facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

แม้อุปสรรคที่พานพบจะเป็นโชคชะตาขีดลิขิตไว้ ทว่าหากมีองค์ชายอย่างเขาคอยเคียงข้าง นางก็หวังเพียงว่าจะฝ่าฟันมันไปได้...

ตอนที่ 8 สำนักศึกษาชิงเฟิง

ชื่อตอน : ตอนที่ 8 สำนักศึกษาชิงเฟิง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 4k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ก.พ. 2563 15:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 8 สำนักศึกษาชิงเฟิง
แบบอักษร

 

จู่ๆ ลู่ซิงหัวก็หายวับไปต่อหน้าต่อตา เหออันโหรวยังไม่ทันกรีดร้อง ก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนจากคนชุดดำที่อยู่ใกล้ๆ ชั่วพริบตามีดสั้นในมือก็ตกลงคนชุดดำถูกจับกดลงกับพื้น  

มีคนสองคนเข้ามาจับคนชุดดำกดไว้ ลู่ซิงหัวจึงปล่อยมือแล้วหันไปพูดกับเหออันโหรว “เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม ไม่บาดเจ็บใช่หรือไม่” 

เหออันโหรวขมวดคิ้วเล็กน้อยมองดูลู่ซิงหัวโดยไม่เอ่ยคำใด 

เห็นเหออันโหรวไม่คิดจะตอบ ลู่ซิงหัวก็ไม่คิดโกรธเขาเดินเข้าไปหานั่งยองๆ สำรวจร่างกายของนาง 

แม้ตามร่างกายมีบาดแผลแต่ไม่รุนแรงนัก ทำให้ลู่ซิงหัวโล่งอกลงบ้างเขาหันไปมองคนชุดดำที่คุกเข่าตรงพื้นแล้วถามว่า “ใครส่งเจ้ามา” 

คนชุดดำก้มหน้าไม่ตอบ เหงื่อหยดออกมาจากขมับ ริมฝีปากเม้มแน่นไม่พูดไม่จา แต่ขาทั้งสองข้างสั่นระริก 

ลู่ซิงหัวไม่ถามต่อมองดูคนชุดดำตั้งแต่หัวจรดเท้า ลูบหน้าของคนชุดดำแล้วค้นตามเสื้อผ้า จากนั้นก็มองหน้าต่อ “เจ้าไม่พูดก็ได้ ข้ารู้แล้วว่าเจ้าเป็นคนของใคร” 

คนชุดดำสีหน้าเปลี่ยนไปทันที เขาหันไปมองรอบๆ ทันใดนั้นก็กัดฟันตัวเองจนแหลกอย่างแรง จากนั้นน้ำลายฟูมปากตาเหลือก เพียงครู่หนึ่งก็สิ้นลม  

ลู่ซิงหัวหรี่ตาแผ่กลิ่นอายดุร้ายทันที เขากำหมัดแน่น สูดลมหายใจลึกพร้อมกล่าวว่า “โยนมันออกไป” 

พอห้องเก็บกวาดเรียบร้อย เหออันโหรวจึงรู้ว่าตนมีเหงื่อโชกไปทั้งตัว นางเดินไปตรงเตียงอย่างเหนื่อยล้าแล้วทรุดนั่งลง 

“ขอบพระทัยองค์ชายสามที่ช่วยชีวิตข้า” เหออันโหรวก้มหน้า เสียงพูดเบาลง 

ลู่ซิงหัวหันไปทำท่าบอกให้คนรอบข้างถอยออกไปให้หมด แล้วพูดขึ้น “คนชุดดำเป็นพวกเดียวกับคนที่ล่าสังหารเจ้าคราวก่อน” 

“ทุกครั้งที่ข้าถูกคนชุดดำจู่โจม องค์ชายสามจะเข้ามาพอดีตลอด” เหออันโหรวฝืนยิ้ม พลางพูดขึ้น 

คำพูดมีนัยยะซ่อนอยู่เช่นนี้ แต่คนฉลาดอย่างลู่ซิงหัวกลับฟังไม่ออก เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย พูดว่า “เจ้าต้องรีบทำให้ตัวเองเข้มแข็งโดยเร็วที่สุดเพื่อฝึกป้องกันตัวให้ได้” 

เหออันโหรวพยักหน้า ไม่อยากพูดอะไรอีก 

พอเห็นว่าเหออันโหรวลืมตาไม่ขึ้น ลู่ซิงหัวก็ลุกเดินไปที่ประตู “เดี๋ยวจะให้สาวใช้มาทำแผลให้ นอนพักเถอะ” 

เขาพูดพลางหันหลังเดินออกไป แต่จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ จึงหันกลับมาแล้วปลดกระบี่คู่กายออกโยนให้เหออันโหรวพลางบอกว่า “เอากระบี่นี้ไว้ป้องกันตัว” 

เงาของลู่ซิงหัวค่อยๆ เลือนหายไปจากหน้าประตูท่ามกลางความมืด 

เหออันโหรวล้มตัวลงนอนอย่างหมดแรง นางหลับตาลง กระบี่ในมือแผ่ความเย็นออกมา ทำให้นางขมวดคิ้วเล็กน้อยความรู้สึกแสบร้อนตามตัวหายไปโดยไม่รู้ตัว  

พอตื่นขึ้นมา ก็เห็นว่าสายแล้ว แต่ประตูห้องยังปิดสนิทไม่มีคนมาปลุก นางพยุงตัวลุกขึ้นอย่างอ่อนเพลียแต่กลับพบว่าแผลตามตัวมีคนพันให้แล้ว 

“แม่นางตื่นแล้วหรือ” เสียงสาวใช้ดังมาจากข้างนอก 

เหออันโหรวขานตอบแล้วนั่งบนเตียง หันไปมองสาวใช้ 

“องค์ชายสามบอกว่าเมื่อคืนแม่นางเหนื่อยมาก บอกพวกข้าว่าอย่ารบกวนแม่นาง ให้แม่นางตื่นเอง” สาวใช้ถือเสื้อผ้าและของใช้เข้ามา ล้างหน้าแต่งตัวให้เหออันโหรว 

ขณะเดินออกมาจากห้อง ก็ได้กลิ่นหอมของอาหารโชยเข้ามาเป็นพักๆ เหออันโหรวท้องร้อง นางอดกลืนน้ำลายไม่ได้ 

“ตื่นแล้วก็รีบมากินอาหารเถอะ” เสียงของลู่ซิงหัวดังมาจากห้องโถง  

เหออันโหรวเดินไปนั่งข้างลู่ซิงหัว 

สาวใช้ที่ยืนอยู่ข้างๆ ตักข้าวให้เหออันโหรว นางตักกินคำใหญ่โดยไม่ได้คิดอะไร 

“เคยได้ยินชื่อสำนักศึกษาชิงเฟิงไหม” ลู่ซิงหัวหันมาถามเหออันโหรว 

สำนักศึกษาชิงเฟิงเป็นสำนักศึกษาระดับเดียวกับสำนักศึกษาจิ่วโจว หากสำนักจิ่วโจวขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่ฝึกครุฟ้า เช่นนั้นสำนักศึกษาชิงเฟิงก็ขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่ฝึกนักหลอมโอสถทิพย์  

“อีกไม่กี่วันเราจะออกเดินทางไปรายงานตัวที่สำนักศึกษาชิงเฟิง” ลู่ซิงหัวกินพร้อมกับพูดได้อย่างเรียบนิ่ง 

พอได้ยินว่าจะเข้าศึกษาเหออันโหรวก็เบิ่งตากว้างเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ตอนยังไม่มีพลัง นี่เป็นเรื่องที่นางไม่กล้าแม้แต่จะคิด นึกไม่ถึงว่าเวลานี้นางจะเข้าศึกษาในสำนักที่มีชื่อเสียงเลื่องลือได้ 

แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าท่านพ่อท่านแม่หายไปไหน เหออันโหรวนึกถึงว่าถ้าเข้าศึกษาคงไม่มีโอกาสไปตามหาท่านพ่อท่านแม่ สุดท้ายนางก็ส่ายหน้าอย่างเงียบๆ “ข้าจะไปตามหาท่านพ่อท่านแม่” 

ลู่ซิงหัวถอนหายใจ “ท่านพ่อกับท่านแม่เจ้าไม่ใช่ตามหาได้ง่ายๆ เวลานี้เรื่องสำคัญที่สุดสำหรับเจ้า คือพัฒนาความสามารถของตัวเอง อีกอย่างหนึ่ง” เขานวดหว่างคิ้ว “มีเรื่องสำคัญกว่านั้นคือสร้างร่างให้ข้า” 

พอได้ยินลู่ซิงหัวพูดเช่นนี้ เหออันโหรวก็โกรธขึ้นมาทันที นางตบโต๊ะพูดน้ำเสียงเกรี้ยวกราด “ท่านพ่อท่านแม่ข้าหายไปอย่างไร้ร่องรอย เจ้ายังเห็นว่าการสร้างร่างให้เจ้าเป็นเรื่องสำคัญ ข้าไม่ใช่คนใจดำอำมหิตอย่างเจ้า ข้าต้องตามหาท่านพ่อท่านแม่ให้ได้!” 

นางพูดพลางลุกขึ้นมาด้วยความขุ่นเคืองแล้วหันหลังเดินกลับห้อง 

ลู่ซิงหัวมองตามหลังเหออันโหรว เขาคิ้วขมวดเล็กน้อยริมฝีปากบางนั้นเม้มเบาๆ  

เหออันโหรวกลับไปที่ห้องด้วยความโมโหเก็บข้าวของส่วนตัวทั้งหมด นางหันไปมองกระบี่คู่กายที่ลู่ซิงหัวมอบให้จึงทำเสียงหึอย่างเย็นชาแล้วหันหลังเดินออกไป 

“ขอบพระทัยองค์ชายสามที่ช่วยชีวิตข้า ข้าไม่มีอะไรตอบแทน หวังว่าองค์ชายสามจะรอให้ข้าตามหาท่านพ่อท่านแม่ให้ได้ก่อน พอถึงตอนนั้นข้ายินดีรับใช้ทุกอย่างแล้วแต่องค์ชายสามจะบัญชา!” เหออันโหรวเดินไปหยุดข้างตัวลู่ซิงหัวคุกเข่าลงกับพื้น ประสานมือพูดกับลู่ซิงหัวอย่างเย็นชาจบก็ลุกเดินออกไป 

“พวกเจ้า ขวางนางไว้” ลู่ซิงหัวนั่งที่โต๊ะอาหารเอามือท้าวคางพูดน้ำเสียงราบเรียบ 

ตรงประตูใหญ่มียามรักษาการณ์สองคนยืนอยู่ ทั้งสองยื่นมือขวาง “แม่นาง องค์ชายสั่งว่าไม่ให้แม่นางออกไปจากที่นี่” 

ลมพัดโชยผ่านประตูใหญ่เข้ามาทำให้เย็นสบาย แต่เหออันโหรวกลับโกรธมากขึ้น เสี้ยวด้านข้างของนางเห็นลู่ซิงหัวซึ่งกำลังเอามือท้าวคางสีหน้าเรียบเฉยก็พูดขึ้น “วันนี้ ข้าต้องออกไปจากที่นี่ให้ได้!”  

นางยกมือขึ้นฟาดแขนของยามรักษาการณ์ 

ยามรักษาการณ์หดแขนกลับทันที เอียงตัวถอยไปครึ่งก้าว หันมาจับแขนของเหออันโหรวไว้ กดนางลงกับพื้น ท่วงท่าว่องไวทำให้เหออันโหรวรับมือไม่ทันและไม่อาจลุกขึ้นได้ 

ลู่ซิงหัวลุกจากโต๊ะอาหารเดินเข้ามาหาเหออันโหรวอย่างเชื่องช้า “แม่นางเหอ ข้าว่าเวลานี้เจ้ายังไม่เข้าใจสถานการณ์อย่างชัดเจน” ลู่ซิงหัวนั่งยองๆ ขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วยื่นมือไปประคองเหออันโหรวช่วยนางปัดเสื้อผ้า “เวลานี้ข้าช่วยชีวิตเจ้าไว้ เจ้าต้องตอบแทนข้า นี่เป็นสัญญาของเราสองคน เจ้าคิดจะละเมิดสัญญาตอนนี้เชียวหรือ” 

เหออันโหรวถูกยามรักษาการณ์ทั้งสองจับแขนไว้จนดิ้นไม่ได้ นางนึกไม่ถึงว่าแค่ยามรักษาการณ์สองคนของจวนก็ยังเก่งกาจปานนี้จึงรู้สึกหดหู่ขึ้นมาทันที ความจริงแล้วตนช่างอ่อนแอจริงๆ  

ความคิดเห็น