ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

คนแต่งอยากคุย

ชื่อตอน : คนแต่งอยากคุย

คำค้น : ซอฟท์วาย,ไป๋หลง,หลงไป๋,ไป๋อวี่,จูอี้หลง,เผิงหลง

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 343

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ก.พ. 2563 16:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
คนแต่งอยากคุย
แบบอักษร

นิยายเรื่องนี้จบแล้วยัง.... 

   นิยายน่ะ จบแล้ว ....แต่เรื่องราวของจูอี้หลงกับไป๋อวี่ยังไม่จบ เหมือนกับความรักของทุกๆคน ที่ไม่ได้จบตรงพิธีแต่งงาน .... บางที... มันก็อาจจะยังไม่จบ แม้ในพิธีศพ.... ยังเวียนว่ายตายเกิดกันต่อไป... 

 

   ในนิยายเรื่องนี้ เราสร้างให้ไป๋อวี่เป็นคนชัดเจนในเรื่องของความรัก เพราะเรารู้สึกว่าไป๋อวี่มีประสบการณ์ทางด้านความรักมากกว่าจูอี้หลง เคยรักเคยเลิกตามครรลองของการเติบโต ในขณะที่เราเห็นว่าจูอี้หลงเป็นประเภทรักไม่ยุ่งมุ่งแต่งาน ประสบการณ์ทางด้านนี้เลยมีน้อยแบบแค่ puppy love หรือจนแทบจะเป็นศูนย์เมื่อเทียบกับไป๋อวี่ แล้วยังมีคนอีกคนหนึ่งที่เข้ามาในชีวิตของจูอี้หลง คนที่สนิทสนมรักใคร่พัวพันกันมานานก็เห็นจะมีแต่เผิงกวนอิง มันเลยมีอะไรอยู่ตรงนั้นอย่างหนึ่ง ที่ทำอย่างไรก็ตัดไม่ขาด... 

   ไป๋อวี่เลยกลายเป็นคนที่รู้ใจตัวเองดีที่สุด รู้ใจตัวเองก่อนใครว่านี่คือรัก แล้วก็รู้ว่ามันต่างจากความรักอื่นๆของตัวเอง ไป๋อวี่รู้สึกได้ว่านี่มันของจริง! ในขณะที่จูอี้หลงสับสน เพราะเคยแต่เรียนรู้ความรักผ่านบทบาทในละคร ตอนแรกก็คิดว่ามันคือความรู้สึกของเสิ่นเวยที่ยังไม่จางหายไป แต่พอเริ่มเล่นละครเรื่องอื่นๆความรู้สึกนี้กลับยังอยู่ไม่จางหายไปไหน แถมคนรอบข้างก็ยังรู้สึกได้อีก จูอี้หลงเลยเริ่มกลัวเพราะไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่ คิดแต่ว่าทำไมยังสลัดบทไม่หลุด เลยพยายามถอยหนีไป ยิ่งถอย ไป๋อวี่ที่รู้ใจตัวเองดีก็ยิ่งตาม ยิ่งตามคนที่ถูกตามก็ยิ่งกลัว ... มารู้ใจตัวเองว่ารักนะ เป็นห่วงนะ ก็ในตอนที่ตัวเองถูกทำร้าย... เพราะในตอนนั้นแทนที่จะนึกถึงตัวเองแต่กลับไปนึกถึงไป๋อวี่ ...กลับไปห่วงใยไป๋อวี่แทนที่จะห่วงใยตนเองหรือคนในครอบครัว... 

   พอจูอี้หลงเริ่มรู้ใจตัวเอง ยอมรับกับตัวเองว่ารักนะ ก็เริ่มทุรนทุราย เพราะไป๋อวี่เป็นผู้ชายไม่ใช่ผู้หญิง ตัวจูอี้หลง แค่รักผู้หญิงอย่างจริงจังก็ยังไม่เคยรัก แต่ตอนนี้กลับมีความรู้สึกอย่างนี้ให้กับผู้ชายคนหนึ่ง ...มันทั้งช็อคทั้งทุรนทุราย  

   ที่โรงพยาบาลไป๋อวี่รุกหนัก เปิดเผยหัวใจตนเองผ่านการต่อว่าอย่างร้าวราน จูอี้หลงถึงกับน้ำตาร่วงเพราะไม่สามารถกางกั้นความรู้สึกทั้งหมดที่มีต่อไป๋อวี่ไว้ได้อีกต่อไปแล้ว เขาร้องไห้ เขาเอ่ยปากยอมรับว่ารักมากแค่ไหน ...แต่เสียดายที่ตอนนั้นไป๋อวี่ไม่ได้ยิน แล้วยังมีปฏิกริยาของมาดามจู ของเสียวหวู่ แล้วยังเรื่องผู้บงการนั่นอีก.... มันทำให้จูอี้หลงยิ่งกลัว ยิ่งรู้สึกว่าความรู้สึกของเขามันเป็นสิ่งต้องห้าม.... เขารัก...ไม่ได้ 

  จูอี้หลงใกล้ชิดและมีความรู้สึกดีๆให้กับแค่เผิงกวนอิงกับไป๋อวี่ ทำให้เขาหวาดกลัวในความรู้สึกทางเพศของตัวเอง ถึงกับถามเผิงกวนอิงว่า ...เผิงกวนอิงคิดว่าตัวเขา (จูอี้หลง) เป็นเกย์หรือเปล่า ... มันเป็นความรู้สึกที่น่าตกใจนะ สำหรับคนจีนแผ่นดินใหญ่ ในจีนการเป็นเกย์มันเคยผิดกฎหมาย* มันเคยถูกกฎหมายตราว่าเป็นอาการป่วยทางจิต** คนส่วนใหญ่ยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้ ครอบครัวของจูอี้หลงก็แสดงให้เห็นมาตลอดว่ารับไม่ได้ (ยกเว้นคุณพ่อที่ไม่แสดงออกอะไร จนดูเหมือนไม่ใส่ใจในลูกชายคนนี้ แต่จูอี้หลงกลับรู้สึกว่ามันคือความไว้วางใจแบบเต็มร้อยที่พ่อมีให้ตนเอง เลยยิ่งกดดันเข้าไปใหญ่) 

   จูอี้หลงตัดสินใจว่าจะทิ้งความรู้สึกต้องห้ามนี้ไว้เบื้องหลัง ยิ่งได้เจอพ่อของไป๋อวี่ที่ไม่อยากให้คนทั้งสองติดต่อเกี่ยวข้องกัน ก็ยิ่งมั่นใจในการตัดสินใจของตัวเอง จนไม่ลังเลเลยที่จะรับปากว่าจะไม่ข้องแวะกับไป๋อวี่อีก ...แต่คนที่ชัดเจนในความรู้สึกของตนเองคนนั้นกลับตามมาถึงซิดนีย์! 

   อันตราย! ......ตอนนั้น จูอี้หลงยอมให้ไป๋อวี่เข้ามาในห้องเพียงเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข่าวอื้อฉาว! เกิดมีนักข่าวเห็นไป๋อวี่เข้า เรื่องคงจะร้ายแรงกว่าที่คิด 

   ไป๋อวี่ที่ทั้งรักทั้งปรารถนาจนขาดวิจารณญาณถึงขั้นบินตามมาแบบยอมเสี่ยงทั้งชีวิตและหน้าที่การงาน ตอนนี้ก็สะกดกั้นอารมณ์ตนเองเอาไว้ไม่ได้ รุกเร้าจูอี้หลงจนอีกฝ่ายยอมโอนอ่อนผ่อนตาม การรุกเข้าหาแบบ sexually ปลุกเร้าให้จูอี้หลงตื่นตัวและยอมทำตามความปราถนาของตัวเอง 

   ความสัมพันธ์ครั้งแรกนี้ สำหรับไป๋อวี่มันคือความรักที่ท่วมท้นอัดแน่นจนต้องปลดปล่อยผ่อนคลายก่อนที่มันจะระเบิดจนเป็นอันตรายกับเขาทั้งสองคน แค่ที่เขาบินตามจูอี้หลงมานี่ก็ชี้ให้เห็นแล้วว่าเขากดดันปิดกั้นความรู้สึกที่เขามีต่อนักแสดงรุ่นพี่คนนี้ไว้ไม่ไหวแล้ว แต่สำหรับจูอี้หลงเขากลับมองเห็นมันเป็นความใคร่ความปรารถนาทางกายที่ทำให้ไป๋อวี่ขาดสติตามเขามาถึงซิดนีย์ แม้เมื่อเขายินยอมให้ไป๋อวี่ปลุกเร้าและรุกล้ำเขาก็มองเห็นมันเป็นแค่ความปรารถนาทางกายของเขาทั้งสองคน ... ผู้ชายก็ต้องรักผู้หญิงสิ... ธรรมชาติมันเป็นอย่างนั้นนี่นา คนคร่ำครึอย่างจูอี้หลงจะคิดได้ประมาณนี้... เขาอาจจะหลอกตัวเองหรืออาจจะมองเห็นจริงๆว่าความรู้สึกของตนเองและของไป๋อวี่ในตอนนั้นเป็นเพียงความต้องการทางร่างกาย ที่เมื่อได้ตอบสนองมันแล้ว มันก็จะค่อยๆผ่อนคลายและเบาบางลง 

  แต่เอาเข้าจริงๆแล้วมันกลับไม่เป็นอย่างนั้น... ไป๋อวี่รัก รักมากด้วย จากรักกลายเป็นโกรธแค้นเมื่อเห็นว่าคนที่ตัวเองรักเหมือนจะไม่รักตัวเองตอบ ความสัมพันธ์ที่มี ทำท่าจะเป็นแค่ one night stand (ที่จริง two nights นะ 555) ไป๋อวี่คิดว่าจูอี้หลงพร้อมที่จะเดินหนีไปจากเขาได้ทุกเมื่อ ยิ่งรู้สึกได้ถึงความมีอยู่ของเผิงกวนอิง ไป๋อวี่ก็ยิ่งรู้สึกไม่มั่นคง... ความรู้สึกไม่มั่นคงก่อให้เกิดความรู้สึกหวงแหน... 

   ความรู้สึกของไป๋อวี่ที่ว่า หลงเกอเป็นคนของผม ความรู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของนี้มันทำให้ไป๋อวี่ทำผิดซ้ำซาก ทั้งทำร้ายร่างกาย ทำร้ายจิตใจ.... การแสดงความรุนแรงเหล่านี้ทำให้จูอี้หลงมองเห็นว่าไป๋อวี่เป็นคนที่ไม่ stable ... การแสดงความรักและความต้องการทางกายยิ่งทำให้เขามองเห็นความรู้สึกของไป๋อวี่เป็นเพียงเรื่องฉาบฉวย ตอกย้ำความคิดที่มีแต่แรกว่า มันคือความต้องการทางกายกระมัง เมื่อเกิดขึ้นแล้วได้รับการสนองตอบ ในที่สุดความต้องการนั้นก็จะค่อยๆจางหายไป ....  

   จูอี้หลงเลยคิดว่าความรู้สึกของเขาที่มีต่อไป๋อวี่เอง ก็คงจะเป็นเช่นนั้น เมื่อเขาตัดสินใจยอมรับความรู้สึกของตนเองมันก็คือการยอมรับว่าตนเองมีความรู้สึกรักที่มีความต้องการทางกายเป็นบรรทัดฐาน (ไม่ใช่ความรักแบบยั่งยืนหรอก รักแบบนั้นมันต้องมีให้ผู้หญิงสิ ธรรมชาติสร้างมาแบบนั้นนี่นา ...จูอี้หลงคงคิดประมาณนี้)  

   เมื่อยอมรับในความรักแบบนี้ได้แล้ว จูอี้หลงจึงไม่ปฏิเสธความต้องการของตัวเองอีกต่อไป อยากทำตัวเป็นกระต่ายก็ทำ อยากทำตัวเป็นจิ้งจอกก็ทำ เพราะไม่รู้ว่าความรักนี้มันจะคงอยู่ได้จนถึงเมื่อไหร่ ในขณะที่มันยังอยู่ก็ขอโอบกอดมันไว้ประดุจว่ามันคือสิ่งล้ำค่าที่สุด หากการแต่งงานคือการจะช่วยประคับประคองความรักนี้ให้คงอยู่ได้ จูอี้หลงก็พร้อมที่จะแต่ง มันคงเพราะเขาคิดว่ามันไม่ยั่งยืนเขาถึงได้พยายามให้เวลาและความสำคัญกับมันให้มากที่สุด ในชั่วขณะที่มันยังคงอยู่ ... แต่เขาไม่สำเหนียกเลยว่าการให้ความสำคัญกับมันมากถึงขนาดนี้.... มันจะเป็นเพียงแค่ความรักที่สร้างขึ้นจากความปรารถนาทางกายไปได้อย่างไร......! 

   สำหรับความสัมพันธ์ของเขากับเผิงกวนอิง จูอี้หลงเห็นมันเป็นความรักแบบ platonic ที่ไม่มีความต้องการทางกายเป็นบรรทัดฐาน แต่มีความเป็นเพื่อนมีความเข้าใจมีความเสียสละให้ได้แม้แต่ชีวิตเป็นบรรทัดฐาน จูอี้หลงเห็นความสัมพันธ์ของเขากับเผิงกวนอิงมั่นคงกว่าความสัมพันธ์ของเขากับไป๋อวี่ เขามองเห็นความสัมพันธ์ของเขากับเผิงกวนอิงเป็นความสัมพันธ์ในระดับวิญญานที่จะคงอยู่ตลอดไปตราบที่โลกยังไม่สูญสลาย ...ในขณะที่เขามองเห็นความสัมพันธ์ของเขากับไป๋อวี่เป็นความรักความสัมพันธ์ที่มาพร้อมกับความรู้สึกและความปราถนาทางกายที่อาจจืดจางได้เมื่อเวลาผ่านไป ... 

   แต่ไป๋อวี่คิดไม่เหมือนกัน ไป๋อวี่เชื่อว่านี้คือความรักที่เขารอมาทั้งชีวิต จูอี้หลงคือคนที่ใช่ ครอบครัวของไป๋อวี่ยังรู้สึกได้ว่าไป๋อวี่จริงจังกับจูอี้หลง 

   ถ้าเรามามองโลกแห่งความเป็นจริง คู่แต่งงานหลายๆคู่ในปัจจุบันนี้ ก็เป็นอย่างที่จูอี้หลงคิด ความรักล้นเหลือเมื่อแรกคบหากัน ต่อมากลับค่อยๆจืดจางไปจนถึงขั้นหย่าร้างเลิกรากันในที่สุด เวลาของความรักมีมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป 

   ... สายรุ้งที่เกิดขึ้นหลังฝนตก จะคงอยู่ได้ตราบเมื่อในท้องฟ้ายังมีละอองฝนหลงเหลือ หากละอองฝนนั้นเหือดหายไป สายรุ้งย่อมสลายหายไปจากท้องฟ้า... จูอี้หลงคิดว่าความรักของเขากับไป๋อวี่ ก็คงจะเป็นอย่างนั้นกระมัง.... 

.... 

.... 

   ไป๋อวี่คงต้องพิสูจน์แล้ว .... ว่า จะห้าปี สิบปี สิบห้าปี.... นานแค่ไหน หรือว่า ...ตลอดไป ที่ความรักของเขาจะคงอยู่  .... เขาจะสามารถทนรักอยู่ได้จนถึงตอนที่จูอี้หลงมองเห็นหัวใจของเขาจริงๆหรือเปล่า .... แล้วอีกเมื่อไหร่ที่จูอี้หลงจะรักเขาเหมือนอย่างที่เขารัก ... หรือบางที จูอี้หลงอาจจะรักไป๋อวี่แบบนั้นแล้ว... แต่จูอี้หลงเองกลับไม่รู้ตัว? 

   .... เฮ้อ จูอี้หลง ผู้เชื่องช้า.... มันน่าจะเป็นอย่างหลังนี่แหละนะ... เราว่า 

 

               ยังว้าวุ่น ครุ่นคิด ใจสับสน 

               ว่าตัวตน เป็นใคร คนไหนหรือ 

               ความรู้สึก เปี่ยมรัก เหล่านี้คือ 

ของฉันฤา ของเขา* ไม่เข้าใจ (*เสิ่นเวย) 

               สลัดบท ทิ้งไป ไม่ครุ่นคิด 

               ใยดวงจิต ยังคง เฝ้าหลงใหล 

               ไม่อาจตัด ผู้นั้น ออกจากใจ 

               เพราะเหตุใด ยังรัก เธอปักทรวง                                                        

  ...จูอี้หลง! นี่คือสิ่งที่อยู่ในใจนายตลอดเวลาที่ผ่านมานี้หรือเปล่า หากว่าใช่... นายก็รักไป๋อวี่จากใจนายจริงๆแล้วล่ะ... บางทีฟางเส้นที่ทำให้นายรู้สึกหนักอึ้งจนยากจะทนได้อีกต่อไป จนนายคิดอยากจะนอนหลับไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย อาจจะเป็นความคิดที่นายกลบฝังไว้ในใจ จนนายไม่รู้ตัวเลยว่ามันมีอยู่ ...ความคิดที่ว่า ... คนที่นายรักเขาจากหัวใจ เขากลับปรารถนาเพียงแค่ความสัมพันธ์ทางผิวกาย ...นายเลยทนไม่ได้จนอยากจะทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง...  

   แล้วดูสิ แม้เมื่อเขามาพร้อมกับความรุนแรงนายก็ยังยอมถูกทำร้าย .....เพราะขอเพียงแค่เขาอยู่... ถึงเจ็บเจียนตายนายก็ทนได้.... 

..... 

..... 

   ที่เผิงกวนอิงจากไป ลึกลึกแล้วคงไม่ใช่เพราะคำหลอกลวงของนาย แต่เป็นเพราะเขารู้ต่างหาก... ว่านายรักไป๋อวี่มากขนาดไหน.... 

เฮ้อ.... นายมังกรพันธุ์สล็อธ นายคงเป็นคนสุดท้ายสินะ ..... ที่รู้ 

 

 

หมายเหตุ   * ก่อนปีค.ศ.1997 พฤติกรรมรักร่วมเพศถือเป็นพฤติกรรมที่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาของ 

                 สาธารณรัฐประชาชนจีน

               ** ตามมาตรฐานการแบ่งประเภทและการวินิจฉัยอาการจิตเภทของสาธารณรัฐประชาชนจีน พฤติกรรมรักร่วมเพศ

                  ถือเป็นหนึ่งในอาการจิตเภท จนกระทั่งปีค.ศ.2001 การวินิจฉัยนี้ถึงได้ถูกเพิกถอนไป

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว