facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

แม้อุปสรรคที่พานพบจะเป็นโชคชะตาขีดลิขิตไว้ ทว่าหากมีองค์ชายอย่างเขาคอยเคียงข้าง นางก็หวังเพียงว่าจะฝ่าฟันมันไปได้...

ตอนที่ 6 แต่งงาน

ชื่อตอน : ตอนที่ 6 แต่งงาน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.1k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ก.พ. 2563 10:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 6 แต่งงาน
แบบอักษร

 

“กระหม่อมไม่เห็นด้วย” นอกท้องพระโรงมีเสียงดังขึ้นอีก ทำให้ทุกคนในนั้นส่งเสียงซุบซิบขึ้นมาทันที 

ลู่ซิงหัวเดินเข้าท้องพระโรงมาหยุดอยู่ข้างเหออันโหรว แล้วถวายบังคมฮ่องเต้ “กระหม่อมถวายบังคมฝ่าบาท” เขามองเหออันโหรวแวบหนึ่งแล้วหันไปมองฮ่องเต้พลางทูลว่า “กระหม่อมเห็นว่าเหออันโหรวไม่เหมาะที่จะเข้าสำนักศึกษาจิ่วโจว”  

ทันทีที่พูดจบ ลู่อิ๋งซึ่งอยู่ข้างๆ ก็หัวเราะออกมาอย่างอดไม่อยู่ “ใช่เพคะ หม่อมฉันกับท่านพี่ต่างหากควรได้เข้าสำนักศึกษาจิ่วโจว” 

“กระหม่อมจะพาเหออันโหรวออกไปฝึกพลังและค้นหาคนในครอบครัวของนาง” ลู่ซิงหัวขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่คิดใส่ใจลู่อิ๋ง “เหออันโหรวสามารถฝึกพลังได้” 

ฝึกพลังได้หรือ ทุกคนอดไม่ได้ที่จะเบิ่งตากว้าง มีเสียงถอนหายใจดังทั่วท้องพระโรง กระทั่งฮ่องเต้ยังทรงอดเหยียดพระวรกายขึ้นมาไม่ได้ สายพระเนตรจ้องมองเหออันโหรว “เจ้าฝึกพลังได้แล้วหรือ ใครช่วยเจ้า เจ้าฝึกพลังไม่ได้มานานแล้วไม่ใช่หรือ” 

เหออันโหรวก้มศีรษะทูลตอบ “ทูลฝ่าพระบาท หม่อมฉัน...” ยังไม่ทันพูดต่อ ลู่ซิงหัวซึ่งอยู่ข้างๆ ก็ก้าวขึ้นไปข้างหน้าประสานมือคารวะแล้วทูลตอบ “เสด็จพ่อ ลูกรู้ว่าในตัวนางมีพิษร้ายจึงให้นางกินยาแก้พิษที่เสด็จพ่อประทานให้ลูก นึกไม่ถึงว่าจะหายทันทีเหมือนปาฏิหาริย์ ความจริงแล้วแม่นางเหอควรขอบพระทัยเสด็จพ่อที่ทรงช่วยชีวิต” พูดจบก็หันไปมองเหออันโหรวแวบหนึ่ง 

เหออันโหรวเข้าใจทันทีจากนั้นคุกเข่าลงกับพื้น “ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงช่วยชีวิตหม่อมฉัน” 

“เจ้า หยิบผลึกฟ้ามา” ทันใดนั้นฮ่องเต้ตรัสขึ้น  

ผลึกฟ้าใช้สำหรับวัดระดับพลังและพรฟ้าประทาน เหออันโหรวเงยหน้าขึ้นเห็นสีหน้าผู้คนรอบๆ มองด้วยความสนใจ  

นางก้มศีรษะลงนิ้วมือกำแน่นในใจเริ่มตึงเครียด นางเติบโตท่ามกลางเสียงเย้ยหยันมาตลอด จึงนึกถึงเรื่องที่จะเกิดขึ้น ผู้คนคงจะหัวเราะเยาะเหมือนเดิม 

ขันทีรีบนำผลึกฟ้าวางบนถาดยื่นให้เหออันโหรว 

เหออันโหรวก้มหน้ามองผลึกฟ้าเปล่งแสงสีม่วงจางๆ พลางเม้มปาก 

“เอาละ เหออันโหรว ให้ข้าดูหน่อยว่าเจ้าร้ายกาจแค่ไหน” ลู่อิ๋งยิ้มหยันเดินเข้ามาหา มองเหออันโหรวซึ่งครุ่นคิดอยู่ แล้วยื่นมือไปหยิบผลึกฟ้า ชั่วพริบตาผลึกฟ้าก็เปล่งแสงจ้าจนเหออันโหรวอดอุทานด้วยความตกใจไม่ได้ เหออันโหรวเบิ่งตากว้างดูผลึกฟ้าในมือลู่อิ๋ง นางบรรลุถึงระดับอัศวฟ้าขั้นสูงแล้ว พลังแข็งแกร่งมาก 

พอได้ยินเสียงชมจากคนรอบข้าง มุมปากของลู่อิ๋งก็เผยรอยยิ้มอย่างลำพอง มือเรียวงามถือผลึกฟ้ายื่นให้เหออันโหรว 

เหออันโหรวก้มหน้ามองผลึกฟ้า นางคิ้วขมวดเล็กน้อยพลางมือกำหมัด ไม่ขยับและไม่พูดไม่จา 

“เป็นอย่างไร ตอนนี้ไม่กล้าแล้วหรือ เมื่อก่อนเคยเก่งนักไม่ใช่หรือ” ลู่อิ๋งยิ้มหยัน “ความสามารถไม่พอก็อย่ามาหมายปองพี่ซิงหัว ชายาของเสด็จพี่ซิงหัวควรแข็งแกร่งกว่านี้”  

เหออันโหรวรู้สึกรำคาญความพูดมากของลู่อิ๋งไฟในใจคุกรุ่น เงยหน้าขึ้นจ้องลู่อิ๋งพร้อมคว้าผลึกฟ้าแล้วส่งพลังเข้าไป 

ชั่วพริบตา ผลึกฟ้าในมือของเหออันโหรวก็เปล่งแสงจ้าจนลู่อิ๋งจำต้องยกมือขึ้นป้องโดยไม่รู้ตัว คนรอบข้างต่างร้องอุทาน จนกระทั่งเหออันโหรววางผลึกฟ้าลงบนถาดก็ยังไม่มีใครได้สติ 

“ไม่ทราบว่าฝ่าบาททรงเห็นว่าหม่อมฉันเป็นอย่างไร” เหออันโหรวเงยหน้าขึ้นมองฮ่องเต้ แต่ไม่มองลู่อิ๋งแม้แต่น้อย แต่ความเรียบเฉยของนางกลับทำให้ลู่อิ๋งโกรธจนหน้าแดง 

ลู่ซิงหัวซึ่งยืนอยู่ข้างๆ เอามือลูบจมูก ก้มหน้าลงราวกับภูมิใจ ประสานมือคารวะ “เสด็จพ่อ ทอดพระเนตรพลังของเหออันโหรว ทรงเห็นว่าเป็นพรฟ้าประทานใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”  

“ใช่นี่...นี่เป็นพรฟ้าประทานแน่นอน นางไม่ได้ฝึกพลังนานแล้ว นึกไม่ถึงว่าพอถอนพิษออก จากชาวฟ้าก็บรรลุถึงระดับอัศวฟ้าทีเดียว และพลังแข็งแกร่งมาก ดูก็รู้ว่าเป็นพรฟ้าประทาน!” ขุนนางใหญ่ซึ่งยืนอยู่ด้านข้างคนหนึ่งอดเอ่ยชมไม่ได้ 

“ใช้ได้ ใช้ได้ ไม่เสียทีที่เป็นลูกสาวแม่ทัพเหอ” ฮ่องเต้ทรงถอนพระทัยเบาๆ แล้วนั่งเอนหลังอีกครั้ง พร้อมตรัสว่า “ถ้าเช่นนั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่าคนที่ทำร้ายครอบครัวเจ้าและยังล่าสังหารเจ้า เป็นใครกันแน่ ทำไมต้องล่าสังหารเจ้า” 

เหออันโหรวขมวดคิ้ว แล้วจู่ๆ ก็นึกถึงคำพูดของลู่ซิงหัวที่บอกไว้ก่อนหน้านี้จึงก้มศีรษะลงครู่หนึ่งแล้วทูลตอบ “หม่อมฉันไม่ทราบ” 

ลู่ซิงหัวซึ่งอยู่ข้างๆ ทูลว่า “เสด็จพ่อ นางยังไม่หายจากการบาดเจ็บเกรงว่าคงยืนนานไม่ได้ และนางก็เสียใจจนไม่อยากพูดอะไรมากนัก วันนี้กระหม่อมขอพานางกลับไปก่อน” 

บัดนั้นพระเนตรของฮ่องเต้เบิ่งกว้าง “หรือว่าลูกกับนาง?” 

“พ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ ลูกกับนางอยู่ด้วยกัน” ลู่ซิงหัวแหงนหน้าขึ้น สายตาจ้องมองฮ่องเต้อย่างไม่กะพริบตา  

ที่ผ่านมาลู่ซิงหัวเป็นคนดื้อรั้นไม่เชื่อฟัง เรื่องนี้ผู้คนทั้งในวังและทั่วอาณาจักรต่างรู้ดี แต่นึกไม่ถึงว่าจะดื้อรั้นถึงขั้นนี้ เหลือเชื่อจริงๆ 

ฮ่องเต้เม้มพระโอษฐ์แน่นทรงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อยู่ครู่ใหญ่เพลิงพิโรธจึงสงบลง “เจ้าต้องเลือกผู้หญิงที่คู่ควรกับเจ้า เรื่องการแต่งงานเจ้าจัดการเองได้หรือ”  

อะไรกันแต่งงานหรือ เหออันโหรวเบิ่งตากว้างมองลู่ซิงหัวด้วยความตกใจ ความสัมพันธ์ในฐานะผู้มีบุญคุณ ทำไมจู่ๆ กลายเป็นคู่แต่งงานล่ะ 

“ลูกขอลาก่อน” ลู่ซิงหัวไม่รั้งรอ จับมือเหออันโหรว พานางหันหลังเดินออกไป 

ทุกคนในท้องพระโรงตะลึงงัน ฮ่องเต้บนบัลลังก์ทรงลูบคางครุ่นคิด 

พอพ้นจากท้องพระโรง เหออันโหรวก็สะบัดมือลู่ซิงหัวออก จากนั้นยืนขวางหน้าลู่ซิงหัว ขมวดคิ้วเล็กน้อย “ทำไมทูลฮ่องเต้ว่าเราอยู่ด้วยกัน ทำไมพูดแต่ว่าข้าถูกพิษแต่ไม่พูดว่าเป็นเพราะพญาหงส์...” 

ลู่ซิงหัวรีบยื่นมือไปอุดปากเหออันโหรวทันทีเขาขมวดคิ้วพูดขึ้น “ทำไมเจ้าประมาทอย่างนี้ เจ้าว่าสิ่งที่อยู่ในตัวเจ้าคืออะไร” พอหันไปมองรอบๆ ไม่เห็นคนอื่นจึงจับมือเหออันโหรวพานางทะยานออกไปจากวังหลวงอย่างรวดเร็ว 

ตลอดทาง ไม่ว่าเหออันโหรวถามอะไร ลู่ซิงหัวก็ทำสีหน้าเย็นชาไม่ตอบสักคำทำให้เหออันโหรวรู้สึกอึดอั พอมาถึงจวนองค์ชาย ลู่ซิงหัวจึงจับแขนเหออันโหรวไว้ดึงตัวนางเข้าไปในห้องแล้วปิดประตู 

“อันตรายจริงๆ” ลู่ซิงหัวถอนหายใจอย่างแรงพูดเสียงเย็นชา “เจ้าไม่รู้หรือว่าคนรอบข้างเป็นอย่างไร พูดเรื่อยเปื่อยได้อย่างไร” 

“ข้าพูดเรื่อยเปื่อยหรือ เจ้าต่างหากที่พูดเรื่อยเปื่อย!” เหออันโหรวโกรธจนหน้าแดง เงยหน้าขึ้นมองลู่ซิงหัว 

ลู่ซิงหัวหันไปมองนอกหน้าต่าง จู่ๆ ก็หลับตาลง ยกมือขึ้นวาดสัญลักษณ์กลางอากาศ ชั่วพริบตา เสียงของสาวใช้และคนรับใช้นอกห้องก็เงียบหายไป 

ในห้องถูกลู่ซิงหัวผนึกเขตแดนเอาไว้ 

ความคิดเห็น