ทั้งที่รู้สึกเกลียดตั้งแต่ยังไม่เคยเจอหน้า แต่สวรรค์กลับนำพาให้ทั้งคู่พานพบกัน

ตัดครั้งที่ 10

ชื่อตอน : ตัดครั้งที่ 10

คำค้น : ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน ตัดแขนเสื้อ ฟิคป๋อจ้าน อ้ายหมิง หานตง ซือเป่า 18+ นิยายวาย นิยายจีนย้อนเวลา

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ก.พ. 2563 16:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตัดครั้งที่ 10
แบบอักษร

ตัดครั้งที่ 10 

 

“ข้าคิดถึงท่าน” เพียงแค่ประโยคสั้นๆ แต่กลับทำให้คนได้ยินชะงักงัน 

คำถามมากมายผุดขึ้นมาในสมองขององค์รัชทายาทที่พึ่งตื่นจากนิทรา 

บุรุษที่เผลอหลับไปตั้งแต่ตะวันยังไม่ลับขอบฟ้า เมื่อรู้สึกตัวรอบกายกลับมืดมิด ซึ่งในความมืดนั้นปรากฏเงาของใครบางคนยืนลับๆ ล่อๆ อยู่แถวหน้าต่างบานใหญ่ 

ด้วยสัญชาตญาณองค์รัชทายาทผู้ที่ยังคงเมาขี้ตา ตัดสินใจเข้าไปรวบตัวบุคคลต้องสงสัยเอาไว้เพื่อซักถาม 

แต่ใครจะรู้ว่าคนผู้นั้นกลับกลายเป็นเด็กหนุ่มที่อยู่ในความทรงจำของเขาตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา 

ความน่าจะเป็นที่อีกคนจะมาปรากฏตัวอยู่ตรงนี้ มันแทบไม่มีเลยไม่ใช่รึไง 

...ในตอนนี้เขากำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความฝันหรืออยู่ในความเป็นจริงกันแน่ 

 

มือที่กำลังจะยกขึ้นมาโอบกอด ตอบคนตรงหน้า เพื่อพิสูจน์นั้นกลับต้องชะงัก เมื่อเสียงจากบุคคลภายนอกดังลอดเข้ามาให้ได้ยิน 

“หรือองค์รัชทายาทจะประทับอยู่ที่ห้องทรงอักษร” 

“ไม่ว่าพระองค์จะประทับอยู่ที่ใดพวกเจ้าก็ต้องหาให้เจอ” 

ไม่ต้องโอบกอดคนตรงหน้าเพื่อพิสูจน์ องค์รัชทายาทก็แน่ใจแล้วว่า ตัวเองนั้นมิได้อยู่ในความฝัน 

“หานตง ปล่อยข้าก่อน” ประโยคที่องค์รัชทายาทเอ่ยออกไปนั้นเป็นเหมือนสิ่งดึงสติของหานตงให้กลับคืนมา สองมือที่โอบกอดร่างของอีกคนเอาไว้นั้นรีบคลายออกจากกันในทันที 

“กระหม่อมขอประทานอภัย” หานตงรีบคุกเข่าประสานมือคารวะผู้สืบทอดบัลลังก์มังกร เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตัวเองเผลอทำสิ่งใดลงไป 

“ไม่ต้องมากพิธี” ยังไม่ทันที่องค์รัชทายาทจะย่อตัวลงไปช่วยพยุงชายหนุ่ม เสียงจากบุคคลภายนอกก็ดังขึ้นอีกครั้ง 

“องค์รัชทายาทประทับอยู่ด้านในหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” 

“เราอยู่ด้านใน” องค์รัชทายาทกลับไปยืนตัวตรงอีกครั้งเพื่อตอบโต้บุคคลภายนอก 

“ขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมีเรื่องสำคัญจะกราบทูล” บุคคลภายนอกรีบเอ่ยธุระด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความยินดี 

“ลุกขึ้นได้แล้ว” เมื่อได้ยินเช่นนั้น หานตงจึงรีบคำนับบุคคลเบื้องหน้าก่อนจะลุกขึ้นยืน 

องค์รัชทายาททำเพียงแค่พยักหน้ารับเพียงเล็กน้อย ก่อนจะเดินนำไปยังประตูแล้วเปิดออกไป โดยมีหานตงเดินตามไม่ห่าง 

“มีสิ่งใดหรือ” องค์รัชทายาทเอ่ยถามกลุ่มขันทีที่ยืนรออยู่ด้านนอกด้วยท่าทางกระวนกระวาย 

“กราบทูลองค์รัชทายาท ฝ่าบาทประชวรหนักพ่ะย่ะค่ะ” 

“จริงหรือ!” องค์รัชทายาทถามย้ำอีกครั้งด้วยความตกใจ แต่ยังไม่ทันจะได้คำยืนยัน เสียงร่ำไห้ร้องเรียกองค์จักรพรรดิก็ดังระงมไปทั่วทั้งเขตพระราชฐาน เป็นการยืนยันว่าบัดนี้องค์จักรพรรดิฮั่นเฉิงได้เสด็จสวรรคตเสียแล้ว 

“ฝ่าบาท...” องค์รัชทายาทที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวกับการสูญเสียในครั้งนี้ เกิดอาการวิงเวียนขึ้นมากะทันหัน ดีที่ได้หานตงเข้ามาช่วยประคองเอาไว้ทัน มิเช่นนั้นอาจเสียหลักจนลงไปนั่งกองกับพื้น 

องค์รัชทายาทคงไม่รู้สึกเช่นนี้ หากก่อนหน้านี้พลานามัยขององค์จักรพรรดิย่ำแย่ 

แต่ช่วงสองเดือนที่ผ่านมาพลานามัยของฝ่าบาทดีขึ้นมาก จนสามารถออกว่าราชการด้วยตนเองได้ เหตุใดอยู่ดีๆ จึงเสด็จสวรรคตไปได้เล่า 

“ฝ่าบาทประทับอยู่ที่ใด” องค์รัชทายาทรีบเอ่ยถามในทันที 

“ตำหนักจิ่งเหยินกงพ่ะย่ะค่ะ” 

ยิ่งได้ยินคำตอบก็ยิ่งเพิ่มความสงสัยมากยิ่งขึ้น นั่นมันตำหนักของพระมเหสีรองมิใช่หรือ 

“เจ้ากลับไปก่อน” องค์รัชทายาทผู้ซึ่งมีภาระสำคัญรออยู่ หันไปบอกหานตง เพื่อกันอีกคนออกจากเรื่องวุ่นวายที่กำลังจะเกิดขึ้น 

“แต่กระหม่อม...” เพียงแค่หานตงได้เห็นสีหน้าของอีกคน เขาก็ไม่อยากออกห่างไปไหน 

“เชื่อข้า” องค์รัชทายาทเอ่ยย้ำก่อนจะกลับไปยืนตัวตรงอีกครั้งเมื่อตั้งสติได้ 

“นำทางเราไปยังตำหนักจิ่งเหยินกง” พระสุรเสียงหนักแน่นของผู้สืบทอดบัลลังก์ทองดังขึ้น แต่ก่อนที่พระองค์จะก้าวเดินกลับหันไปหาขันทีคนสนิทที่ยืนรอนำทางอยู่ 

“รบกวนเหลากงกง นำทางสหายของเรากลับที่พำนัก” 

“น้อมรับพระบัญชา” ผู้ถูกสั่งประสานมือค้อมกายน้อมรับก่อนจะหันมาหาหานตง 

“ท่าน!” ชายหนุ่มอุทานขึ้นก่อนจะรีบสาวเท้าไปยืนข้างองค์รัชทายาท เมื่อเห็นใบหน้าของเหลากงกงชัดเจน 

...คนผู้นี้คือคนที่ล่อลวงข้าเข้ามาในวังไม่ใช่รึไง 

 

“มีสิ่งใดหรือ?” องค์รัชทายาทถามขึ้นด้วยความสงสัย 

“กระหม่อมขออยู่เคียงข้างพระองค์ได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” คำตอบของหานตงแสดงออกถึงความเป็นห่วง แต่ความจริงคือเขาไม่อยากไปกับคนผู้นั้นต่างหาก เกิดเหลากงกงหลอกไปฆ่าอีกจะทำเช่นไร 

“เจ้ากลับไปก่อนเถอะ เมื่อเรื่องทุกอย่างเสร็จสิ้น ข้าสัญญาว่าเราจะได้พบกันอีกครา” องค์รัชทายาทมองอีกคนด้วยความเอ็นดูก่อนจะหันไปหาราชขันทีอีกครั้ง 

“หานตงคือสหายของเรา ครั้งนี้คงต้องรบกวนเหลากงกง” ผู้สูงศักดิ์เอ่ยเพียงเท่านั้นก่อนจะรีบเร่งฝีเท้าจากไป ตามการนำทางของเหล่าขันที 

“เชิญขอรับ” เหลากงกงเอ่ยพร้อมผายมือนำทาง 

“ท่านได้ยินที่องค์รัชทายาทตรัสใช่หรือไม่” หานตงลองหยั่งเชิงออกไปก่อนจะได้คำตอบกลับมาเป็นรอยยิ้ม 

“ข้าเพียงแค่ทำตามหน้าที่ ขอคุณชายต่งโปรดอภัย” ถึงรอยยิ้มนั้นจะดูไม่จริงใจเสียเท่าไหร่ แต่หานตงก็ต้องยอมเดินตามการนำทางของอีกคนออกจากวังไป 

...ทั้งที่ได้เจอหน้ากันแล้ว แต่ทำไมกลับรู้สึกว่าอีกคนยิ่งไกลออกไป 

………………………………………………….. 

 

วันที่ห้า เดือนแปด องค์รัชทายาทจางเหว่ยเสด็จขึ้นครองราชย์สืบราชสมบัติต่อจากสมเด็จพระจักรพรรดิเฉิงแห่งราชวงศ์ฮั่น ผู้เป็นพระปิตุลา 

โดยมีพระนามแต่งตั้งว่า ‘อ้ายหมิง’ เริ่มต้นรัชศก ‘เจี้ยนผิง’ แห่งราชวงศ์ฮั่น 

เหล่าขุนนางและราษฎรต่างแซ่ซ้องสรรเสริญด้วยความยินดี เมื่อจักรพรรดิฮั่นอ้ายหมิง ผู้มีพระปรีชาสามารถเสด็จขึ้นครองราชย์ 

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างเป็นทางการจัดขึ้นในทันที เมื่องานพระบรมศพของสมเด็จพระจักรพรรดิฮั่นเฉิงผ่านพ้นไป 

การเฉลิมฉลองวาระมหามงคลจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เป็นเวลาเจ็ดวันเจ็ดคืน ให้สมพระเกียรติจักรพรรดิพระองค์ใหม่ 

“เฮ้อ...” ชายหนุ่มผู้เบื่อหน่าย ถอนหายใจยาวเหยียดพร้อมเดินทอดน่องไปตามถนน มองบ้านเรือนที่ตกแต่งอย่างสวยงามเหมาะสมกับวาระมหามงคลที่กำลังเกิดขึ้น 

“พระองค์คงมีภารกิจมากมาย จนลืมข้าแล้วกระมัง” ชายหนุ่มอดที่จะตัดพ้อผ่านสายลมไปหาใครบางคนที่ให้คำสัญญากับเขาเอาไว้ เมื่อหลายวันก่อนไม่ได้ 

...ไหนว่าเราจะได้พบกันอีก นี่ผ่านมากี่วันแล้วแม้แต่เงาหรือเหยี่ยวส่งสาส์นของพระองค์ ข้าก็ไม่ได้พบเจอ 

 

เดินเอื่อยเฉื่อยอย่างคนไม่มีอะไรทำไปพลางบ่นพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะฉุกคิดขึ้นได้ว่าไยตัวเขาต้องรู้สึกเศร้าใจเยี่ยงนี้ 

เหตุผลที่เขายังอยู่ตรงนี้ก็เพื่อขัดขวางไม่ให้ซุนเทียนกับฝ่าบาทผูกสัมพันธ์กันไม่ใช่หรือ  

เขาต้องการพลิกหน้าประวัติศาสตร์ เปลี่ยนแปลงไม่ให้ตระกูลของตัวเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับจักรพรรดิฮั่นอ้ายหมิงไม่ใช่รึไง  

ต้องหาหนทางสิไม่ใช่มาเดินเป็นหมาหงอยถูกเจ้านายทิ้งแบบนี้!  

 

“คุณชายยยยยยย” บุรุษผู้ยังตกอยู่ในห้วงความคิดของตัวเองต้องรีบหันไปมองเจ้าของเสียงเรียกด้วยความประหลาดใจ 

“เสี่ยวกวง?” คิ้วของเขาขมวดกันเป็นปมในทันที เมื่อเห็นใบหน้าของเด็กหนุ่มที่กำลังวิ่งหน้าตั้งมาหา 

“คุณชายของข้า สบายดีไหมขอรับ เสี่ยวกวงคิดถึงคุณชายเหลือเกิน” มาถึงก็กอดขาร้องห่มร้องไห้เป็นจุดสนใจของคนทั้งตลาด 

“ข้าสบายดีแล้วเจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร” หานตงต้องรีบย่อตัวลงไปดึงอีกคนขึ้นมายืนพร้อมถามไถ่ 

“นายหญิงส่งข้ามาดูแลคุณชายขอรับ นายหญิงเป็นห่วงคุณชายมากนะขอรับ” คนตรงหน้ารีบบอกกล่าวด้วยความเร็ว 

“ข้าช่างเป็นลูกที่อกตัญญูยิ่งนัก” หานตงตอบกลับไปด้วยความรู้สึกผิดที่ทิ้งผู้เป็นมารดามา 

“คุณชายอย่าพูดแบบนั้นสิขอรับ หลังจากที่ได้อ่านจดหมายของคุณชาย นายหญิงก็เข้าใจดีขอรับ” เสี่ยวกวงรีบปลอบใจผู้เป็นนายไม่ให้คิดมาก 

“อย่างนั้นหรือ” แต่หานตงก็ยังไม่รู้สึกดีขึ้นสักเท่าไหร่ 

“คุณชายอย่าคิดมากนะขอรับอีกไม่นาน นายท่านกับนายหญิงก็จะตามมาอยู่ที่เมืองหลวงแล้วขอรับ” คิ้วของหานตงขมวดเข้าหากันมากกว่าเดิมเมื่อได้ยิน 

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”  

“นายท่านได้เลื่อนตำแหน่งเข้ามาทำงานในสำนักมหาเสนาบดีขอรับ” เสี่ยวกวงตอบกลับมาด้วยความตื่นเต้น 

“อืม” หานตงพยักหน้ารับก่อนจะก้าวเดินต่ออย่างใช้ความคิด สับเปลี่ยนตำแหน่งขุนนาง ตั้งแต่เริ่มผลัดเปลี่ยนแผ่นดินเลยหรือ?  

หานตงได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ก่อนจะตรงกลับไปยังที่พำนัก 

แต่เพียงแค่ก้าวข้ามธรณีประตู หานตงก็ต้องขมวดคิ้วอีกครั้งเมื่อพบใครบางคน 

“คารวะเหลากงกง” ชายหนุ่มรีบประสานมือคำนับบุคคลเบื้องหน้าเมื่อมั่นใจว่าเป็นใคร ราชขันทีแสนเจ้าเล่ห์ผู้นี้มาทำอะไรที่นี่กันหนอ 

“คารวะคุณชายรองต่ง” อีกคนน้อมรับอย่างไม่ถือตัวก่อนจะส่งยิ้มให้ 

“มีสิ่งใดสำคัญ ถึงขนาดต้องรบกวนเหลากงกงมาที่นี่หรือ” หานตงลองหยั่งเชิงถามออกไปด้วยความนอบน้อม 

“ข้ามาที่นี่ตามรับสั่งของฝ่าบาท” คนตรงหน้ายังคงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม 

“ฝ่าบาททรงประสงค์สิ่งใดหรือ” หานตงรีบเอ่ยถามด้วยความร้อนใจ  

...พระองค์กำลังจะทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับข้าใช่หรือไม่ 

“รับสั่งของฝ่าบาท ข้าได้ถ่ายทอดให้แก่คุณชายต่งเรียบร้อยแล้ว”  

คำตอบของราชขันทีทำเอาหานตงยิ้มค้างเลยทีเดียว ฝ่าบาทมีรับสั่งถึงซุนเทียนเท่านั้น  

...แล้วข้าล่ะ ไยพระองค์ไม่รับสั่งอะไรถึงข้าบ้าง 

 

“หมดหน้าที่ของข้าแล้ว ข้าต้องขอตัวก่อน” เหลากงกงเอ่ยก่อนจะคำนับหานตงเพื่อบอกลา 

“เหลากงกง รบกวนท่านแล้ว” หานตงไม่ลืมคำนับส่งอีกคนตามมารยาทที่ควรมีถึงแม่ในใจจะผิดหวังมากแค่ไหนก็ตาม 

“อ่า ข้าลืมไป” คนที่กำลังจะก้าวข้ามธรณีประตูหยุดข้อเท้าที่กำลังจะก้าวเดินเมื่อนึกอะไรขึ้นได้ 

“ฝ่าบาททรงฝากสิ่งนี้มาให้เจ้า” อีกคนว่าพลางหยิบบางสิ่งออกมาจากแขนเสื้อก่อนจะยื่นให้ชายหนุ่ม 

หานตงที่เปรียบเสมือนพืชพรรณที่กำลังจะเฉาตาย กลับมีชีวิตชีวาอีกครั้งเมื่อได้น้ำทิพย์จากสวรรค์มาปลอบประโลม 

ชายหนุ่มรีบเปิดอ่านพระราชสาส์นที่ได้รับ แต่แล้วรอยยิ้มซึ่งประดับอยู่บนใบหน้าก็ต้องเลือนหายไป เมื่อเขากวาดสายตาอ่านตัวอักษรทุกตัวจนจบ 

“มีเพียงเท่านี้หรือ” เอ่ยถามบุคคลเบื้องหน้าอีกครั้งให้มั่นใจ  

เนื้อหาในพระราชสาส์นนี้เป็นเพียงแค่การถามไถ่สารทุกข์สุกดิบเท่านั้น ไม่ได้มีรับสั่งให้เข้าเฝ้าหรือเข้าไปถวายงานรับใช้ 

แถมประโยคสุดท้ายที่ว่า “จงอยู่ในที่ของเจ้า” นี่มันหมายความว่ายังไงกันแน่ 

“มีเพียงเท่านี้” เหลากงกงเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม  

แต่คนได้ยินนั้นกลับไม่ยิ้มตาม เมื่อฝ่าบาทขึ้นครองราชย์ก็คงเลื่อนขั้นให้ซุนเทียนเข้าไปถวายงานใกล้ชิดมากขึ้น แล้วทำไมถึงไม่มีรับสั่งให้เขาเข้าไปรับใช้บ้างล่ะ 

....ฝ่าบาท พระองค์ต้องการให้ซุนเทียนอยู่เคียงข้างมากกว่าข้าอย่างนั้นหรือ 

 

“ข้าขอตัว” เมื่อเห็นว่าหานตงไม่เอ่ยสิ่งใดต่อ เหลากงกงจึงเอ่ยคำลาอีกครั้ง 

“เหลากงกง ท่านช่วยข้าได้หรือไม่” หานตงตัดสินใจเอ่ยออกไป ถึงราชขันทีคนนี้จะดูร้ายกาจ แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นใด 

“เจ้าประสงค์ให้ข้าช่วยสิ่งใดหรือ” คนถูกเรียกหันกลับมาเลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย 

“ข้าอยากเข้าไปทำงานในวัง” ถึงจะรู้สึกไม่ไว้วางใจคนตรงหน้าเท่าไหร่ แต่หานตงก็ยังคงเดินหน้าต่อ 

“เป็นเรื่องยากยิ่งนัก” เหลากงกงว่าพลางยกมือลูบคางอย่างใช้ความคิด 

“ท่านเป็นถึงกงกงคนสนิทของฝ่าบาท จะมีสิ่งใดเป็นเรื่องยากสำหรับท่าน” หานตงใช้วิธียกยอคนตรงหน้าไม่ขาดปาก 

“เจ้าเป็นคนฉลาดเหมือนดั่งที่ฝ่าบาทตรัสเอาไว้” คนตรงหน้าพยักหน้าหงึกหงักก่อนจะเอ่ยถาม 

“เจ้าถนัดสิ่งใด”  

“ข้าทำได้ทุกอย่าง” หานตงรีบตอบกลับไปด้วยความมั่นใจ แค่ได้เข้าไปในวังจะหน้าที่อะไรเขาก็ทำได้ 

“ทำได้ทุกอย่างจริงหรือ” เหลากงกงถามย้ำอีกครั้ง 

“ทุกอย่าง” และหานตงก็ตอบกลับไปด้วยความมั่นใจ 

“รู้สึกว่าตำแหน่งขันทียังว่างอยู่” แต่พอได้ยินประโยคนี้ความมั่นใจของหานตงก่อนหน้านี้ก็หายไปหมดสิ้น  

ชายหนุ่มรีบยกสองมือมาปิดกล่องดวงใจเอาไว้ด้วยความเร็วเหนือแสง 

“ไหนเจ้าบอกว่าทำได้ทุกอย่าง?” อีกคนเลิกคิ้วถาม 

“ข้าทำได้ทุกอย่างแต่เรื่องนี้...” หานตงรีบส่ายหน้ารัว ถึงอยากพบฝ่าบาทมากแค่ไหน แต่ข้าก็ไม่ยอมถูกตอนเด็ดขาด!  

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า” คนตรงหน้าส่งเสียงหัวเราะด้วยความชอบใจที่สามารถแกล้งชายหนุ่มได้ก่อนจะเอ่ยต่อ 

“อีกห้าวัน เมื่อเข้ายามอิ๋น (03.00 น. - 04.59 น.) เจ้าจงไปที่ประตูพระราชวังทิศตะวันตก” ดวงตาของอีกคนแวววับเหมือนได้ของเล่นถูกใจ 

“ท่านจะจับข้าตอนที่นั่นหรือ!” ยิ่งเห็นปฏิกิริยาของหานตงคนตรงหน้าก็ยิ่งหัวเราะลั่น 

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าไม่จับเจ้าตอนหรอก” คนที่พยายามกลั้นเสียงหัวเราะตอบกลับมา 

“ท่านจะไม่หลอกข้าไปฆ่าใช่หรือไม่” หานตงเอ่ยถามออกไปอีกครั้งให้มั่นใจ เขายังจำได้ดีว่าวันแรกที่เจอกันอีกคนทำอะไรเขาไว้บ้าง 

“หากเจ้ากลัวก็ไม่ต้องไปตามนัด แต่ข้าจะบอกเจ้าเอาไว้ หากเจ้าพลาดโอกาสครั้งนี้ เจ้าก็ไม่มีวันได้เข้าไปในวังหลวง” เหลากงกงแสนเจ้าเล่ห์ทิ้งคำพูดไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะเอ่ยลา 

“เอาไงดี” หานตงต้องกลับมาคิดหนักอีกครั้ง เขาจะไว้ใจกงกงผู้นั้นได้หรือไม่  

“กระหม่อมขอเดิมพันอีกครั้งเพื่อพระองค์”  

................................................................................. 

ณ พระราชฐานชั้นใน จักรพรรดิพระองค์ใหม่กำลังเหม่อมองดวงจันทร์บนท้องนภา ฟังรายงานจากราชขันทีคนสนิทถึงภารกิจที่มอบหมายให้อีกคนไปทำมา 

“หานตงมีสีหน้าเช่นไร” ตรัสถามด้วยสุรเสียงราบเรียบ เมื่ออีกคนเล่าถึงตอนที่มอบพระราชสาส์นให้กับเด็กหนุ่ม 

“ผิดหวังพ่ะย่ะค่ะ” ซึ่งเหลากงกงก็รายงานตามตรง 

“หานตงคงโกรธเรามาก” องค์ฮ่องเต้เอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาหวิว 

“ในแผ่นดินนี้มิมีใคร บังอาจโกรธเคืองพระองค์พ่ะย่ะค่ะ” งานหลักของขันทีคนสนิทคือทำให้เจ้าเหนือหัวพอพระทัยและเหลากงกงยังคงทำหน้าที่ได้ดีไม่มีขาดตกบกพร่อง 

“แต่เด็กคนนั้นไม่เหมือนใคร” องค์ฮ่องเต้ตรัสออกมาด้วยน้ำเสียงบนเอ็นดูเมื่อนึกถึงใบหน้าของเด็กหนุ่ม 

“กระหม่อมก็คิดเช่นนั้น” เหลากงกงขานรับ ถึงในใจจะค้านคำว่า ‘เด็กคนนั้น’ มากแค่ไหนก็ตาม  

สำหรับหานตงแล้วควรเรียกว่าชายหนุ่มรูปงามเสียมากกว่า 

“หลังจากนั้นเป็นเช่นไร” ฮ่องเต้อ้ายหมิงถามไถ่ต่อ หวังแค่เพียงอยากรับรู้ความเป็นไปของอีกคน 

“คุณชายรองต่งน้อมรับและไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อพ่ะย่ะค่ะ” เหลากงกงรายงานถึงเพียงเท่านี้ 

“ดีแล้ว ดีแล้วล่ะ” ทั้งที่เอ่ยออกไปเช่นนั้น แต่สีหน้ากลับไม่ยินดี เมื่อภายในใจรู้สึกไหววูบเพียงเพราะไม่ว่ารู้เมื่อไหร่จะได้เจอหน้ากันอีก 

...หานตงขอให้เจ้าจงเข้าใจข้า  

...ยิ่งอยู่ห่างไกลข้ามากเท่าไหร่ เจ้าก็ยิ่งปลอดภัยมากเท่านั้น 

.................................................................................. 

 

 

การเดิมพันในครั้งนี้ผ่านไปด้วยดี เหลากงกงไม่ได้หลอกเขามาฆ่าหรือจับตอน แต่มอบงานให้ทำในตำแหน่ง ‘หลาง’ หรือข้าราชการชั้นผู้น้อยในพระราชวัง  

ซึ่งหน้าที่ของหานตงคือการดูแลม้าทรง หรือเรียกง่ายๆ ก็คือคนเลี้ยงม้านั่นเอง 

“น้องรอง เจ้ามาทำอะไรที่นี่” หานตงที่กำลังขนหญ้าไปให้ม้ากินต้องรีบเงยหน้ามองเจ้าของคำถามก่อนจะส่งยิ้มแหยๆ ให้  

เมื่อพบว่ากลุ่มคนตรงหน้าไม่ได้มีเพียงแค่ซุนเทียนแต่ยังมีใต้เท้าอี้และใต้เท้าหมิงสหายทั้งสองอีกด้วย 

“พี่ใหญ่...ใต้เท้าอี้…ใต้เท้าหมิง” ชายหนุ่มวางมือจากงานที่ทำก่อนจะประสานมือค้อมกายทำความเคารพบุคคลทั้งสาม 

“ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ตรงนี้?” คำถามนี้ใต้เท้าอี้เป็นคนเอ่ย 

“ทำงานไง ข้าแค่หางานทำ ข้าไม่อยากเป็นคนไร้ประโยชน์” หานตงรีบตอบกลับไป 

“แล้วไยถึงไม่บอกกล่าวข้า” ซุนเทียนดูจะหงุดหงิดไม่น้อยที่เห็นเขาอยู่ตรงนี้ 

...ท่านจะโมโหอะไร ท่านได้เลื่อนตำแหน่งเป็นถึง ‘กวงลวี้ซุน’ ทำหน้าที่ตรวจตรารักษาประตูชั้นในที่สำคัญของพระราชวัง โอกาสใกล้ชิดฝ่าบาทมีมากกว่าข้าเป็นร้อยเท่า 

“ข้าเห็นท่านยุ่งๆ เลยไม่ได้บอก” หานตงพึมพำตอบกลับไป 

“เอาเถอะๆ น้องชายเจ้าแข็งแรงกว่าเมื่อก่อนมาก มิต้องกังวลไป” ใต้เท้าหมิงตบไหล่สหายที่มีสีหน้าบึ้งตึง 

...อ้าว พี่ใหญ่เป็นห่วงข้าหรอกรึ 

 

“เจ้าเองก็อย่าฝืนร่างกาย” ก่อนจะหันมาบอกตัวต้นเหตุในครั้งนี้ 

“ขอบคุณใต้เท้าหมิงที่เป็นห่วง” หานตงคำนับบุคคลตรงหน้าเพื่อเป็นการขอบคุณ  

ซุนเทียนมองน้องชายตัวดีนิ่งก่อนจะสะบัดชายเสื้อคลุมเดินออกไป โดยมีสหายทั้งสองเดินตามไปติดๆ  

“ตกลงโมโหเพราะเป็นห่วงหรือเพราะข้าเข้ามาทำงานในวังกันแน่” หานตงบ่นพึมพำตามหลังผู้เป็นพี่ก่อนจะหันกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ 

...ท่านจะไม่พอใจยังไงมันก็เรื่องของท่าน เพราะไม่ว่ายังไงข้าก็จะหาวิธีขัดขวางไม่ให้ท่านกับฝ่าบาท ได้ครองรักกัน 

 

“เหนื่อยโว้ยยยย” ชายหนุ่มทิ้งตัวลงนอนบนกองหญ้าอย่างคนหมดแรง เมื่อสิ่งที่พบเจอในแต่ละวันนั้นมีเพียงม้า หญ้า และกองขี้ม้า 

อย่าว่าแต่ขัดขวางความรักของสองคนนั้น โอกาสที่จะเจอฝ่าบาทยังไม่มี เจอแต่ฝ่าเท้าม้าน่ะสิไม่ว่า!  

เล่นเอาเขามาไว้ห่างไกลความเจริญขนาดนี้จะมีโอกาสเจอฝ่าบาทได้อย่างไร 

“หานตง เจ้าอยู่แถวนี้หรือไม่” เสียงเรียกที่ดังมาแต่ไกลฉุดชายหนุ่มขึ้นจากกองหญ้าในทันที 

“ข้าอยู่นี่” ชายหนุ่มรีบขานรับพร้อมปัดเศษหญ้าออกจากตัว 

“มีสิ่งใดหรือ”  

“หม่ากงกงเรียกรวมตัว รีบไปกันเถอะ”  

หานตงพยักหน้ารับเมื่อได้ยินนามราชขันทีที่คอยควบคุมฝ่ายของตน 

“อีกสามวัน ฝ่าบาทจะเสด็จไปยังเมืองลั่วหยางเพื่อรอรับ ‘ติ้งตี้ไทเฮา*’ ผู้เป็นพระมารดา พวกเจ้าต้องจัดเตรียมขบวนเสด็จให้สมพระเกียรติเข้าใจหรือไม่”  

“ขอรับ!” เสียงตอบรับดังสนั่นเมื่อหม่ากงกงออกคำสั่ง 

“ผู้ที่จะติดตามขบวนเสด็จ ข้าได้คัดเลือกเอาไว้แล้ว ใครที่มีรายชื่อเตรียมตัวให้เรียบร้อยด้วย” หม่ากงกงเอ่ยก่อนจะยื่นม้วนกระดาษให้แล้วจากไป 

“พวกเจ้าไม่เข้าไปดูรายชื่อหรือ” หานตงเอ่ยถามกลุ่มสหายร่วมงาน เมื่อมองไปยังรายชื่อที่ติดประกาศซึ่งในตอนนี้ล้อมรอบไปด้วยกลุ่มคน 

“ดูไปก็เท่านั้น อย่างไรก็เป็นกลุ่มเดิม” คนถูกถามบอกปัดก่อนจะแยกย้ายกันไปทำงาน 

“กลุ่มเดิม? เจ้าหมายถึงสิ่งใด”  

“กลุ่มเดิมที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็จะได้ตามเสด็จทุกครั้งอย่างไรเล่า”  

“ทำไมถึงเป็นเยี่ยงนั้น?” หานตงก็ยังคงสงสัยไม่เลิก 

“เจ้าคิดว่าการที่จะได้เข้าไปรับใช้ใกล้ชิดฝ่าบาทเป็นเรื่องง่ายอย่างนั้นหรือ หากเจ้าไม่ทำงานมานานหรือไม่มีใครสนับสนุนก็ฝันไปเถอะ” เมื่อไขข้อสงสัยของหานตงจบ ต่างคนก็ต่างแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนในทันที 

หานตงเองก็กลับไปทำงานเช่นกัน แต่สมองนั้นกลับกำลังคิดหาหนทาง 

แน่นอนว่าในรายชื่อตามเสด็จนั้นไม่มีชื่อของเขา และหานตงก็มั่นใจว่าซุนเทียนต้องตามเสด็จไปแน่ๆ เขาต้องหาหนทางตามไปให้ได้ ต้องตามไปขัดขวางสองคนนั่น 

...แต่จะทำยังไงดีล่ะ 

ขบคิดอยู่นานก่อนจะเหลือบไปเห็นกาน้ำชาที่ตั้งอยู่  

มุมปากของชายหนุ่มยกสูงขึ้นในทันทีเมื่อสมองอันชาญฉลาดปรากฏแผนการแสนชั่วร้าย 

...ข้าต้องขออภัยพวกท่านแล้ว 

................................................................. 

 

“ทำไมถึงเป็นเยี่ยงนี้!” ความโกลาหลเกิดขึ้นในทันที เมื่อถึงกำหนดที่ขบวนเสด็จขององค์ฮ่องเต้เพื่อไปรับ ‘ติ้งตี้ไทเฮา’ ต้องออกเดินทาง แต่กลับเกิดปัญหา 

เมื่อข้าราชบริพารที่จะตามขบวนเสด็จกว่าครึ่งเกิดถ่ายท้องอย่างไม่ทราบสาเหตุ อาการของแต่ละคนนั้นไม่รุนแรงถึงแก่ชีวิต แต่ก็ทำให้หมดเรี่ยวแรงจนไม่สามารถตามเสด็จไปได้ 

“หม่ากงกงทำอย่างไรดีขอรับ” หนึ่งในข้าหลวงเอ่ยถามกงกงผู้ควบคุมด้วยความร้อนใจ 

“จะทำอย่างไรได้ เกณฑ์ ‘หลาง’ คนอื่นมาให้หมด ขบวนเสด็จของฝ่าบาทห้ามมีอะไรผิดพลาดเด็ดขาด!” หม่ากงกงที่เป็นผู้รับผิดชอบย่อมไม่มีวันปล่อยให้ข้าหลวงที่ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงไปถวายการรับใช้ฝ่าบาท  

หนทางเดียวคือใช้ข้าหลวงที่เหลืออยู่ซึ่งนั้นก็เป็นไปตามแผนที่หานตงวางเอาไว้ 

...ยาที่เสี่ยวกวงจัดหามา ช่างได้ผลดีจริงๆ  

 

หานตงได้ตามขบวนเสด็จดั่งที่ตั้งใจเพราะข้าหลวงที่เหลืออยู่นั้นยังมีแทบไม่พอ  

ทั้งที่ได้ตามมาแล้วแต่หานตงก็ยังไม่มีโอกาสเห็นแม้แต่เงาขององค์ฮ่องเต้ ก็ดูตำแหน่งที่เขายืนกับรถม้าพระที่นั่งสิ ห่างกันกี่ลี้ แค่มองหาหลังคารถม้าพระที่นั่งยังริบหรี่  

ส่วนซุนเทียนที่เขาตั้งใจมาขัดขวางน่ะเหรอ นั่งเชิดหน้าอยู่บนหลังม้านำหน้ารถม้าพระที่นั่งนู่น  

...ทำไมสวรรค์ไม่เข้าข้างข้าบ้าง!  

หนทางไปยังเมืองลั่วหยางจากเมืองหลวงไกลไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้ยากลำบากจนเกินไป  

ริ้วขบวนเสด็จเคลื่อนผ่านเส้นทางหลักของเมืองฉางอันซึ่งก็คือเมืองหลวงในตอนนี้ ตรงไปยังประตูเมืองด้วยความเร็วคงที่ เป็นการให้ราษฎรได้ชื่นชมพระบารมีขององค์จักรพรรดิไปด้วย 

จนเมื่อริ้วขบวนเสด็จผ่านประตูเมืองได้เพียงครึ่งขบวน ความโกลาหลก็เกิดขึ้นทันที เมื่อลูกธนูจำนวนมหาศาลพุ่งตรงไปยังรถม้าพระที่นั่ง ก่อนจะตามมาด้วยชายชุดดำที่โผล่มาทั่วสารทิศ 

เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจดังสนั่น ผสมปนเปกับความวุ่นวายที่กำลังเกิดขึ้นอยู่เบื้องหน้า สะท้อนเข้ามาในดวงตาให้หัวใจของชายหนุ่มไหววูบ 

“ฝ่าบาท!” หานตงเหวลั่นก่อนจะรีบฝ่าความวุ่นวายเบื้องหน้า เพื่อตรงไปยังรถม้าพระที่นั่งเพียงเพื่อต้องการเห็นว่าบุคคลที่อยู่ภายในนั้นเป็นเช่นไร ลืมไปแล้วว่าสิ่งที่เขาตรงเข้าไปหานั้นอาจปลิดชีวิตของตัวเองได้ 

การวิ่งสวนผู้คนที่กำลังแตกตื่นเปรียบเสมือนการวิ่งเข้าหาฝูงกระทิงที่กำลังตื่นตระหนก  

หานตงถูกชนจนเซหลายต่อหลายครั้ง แต่เขาก็ยังคงพยายามฝ่าฟันให้ไปถึงที่ตรงนั้น 

แต่แล้วความตั้งใจที่มีก็ต้องถูกขัดขวางเมื่อชายหนุ่มเหลือบไปเห็นเด็กน้อยคนหนึ่งนั่งร้องไห้อยู่กลางผู้คน และตรงนั้นคือเส้นทางที่ม้าซึ่งกำลังตื่นตกใจพุ่งตรงไป 

บุรุษหนุ่มตัดสินใจวิ่งเข้าไปช่วยเด็กน้อยผู้เคราะห์ร้าย แต่ใครจะคิดว่าระหว่างวิ่งเข้าไปนั้น ขาของเขากลับถูกลูกธนูพุ่งใส่  

โชคดีที่ลูกธนูนั้นไม่ได้ปักลงที่ขาของเขา แต่ความเจ็บที่แล่นขึ้นมานั้น ส่งผลให้หานตงทรุดลงกับพื้นในทันที จะลุกขึ้นวิ่งก็ไม่ทัน สิ่งเดียวที่ทำได้ในตอนนี้คือรีบคว้าเด็กน้อยคนนั้นมากอดเอาไว้ใช้ตัวเองกำบังม้าที่กำลังวิ่งตรงมา 

...สวรรค์ไม่เพียงแค่ไม่เข้าข้างข้า แต่ยังกลั่นแกล้งข้าอีกด้วย!  

 

ชายหนุ่มที่กำลังหลับตาปี๋รอรับชะตากรรม กลับรู้สึกเหมือนตัวเองลอยได้ และเมื่อลืมตาขึ้น ดวงตาของชายหนุ่มก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตกใจ 

“ฝ่า...!”  

“ชู่ว” อีกคนส่งเสียงห้ามก่อนที่ดวงตาเหยี่ยวภายใต้ผ้าคลุมสีดำจะขยิบให้หนึ่งครั้ง 

ยังไม่ทันจะได้ตั้งตัวทั้งหานตงและเด็กน้อยในอ้อมกอดก็ถูกพาไปยังที่ปลอดภัย ซึ่งหานตงก็พึ่งรู้ตัวว่าเขาถูกอีกคนอุ้มออกมาจากจุดเกิดเหตุในท่าเจ้าสาว 

...น่าอาย น่าอายยิ่งนัก!  

 

“เจ้ายืนไหวหรือไม่” คนที่พึ่งปล่อยเขายืนเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง 

“กระหม่อมยืนไหว” ชายหนุ่มตอบรับก่อนจะนั่งลงเพื่อปลอบเด็กน้อยในอ้อมกอดให้หยุดร้องไห้เพื่อถามไถ่ 

“โอ๋ๆ ไม่เอาอย่าร้องสิ ร้องไห้แบบนี้พี่ชายจะพาเจ้าไปส่งได้อย่างไร” หานตงต้องใช้วิธีต่างๆ นานา ที่เคยใช้กับน้องชาย เมื่อยังอยู่ในร่างเดิมเพื่อปลอบขวัญเด็กน้อยให้สงบลง 

“ฝ่าบาท!” หานตงต้องเหวลั่นด้วยความตกใจเมื่ออยู่ดีๆ ขาของตนก็ถูกอีกคนดึงออกไป 

“ข้าจะทำแผลให้ เจ้าปลอบเด็กต่อไปเถิด” ยังไม่ทันจะได้เอ่ยห้ามอีกคนก็ล้วงเอาขวดบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อพร้อมผ้าเช็ดหน้าที่ทำจากผ้าแพรเนื้อดี 

“เจ็บหรือ?” องค์ฮ่องเต้เอ่ยถามเมื่อเห็นสีหน้าของหานตง 

“กระหม่อมทนได้” เมื่อชายหนุ่มตอบกลับไปเช่นนั้นคนตรงหน้าก็จัดการทำแผลให้เขาต่อ 

 

หานตงต้องใช้ความพยายามอยู่นานกว่าเด็กน้อยจะหยุดแผลงฤทธิ์ ถามไถ่จนรู้เรื่องว่าบ้านของเด็กน้อยอยู่แห่งใด 

“เจ้าดูเข้ากับเด็กได้ดี” คำชมดังขึ้นจากบุคคลภายใต้ผ้าคลุมสีดำ 

“กระหม่อมเลี้ยงน้องจนเคยชินต่างหาก” หานตงที่เผลอเอ่ยเรื่องในร่างเดิมออกไปต้องเงียบลง  

“กระหม่อมหมายถึงเด็กๆ ในจวน” หานตงรีบหาข้อแก้ตัวก่อนที่อีกคนจะสงสัยในทันที 

“อย่างนั้นหรือ” อีกคนพยักหน้ารับไม่ได้ซักถามอะไรต่อ  

“เดินทางกันเถอะ” หานตงจึงใช้โอกาสนี้รีบพาเด็กน้อยไปส่งที่บ้านเพื่อเบนความสนใจ 

“เจ้าเดินไหวหรือ” ฮ่องเต้อ้ายหมิงรีบเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงในทันที 

“กระหม่อมเดินไหว” เมื่อหานตงตอบกลับไปแบบนั้น ทั้งสามคนก็ออกเดินทางในทันที 

 

“ทำไมฝ่าบาทถึงมาช่วยกระหม่อมได้ ฝ่าบาทไม่ได้อยู่ในรถม้าพระที่นั่งหรือ” เมื่อส่งเด็กน้อยถึงมือมารดา หานตงก็เอ่ยถามคนด้านข้างระหว่างทางที่เขาทั้งสองเดินกลับไปยังวังหลวง 

“ข้าต่างหากที่ต้องถามว่าเจ้าไปทำอะไรตรงนั้น” องค์ฮ่องเต้ที่ในตอนนี้อยู่ในชุดสีอ่อนไร้ผ้าสีดำปรกคลุมใบหน้าถามกลับมา  

“กระหม่อม...” หานตงที่จะไม่ทันตั้งตัวจึงไม่รู้จะตอบอย่างไร 

“ก่อนจะสนทนากันต่อ หากเจ้ายังอยากให้ข้าปลอดภัยจนถึงวังหลวงก็จงเปลี่ยนวาจา”  

หานตงรีบพยักหน้ารับเมื่อนึกขึ้นได้ พระพักตร์ขององค์ฮ่องเต้น้อยคนนักที่จะรู้ว่าเป็นเช่นไร 

แต่หากใครมาได้ยินบทสนทนาที่เขาเอ่ยเมื่อครู่คงรู้แน่ๆ ว่าคนที่ยืนอยู่ด้านข้างเขานั้นคือฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน  

“คราวนี้เจ้าตอบข้าได้หรือยังว่าเจ้าไปอยู่ในขบวนได้อย่างไร” คนด้านข้างยิ้มรับด้วยความพอใจก่อนจะถามต่อ 

“ข้าจะอยู่ในขบวนเสด็จได้อย่างไร หากข้าไม่ได้เข้าไปทำงานในวังหลวง” หานตงตอบกลับไป ซึ่งนั้นก็ทำให้อีกคนประหลาดใจไม่น้อย 

“ไยเจ้าถึงได้เข้าไปทำงานในวังหลวง ใครอนุญาต” น้ำเสียงของอีกคนแสดงออกถึงความไม่พอใจในทันที 

“ข้าจะทำสิ่งใด ไยต้องให้ใครอนุญาต” หานตงตอบกลับไปด้วยความไม่พอใจเช่นกัน ทำไมคนตรงหน้าถึงไม่ดีใจที่เขาได้เข้าไปทำงานในวัง  

ข้าต้องใช้ความพยายามมากแค่ไหนเพื่อให้ได้เข้าไปอยู่ใกล้ๆ ท่าน ท่านไม่รู้แล้วยังมาแสดงท่าทีเช่นนี้ให้กันอีก 

“ข้าพยายามกันเจ้าออกห่าง แต่เจ้ากลับ...” องค์ฮ่องเต้ถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่าย 

“ไยต้องกันข้าออกห่าง ไยข้าจะอยู่เคียงข้างท่านเหมือนพี่ใหญ่ไม่ได้” สีหน้าที่อีกคนแสดงออกมายิ่งทำให้หานตงไม่พอใจมากขึ้น 

“เจ้ากับซุนเทียนต่างกัน”  

“ต่างกันเช่นไร ข้าเองก็...” หานตงต้องเงียบลงเมื่อเอ่ยถึงตรงนี้  

...นี่ข้ากำลังจะพูดอะไรออกไป 

 

“เอาเถอะๆ ถึงประตูวังแล้ว เมื่อข้ากลับเข้าไป ข้าขอสั่งให้เจ้าลาออกจากตำแหน่งที่ทำอยู่” องค์ฮ่องเต้ถอนหายใจด้วยความโล่งใจ เมื่อมองไปยังเบื้องหน้าแล้วพบกับประตูวัง  

“ข้าขอปฏิเสธ” หานตงก็ยังคงยืนยันในความคิดของตน 

“ทำไมเจ้าถึงดื้อด้านเยี่ยงนี้” คนถูกปฏิเสธหันมาว่าด้วยความไม่พอใจ 

“น้อยกว่าท่านนัก” หานตงเองก็ใช่ย่อยตอบกลับไปอย่างไม่ยอม 

“เจ้าคิดว่าจะขัดคำสั่งของข้าได้หรือ” เมื่อพูดกันดีๆ ไม่ยอมฟัง ฮ่องเต้อ้ายหมิงก็ต้องใช้อำนาจที่ตนมี 

“ท่านมันพวกบ้าอำนาจ” หานตนว่าตามหลังคนที่กำลังเดินผิวปากตรงไปที่ประตูวังอย่างอารมณ์ดี 

 

“เจ้าจะไปไหน” ข้อเท้าขององค์ฮ่องเต้ที่กำลังจะก้าวข้ามธรณีประตูมีอันต้องชะงักเมื่อทหารเฝ้ายามเข้ามาขวางเอาไว้ 

“เราจะเข้าไปด้านใน” ฮ่องเต้อ้ายหมิงเอ่ยตอบด้วยสุรเสียงราบเรียบ 

“เจ้ามีป้ายผ่านทางหรือไม่” คำถามดังขึ้นพร้อมสายตาประหลาดใจมองชายหนุ่มตั้งแต่หัวจรดเท้า 

“ป้ายหรือ เราไม่มีหรอก ไยเราต้องใช้ป้ายผ่านทาง” ฮ่องเต้อ้ายหมิงถามกลับไปด้วยความไม่เข้าใจ 

“ไม่มีป้ายก็ห้ามผ่าน” หนึ่งในทหารเฝ้าประตูตอบกลับมาเสียงแข็ง 

“แต่...เราอาศัยอยู่ในวัง” ฮ่องเต้อ้ายหมิงที่เหมือนจะพึ่งนึกอะไรขึ้นได้เงียบลงก่อนจะเอ่ยถามในทันที 

“พวกเจ้าเคยเห็นใบหน้าของฝ่าบาทหรือไม่”  

“เจ้าบังอาจยิ่งนัก กล้าหมิ่นพระเกียรติของฝ่าบาทอย่างนั้นหรือ!” ดาบในมือของทหารเฝ้าประตูถูกนำมาจ่อที่ลำคอของบุรุษที่กล้าหมิ่นพระเกียรติของเจ้าเหนือหัวในทันที 

อ้ายหมิงหรือองค์ฮ่องเต้ที่ถูกปฏิเสธอย่างไร้มารยาทถึงกลับไปไม่เป็นเลยทีเดียว 

 

“พี่รองท่านอยู่ที่นี่เอง” เสียงของคนมาใหม่ดังขึ้นพร้อมร่างของฮ่องเต้อ้ายหมิงที่ถูกดึงออกจากคมดาบ 

“ใต้เท้าทั้งสองข้าต้องขออภัย พี่รองของข้าสติไม่ดีเท่าไหร่ชอบคิดว่าตัวเองเป็นพระญาติอาศัยอยู่ในวัง” หานตงเอ่ยพลางแสดงท่าทางประกอบ 

“เห็นแก่ที่พี่เจ้าสติฟั่นเฟือน รีบไสหัวไปประเดี๋ยวนี้ ก่อนที่พวกข้าจะจับพวกเจ้าลงโทษ” ทหารเฝ้าประตูเอ่ยเสียงแข็งพร้อมเก็บอาวุธกลับเข้าที่ 

“รบกวนใต้เท้าทั้งสองแล้ว ขอบคุณ ขอบคุณ” หานตงรีบประสานมือค้อมกายคำนับรัวเร็วก่อนจะหันมากอดคอคนที่ยังคงยืนงง 

ไม่เพียงแค่ถูกปฏิบัติอย่างไร้มารยาท แต่ยังถูกว่าสติฟั่นเฟือนอีก ฮ่องเต้อย่างเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด 

“ท่านใจเย็น ทหารเหล่านั้นไม่เคยเห็นหน้าท่านนะอย่างลืม” หานตงกระซิบบอกองค์ฮ่องเต้ที่พึ่งถูกหมิ่นพระเกียรติเพราะกลัวว่าอีกคนจะสั่งลงโทษทหารเหล่านั้น 

“ข้ารู้” คนถูกกอดคอตอบกลับมา แต่สีหน้ากลับไม่ดีเท่าไหร่ 

“ท่านกำลังคิดอะไรอยู่หรือ” หานตงอดที่จะเอ่ยถามออกไปไม่ได้ 

“เป็นแบบนี้ข้าจะกลับเข้าวังได้อย่างไร” คิ้วของอีกคนขมวดกันยุ่งก่อนจะคลายออกจากกันเมื่อนึกอะไรขึ้นได้ 

“ป้ายผ่านทางของเจ้าล่ะ เจ้าทำงานในวังไม่ใช่หรือ” ดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวังหันมาทางหานตงในทันที 

“แฮะๆ สงสัยข้าจะทำหายระหว่างทาง” หานตงส่งยิ้มแหยๆ ให้อีกคนเพราะก่อนหน้านี้เขาค้นหาแล้วแต่ไม่เจอ 

“เจ้านี่มัน” ฮ่องเต้อ้ายหมิงต้องถอนหายใจอีกครั้งด้วยความเหนื่อยใจก่อนจะเอ่ยขึ้น 

“ซุนเทียน ข้าต้องไปหาซุนเทียน” ชื่อของสหายคนสนิทคือสิ่งที่ฮ่องเต้อ้าหมิงนึกขึ้นได้ในตอนนี้ แต่ชื่อที่ได้ยินนั้นกลับทำให้หานตงต้องมองบน 

“รอช้าอยู่ไยพาข้าไปที่เรือนของเจ้าสิหานตง” ใบหน้าของอีกคนแสดงออกถึงความดีใจอย่างชัดเจน 

“ขอรับๆ” ชายหนุ่มขานรับก่อนจะไปเดินไปตามแรงดึงของอีกคน 

...ตั้งใจจะขัดขวาง แต่ดันกลายเป็นเปิดโอกาสให้สองคนนั้นได้อยู่ใกล้ชิดกันมากกว่าเดิมเสียอีก 

...โอ้ สวรรค์ท่านโกรธเคืองอะไรข้านักหนา 

 

“ยามนี้แล้วทำไมพี่ใหญ่ยังไม่กลับมา ไปอยู่ที่ใดกัน” หานตงพึมพำอย่างใช้ความคิด เมื่อผ่านไปหลายชั่วยามแล้วผู้เป็นพี่ก็ยังไม่กลับ 

“แล้วแบบนี้จะทำเช่นใด” ชายหนุ่มเอ่ยถามคนตรงหน้าที่ยังคงนั่งจิบชาเหมือนไม่มีสิ่งใดให้ร้อนใจ 

“ข้าคงต้องค้างแรมที่นี่รอซุนเทียน”  

หานตงพยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะต้องเบิกตากว้าง เมื่ออยู่ดีๆ คนตรงหน้าก็ลุกขึ้นยืนพร้อมแก้เชือกที่สายคาดเอว 

“เดี๋ยวๆ ท่านจะทำอะไร” หานตงรีบเอ่ยถามคนตรงหน้าจนลิ้นแทบพันกัน 

“ข้าอยากอาบน้ำ เนื้อตัวข้าเหนียวไปหมดแบบนี้ ข้านอนไม่หลับ” อีกคนว่าพลางก้าวเดินไปยังถังอาบน้ำที่บ่าวรับใช้เตรียมเอาไว้ให้หานตงก่อนหน้านี้พร้อมปลดสายคาดเอวออก 

“เดี๋ยวข้าสั่งคนเตรียมห้องให้ ท่านค่อยไปอาบที่นั่น” หานตงต้องรีบเดินตามไปยื้อมือที่กำลังจะถอดชุดคลุมเอาไว้ด้วยความเร็ว 

“ไยต้องลำบาก ข้านอนร่วมเตียงกับเจ้าได้ ข้าไม่ถือ”  

...แต่ข้าถือ!  

หานตงแทบจะตะโกนตอบกลับไป แต่ยังไม่ทันจะได้ปฏิเสธคนตรงหน้าก็ปลดกวานบนหัวออก ปล่อยผมยาวสยายไปทั่วแผ่นหลังก่อนจะยื่นมาให้เขา 

“ข้าฝากเจ้าเก็บด้วย” พูดจบเสื้อคลุมและเสื้อตัวนอกก็ถูกถอดมาพาดไว้บนแขนของชายหนุ่ม  

ร่างตรงหน้าในตอนนี้จึงเหลือเพียงเสื้อชั้นในตัวบางที่แทบจะมองเห็นไปถึงไหนต่อไหน 

“ท่าน! ท่านช่างไร้ยางอายยิ่งนัก” หานตงเป็นฝ่ายที่ต้องหันหน้าหนี อยู่ดีๆ ก็มีผู้ชายมายืนแก้ผ้าตรงหน้าจะไม่ให้เขาตกใจได้อย่างไร 

“ไร้ยางอาย? ข้าเพียงต้องการอาบน้ำ ไยเจ้าถึงว่ากล่าวข้าเช่นนั้น” คนถูกว่าก็ยังคงไม่สำนึกในสิ่งที่ทำ เดินตรงไปยังฉากกั้นก่อนจะถอดชุดชั้นในตัวบางออกแล้วหย่อนตัวลงไปในน้ำที่กำลังอุ่นได้ที่ 

“ข้าคงต้องยืมเสื้อผ้าเจ้าสักชุด” เสียงพูดคุยดังขึ้นพร้อมเสียงน้ำ ปลุกเร้าให้คนได้ยินจินตนาการไปถึงไหนต่อไหน 

“ข้าจะจัดหามาให้” หานตงวางของในมือพยายามไม่มองไปยังฉากกั้นที่ในตอนนี้สะท้อนเงาของใครบางคน 

“หานตง” เสียงเรียกดังขึ้นอีกครั้ง  

“ท่านต้องการสิ่งใด” และหานตงก็ขานรับทั้งที่ดวงตายังคงเสมองไปทางอื่น 

“ช่วยข้าถูหลังได้หรือไม่ ข้าไม่ถนัด” ชายหนุ่มหันขวับไปมองยังต้นเสียงทันทีเมื่อได้ยิน 

“ไปอยู่ในวังไม่เท่าไหร่ ท่านกลายเป็นง่อยแล้วรึ” ชายหนุ่มตอบกลับไปเสียงดังลั่น 

“ปากคอเจ้าช่างร้ายกาจยิ่งนัก” คนถูกว่ากลับหลุดหัวเราะเมื่อแกล้งชายหนุ่มได้สำเร็จ 

“ท่านแกล้งข้าอย่างนั้นหรือ” หานตงลุกพรวดตรงไปยังหลังฉากกั้นเพื่อเอาคืนอีกคน แต่แล้วภาพตรงหน้าก็ต้องทำให้เขาชะงัก 

เส้นผมสีดำขลับปรกคลุมไปทั้งแผ่นหลังขาวเนียน ยาวไปจนถึงไหล่ได้รูปแสนงดงาม  

หยดน้ำมากมายที่เกาะบนผิวนวลสะท้อนแสงเทียน ขับผิวนวลผ่องของอีกคนให้น่าหลงใหลจนมิอาจละสายตา 

“หานตง?” เจ้าของแผ่นหลังที่ยังไม่รู้ว่าถูกจ้องมอง เรียกชื่อคนที่ตนพึ่งหยอกเย้าก่อนจะพินหน้ากลับมา  

ทันทีที่ประสานสายตากับดวงตาเหยี่ยวคู่นั้น ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายของชายหนุ่มก็ต้องทำงานหนักในทันที 

ริมฝีปากสีอ่อนที่เคยลิ้มรสกำลังดึงดูดให้เขาเข้าไปลิ้มลองอีกครั้ง ซึ่งหานตงก็มิอาจมั่นใจได้ว่า ในครั้งนี้จะหยุดอยู่เพียงแค่ริมฝีปากหรือไม่...... 

หมายเหตุ 1 

เวลาองค์ฮ่องเต้คุยกับขุนนางหรือข้าราชบริพารจะแทนตัวเองว่า “เรา” ซึ่งเป็นคนละ “เรา” กับตอนที่จางเหว่ยซึ่งเป็นเพียงแค่องค์รัชทายาทใช้ เพราะคำแทนตัวว่า “เรา” ที่ฮ่องเต้ใช้นั้น ในที่นี้ผู้แต่งหมายถึงคำว่า “เจิ้น” ซึ่งใช้ได้เพียงแค่ฮ่องเต้พระองค์เดียวเท่านั้น 

แต่กับหานตง องค์ฮ่องเต้อ้ายหมิงจะใช้คำแทนตัวว่า “ข้า” ซึ่งเป็นการแสดงถึงความสนิทสนมที่มีต่อกัน 

 

หมายเหตุ 2  

*หากในขณะนั้นมีฮองไทเฮาดำรงตำแหน่งอยู่แล้ว แต่จักรพรรดิองค์ปัจจุบันที่ไม่ใช่สายเลือดตรงต้องการยกย่องพระมารดาแท้ๆ ซึ่งไม่ได้เป็นจักรพรรดินีขึ้นมามีตำแหน่งเทียบเท่า พระมารดาของจักรพรรดิก็จะมีตำแหน่งเป็น ตี้ไทเฮา 

 

>>> เสียงจากคนแต่ง 

เอาแล้ววววว ชอบแกล้งดีนัก 

เด็กมันเอาจริงแล้วนะฝ่าบาท 

เรื่องราวจะเป็นยังไงต่อ 

หานตงของเราจะยอมรับความรู้สึกที่กำลังเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่และฝ่าบาทนั้นเมื่อไหร่จะรู้ใจตัวเองเสียที 

ติดตามกันต่อไปจ้า 

ด้วยงานหลักที่มากขึ้นทำให้การอัพเรื่องนี้ช้ามาก 

แต่ยังไงก็จะลงให้จบแน่นอนค่ะ ไม่เทแน่ 

ยังไงก็ฝากทุกคนเป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ 

ใครที่โดเนทมาต้องขอบคุณมากน่าาาาา 

เจอกันตอนหน้าครับผม 

รักคนอ่านนะจุ๊บๆ 

#ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน  

#หานตงอ้ายหมิง 

ติดตามการอัปเดตข่าวคราวได้ที่  

Facebook : Fic BY Pucca_ww 

TWITTER : @pucca_ww 

ความคิดเห็น