หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เมื่ออำนาจถูกส่งมอบให้ถูกคน หนทางแห่งการแก้แค้นก็ดูเหมือนจะมิได้ยากเย็นถึงเพียงนั้น!

ตอนที่ 17 มิยอมลดราวาศอก

ชื่อตอน : ตอนที่ 17 มิยอมลดราวาศอก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.8k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ก.พ. 2563 15:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 17 มิยอมลดราวาศอก
แบบอักษร

 

ไฉ่เตี๋ยนอนหลับตาขมวดคิ้วอยู่บนเตียง ริมฝีปากซีดสลด ท่าทางดูอ่อนแอขี้โรค หลังจากกลับมาถึงห้องแล้วนางก็ลงแช่น้ำเย็นในอ่างอยู่เป็นชั่วยาม จงใจทำให้ตัวเองป่วยเพื่อเรียกร้องความสงสาร นางไม่เชื่อว่าการร่ำไห้ด้วยอาการป่วยเช่นนี้จะไม่ทำให้ท่านอ๋องรักและสงสารนางขึ้นบ้างเลย รอให้ถึงเวลานั้นก่อนเถอะ นางแค่นเสียงออกจมูก 

ได้ยินเสียงล้อไม้หมุนในห้องดังใกล้มาเรื่อย นางจึงลืมตาขึ้นช้าๆ “ท่านอ๋อง” ไฉ่เตี๋ยพูดเสียงเบา น้ำตาพลันเอ่อล้นเบ้า 

“ในเมื่อเจ้าป่วยอยู่ ก็ไม่ต้องคำนับหรอก” ไฉ่เตี๋ยได้ยินก็นิ่งอึ้ง เหลียวมองตามเสียงไป คาดไม่ถึงว่าจะเป็นตัวการแห่งหายนะของนางนั่นเอง ถ้าไม่ลุกขึ้นคำนับเดี๋ยวคงโดนจับพิรุธได้แน่  

ไฉ่เตี๋ยลุกขึ้นนั่งโดยมีสาวใช้ช่วยพยุง แล้วพลิกผ้าห่มแพรออกเพื่อจะคำนับ ดวงหน้าที่เล็กเพียงฝ่ามือนั้นซีดเซียวไร้เลือดฝาด ผมที่ดำขลับดุจหมึกของนางยิ่งหนุนให้ใบหน้าดูซีดขาวมากขึ้น ริมฝีปากถูกแต้มจนแดง แต่ทว่าสีกลับดูซีดจาง 

หนิงอวี้ยิ้มเยาะ โถแม่คนขี้โรค อย่างไรนางก็ไม่เชื่อหรอกว่าการเล่นงานเมื่อเช้าแค่นั้น จะสามารถทำร้ายคนจนตกในสภาพนี้ได้ 

“ไม่ต้องหรอก ลุกขึ้นเถิด” เว่ยหยวนพูด ต่อหน้าเขาแล้วท่าทีน่าสงสารของไฉ่เตี๋ยแทบไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย ลำบากแค่ไหนกว่าจะแต่งหนิงอวี้มาเป็นภรรยาได้ เขายอมแม้วางราชกิจไว้เพื่ออยู่เป็นเพื่อนนาง ไม่คิดว่าจะมีบางคนมาหึงหวงจนพยายามรบกวนความสงบสุขจนได้ 

ไฉ่เตี๋ยทึ้งชายกระโปรงทำท่าจะพูดแต่ไม่พูด เว่ยหยวนหมดความอดทนจึงพูดขึ้นด้วยสีหน้าเรียบ “ท่านหมอว่าอย่างไร” 

“กราบทูลท่านอ๋อง ท่านหมอบอกว่าที่เป็นเพราะนายหญิงถูกทำให้ตกใจ จนโรคร้ายฉวยโอกาสแทรกเข้ากายจึงได้เป็นเช่นนี้เพคะ” ไฉ่เตี๋ยรีบปรามสาวใช้ให้หยุดปาก  

นางพูดขึ้นเสียงเบา “หม่อมฉันไม่รู้ว่านางไปเชิญเสด็จ แค่ไข้เพียงเล็กน้อยไม่ร้ายแรงอะไรเลยเพคะ” 

สองคนนายบ่าวทำทีเสแสร้ง หงหลิงยืนอยู่อีกด้านได้แต่มองอย่างเหยียดๆ หนิงอวี้เห็นเข้าจึงกระตุกแขนเสื้อเตือนนางให้สงวนท่าทีไว้ จะได้ไม่เป็นที่สังเกต 

สาวใช้นางนั้นเห็นสายตาเหยียดหยามของหงหลิงเข้าจึงรีบพูดขึ้นว่า “นายหญิงท่านอย่าพูดอีกเลย ข้าน้อยฟังแล้วปวดร้าวใจ นายหญิงป่วยถึงเพียงนี้ แต่ตัวการก่อเหตุกลับมามองด้วยสายตาเหยียดหยาม มีที่ไหนกันที่สาวใช้จะมาตวาดด่านาย ข้าน้อยขอท่านอ๋องทรงโปรดพิจารณาด้วยเพคะ” สาวใช้ยิ่งพูดยิ่งรู้สึกคับแค้นใจ พลันคุกเข่าลงไปกับพื้น 

“นี่มันเกิดขึ้นได้อย่างไร” 

หนิงอวี้ก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว ป้องตัวหงหลิงไว้หลังกายโดยไม่แสดงสีหน้าใดๆ นางเอ่ยขึ้นว่า “วันนี้ตอนที่ให้โอวาท ไฉ่เตี๋ยไม่ได้คำนับคารวะ หม่อมฉันจึงได้ลงโทษ” ดูท่าทางพวกนี้รู้ตัวว่าไม่อาจเอาชนะนางได้ จึงคิดเล่นงานหงหลิงแทนสินะ หนิงอวี้คิด 

“ท่านอ๋องทรงพระปรีชา สาวใช้คนสนิทของพระชายาตวาดนายหญิงต่อหน้าธารกำนัล ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง” 

“เหตุของเรื่องเป็นอย่างไร” เว่ยหยวนถามเสียงทุ้ม 

หงหลิงเดินออกมาจากหลังหนิงอวี้หวังจะทำเรื่องเสียให้จบๆ ไปเสียในครั้งเดียว นางคุกเข่าลงกับพื้นพร้อมพูดขึ้น “ทูลท่านอ๋อง นายหญิงไฉ่เตี๋ยพูดจาล่วงเกินพระชายาก่อน ข้าน้อยแค่ถามเท่านั้น หาได้ตวาดด่าไม่เพคะ” 

ไฉ่เตี๋ยได้ยินก็น้ำตาริน พูดเสียงเบาด้วยท่าทางน้อยเนื้อต่ำใจ “ไฉ่เตี๋ย ยังมิได้ล่วงเกินพระชายาเลยเพคะ” 

หนิงอวี้เริ่มเบื่อที่จะวุ่นวายด้วย จึงพูดขึ้นเสียงเบาด้วยใบหน้าที่ยังคงประดับยิ้มพอประมาณ “ไฉ่เตี๋ยได้ล่วงเกินหม่อมฉันจริง หงหลิงก็ได้ตวาดนางไป แต่นั้นคือคำสั่งของหม่อมฉัน หากจะลงโทษหงหลิงสถานหนัก หม่อมฉันก็หวังว่าจะทรงลงโทษพวกที่ชอบเงี่ยหูฟังคำนินทาว่าร้ายไปด้วยนะเพคะ” 

“หน้าบากเช่นนี้ ชายใดจะยินดีแต่งเป็นภรรยา เจ้าเป็นคนพูดสินะ” หนิงอวี้พูดขึ้น พลางก้มตัวยิ้มไปยังสาวใช้คนนั้น 

“นี่คือ...นี่คือ...” สาวใช้ได้ฟังก็หน้าแดงก่ำ เหลียวกลับไปมองยังไฉ่เตี๋ยหน้าตาตื่น  

หนิงอวี้ยิ้มบางๆ “ตอนนี้มองนายหญิงของเจ้า หรือว่านายหญิงเจ้าบอกให้เจ้าพูด เห็นทีตำหนักในแห่งนี้ ควรต้องจัดการเสียใหม่ให้ดีสักหน่อยแล้ว” 

ไฉ่เตี๋ยได้ยินก็รีบลุกขึ้น เดินโซเซคุกเข่าลงกับพื้นแล้วพูด “ไม่มีเรื่องเช่นนั้นเพคะ หม่อมฉันไม่รู้เรื่องอะไรเลย”  

หนิงอวี้ยื่นมือเช็ดน้ำตาให้นางพลางถามขึ้น “ท่านอ๋องทรงเห็นเช่นไรเพคะ” ไฉ่เตี๋ยตัวสั่นเทาอยู่ใต้มือนาง 

เว่ยหยวนคิ้วชนกัน เรื่องราวยุ่งเหยิงดั่งปมเชือกยากที่จะจัดการให้ชัดเจน คาดว่าเป็นเพราะหนิงอวี้ทำให้ไฉ่เตี๋ยเสียหน้า ไฉ่เตี๋ยจึงมาลงที่หงหลิง หากเป็นคนอื่นก็คงไม่สำคัญเท่าไหร่ ยอมตามไฉ่เตี๋ยก็สิ้นเรื่อง  

แต่หนิงอวี้ยืนกรานปกป้องหงหลิง เช่นนี้คงจัดการยากหน่อยแล้ว 

“แม้จะบอกไม่มีเจตนา แต่สาวใช้ล่วงเกินพระชายารองจนป่วยไข้นับว่ามีความผิด ให้ตัดเงินสามเดือนแล้วกัน” เว่ยหยวนลังเลอยู่ชั่วครู่ “สำหรับสาวใช้ของไฉ่เตี๋ย ตัดเงินครึ่งปี” 

“ท่านอ๋องเพคะ” ไฉ่เตี๋ยร้องขึ้นหนึ่งคำ น้ำตาเอ่อรื้นปลายตา 

หนิงอวี้ใบหน้าอาบยิ้ม แววตาเจือความโหดเหี้ยม เอ่ยว่า “ยังมีอะไรอีกหรือ” 

ไฉ่เตี๋ยเจอสายตาของหนิงอวี้เช่นนั้น ก็รู้สึกขลาดกลัวขึ้นมาโดยสัญชาตญาณพลางพูดว่า “ไม่...ไม่มีแล้วเพคะ” 

เว่ยหยวนได้ยินแล้วก็โบกมือขึ้น องครักษ์เดินเข้ามาเข็นเก้าอี้รถเข็นออกไป ไฉ่เตี๋ยเห็นเขาจากไปโดยไม่ปลอบใจนางแม้คำเดียว สายตาเหลือบเห็นคนรอบข้างหัวเราเยาะเย้ย จึงรีบพูดขึ้น “ท่านอ๋องอยู่ต่อได้ไหมเพคะ อยู่เป็นเพื่อนหม่อมฉันก่อน” 

“มีธุระ” คำพูดยังไม่ทันขาดเสียง คนก็จากไปเสียแล้ว หงหลิงใช้แขนบังหน้าหัวเราะ หนิงอวี้ชำเลืองตามองนาง หงหลิงจึงรีบหยุดหัวเราะแล้วทำทีเป็นเคร่งขรึม 

“เจ้าก็พักรักษาตัวดีๆ แล้วกัน” หนิงอวี้หมุนตัวจากไปไม่กี่ก้าว ก็ได้ยินเสียงสิ่งของกระทบกันจนแตก เกิดเป็นเสียงดังกังวาน 

เมื่อออกจากตำหนักไป หงหลิงก็หัวเราะขึ้นเสียงดัง หนิงอวี้หมุนตัวกลับใช้นิ้วชี้ดีดหน้าผากของนาง ทำให้หงหลิงบ่นอู้อี้อยู่สองสามคำ “เงินเดือนที่โดนตัดไป ไว้ข้าจะชดใช้ให้เจ้าสองเท่า”  

ความคิดเห็น