facebook-icon

ขอบคุณมากค่าที่ติดตามผลงานของไรท์ ถ้าฟินโดนใจ ช่วยกด "ถูกใจ" ให้ด้วยนะคะ จุ๊บๆ

บทที่ 9 คิดถึงคนตาบ้องแบ๊ว...

ชื่อตอน : บทที่ 9 คิดถึงคนตาบ้องแบ๊ว...

คำค้น : หัวใจในตะวัน, เอลยา, นิยายโรมานซ์, โรแมนติก, อีโรติก, นายหัว, กรุ่นรักไอปรารถนา, กรุ่นกลิ่นอราบิก้า, #นิยายโรมานซ์ฟินจิกหมอน , #นิยายอีโรติค

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.6k

ความคิดเห็น : 87

ปรับปรุงล่าสุด : 12 พ.ค. 2563 17:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 9 คิดถึงคนตาบ้องแบ๊ว...
แบบอักษร

กริ๊ง-กริ๊ง

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ทศวรรษกำลังแต่งตัวด้วยยูนิฟอร์มช่างจะไปทำงาน

"ครับผม" เขากรอกเสียงไปในสาย เพราะเห็นชื่อคนโทรมาแล้วว่าเป็นพี่ชาย

"หายหัวไปไหนเจ้าเล็ก ไม่เข้าโรงงานตั้งแต่วันจันทร์ ไม่นับอาทิตย์ที่แล้วที่แกหายหัวไปอีกทั้งอาทิตย์"

เสียงพี่ชายถามตรงสู่เป้าหมายทันทีอย่างไม่ให้เสียเวลา

"เอ่อ... เกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยพี่ชาย ล้มแล้วเจ็บหลังน่ะ แต่ตอนนี้หายแล้ว ผมกำลังจะไปที่โรงงาน"

เสียงห้าวเอ่ยตอบพี่ชายอย่างคูลล์ๆ ไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่

"แล้วทำไมไม่เขียนใบลาป่วย"

พี่ชายถามเสียงเข้มอย่างคนที่มีระเบียบวินัยยิ่ง ไม่เว้นแม้แต่ผู้เป็นน้องชายที่เป็นเจ้าของโรงงานร่วมกัน

"ลืมฮะ"

คนไม่มีวินัยก็ตอบอย่างง่ายๆ ทศวรรษจุดยิ้ม นึกเห็นหน้าพี่ชายออกว่าจะต้องกำลังเดือดจนแดงแจ๋แน่ๆ รู้สึกดีแต่เช้าที่ได้แกล้งคนเล่นอีกคน มันสนุกน้อยเสียที่ไหนล่ะที่สามารถทำให้คนอย่างวัศภัทร พิริยกิจเดือดปุดๆ ได้น่ะ ความจริงเมื่ออาทิตย์ที่แล้วเขาไม่ได้ขาดงานทุกวันหรอก ก็แอบย่องไปดูเหมือนกัน เพียงแต่ไม่ได้สแกนบัตรและไม่ได้เดินเพ่นพ่านให้คนเห็น อยู่แต่หลังโรงงานโน่น เขาไปถึงโรงงานตอนสายและกลับก่อนเพื่อนร่วมคอนโด เพื่อไม่ให้ถูกสงสัยก็เท่านั้นเอง

"แกจะทำอะไรตามใจตัวเองเหมือนตอนอยู่เมืองนอกไม่ได้นะเจ้าเล็ก หัดเป็นตัวอย่างที่ดีกับลูกน้องบ้าง โรงงานมีกฎระเบียบและวินัยที่ทุกคนจะต้องปฏิบัติตาม ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างหรือนายจ้าง ไม่มีใครมีอภิสิทธิ์ในโรงงานนี้"

พี่ชายขึ้นธรรมาสน์เทศน์สั่งสอนแต่เช้า อย่างนี้แสดงว่าอารมณ์ไม่ค่อยสุนทรีย์มาจากบ้านคุณนายไขแขชัวร์ป๊าบ!

"ขอโทษพี่ชาย ผมกำลังจะเข้าไป เดี๋ยวจะเขียนใบลาป่วยย้อนหลังส่งไปให้เซ็น ว่าแต่ไปกินรังแตนที่ไหนมา ถึงหาที่ลงแต่เช้าแบบนี้"

ผู้เป็นน้องเอ่ย ผู้เป็นพี่ฟังก็รู้ว่าอีกคนไม่ได้สลดหรือกลัวเขาแม้แต่น้อย วัศภัทรนั่งอยู่ในออฟฟิศ ยกมือขึ้นเสยผมพลางส่ายหน้าระอา

"เช้าบ้านแกน่ะสิ! จะสิบโมงแล้ว! พูดถึงรังแตน เย็นนี้แกเข้าไปบ้านหน่อยได้ไหม ฉันมีธุระต่อ เลิกงานแล้วจะยังไม่เข้าบ้าน"

วัศภัทรเปลี่ยนเรื่อง เข้าสู่เรื่องที่ต้องการพูดจริงๆ ทศวรรษหัวเราะทันทีอย่างรู้ทัน

"ฮั่นแน่... จะหลอกเราไปให้คุณนายไขแขเชือดล่ะสิ รู้ทันหรอกน่าเพ่... ว่าแต่มีอะไรเหรอ พี่ถึงไม่อยากกลับเข้าบ้านตัวเองแบบนี้"

ทศวรรษเอ่ยถามพี่ชาย หน็อย! ทำมาบ่นให้เขา ที่แท้ก็มีวาระซ่อนเร้นนี่เอง ได้ยินเสียงเงียบไปนาทีหนึ่ง...ก่อนจะกระแอมกระไอเล็กน้อย ทศวรรษนิ่งฟัง...

"ไม่มีอะไรหรอก แค่คุณแม่เชิญหมอดูที่ไหนก็ไม่รู้มาที่บ้าน..." เสียงตอบมาอย่างเซ็งจัด

"เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรนี่ พี่ยังไม่ชินอีกเหรอ ผมเข้าไปวันก่อนยังเจอสองเด้ง หนีแทบไม่ทัน"

ทศวรรษเล่าด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ตั้งแต่วันนั้นก็ยังไม่ยอมเข้าไป โชคดีวันเสาร์อาทิตยที่ผ่านมามีข้ออ้างว่าไม่สบาย ปกติจะต้องโดนโทรจิกให้เข้าไปรับคำสั่งถึงคฤหาสน์พิริยกิจ แต่พอเขาบอกว่าไม่สบาย คุณนายแม่ก็อยากจะมาเยี่ยมจนเขาต้องหาเหตุผลสารพัดเพื่อป้องกันไม่ให้มา ไม่อยากให้เจอนางพยาบาลจำเป็นเข้า เดี๋ยวจะจับเอาดวงเขากับดวงเธอไปให้พระผูกดูว่าสมพงษ์กันหรือเปล่าอีก จะยุ่งไปกันใหญ่...

"ชินน่ะชิน แต่เย็นนี้คุณแม่บอกว่าหมอดูจะมาทานข้าวเย็นด้วย มันจะมากไปหรือเปล่าวะ แถมเรื่องที่ดินที่เรากำลังดูกันอยู่ คุณแม่ก็บอกให้ปรึกษาหมอดู ฉันล่ะปวดหัวจริงๆ จะซื้อที่ดินทำไมต้องให้หมอดูด้วย"

พี่ชายบ่นมายาว น้ำเสียงหงุดหงิดเปิดเผย เพราะวัศภัทรก็คล้ายกับเขาตรงที่ว่าเป็นคนหัวสมัยใหม่ที่มีเลือดตะวันตกอยู่ครึ่งหนึ่ง ไม่เชื่อเรื่องหมอดูหมอเดาอะไรนี่เลย

ทศวรรษฟังไปก็ยิ้มไป... เห็นไหม เขาเดาผิดที่ไหนกัน! เพราะพี่ชายโดนคุณนายกดดันมาจากบ้าน เลยต้องหาที่ระบายอารมณ์หงุดหงิด และเขาก็ต้องโดนแจ็คพ็อตอย่างที่เห็น

"ใจเย็นๆ ไว้น่าโยม คุณนายแม่เขาเป็นคนรอบคอบ เขาต้องดูทุกหมอก่อนจะตัดสินใจ เอาน่า...ท่านสบายใจอย่างนี้ก็ตามใจท่านหน่อย ก็ทำเหมือนที่ผ่านมานั่นแหละ ดูสิคุณนายอายุยืนเพราะเราตามใจท่านนะลูกพี่ ถ้าขัดใจแล้วคุณนายจะลมโมโหตีขึ้นจุกอก อย่างนี้มันเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต พี่ก็ตามใจไปเหอะน่ะ"

ทศวรรษเอ่ยอย่างอารมณ์ดี ไม่ซีเรียสกับสถานการณ์ ตราบใดที่มันไม่เกี่ยวข้องกับเขาโดยตรง งานใครงานมัน ใครงานเข้าก็รับเอาไปแก้ไขเอง เขาขออยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ คอยเป็นกำลังใจให้อย่างที่เห็น คนฉลาดย่อมรู้จักเอาตัวเองให้รอดเสียก่อน จึงค่อยคิดช่วยเหลือคนอื่น

วัศภัทรทำเสียงถอนหายใจแรง

"คุณแม่อายุยืน แต่ฉันจะอายุสั้นเอาน่ะสิ ตามใจน่ะได้ แต่อย่ามาก้าวก่ายถึงเวลาส่วนตัว มันจะไม่ไหวเอา คุณแม่น่ะได้คืบจะเอาศอก แยกแยะไม่ออกว่า อันไหนธุรกิจ อันไหนความเชื่อที่ไม่ควรเอามายุ่งกับเรื่องงาน"

วัศภัทรบ่นต่ออีกหน่อย เพราะช่วงหลังนี้ดูเหมือนท่านจะเจาะจงยัดเยียดความเชื่อส่วนบุคคลให้เขาเสียเหลือเกิน รู้อย่างนี้เขาไม่น่าปากบอนไปปรึกษาท่านเรื่องการซื้อที่ดินผืนล่าสุดเลย ดูเองซะก็หมดเรื่อง!

"เอ่อ...อันนี้ก็ไปบ่นกับท่านโน่นสิพี่ชาย มาบ่นให้กระผมฟังทำไมมิทราบ มันไม่เกิดประโยชน์อันใด เพราะกระผมก็เอาตัวเองแทบไม่รอดอยู่แล้วทุกวันนี้"

ทศวรรษเอ่ย เพราะไม่ต้องการโดนหางเลขของคุณนายไขแขไปด้วย

"ก็แกมันเห็นแก่ตัว ชิ่งหนีเอาตัวรอดมาอยู่ข้างนอก ปล่อยให้ฉันต้องรับมือคุณแม่อยู่คนเดียว งานการก็มีจนล้นมือจนปวดหัวหนึบ จะกลับบ้านตัวเองก็ยังกลัว เพราะถ้าไปจ๊ะเอ๋กับหมอดูเข้า คุณแม่ก็จะต้องเรียกเข้าไปแบไต๋ให้คนแปลกหน้าฟัง"

"แต่พี่ก็รอดมาได้ตลอดนี่ เท่าที่ผมทราบมา ยังไม่เคย แบไต๋ ให้ใครฟังไม่ใช่เหรอ ตกลงว่าเย็นนี้ผมไม่ว่าง พี่หาวิธีเอาเองก็แล้วกัน ผมกำลังจะไปโรงงาน ถ้าหากอยากคุย ผมอยู่ออฟฟิศช่างหลังโรงงาน"

ทศวรรษตัดบท เพราะรู้ว่าวัศภัทรกำลังใช้แผนโอ้โลมและตะล่อมเขาให้รู้สึกสงสารเห็นใจและรับปาก แต่เขารู้ทันมุกนี้ของพี่ชายดี ไม่งั้นคงจะเป็นน้องชายของคนเจ้าเล่ห์เหลี่ยมพราวยิ่งกว่าเพชรสิบแปดมงกุฎอย่างวัศภัทรไม่ได้แน่ เห็นเขากะล่อนแบบนี้ แต่เขาก็ชัดเจนเปิดเผย ไม่เหมือนพี่ชายที่ซ่อนเหลี่ยมเก่ง คนภายนอกจะคิดว่าวัศภัทรเป็นผู้ชายที่สุขุมใจเย็นเป็นน้ำอมฤต แต่หารู้ไม่ว่านั่นน่ะไม่ใช่น้ำอมฤต...แต่เป็นน้ำกรดแช่เย็นดีๆ นี่เอง!

"ไม่ว่าง? แกจะทำอะไร...เย็นนี้วันพุธแกฟรีนี่ เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาแกก็ไม่ได้เข้าบ้าน ไปให้คุณแม่เห็นหน้าหน่อยจะเป็นไรไป... ไปอัปเดตอาการหลังหักให้ท่านทราบ ท่านจะได้ไม่เป็นห่วงถึงกับถ่อสังขารไปหาแกที่คอนโด"

วัศภัทรเอ่ยเหน็บเรื่องหลังหักนิดหนึ่ง เพราะเดาว่าไอ้เจ้าน้องชายมันเล่นมุกป่วยเพื่อหนีมารดา เขายังไม่ยอมปล่อยมันไปง่ายๆ หรอก รู้ตารางชีวิตเจ้าน้องตัวแสบเป็นอย่างดีว่าวันพุธมันชอบนอนดูหนังที่คอนโด เป็นการพักเบรกจากการเดตสาว และช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมามันก็ทำตัวน่าสงสัยและลับๆ ล่อๆ ชอบกล เดี๋ยวเขาจะต้องหาเวลาแอบไปซุ่มดูสักที ว่าเจ้าเล็กมันซ่อนอะไรไว้ที่คอนโดที่มันหวงนักหวงหนานั่น

"ผมยังเจ็บหลังอยู่ แค่ดีขึ้นนิดหน่อย" ทศวรรษเอ่ยแก้ต่างให้ตัวเอง

"แต่ขับรถได้?" พี่ชายคาดคั้นไม่ยอมหยุด

"ก็ขับได้แค่ระยะใกล้ๆ เป็นต้นว่าไปโรงงาน แต่ไปไม่ถึงบ้านคุณนายแม่หรอก หลังจะเจ็บจี๊ดขึ้นมาทันที"

คนเป็นน้องตอบอย่างฉลาดและเอาตัวรอดได้เก่ง ไม่มีใครยอมใครง่ายๆ

"แต่ขอบอกว่าเสียใจด้วยว่ะเจ้าเล็ก เพราะก่อนจะโทรหาแก ฉันโทรไปบอกคุณแม่แล้วว่าแกจะเข้าไปทานข้าวเย็นด้วย"

วัศภัทรเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง ใช้ไม้ตายไม้สุดท้าย... ทำเอาทศวรรษตาเหลือกทันที

"ว้อท! จะบ้าเหรอ! ทำยังงี้ได้ยังไงวะ" น้องชายขึ้นเสียงสูงใส่ผู้เป็นพี่

"เฮ้ย ไปกินข้าวกับแม่นะนายเล็ก ทำเสียงอย่างกับจะถูกส่งเข้าโรงเชือด! แค่นี้นะ รีบมาทำงาน เห็นว่าเครื่องจักรใหญ่มันติดๆ ขัดๆ"

พี่ชายเอ่ยประโยคสุดท้ายเสร็จก็กดวางสายทันที

*****

ทศวรรษทำหน้ายุ่ง มองนาฬิกา เวลาสิบโมงกว่า ชายหนุ่มจึงรีบขับรถไปโรงงาน เข้าประตูหลังตามปกติ

"ช่างใหญ่มาพอดี" เสียงลูกน้องคนสนิทดังขึ้นเมื่อเขาเปิดประตูรถลงไป

ทุกคนเรียกเขาว่า...นายช่างใหญ่ เพราะเขาใหญ่สุด ณ ที่นี้ เป็นถึงน้องชายบอสเจ้าของโรงงาน แต่เขาวางตัวเป็นเหมือนพนักงานคนหนึ่ง ทำให้ลูกน้องทุกคนรักและเกรงใจมาก บวกกับความสามารถที่สมกับจบวิศวกรรมจากเมืองผู้ดี สามารถซ่อมได้ทุกอย่างที่ขวางหน้า ยกเว้นเครื่องบินและเรือรบที่ยังไม่มีใครเชิญให้ไปทดลองฝีมือ

"เครื่องพิมพ์ลายผ้ามันเพี้ยนอีกแล้วครับ" ลูกน้องมือขวาเอ่ยรายงาน หมายถึงเครื่องพิมพ์ลายผ้าระบบดิจิตัล ซึ่งโรงงานของเขาผลิตผ้าขายให้แก่ลูกค้าที่เป็นโรงงานตัดเย็บรายย่อยและแบรนด์เสื้อผ้าต่างๆ ที่มีการสั่งพิมพ์ลายพิเศษของตนเองตามความต้องการ

"อ้าว อีกแล้วเหรอ อะไรวะ เกเรเก่งจริงลูกพ่อ" ชายหนุ่มเอ่ย ร่างสูงก้าวยาวๆ ตรงไปในโรงพิมพ์ลายผ้า แต่สายตาเหลือบไปเห็นร่างบางของพนักงานตัดเย็บเดินตรงมาทางนี้ ทศวรรษเห็นก็รีบฉากหลบทันที

นางพยาบาลจำเป็นของเขามาทำอะไรถึงด้านหลังตรงนี้?

ลินินเดินอ้อมมายังด้านหลังที่เป็นศูนย์รวมเหล่าช่าง เพราะที่ห้องเย็บมีจักรเสีย และเธอมีงานเร่งด่วนที่จำเป็นต้องใช้มัน บอกหัวหน้าแล้ว แต่หัวหน้าประชุมอยู่ จึงบอกให้ลินินมาตามช่างเอง หญิงสาวเห็นผู้ชายในยูนิฟอร์มช่างหลายคนบริเวณนั้น เห็นคนหนึ่งตัวสูงใหญ่เดินเร็วเข้าไปในโรงพิมพ์ลาย รู้สึกคุ้นๆ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ เดินตรงไปหาคนที่อยู่ใกล้ที่สุด

"ขอโทษนะคะ คุณช่วยไปดูจักรที่ห้องแก้ให้หน่อยได้มั้ยคะ มันเสียอยู่หลายตัวเลย และวันนี้ก็มีงานเร่งด่วนด้วย"

ลินินเอ่ยกับช่างร่างสูงโปร่งคนหนึ่ง เขายิ้มกว้างให้ทันที

"ได้สิครับ เดี๋ยวนะครับ ผมขอไปรายงานช่างใหญ่แป๊บ ว่าแต่คุณชื่ออะไร... อ้อ... สีนิน อืม...ชื่อแปลกและเก๋ดีนะครับ"

นายช่างคนนั้นทำตาพราว อ่านชื่อที่เป็นบัตรประจำตัวมีสายคล้องคอ... ลินินเลิกคิ้วที่เขาอ่านแบบนั้น ก้มไปดู จึงเห็นว่าเพราะมีผมยาวของเธอบังเอาไว้นิดหนึ่งนั่นเอง จึงทำให้คำว่า ลิ เหมือนคำว่า สี ไป หญิงสาวไม่ได้แก้ความเข้าใจให้เขา ซ่อนความขบขันเอาไว้ภายใต้สีหน้านิ่งเรียบสุภาพ

"ช่างใหญ่ครับ ผมจะไปดูจักรให้ช่างเย็บแป๊บนะครับ เดี๋ยวมาครับ"

เขาตะโกนบอกไปในโรงพิมพ์ลายผ้า

"เออ รีบไปรีบมา" เสียงห้าวตะโกนตอบกลับ

"ครับ" ช่างตอบ จากนั้นก็เดินไปกับลินิน

"ผมช่างไฟครับ"

"อุ๊ย ช่างไฟซ่อมจักรได้ด้วยเหรอคะ" ลินินหันมาถามด้วยความแปลกใจ

"เอ่อ ไม่ใช่ช่างไฟครับแบบนั้นครับ ผมเป็นช่างซ่อมเครื่องจักร แต่ผมชื่อไฟ เลยเรียกรวมว่าช่างไฟครับผม"

ช่างไฟแก้ความเข้าใจให้ ลินินจึงพยักหน้าเข้าใจ หญิงสาวยิ้มขำออกมา

"ถ้างั้นช่างใหญ่ก็ไม่ใช่ช่างใหญ่จริงๆ สิคะ คงจะชื่อใหญ่...ใช่มั้ยคะ เหมือนช่างเล็ก"

ลินินเอ่ยเล่นกับเขา เพราะเห็นว่าเขามีความเป็นมิตรมาก นึกถึง ช่างเล็ก ที่นอนเจ็บหลังอยู่ที่คอนโด ป่านนี้จะกินข้าวและกินยาหรือยังก็ไม่รู้

"โอ๊ะ ไม่ใช่ครับ นั่นเขาใหญ่จริงๆ ครับคุณสีนิน นายช่างใหญ่ท่านเป็นน้องชายของบอสครับ...ใหญ่สุดในโรงช่างนั่นล่ะ เป็นหัวหน้าพวกเรา แต่ช่างใหญ่ไม่หยิ่งและไม่ถือตัวเลย ทำตัวติดดินมากครับ เราศรัทธาและซูฮกในฝีมือนายช่างกันทุกคน เจ๋งจริงไรจริง"

ช่างไฟที่ไม่ใช่ช่างไฟเอ่ยเล่า ลินินยิ้มกับเรื่องที่ได้ฟัง ได้ยินเหมือนกันว่าบอสมีน้องชาย แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีใครเคยเห็นเขา เพราะไม่ได้เดินเลยเข้ามาถึงในนี้ และเขาก็ไม่เคยไปโรงอาหารหรือสุงสิงกับใครด้านหน้า ทุกคนจึงเล่าลือกันว่าเขาหยิ่ง และต่างก็ลืมๆ เลือนๆ ไปเกี่ยวกับเรื่องน้องชายของบอส เพราะมีบอสเป็นอาหารตาจนไม่ได้สนใจว่าจะมีใครน่ามองไปกว่าคุณวัศภัทร พิริยกิจอีกแล้ว และลินินก็ยังแอบหวังอยู่ในใจลึกๆ ว่าจะได้มีโอกาสคุยกับเขาสักวันหนึ่ง

ช่างไฟไปซ่อมจักรกลับมา ก็มาเล่าให้ช่างใหญ่ฟัง

"โห นายช่าง...น้องนินเขาน่ารักมากเลย ทำไมผมไม่เคยเห็นมาก่อน"

ช่างไฟเอ่ย ก็เพราะพนักงานมีหลายร้อยชีวิต จึงไม่ได้เห็นหน้าค่าตากันหมด

ทศวรรษชะงักมือที่กำลังวุ่นวายดูกับเครื่องพริ้นต์ดิจิตัล

"หือ...ใครนะ"

"น้องนินครับ...เขาชื่อสีนิน เขียนยังงี้... สีนิน...แปลกดีจริงๆ น่าใสกิ๊ก ตาบ้องแบ๊ว สเป็กผม"

ช่างไฟเอ่ย เขียนใส่มือให้ช่างใหญ่ดู อีกคนขมวดคิ้วมุ่นเมื่อได้ยินชื่อและได้เห็นว่าสะกดอย่างไร

"คนที่เดินมาเมื่อครู่ก่อนน่ะเหรอชื่อ...สีนิน"

"ครับ...คนนั้นแหละ...ผมจะจีบล่ะ แต่จะสืบดูก่อนว่ามีคนจองหรือยัง" ไฟทำเสียงครึ้มอกครึ้มใจ

"หยุดพล่ามได้แล้ว ลองรันเครื่องดูซิ ฉันซ่อมเสร็จแล้ว... มีธุระต้องไปทำ และจะไม่เข้ามาอีก มีอะไรก็โทรหาเอาละกัน"

ทศวรรษสั่งงานมือขวาของเขา

"ครับช่าง" ไฟรีบรับคำ จากนั้นก็เข้าสู่โหมดทำงานอีกครั้ง

ทศวรรษยืนกอดอกมองลูกน้องทดลองเครื่องพิมพ์ลายเพื่อให้แน่ใจ แต่จิตใจไม่ได้อยู่ที่งานตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย... นึกถึงคนชื่อ สีนิน ชื่อแปลกจริงๆ เขาเองไม่เคยใส่ใจมาก่อนว่าเธอชื่อเต็มๆ ว่าอะไร...

สรุปว่า...นางพยาบาลประจำตัวเขามีชื่อจริงว่า... สีนิน...

เสน่ห์แรงไม่ใช่เล่น... ตาบ้องแบ๊ว... ชักอยากเห็นหน้าแล้วล่ะสิ แต่ว่าเขาเป็นคนป่วย และสำหรับเธอ... เวลานี้เขากำลังนอนพักฟื้นอยู่ที่คอนโด... แล้วคืนนี้ล่ะ จะต้องไปบ้านหาคุณนายแม่หรือเปล่า...

ไปไม่ได้หรอก... ให้แม่ด่าไปก่อนก็แล้วกัน แล้วค่อยแก้ตัวทีหลัง... วันนี้วันพุธ ขอนอนดูหนังให้ฉ่ำปอดตามตารางชีวิตหนุ่มโสด ช่วงนี้ไม่ได้เดตใคร เพราะต้องแกล้งเป็นคนป่วย เลยอดเดตไปตามระเบียบ... นั่นแหละกรรมของการโกหก

แต่ก็ช่างเถอะ... มีพยาบาลเป็นเพื่อนไปก่อนช่วงนี้... ว่าแต่เธอชอบดูหนังหรือเปล่านะ และถ้าชอบ... จะชอบหนังสไตล์ไหน... กลับคอนโดดีกว่า ไปหาหนังเตรียมไว้ให้พยาบาลตาบ้องแบ๊วเลือกสำหรับคืนนี้... ชายหนุ่มคิดแล้วก็ยิ้มกริ่มออกมา ผิวปากเป็นเพลง...

ใช่เลย... โดนใจฉันเลย ไม่มีมากไป ไม่มีน้อยไป ถูกใจทุกอย่าง...

ช่างไฟเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงผิวปากเป็นเพลงอย่างอารมณ์ดีของนายช่างใหญ่ เขายิ้มพลางตะโกนแซว

"คนไหนล่ะครับนายช่าง ... ไอ้ที่ว่าใช่น่ะ"

ไม่มีเสียงตอบรับ แต่มีการชูนิ้งกลางขึ้นให้ดูในขณะที่ร่างสูงเดินไปที่รถ...

คนตาแป๋วแหวว...ทำอะไรอยู่หว่า...

ก็เย็บผ้าน่ะสิ...ถามโง่ๆ ... เขาถามเองตอบเองอย่างเสร็จสรรพ

***

ลินินกำลังทำงาน วันนี้จะอยู่ยาว เพราะมีโอที

Brrrrr....

เสียงโทรศัพท์ที่ตั้งระบบสั่นดังขึ้น หญิงสาวรีบคว้าขึ้นมาดู เห็นชื่อ...ช่างเล็ก ก็รีบกดรับทันที

"คุณ...ผมปวดหลัง อูย..." เสียงเนือยๆ พร้อมกับครางเจ็บเอ่ยมาตามสาย ทำให้ลินินรู้สึกเป็นห่วงเขาขึ้นมาทันที

"คุณกินยาแก้ปวดหรือยัง แล้วทำไมไม่ทาครีม" หญิงสาวซักด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด

"กินแล้ว แต่ทาครีมไม่ได้คุณก็รู้ดีอยู่... กลับมาหน่อยสิ...นะ..." เขาทำเสียงอ้อน

"จะบ้าเหรอ ยังไม่เลิกงานจะกลับได้ยังไง ฉันรับปากหัวหน้าว่าจะอยู่ทำโอทีคืนนี้ด้วย"

"เฮ้ย ไม่เอา ไม่ให้ทำโอที ผมหิว ผมปวด ผมรู้สึกแย่มากตอนนี้ กลับมานะ ขอหัวหน้าคุณสิ"

"ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องขอกลับก่อน ฉันจะถูกหักตังค์ เรื่องอะไร"

"เดี๋ยวผมจ่ายให้เอง สองเท่าเลย กลับบ้านนะ ผมเจ็บ โอย..."

เขาพูดเสร็จก็วางสายไปทันที ลินินอ้าปากค้าง... บ้าจริง! แบบนี้ก็มีด้วยเหรอ... หญิงสาวค้อนใส่โทรศัพท์ราวกับมันเป็นคนที่กำลังหมั่นไส้อยู่...

"มีอะไรหรือเปล่าจ๊ะนิน" เสียงหัวหน้าเอ่ยถาม เมื่อเห็นลินินทำหน้าตากังวล...

"อืม...หมาที่บ้านไม่สบายค่ะ เพื่อนบ้านเพิ่งโทรมาบอกว่ามันเห่าหอนเสียงดัง" หญิงสาวโกหกแล้วยิ้มเจื่อนให้หัวหน้า

"อ้าว เหรอ นินมีหมาด้วยเหรอ...พี่เพิ่งทราบ"

"เอ่อ เพิ่งได้มาค่ะ หมาจรจัดแถวนี้เองค่ะ" ลินินเอ่ย

"อย่างนี้ต้องรีบไปดูหน่อยแล้วมั้งถ้างั้น พี่เคยมี มันร้องแบบนี้อาจจะมีความผิดปกติเกิดขึ้น นินไปดูหน่อยเถอะ เผื่อมีไฟม่งไฟไหม้จะได้แก้ไขทัน" หัวหน้าเอ่ยอย่างหวังดี

"แต่มีงานเร่งนี่คะ"

ลินินเอ่ยอย่างเกรงใจหัวหน้า ที่เธอรับปากแล้วก็ผิดคำพูดอีกครั้ง ตั้งแต่มีคนป่วยต้องดูแล ลินินก็ไม่ได้ทำโอทีเลย

"มีคนอื่นอีกเยอะแยะน่า ไปเถอะ ถือว่าวันนี้มาทำครึ่งวันก็แล้วกัน"

หัวหน้าเอ่ย ลินินจึงพยักหน้าแล้วก็รีบออกไปจากโรงงาน หญิงสาวโทรเรียกป้องมารับ ให้ไปส่งที่คอนโดของคนเจ็บหลัง

"นินย้ายคอนโดเหรอ" ป้องถามด้วยความอยากรู้ เพราะสังเกตว่าลินินไม่ได้กลับคอนโดหลายวันแล้ว แต่วันนี้เรียกให้มาส่งที่คอนโดใหม่

"เปล่าค่ะพี่ป้อง คอนโดเพื่อนค่ะ เขาไม่สบาย นินเลยมาช่วยดูแลเขา"

"อ๋อ พี่ก็สงสัยว่านินจะย้าย โอเคครับ ถ้าหากจะใช้บริการก็โทรเรียกได้นะครับ คอนโดนี้ก็อยู่ในรัศมีการบริการของพี่อยู่แล้ว ไม่ต้องเกรงใจ" ป้องเอ่ยอย่างมีน้ำใจเป็นห่วง ลินินยกมือไหว้ขอบคุณ จากนั้นก็รีบขึ้นลิฟต์ไป

ทศวรรษกำลังนอนเอกเขนกอยู่บนโซฟา เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นเสื้อยืดสีเทากับกางเกงขาสั้น กดรีโมตเลื่อนช่องทีวีเล่นไปเรื่อยๆ คิดว่าคนตาบ้องแบ๊วจะมาหรือไม่ แต่เจ้าหล่อนเป็นคนรับผิดชอบต่องาน อาจจะไม่มาก็ได้...

"มา... ไม่มา... มา... ไม่มา... มา... ไม่มา..." เขาเล่นเกมกับรีโมตด้วยการกดไปบนตัวเลขไปเรื่อยๆ

ก๊อก-ก๊อก

เสียงเคาะประตูดังขึ้น ทำให้ทศวรรษสะดุ้งแล้วก็กระโดดโหยงๆ ด้วยความยินดี

"เยส!" เขาทำท่า Yes! เหมือนตอนนักฟุตบอลเตะบอลเข้าโกล แล้วก็รีบเดินไปเปิดประตูออกกว้าง ปรับสีหน้าที่ยิ้มกว้างให้เปลี่ยนเป็นหงอยๆ ด๋อยๆ ทันทีเพื่อให้สมบทบาท

"โอย...ทำไมนานจัง เจ็บมากเลยคุณ"

เสียงบ่นดังขึ้นพร้อมกับเดินกะเผลกเอามือกุมหลังไปนั่งที่โซฟา

ลินินรีบเอากระเป๋าไปวางแล้วเดินไปนั่งใกล้ๆ

"อย่าลืมคำพูดล่ะ" หญิงสาวเอ่ยเสียงเข้ม

"เรื่องอะไร" เขาหันมาถาม

"อ้าว ก็เรื่องที่จะจ่ายให้ฉันสองเท่าไง... สองแรงบวกค่าโอทีอีกสามชั่วโมงด้วย ห้ามลืม!"

ลินินเอ่ย ทศวรรษทำท่าค้อน

"คนอะไรงกเป็นบ้า!"

คนแกล้งเจ็บหลังเพราะอยากเห็นหน้าคนหน้าใสทำเสียงบ่น จากนั้นก็ถอดเสื้อออก ค่อยๆ เอนตัวนอนคว่ำไปกับโซฟา หลับตาลง พร้อมรับบริการนวดครีมกล้ามเนื้อหลังอย่างเต็มที่...

ความคิดเห็น