หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ถึง‘เล่ห์ร้าย’ในวงการมายาจะฉุดให้ชีวิตเธอถึงคราวตกอับ แต่ด้วย ‘เล่ห์รัก’ ของเขากลับมอบชีวิตใหม่ให้แก่เธอ

ตอนที่ 13 อวี๋เสวี่ยเวย

ชื่อตอน : ตอนที่ 13 อวี๋เสวี่ยเวย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 800

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ก.พ. 2563 15:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 13 อวี๋เสวี่ยเวย
แบบอักษร

 

เฉิงเฉิงที่กำลังเป็นศิลปินรุ่นใหม่มาแรงยังต้องการความสนใจจากสังคมอีกมาก และไม่ต้องสงสัยเลยว่าเรื่องภาพถ่ายของหลินหว่านเปิดโอกาสให้เฉิงเฉิงได้สร้างภาพลักษณ์ที่ดี เรียกความเห็นใจจากสังคม สำหรับศิลปินแล้วนี่เป็นโอกาสที่หาได้ยากเลยทีเดียว ผู้จัดการของเขาจึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่เฉิงเฉิงจะแก้ข่าว 

ส่วนเฉิงหมิงนั้นแม้จะเห็นว่าการปั่นกระแสข่าวเช่นนี้อาจทำให้เฉิงเฉิงรู้สึกไม่ดี อีกทั้งความคิดอยากเป็นฮีโร่ของเด็กผู้ชายนี้จะไม่ยอมทำเรื่องรังแกคนอ่อนแอกว่าเด็ดขาด แต่เขายังรู้สึกว่าเฉิงเฉิงไม่เหมาะจะออกหน้าในตอนนี้ เนื่องจากจะทำให้คนอื่นเข้าใจว่าเฉิงเฉิงเป็นคนปั่นกระแสข่าวขึ้น เพื่อเรียกร้องความสนใจ 

สำหรับลูกชายของตัวเอง เขาย่อมรู้วิธีปกป้องดูแล แต่เฉิงเฉิงกลับไม่คิดเช่นนี้ 

เมื่อถึงเวลาทานข้าว เฉิงเฉิงลงมาชั้นล่างก็เห็นว่าเฉิงหมิงรอเขาอยู่ที่โต๊ะทานข้าว 

“พ่อ” เฉิงเฉิงทักทายเฉิงหมิง 

เฉิงหมิงผงกศีรษะ “นั่งสิ มาคุยกันหน่อย” 

เฉิงเฉิงนั่งลง แต่คำพูดประโยคแรกคือ “พ่อครับ ผมไม่ยอมใช้โอกาสนี้สร้างภาพลักษณ์เด็ดขาด” 

“พ่อไม่ได้จะให้แกใช้โอกาสนี้สร้างภาพหรอก วงการบันเทิงมันสกปรก เรื่องนี้ก็เป็นที่รู้กันดีอยู่ เรื่องภาพถ่ายครั้งนี้เพราะมีคนคิดจะสาดโคลนหลินหว่าน ฉันจึงเห็นว่าแกไม่ควรจะออกหน้า หากทำให้คนเข้าใจว่าแกสร้างเรื่องขึ้นจะทำอย่างไร” เฉิงหมิงดื่มน้ำแกงคำหนึ่ง แล้วถามเฉิงเฉิงด้วยน้ำเสียงจริงจัง 

แน่นอนว่าเฉิงเฉิงเข้าใจความกังวลของพ่อเขา แต่เขายังยืนหยัดแน่วแน่ “แต่ถ้าหากเรื่องนี้ไม่มีใครออกมาพูดอะไร อนาคตหลินหว่านจะเป็นอย่างไร ข่าวลือคงใส่ร้ายเธอจนตายแน่ นอกจากนี้เธอยังเป็นเด็กผู้หญิงที่ผมชื่นชมมากคนหนึ่ง” 

สายตาที่แน่วแน่ของเฉิงเฉิงทำให้เฉิงหมิงไม่พูดอะไรอีก พอทานข้าวเสร็จก็กลับเข้าห้องหนังสือไป 

เพียงไม่นานนัก ช่วงบ่ายเฉิงเฉิงก็จัดแถลงข่าวเพื่อชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้น ก่อนงานแถลงข่าว เซียวจิ่งสือก็ได้ทราบที่มาของรูปถ่าย 

ในงานแถลงข่าวเฉิงเฉิงได้ยืนยันความสัมพันธ์ของเขากับหลินหว่านว่าเป็นแค่เพื่อนกัน รูปถ่ายเป็นภาพซ้อมเต้นก่อนหน้านี้ ไม่มีเบื้องหลังเบื้องลึกให้เป็นข่าวอะไรได้ นอกจากนี้หลินหว่านเป็นศิลปินหญิงที่เขาชื่นชมมากคนหนึ่ง ซึ่งเขาหวังอย่างยิ่งว่าจะได้ร่วมงานกันในคราวหน้า 

ระหว่างงานแถลงข่าว เขายังให้ทุกคนดูข้อมูลที่มาของรูปถ่าย ซึ่งส่งมาจากเวยปั๋วไม่ทราบชื่อ เห็นชัดว่ามีเป้าหมายเพื่อใส่ร้ายผู้อื่น 

เพียงเท่านั้นคลื่นลมก็สงบลง 

หลินหว่านที่ยังคงพักฟื้นในห้องผู้ป่วย พอเห็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นทางอินเทอร์เน็ตในหลายวันมานี้แล้วก็ได้แต่ยิ้มอย่างอับจนปัญญา คิดไม่ถึงว่าขนาดเธอนอนอยู่โรงพยาบาลก็ยังมีคนทำให้เธอเป็นข่าวร้อนข่าวดังได้ แถมยังย้อมแมวจากเรื่องเก่าสมัยปีมะโว้อีก 

แต่ทั้งหมดนี้ก็ทำให้เธอจำฝังใจว่าข้างนอกนั่นช่างมากมายด้วยกลเกมเล่ห์เหลี่ยม ต่อไปหากไม่ระวังคงต้องถูกทำร้ายเอาได้ 

เซียวจิ่งสือพอจัดการเรื่องของหลินหว่านเสร็จ กำลังคิดว่าจะไปหาหลินหว่านก็ถูกเซียวเฉียง รั้งเอาไว้ 

“แกจะไปไหน” 

เซียวจิ่งสือกลอกตามองบนอย่างขัดใจ แต่ก็ยังหันกลับมาด้วยท่าทางนอบน้อม “ออกไปหาเพื่อนครับ” 

เซียวเฉียงช้อนสายตามองขึ้นสูง กล่าวด้วยเสียงเน้นหนักว่า “เสวี่ยเวยกลับมาแล้ว เย็นนี้พวกเธอไปกินข้าวด้วยกัน ถือว่าเลี้ยงต้อนรับเธอกลับมา” 

เซียวจิ่งสือชะงักไป ดูท่าว่าอวี๋เสวี่ยเวยเรียนกำกับการแสดงจากต่างประเทศกลับมาแล้ว แต่เขาไม่อยากไป “ไว้อีกสองสามวันเถอะครับ วันนี้ผมไม่ว่าง” 

“ถ้าแกไม่ไป ก็อย่ามาโทษฉันที่ฉันไม่ให้แกไปพบคนคนนั้นอีกแล้วกัน” เซียวอวิ๋นซานพูดเสียงเรียบ แต่กลับคว้าจุดอ่อนของเซียวจิ่งสือเอาไว้ 

เซียวจิ่งสือไม่มีทางเลือก จึงได้แต่ตอบรับอย่างเสียไม่ได้ “ทราบแล้วครับ” พูดจบก็ออกจากประตูไป 

ระหว่างทาง อวี๋เสวี่ยเวยโทรหาเขาบอกว่าอยู่ที่ร้านไหน เซียวจิ่งสือไปที่ร้านอาหารนั้น 

อวี๋เสวี่ยเวยเรียนจบกลับมาคราวนี้เป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก มีเสน่ห์เย้ายวนเพิ่มขึ้นไม่น้อย ทั้งมีความกล้าคิดกล้าทำในแบบสาวหัวนอกมากขึ้น พอเธอเห็นเซียวจิ่งสือที่เพิ่งเดินเข้าประตูร้านมาก็โบกมือเรียกเขาอย่างตื่นเต้นยินดี 

เซียวจิ่งสือมองเห็นอวี๋เสวี่ยเวยที่อยู่ห่างไปไม่ไกลนัก สายตาเธอยังคงเร่าร้อนเหมือนเช่นเคย เซียวจิ่งสือได้แต่รู้สึกถึงแรงกดดัน เขาไม่ชอบอวี๋เสวี่ยเวย แต่พ่อกลับต้องการจับคู่ให้พวกเขามาตลอด 

“เฮ้ จิ่งสือ ไม่เจอกันนานนะ” อวี๋เสวี่ยเวยยิ้มอย่างดีใจ มองดูเซียวจิ่งสือแล้วยิ่งรู้สึกว่าเขาหล่อขึ้นกว่าเดิม ดวงตาพราวระยับทั้งคู่ก็ยังงดงามเช่นเคย 

เซียวจิ่งสือส่งยิ้มจืดเจื่อน “กลับมาถึงเมื่อไหร่น่ะ” 

“อืม เที่ยงวันนี้เพิ่งลงจากเครื่อง” อวี๋เสวี่ยเวยพูดพลางมองดูเมนูอาหาร 

เซียวจิ่งสือผงกศีรษะ “ทำไมไม่พักอีกสักหน่อยล่ะ” ความหมายก็คือ ทำไมมาหาเขาเร็วนักล่ะ ซึ่งนี่ทำให้เขาเอือมระอาใจอย่างยิ่ง 

อวี๋เสวี่ยเวยเงยหน้าขึ้น มองดูเขาด้วยสายตายิ้มแย้ม “ทำไมล่ะ ไม่อยากเจอฉันหรือไง” 

เซียวจิ่งสืออยากจะบอกว่า ใช่ แต่พอคิดว่าไม่จำเป็นต้องแข็งกระด้างขนาดนั้น จึงยิ้มรับว่า “ไม่นี่” 

ทั้งสองสั่งอาหารเสร็จแล้ว อวี๋เสวี่ยเวยมองดูชายหนุ่มตรงหน้า อยากจะพูดคุยกับเขาดีๆ สักหน่อย เธอกลับมาคราวนี้ก็เพื่อจะคว้าเซียวจิ่งสือให้อยู่หมัด มัดใจเขาไว้ให้เร็วที่สุดแล้วแต่งงานกับเขา 

เพราะเธอไม่อยากพลาดจากเขาไปอีกแล้ว 

“พักนี้คุณเป็นอย่างไรบ้างคะ ไม่เจอกันตั้งนาน หล่อขึ้นตั้งเยอะนะ” อวี๋เสวี่ยเวยส่งยิ้มหวานฉ่ำให้เซียวจิ่งสืออย่างไม่ขัดเขินแม้แต่น้อย 

แต่กลับทำให้เซียวจิ่งสือเป็นฝ่ายขัดเขินเสียเอง เขายิ้มแห้งแล้ง “ก็ดีนี่” แต่กลับไม่คิดจะพูดกับเธอมากไปกว่านี้ 

อวี๋เสวี่ยเวยรับรู้ได้ว่าเซียวจิ่งสือเฉยชากับเธอ เธอมองดูเขา เริ่มขยับเข้าหา อวี๋เสวี่ยเวยนั่งลงข้างกายเซียวจิ่งสือ คล้องแขนเขาเอาไว้ “จิ่งสือ คุณไม่รู้หรอกว่าฉันคิดถึงคุณขนาดไหนน่ะ” 

เซียวจิ่งสือสะดุ้งเฮือกใหญ่ ตัวแข็งนิ่งไปชั่วครู่แล้วยิ้มพลางแกะมือเธอออก ขยับมานั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับเธอ “ผมรู้สึกว่าแอร์ที่นี่ไม่ค่อยเย็นนะ ร้อนไปหน่อย ขอโทษนะครับ” 

อวี๋เสวี่ยเวยสีหน้าเปลี่ยนไป แต่เธอก็ไม่พูดอะไร ถึงอย่างไรเธอก็กลับมาแล้ว ต่อไปย่อมจะมีโอกาสพบหน้าเซียวจิ่งสือบ่อยๆ เธอไม่ได้มีเพียงแค่วันนี้เท่านั้น 

เมื่ออาหารเริ่มจัดวางบนโต๊ะ อวี๋เสวี่ยเวยก็ชี้ไปที่สเต็กเนื้อตรงหน้าเซียวจิ่งสือ พูดอย่างคาดหวังว่า “ฉันจำได้ว่าคุณชอบกินสเต็กเนื้อเทนเดอร์ลอยน์[1] แบบมีเดียม แรร์[2] ใช่ไหมล่ะ ฉันก็เลยช่วยสั่งให้คุณแล้ว ลองชิมดูสิคะ” 

เซียวจิ่งสือส่งยิ้มให้อย่างเกรงใจ ตัดเนื้อสเต๊กอย่างช้าๆ  

อวี๋เสวี่ยเวยเห็นว่าเขาไม่พูดอะไรก็ยิ้มแล้วถามเขาว่า “จิ่งสือ วันนี้ฉันเหนื่อยอยู่สักหน่อย ช่วยฉันหั่น 

สเต็กหน่อยสิคะ” 

เซียวจิ่งสือเงยหน้าขึ้นมองเธอ ยกจานของตัวเองให้เธอแล้วว่า “ผมจำได้ว่าคุณก็ชอบเหมือนกัน ทานจานนี้เถอะครับ” 

อวี๋เสวี่ยเวยเห็นเซียวจิ่งสือเอาใจใส่เธอขนาดนี้ ถึงกับยังจำได้ว่าเธอกับเขาชอบทานเหมือนกัน ก็แอบนึกดีใจ ทำให้เธอทานอาหารมื้อนี้ได้อย่างเอร็ดอร่อย 

ตอนจะแยกจากกัน เซียวจิ่งสือจ่ายค่าอาหารเสร็จ อวี๋เสวี่ยเวยก็เข้ามาคล้องแขน ดูราวกับเป็นคู่รักกัน 

“ส่งฉันกลับบ้านได้ไหมคะ ถึงอย่างไรฉันก็เป็นว่าที่ภรรยาของคุณนะ” อวี๋เสวี่ยเวยออดอ้อน 

เซียวจิ่งสือพอได้ยินคำว่าว่าที่ภรรยาก็หันมามองเธอ “อะไรนะ” 

อวี๋เสวี่ยเวยนึกว่าเขาฟังไม่ถนัดจึงยิ้มแล้วพูดซ้ำอีกครั้ง “ฉันบอกว่า ฉันเป็นว่าที่ภรรยาของคุณไง นอกจากนั้นนะฉันยังได้ดูที่คุณประกาศทางทีวีแล้วล่ะ หวังว่าคุณจะเอาใจใส่ฉันสักหน่อย ส่วนคนที่ไม่ได้สำคัญอะไร อย่างเช่นแม่ดาราสาวของบริษัทคุณนั่น หลินหว่านใช่ไหม ไม่ต้องไปสนใจมากนักหรอก” 

------ 

[1] เนื้อเทนเดอร์ลอยน์ (Tenderloin Steak) หรือ ฟิเลมิยอง (Filet Mignon)เป็นเนื้อสันในที่มีความนุ่มอร่อยเป็นพิเศษ เพราะเป็นเนื้อส่วนที่วัวไม่ต้องออกแรงใช้กล้ามเนื้อมาก 

[2] มีเดียม แรร์ (Medium Rare) หรือเนื้อกึ่งสุกกึ่งดิบ หมายถึงเนื้อที่ด้านในยังเป็นเนื้อแดงประมาณ 50% 

ความคิดเห็น