email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 2 โม่เฉียน (2/2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 2 โม่เฉียน (2/2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.1k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ก.พ. 2563 18:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2 โม่เฉียน (2/2)
แบบอักษร

13th Day 

วันนี้เป็นวันที่สิบสามแล้วหลังจากที่เด็กหนุ่มลืมตาขึ้นมาในฐานะของโม่เฉียน และเป็นวันที่สามหลังจากที่เขาได้ออกจากโรงพยาบาลมา มันค่อนข้างลำบากนิดหน่อยที่ต้องพยายามใช้ชีวิตให้เหมือนปกติในแบบที่โม่เฉียนเคยเป็น และช่วงนี้เขายุ่งเป็นพิเศษจากการศึกษาข้อมูลของเด็กคนนั้นจากข้าวของในห้อง 

“ออกไปคนเดียวแบบนี้จะดีเหรอลูก” มือที่กำลังก้มผูกเชือกรองเท้าชะงักไป หรูซื่อหันไปตามเสียงเรียกพลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง 

“ครับ” 

“ความจริง ถ้าลูกอยากไปที่ไหนบอกแม่ก็ได้นะ เอาอย่างนี้ดีไหม ให้แม่ไปส่งดีกว่า” 

หรูซื่อส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม “ผมแค่อยากเดินสูดอากาศแถวนี้ครับ ไปไม่นานหรอก อีกอย่างตอนนี้ก็ไม่ได้รู้สึกปวดหัวหรือเป็นอะไรแล้วด้วย” 

เธอมีท่าทางช่างใจไปพักใหญ่ ซึ่งหรูซื่อค่อนข้างเป็นกังวล ตลอดหลายวันที่ผ่านมาโม่อันฉีแทบจะไม่ปล่อยให้เขาทำอะไรด้วยตนเองเลยด้วยซ้ำ คิดว่าการสูญเสียโม่เฉียนไปทำให้เธอกลัวมากแค่ไหน และพอเขาฟื้นขึ้นมาเลยถูกเอาใจใส่เป็นพิเศษ เด็กหนุ่มกลั้นหายใจตอนที่เห็นว่าริมฝีปากของเธอเริ่มขยับ 

หญิงวัยกลางคนทำท่าจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็หยุดไป เธอถอนหายใจก่อนสุดท้ายจะเปลี่ยนเป็นระบายรอยยิ้มจางๆ แทน “ถ้าอย่างนั้นก็ไปดีมาดีนะจ๊ะ” 

“ครับ” คำตอบต้องทำให้ลอบยิ้มอยู่ในใจ นึกว่าวันนี้ก็จะไม่ได้ออกไปข้างนอกเหมือนเดิมเสียแล้ว 

แต่ยังไม่ทันจะได้เดินออกไป เขาก็ถูกเรียกโดยเสียงหวานนั้นอีกครั้ง “เอ่อ...เฉียนเฉียน! รอแม่สักครู่นะ” 

โม่อันฉีเดินหายเข้าไปในบ้านครู่หนึ่งก่อนจะกลับมาพร้อมของบางสิ่งบางอย่าง หรูซื่อมองลงไปที่มือบางนั้นสังเกตเห็นว่าเป็นผ้าพันคอสีแดงนั่นเอง เธอบ่นเรื่องสภาพอากาศที่ยังเย็นจัดอยู่แม้ตอนนี้จะเริ่มเข้าฤดูใบไม้ผลิแล้วก็ตาม ก่อนจะบรรจงพันไหมพรมสีแดงนั้นรอบลำคอของผู้เป็นลูกชายอย่างไม่รีบร้อน 

“อากาศช่วงนี้ก็สามารถทำให้เป็นหวัดได้เหมือนกันนะ” เธอเอ่ยพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น มือบางวางทาบลงไปบนผ้าไหมพรมสีแดงหลังจากที่จัดการมันเสร็จเรียบร้อย 

“แล้วผมจะรีบกลับมาครับ” เด็กหนุ่มส่งยิ้มตอบรับและเดินออกจากบ้านมา เขาสูดหายใจเข้าลึกและระบายออกมาช้าๆ อากาศในวันนี้ทำให้รู้สึกดีมากจริงๆ 

“จะไปที่ไหนดีนะ” 

มือซีดหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาพลางเลื่อนหาแอปพลิเคชันแผนที่ โทรศัพท์เครื่องนี้ยังใช้ไม่ชินมือนักเนื่องจากมันเป็นของโม่เฉียน ทำให้ค่อนข้างต้องใช้เวลาในตอนที่เขาต้องการจะทำอะไรบางอย่าง 

วันนี้เป็นครั้งแรกที่เดินออกมาตัวคนเดียว หรือจะบอกว่าเป็นการออกมาเดินในเมืองครั้งแรกในรอบสิบกว่าวันนี้ดีนะ ชุมชนแถบนี้ดูต่างจากที่ที่เด็กหนุ่มเคยอาศัยจริงนั่นแหละ 

หืม? 

สองเท้าชะงักเมื่อเดินมาเรื่อยจนถึงสถานที่หนึ่ง หรูซื่อมองเลยลงไปถึงผืนน้ำกว้างใหญ่ตรงหน้า  

ที่นี่มัน...แม่น้ำอัน?  

แม่น้ำตรงหน้าให้ความรู้สึกบางอย่างยามที่จ้องมองลงไปแม้ว่าตอนนี้จะยืนอยู่ไกลๆ ก็ตาม 

ที่นี่สินะ ที่โม่เฉียน... 

กึก... 

หรูซื่อสะดุ้งเมื่อรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่ข้อเท้า เด็กหนุ่มรีบก้มลงไปดูด้วยความตกใจก่อนจะพบว่าที่ด้านล่างนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่ที่พื้นด้วยท่าทางที่เหมือนควานหาอะไรบางอย่างอยู่ 

ตกใจหมด 

“เอ่อ...คุณครับ” เด็กหนุ่มทักออกไป ส่งผลให้อีกฝ่ายผงะ เดาว่าก่อนหน้านี้ผู้หญิงคนนั้นคงกำลังพยายามที่จะหาอะไรบางอย่างและมือนั่นก็ปัดมาโดนเขาพอดี 

“อ๊ะ!? ขอโทษนะคะ” เธอละล่ำละลักก้มลงไปจนหัวแทบจะติดพื้น และเอาแต่พูดซ้ำไปซ้ำมาอยู่แบบนั้น หรูซื่อหรี่ตาลงก่อนจะเหลือบเห็นอะไรบางอย่างเยื้องออกไปจากพวกเขาทั้งสองคน 

เด็กหนุ่มขยับตัวเล็กน้อยแล้วก้มลงไปเก็บสิ่งที่เขาสังเกตเห็นก่อนจะยื่นให้กับคนตรงหน้า “มันเป็นของคุณสินะครับ” 

“โอ้ ขอบคุณมากเลยค่ะ ฉันควานหามันตั้งนาน” มือบางรับและสวมมันอย่างรวดเร็วก่อนจะรีบลุกขึ้นมาโค้งให้อีกครั้ง เช่นเดียวกับหรูซื่อที่โค้งตอบ เด็กหนุ่มรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ที่คนอายุมากกว่าจะมาก้มหัวขอบคุณตนเช่นนี้ 

“ไม่เป็นไรครับ ว่าแต่เจ็บตรงไหนหรือเปล่า” 

“ไม่ค่ะ” เธอปัดเศษฝุ่นที่กระโปรงตัวยาวก่อนจะเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ “ฉันเผลอทำมันหลุดมือในตอนที่เอาออกมาเช็ดแล้วก็เผลอสะดุดหินเข้า งี่เง่าจังเลยนะคะฉันเนี่ย” เธอหัวเราะแห้งๆ พลางเดินไปหยิบถุงใส่ของมากมายที่วางกองอยู่บนพื้น มองดูทุลักทุเล และมันมากเกินกว่าที่ผู้หญิงตัวเล็กคนเดียวจะแบกมันไหว ตัวของเธอเซไปมาตอนที่ยกมันทั้งหมดขึ้นมาจากพื้นได้ครบ หรูซื่อมองตามเงียบๆ ก่อนจะเอ่ย 

“เอ่อ ขอโทษนะครับ...” 

“คะ?” 

 

“ขอโทษที่ต้องรบกวนให้ช่วยถือถุงพวกนั้นมานะคะ แล้วก็เรื่องที่ช่วยเก็บแว่นตาให้ฉันด้วย” ถ้วยเซรามิกสีขาวตกแต่งด้วยลวดลายของดอกโบตั๋นถูกวางให้ตรงหน้า หรูซื่อค้อมหัวเป็นการขอบคุณก่อนจะยกมันขึ้นดื่ม กลิ่นหอมของชาและความอุ่นยามได้สัมผัสทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกผ่อนคลายจากอากาศข้างนอกที่ค่อนข้างเย็นจนเรียกว่าหนาว 

“เป็นชามะลิน่ะค่ะ ดื่มง่ายแล้วกลิ่นก็หอมด้วย ถึงแม้ว่าคุณอาจจะไม่เคยดื่มชามาก่อน” 

รอยยิ้มถูกเผยออกมาเป็นการตอบรับ มันค่อนข้างน่าอึดอัดสักเล็กน้อยสำหรับการนั่งจิบชากับคนที่เพิ่งพบกัน หรูซื่อยังสับสนกับเหตุการณ์เมื่อครู่อยู่นิดหน่อย ก่อนหน้านี้เขาหลุดปากเรียกอีกคนออกไป เพราะรู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่างกับภาพของหญิงสาวตัวเล็กที่ยืนแบกของหนักๆ ตรงหน้าจนตัวเซ สุดท้ายก็จบตรงที่เขาอาสาช่วยถือของทั้งหมดมาส่งให้ที่คาเฟ่เล็กๆ นี้อย่างช่วยไม่ได้ และเธอก็เชิญเข้ามาดื่มน้ำชาเป็นการขอบคุณ 

หรูซื่ออยากจะปฏิเสธไปอย่างสุภาพและเดินจากมา แต่ทว่าเธอไม่เปิดโอกาสให้เขาทำแบบนั้น 

“ร้านของคุณเหรอครับ” อยากจะทำลายบรรยากาศอึดอัดนี้ไปเสีย แต่สุดท้ายก็ลงเอยกับคำถามโง่ๆ ที่ดูเอาก็น่าจะรู้คำตอบอยู่แล้ว 

“ค่ะ” หญิงสาวขยับแว่น “ช่วงนี้อากาศเย็นร้านเลยค่อนข้างเงียบ” 

ไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไรต่อนอกจากส่งยิ้มให้ เขาไม่ถนัดเรื่องคุยกับคนอื่นจริงๆ 

“อ้อ ลืมไปเลย ดิฉันลีอาค่ะ ส่วนคุณ...” หรูซื่อละสายตาจากถ้วยชาตรงหน้า เอ่ยตอบเสียงเบา 

“ผมหยาง...เอ่อ โม่เฉียนครับ คิดว่าผมน่าจะอายุน้อยกว่าเพราะฉะนั้นไม่ต้องพูดสุภาพกับผมก็ได้ครับ” เอ่ยอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก ใบหน้าของเธอดูเด็กเสียจนเด็กหนุ่มรู้สึกสับสน ทว่า...หากเธอเป็นเจ้าของร้านแห่งนี้ก็คงมีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบแน่นอน 

“ถ้าอย่างนั้นเฉียนเฉียน...เรียกแบบนี้ได้ใช่ไหมจ๊ะ” เธอหัวเราะก่อนจะเอ่ยต่อ “ฉันอยากจะตอบแทนเธอนะที่ช่วยในวันนี้” แล้วสรรพนามการพูดคุยก็เปลี่ยนไปอย่างธรรมชาติ  

“โอ้ ไม่เป็นไรครับ มันเป็นสิ่งที่ผมควรทำอยู่แล้ว” 

หญิงสาวส่ายหน้า “เธออุตส่าห์ช่วยถือของพวกนั้นเดินมาให้ตั้งไกล รู้สึกเกรงใจมากเลยล่ะ เพราะฉะนั้นถ้ามีอะไรอยากให้ช่วยก็บอกได้เลยนะจ๊ะ” 

“…ครับ” 

กริ๊ง~ 

เสียงกระดิ่งจากประตูร้านดังขึ้นขัดบทสนทนาของคนทั้งคู่ ลีอายิ้มกว้างออกมาทันทีหลังจากที่เห็นว่าใครกำลังเดินเข้ามา ร่างสูงในโค้ทสีกรมเดินเข้ามาใกล้ ดวงตาของหรูซื่อเบิกกว้างและสั่นไหวทันทีที่เห็นใบหน้านั้นชัดเจน 

“อี้เฉิน...” เด็กหนุ่มพึมพำเสียงสั่นส่งผลให้คนทั้งสองหันมามองอย่างแปลกใจ  

“อ้าว รู้จักกันด้วยเหรอจ๊ะ” 

เจ้าของชื่อหรี่ตาฉงน และเมื่อได้สบตากันแล้วหรูซื่อก็ยิ่งมั่นใจว่าคนตรงหน้าคือคนรักของเขาจริงๆ 

พระเจ้า! อี้เฉินกำลังยืนอยู่ตรงหน้า และพวกเขาทั้งสองคนสบตากัน แต่สายตาที่ได้รับกลับมานั้นไม่ได้มีแววความอบอุ่นอย่างที่เขาเคยได้รับ 

“ผมไม่แน่ใจ เราเคยพบกันมาก่อนหรือเปล่าครับ” ชายหนุ่มถามเสียงนิ่ง และนั่นทำให้หรูซื่อเพิ่งตระหนักได้ว่าอะไรเป็นอะไร 

“อ...เอ่อ เปล่าครับ ผม...ผมแค่กำลังนึกถึงใครบางคน” คำตอบโง่ๆ นั่นไม่ได้ช่วยให้สายตาจับผิดตรงหน้าหายไปเลยสักนิด หรูซื่อก่นด่าตัวเองอยู่ในใจ สายตาของเด็กหนุ่มล่อกแล่กไปมาและสุดท้ายก็จบลงด้วยการพยายามพูดเบี่ยงออกไป “คือผมพูดว่าอวี้เฉินน่ะครับ อวี้เฉิน” 

“มันออกเสียงคล้ายกันนี่นา” ลีอาหัวเราะก่อนจะหันไปคุยกับร่างสูงที่ยืนอยู่ด้านหลัง “อี้เฉิน เธอช่วยนำถุงพวกนั้นเข้าไปไว้ในครัวทีนะ” 

“ครับ” 

อี้เฉินเดินจากไปแล้ว และหรูซื่อลอบถอนหายใจ 

พวกเขาดูไม่ได้ติดใจอะไรมากนัก อย่างน้อยคำแก้ตัวโง่ๆ ของเขาก็ยังพอสมเหตุสมผลอยู่บ้าง ดวงตาเรียวเหลือบมองไปยังช่องว่างระหว่างบานประตูห้องครัวที่เปิดอยู่ผ่านเคาน์เตอร์ 

ก็แค่ไม่คิดว่าจะได้เจอกันเร็วขนาดนี้ ตอนที่ชายหนุ่มหันมาสบตา หัวใจของเขาเต้นระรัวไปหมด และมันแทบจะระเบิดเมื่อตอนที่เขาหลุดชื่อของอีกคนออกไป สายตาที่มองมานั้นไม่ธรรมดาเอาเสียเลย โดยเฉพาะน้ำเสียงนั้น 

มันทั้งนิ่งแล้วก็ดูว่างเปล่า...จนน่ากลัว 

“ว่าแต่ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ปีไหนเหรอจ๊ะ น่าจะม.ปลายแล้วเนอะ” 

“คะ...ครับ?” เสียงของลีอาช่วยทำให้หลุดออกจากภวังค์ 

“ฉันถามละลาบละล้วงเกินไปหรือเปล่า” หญิงสาวเอ่ยถามยิ้มๆ 

“ผม...เอ่อ...จบม.ปลายแล้วล่ะครับ แล้วก็เรื่องคำถามไม่เป็นอะไรครับ ผมไม่ถือ” 

“งั้นก็แสดงว่าตอนนี้ก็กำลังเตรียมสอบอยู่น่ะสิ” 

“ก็...ประมาณนั้นครับ” ทันทีที่รู้สึกได้ว่าร่างสูงกำลังเดินออกมาจากห้องครัว สายตามันก็เผลอเหลือบไปมองอย่างช่วยไม่ได้ “...ความจริงแล้วผมพลาดการสอบเมื่อปีที่แล้วเพราะเรื่องปัญหาสุขภาพน่ะครับ ตอนนี้ก็เลย...” 

“อา...แย่จังเลยนะ แต่ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ เดี๋ยวนี้อายุไม่สำคัญนี่นา มีหลายคนนิยมดรอปเรียนก่อนเพื่อตามหาความฝันอะไรแบบนี้ด้วยล่ะ ว่าแต่เฉียนเฉียนล่ะ สนใจเรื่องไหนเป็นพิเศษ” 

“ผมอยากเป็นอัยการครับ” เด็กหนุ่มถูมือลงบนแก้มอย่างรู้สึกขัดเขิน ความจริงแล้วมันเป็นความฝันของเขาเลยล่ะ ช่วงที่ยังเรียนอยู่ก่อนจะเกิดเรื่องก็เป็นนักศึกษานิติศาสตร์เหมือนกับ... 

“หืม? พูดเหมือนลูกน้องฉันเลยนะ คนที่เจอเมื่อกี้น่ะ” 

เหมือนกับอี้เฉิน 

เพราะความฝันของเราเหมือนกัน 

หญิงสาวยกยิ้มที่มุมปากก่อนจะเอ่ย “เจ้าคนที่อยู่หลังเคาน์เตอร์คนนั้นน่ะ ชื่ออี้เฉิน” 

“ครับ?” 

“ก็เห็นเธอเอาแต่แอบมองมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนี่นา” หัวเราะเสียงใสก่อนจะหันนิ้วหัวแม่มือไปยังร่างสูงที่กำลังชงกาแฟให้ลูกค้าอยู่ “เป็นพนักงานที่ร้านฉันเอง ชงกาแฟอร่อยมากเลยล่ะ” 

“อะ...เอ่อ ขอโทษครับ” รีบผงกหัวขอโทษเป็นการใหญ่ นี่เขาคงเสียมารยาทมากเลยสินะ มาแอบมองพนักงานในร้านของคนอื่นแบบนี้ แย่จริงๆ เลย 

“ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่นา เธอนี่ตลกดีนะ” 

ถึงแม้ว่าเธอจะเอาแต่หัวเราะก็เถอะ แต่ว่าหรูซื่อก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดี 

แล้วมันก็อดมองไม่ได้ด้วย 

ก้มมองนาฬิกาข้อมือก่อนจะรู้ตัวว่าตนเองนั้นใช้เวลาข้างนอกนานเกินไปแล้ว ไม่แน่ว่าตอนนี้โม่อันฉีอาจจะกำลังเป็นห่วงอยู่ก็ได้ หรูซื่อรีบบอกลาหญิงสาวเจ้าของร้านกาแฟแล้วออกมาจากที่นั่นทันที 

ในช่วงเวลาที่เดินผ่านตรงเคาน์เตอร์ตอนนั้น ดวงตาของเราสบกัน ถึงแม้จะเพียงแค่เสี้ยววินาทีก็ตาม ในขณะที่เขาเอาแต่มองจ้องไปที่อีกคน แต่เขาคนนั้นกลับทำเพียงหันมามองและหันไปราวกับแค่ลมที่พัดมาและบังเอิญผ่านไปเท่านั้น 

ทำไมกันนะ 

ราวกับคนแปลกหน้า...ราวกับคนที่ไม่รู้จักกัน  

ในตอนนั้นหัวใจของหรูซื่อเจ็บปวด  

ทำไมกันนะอี้เฉิน 

ก่อนจะคิดขึ้นได้ว่าในตอนนี้เขาเองก็เป็นแค่คนแปลกหน้าจริงๆ 

 

เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นเมื่อประตูนั้นปิดลง ชายหนุ่มหันไปมองที่ประตูนิ่ง 

เด็กคนนั้น 

‘อี้เฉิน…’ 

ตอนที่ได้ยินเสียงเรียกนั้น ร่างกายของเขามันขยับไปเอง ชายหนุ่มหันขวับไปยังต้นเสียงนั้นทันทีอย่างตกใจ ก่อนจะรีบปั้นหน้านิ่ง ความตื่นเต้นหายวับไป หัวใจที่เต้นระรัวกลับค่อยๆ แผ่วลงอย่างเชื่องช้า ความผิดหวังมาพร้อมกับคำว่างี่เง่าดังขึ้นในใจ 

เพราะไม่ใช่ และไม่มีวันใช่... 

นั่นสิ...นายมันโง่อี้เฉิน มันจะใช่ได้อย่างไร 

ก็ในเมื่อคนคนนั้นน่ะ... 

ความคิดเห็น