เมื่อก่อนแล้วที่หรูซื่อเคยบอกว่าชอบให้อี้เฉินทำแบบนี้ เพราะเขาดูมีเสน่ห์ตอนที่กำลังโชว์ท่อนแขน ถึงแม้ว่าตอนนี้อาจจะไม่เกี่ยวกัน แต่หรูซื่อก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ เขากำลังนึกถึงเรื่องเก่าๆ ยามได้ใช้เวลาร่วมกัน ดวงตาสีอ่อนเลื่อนขึ้นไปจนถึงใบหน้าคมคายนั้น อี้เฉินดูเปลี่ยนไปนิดหน่อย ถึงจะเล็กน้อยแต่เขาก็เปลี่ยนไปจริงๆ เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนดูยาวขึ้น ใบหน้าดูอิดโรย แต่ก็ยังหล่อเหลาเหมือนเดิม 

อี้เฉินมักจะจริงจังกับทุกอย่างเสมอ เขายิ้มง่ายแต่ถ้าเป็นเรื่องงานล่ะก็ใบหน้านั้นก็มักจะเคร่งขรึมอยู่ตลอด 

แต่ไม่รู้เพราะว่าเผลอจ้องนานเกินไปหรือเปล่า ใบหน้าคมนั้นหันมาและดวงตาของทั้งคู่สอดประสานกัน หรูซื่อสะดุ้ง เด็กหนุ่มตกใจเกินไปจนไม่สามารถบังคับร่างกายของตัวเองได้อีกต่อไป สิ่งที่ควรจะทำคือรีบก้มหน้าลงหรือเบนสายตาไปที่ไหนสักที่ 

ในช่วงที่กำลังสับสนกับตัวเองอี้เฉินก็เดินเข้ามาซะแล้ว  

“ต้องการรับอะไรเพิ่มไหมครับ” ร่างสูงถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ 

“อ...เอ่อ...ไม่ครับ” 

“ถ้าหากว่ามีอะไรก็เรียกผมได้ตลอดเลยนะครับ” ในช่วงที่ชายหนุ่มกำลังจะเดินจากไปและหรูซื่อก็เผลอหลุดตะโกนออกไปเช่นเดียวกัน  

“คะ...คือว่า!” เขาอยากจะยกมือขึ้นตบปากตัวเองจริงๆ เลย 

“ครับ?” 

“คือ...ผม...ผมอยากได้ทิชชู!” และเป็นวินาทีที่หรูซื่ออยากจะกัดลิ้นตัวเองให้ขาดไปซะให้รู้แล้วรู้รอด อี้เฉินทำหน้าประหลาดใจ แต่ชายหนุ่มก็เดินไปที่เคาน์เตอร์และกลับมาพร้อมกล่องกระดาษชำระสีชมพู 

“ขอบคุณครับ...” 

อี้เฉินเดินกลับไปประจำที่แล้ว และเวลานั้นเด็กหนุ่มถึงสามารถหายใจได้อย่างเป็นธรรมชาติ 

หรูซื่อยกถ้วยชาขึ้นจิบเล็กน้อยก่อนจะวางมันลงอย่างเบามือ มันอึดอัดจนไม่กล้าสร้างเสียงใดทั้งนั้น ตัวของเด็กหนุ่มตอนนี้มันทั้งเกร็งแล้วก็ลีบลง 

เขาต้องรู้แน่ๆ เลยว่าเราแอบมอง เด็กหนุ่มคิดในใจ และเหลือบมองร่างสูงที่เคาน์เตอร์ก่อนจะถอนหายใจออกมา กล่องทิชชูสีชมพูวางอยู่บนโต๊ะนิ่ง แน่นอนว่าเขาไม่ได้ต้องการมัน 

และหรูซื่อก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากนั่งถอนหายใจต่อไป 

 

นิ้วเรียวเคาะลงบนโต๊ะเป็นจังหวะคล้องกับเสียงของเข็มนาฬิกาบนผนัง ตอนนี้เด็กหนุ่มนั่งอยู่ที่นี่มามากกว่าสองชั่วโมงแล้ว และมันคงจะน่าเกลียดเกินไปหากว่าเขายังนั่งต่อไปเรื่อยๆ ท้ายที่สุดหรูซื่อก็ตัดสินใจว่าตนควรจะออกจากที่นี่ไปสักที อันที่จริงเขารู้สึกแย่หากต้องกินชาอีกสักถ้วย ดวงตาเรียวกวาดมองชามะลิสองสามถ้วยบนโต๊ะ พระเจ้า กินเข้าไปได้ยังไงกัน 

เด็กหนุ่มเดินไปที่เคาน์เตอร์เพื่อจ่ายเงิน อันที่จริงเขาควรจะเรียกอี้เฉินให้มาหาแต่ว่าเขาไม่กล้า 

“รอเงินทอนสักครู่นะครับ” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ เสียงของเขายังคงนุ่มและอบอุ่นเสมอ และวินาทีนั้นหรูซื่อก็คิดได้ว่าเขาไม่อยากออกไปจากที่นี่เลยสักนิด 

มือบางยื่นไปรับเหรียญทอนจากชายหนุ่มด้วยความรู้สึกอาลัย  

“เอ่อ...” หรูซื่อได้แต่เอ่ยไปเพียงแค่นั้น อี้เฉินเงยหน้าขึ้นมาและเลิกคิ้ว  

เด็กหนุ่มจ้องมองร่างสูงที่อยู่ตรงหน้า คุณสบายดีไหม ทำไมถึงได้ดูอ่อนล้าแบบนั้น เมื่อคืนนอนหลับสบายดีหรือเปล่า วันนี้ทานข้าวมาหรือยัง มีหลายคำถามที่อยากเอ่ยออกไป แต่สุดท้ายสิ่งที่หรูซื่อทำก็เป็นเพียงการส่ายหน้าและส่งยิ้มก่อนจะเดินจากมา 

ผมก็แค่คิดถึงคุณมาก 

หรูซื่อหลับตาลงก่อนจะตัดสินใจเดินออกมาจากหน้าร้านได้ในที่สุด เขาเกลียดตัวเองที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย แม้แต่ถามคำถามง่ายๆ กับชายหนุ่ม เขาทำไม่ได้และไม่ได้อยู่ในที่ตรงนั้น ที่ที่เคยเป็นของตัวเอง และมันก็แค่เคยเป็นเท่านั้น 

ความเศร้าทำให้เด็กหนุ่มไม่อยากจะกลับบ้านตอนนี้ เขาเดินไปเรื่อยตามเส้นทางที่ร้างผู้คนในเวลาบ่าย สามป้ายสถานีที่ไม่คุ้นตา ถนนที่ไม่เคยเดินมาก่อน สภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกเหงา มือบางหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดดูเส้นทางหลังจากที่ขึ้นรถบัสมาแล้ว 

มีอีกสถานที่หนึ่งที่อยากจะไป 

ความคิดเห็น