ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่118 บทส่งท้าย

ชื่อตอน : บทที่118 บทส่งท้าย

คำค้น : ซอฟท์วาย,ไป๋หลง,หลงไป๋,ไป๋อวี่,จูอี้หลง,เผิงหลง

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 366

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ม.ค. 2563 20:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่118 บทส่งท้าย
แบบอักษร

"เกออย่าโกรธเลยนะ" ไป๋อวี่โอบกอดจากทางเบื้องหลัง วางคางลงบนไหล่ของจูอี้หลง 

   "ครั้งนี้ครั้งสุดท้ายจริงๆ มันจำเป็นสำหรับผมนะ" เขาบอก น้ำเสียงแฝงแววออดอ้อนจางๆ 

 

พวกเขาจะไปเมืองไทยกัน ...จะแยกกันเดินทาง ทำทีว่าต่างคนต่างไป จูอี้หลงจะไปทำงาน ในขณะที่ไป๋อวี่จะไปพักผ่อนในช่วงที่พักจากงานถ่ายทำและงานโฆษณา 

   "เกอไม่ได้โกรธ" จูอี้หลงแกะมือของไป๋อวี่ที่โอบเอวของเขาไว้ออก 

   "แต่เกอเกรงใจคุณหลิวเหมิงเหมิง" สายตาหลุบลงพร้อมเมินหน้าหนี ใครๆที่เคยเห็นท่าทางนี้ของเขา ก็จะรู้ว่าเขาเริ่มไม่พอใจแล้ว 

   "เหมิงเหมิงไม่ใช่คนใจแคบ" ไป๋อวี่รีบอธิบาย 

   "งั้นคงเป็นเกอที่ใจแคบ" จูอี้หลงก้มหน้า เบี่ยงตัวออกจากอ้อมกอด 

   "ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น" ไป๋อวี่ทอดถอนใจ ภายนอก คนใกล้ชิดต่างก็คิดว่าเขาเป็นคนขี้น้อยใจ จูอี้หลงต้องคอยตามง้อเขาตามใส่ใจเขา คงไม่มีใครรู้ว่าเมื่ออยู่ตามลำพัง หลงเกอของเขาจะขี้น้อยใจเป็นที่สุด บางครั้งทำตัวเหมือนเด็กน้อยให้เขาต้องคอยเอาใจ ......ถึงจะทำตัวเป็นหมาป่าเมื่ออยู่บนเตียงในบางครั้งก็เถิด.... 

 

   "แม่เกอว่าจะไปไทเปกับแม่ของกวนอิง" จู่ๆจูอี้หลงก็เปลี่ยนประเด็น 

   "ผมนี่แหละที่ใจแคบ" ไป๋อวี่เสียงแข็งขึ้นมาทันทีทันใด เขายังไม่หลุดประเด็น เลยนึกรู้ว่าจูอี้หลงกำลังเล่นแง่กับเขา 

   "เกอว่าจะไปเป็นเพื่อนแม่..." จูอี้หลงเหมือนไม่ใส่ใจที่ไป๋อวี่พูด 

   "ผมใจแคบ เกอได้ยินไหม" ไป๋อวี่เสียงดังขึ้นกว่าเดิม 

   "ถ้าเกอไม่ไป แม่จะต้องบินกลับปักกิ่งคนเดียว..." เขาวาดนิ้วเล่นบนเค้าเตอร์เหมือนเด็ก 

   "ใจแคบ แล้วยังขี้น้อยใจด้วย" ไป๋อวี่ตบมือลงบนเค้าเตอร์เปรี้ยงเล็กๆ 

   "กวนอิงเองก็จะเลยไปส่งแม่เขาที่เวียดนามไง แม่เกอจะต้องกลับปักกิ่งคนเดียว...." จูอี้หลงหยุดวาดนิ้ว เสียงแผ่วลงตอนท้ายๆ เหมือนเขาจะรอให้ไป๋อวี่มีปฏิกิริยาโต้ตอบกลับมาอีก... 

   "ก็ได้ ก็ได้ เดี๋ยวจะโทรไปบอกเหมิงเหมิงว่าไม่ต้องไปแล้ว กรุงเทพฯ" ไป๋อวี่สรุปอย่างอ่อนอกอ่อนใจ ใครจะใจแข็งกับจูอี้หลงได้ 

 

   "นี่ นี่ นี่ เกอพูดจริงๆนะ นึกว่าเกองอนอยู่หรือไง" จูอี้หลงหันมามองหน้าไป๋อวี่ ทำเสียงเหมือนดุ 

   "งั้นผมพาเหมิงเหมิงไปกรุงเทพด้วย" ไป๋อวี่ยกมือขึ้นเท้าสะเอว 

   "ก็ไปสิ ใครห้ามนายเล่า" จูอี้หลงหลบตาวูบ หมุนตัวหันหลังให้แล้วเดินหนีไปหลังเค้าเตอร์ 

   "ผมต้องพาเหมิงเหมิงไปช้อปปิ้งด้วย" ไป๋อวี่เดินตาม 

   "ขอแค่มีคนเห็น มีคนถ่ายรูปสักแชะสองแชะก็พอแล้ว" เขาอธิบาย เขาแค่ขอหลิวเหมิงเหมิงมาเป็นตัวล่อพวกปาปารัสซี่กับแฟนคลับทั้งหลาย ตั้งแต่พิธียกน้ำชา เขาน่าจะได้ไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์กับหลงเกอไม่ใช่หรือไง แต่จนบัดนี้พวกเขาก็ยังหาโอกาสดีๆไม่ได้ มีแต่ทริปที่จูอี้หลงจะไปทำงานที่เมืองไทยนี่แหละที่เขาเองก็ว่างอยู่ เลยตั้งใจจะตามไปด้วย 

 

"เกอต้องถ่ายโฆษณา คงไม่ค่อยมีเวลาให้นายเท่าไหร่ ... มีคนอยู่เป็นเพื่อนนายก็ดีแล้ว" จูอี้หลงพูดเรียบๆ เอื้อมมือไปเปิดตู้เย็น หยิบขวดน้ำดื่มออกมา 

   "ฮันนิมูนนะ ฮันนิมูน เกอเข้าใจไหม" 

   "อือ ก็นายยืนยันจะพาคุณเหมิงเหมิงไปด้วยเองนี่นา" พูดจบก็ยกขวดน้ำขึ้นดื่มอักๆ ไม่สนใจแก้วที่ไป๋อวี่หยิบจากเค้าเตอร์ยื่นให้ 

   "อ้าว ก็ไหนว่าไม่งอน..." 

   "เชอะ..." 

 

   ไป๋วี่ถอนใจดังเฮือก ถึงเขาจะรู้ดีว่าระหว่างจูอี้หลงกับเผิงกวนอิงนั้น ไม่มีอะไรมากเกินไปกว่าการเป็นเพื่อนรู้ใจ แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็อดรู้สึกเสียดแปลบในทรวงอกทุกครั้งที่จูอี้หลงเอ่ยถึงเผิงกวนอิงไม่ได้ 

   วันนั้น... วันที่เผิงกวนอิงบินไปไต้หวัน ทั้งเขาและจูอี้หลงก็ตามไปส่ง สำหรับเขาแล้ว การพาจูอี้หลงไปส่งเผิงกวนอิงถึงสนามบินในวันนั้นมันเป็นเหมือนการยกภูเขาน้ำแข็งยอดแหลมที่ทิ่มแทงอยู่ในใจของเขาออกไป ความเข้าใจที่จู่ๆก็ระเบิดขึ้นในใจ ทำให้เขาผ่อนคลายอย่างที่สุด เผิงกวนอิงก็ดูจะไม่ต่างจากไป๋อวี่เลย เขาคงจะเข้าใจทุกอย่างแจ่มแจ้งดีแล้วจึงยอมมาพบที่ชั้นจอดรถวีไอพี เพื่อนสองคนพูดคุยกันอย่างแผ่วเบา ก่อนจะลาจากกันอย่างสงบและเงียบงัน ไม่มีการโอบกอดหรือสัมผัสเนื้อตัวให้ไป๋อวี่ต้องหวาดระแวง 

   ไป๋อวี่กลัวที่จะได้เห็นน้ำตาของจูอี้หลง แต่เขาก็คาดผิด ...ไม่มีน้ำตา มีแต่รอยยิ้มบางๆ .... เกอนึกว่ากวนอิงโกรธ... จูอี้หลงอธิบาย รอยยิ้มน้อยๆบอกให้ไป๋อวี่รู้ว่า เผิงกวนอิงไม่ได้โกรธ แล้วตอนนี้จูอี้หลงก็สบายใจแล้วที่การตัดสินใจของเขาไม่ได้ทำให้เพื่อนรักคนนี้โกรธ 

   ไป๋อวี่รั้งตัวจูอี้หลงเข้ามากอด ไม่สนใจหลินชิงหูกับจูไฉ่หงที่นั่งอยู่ตอนหน้าของรถ เผิงกวนอิงจะโกรธได้อย่างไร รอบหัวของเขาแทบจะมีแสงรัศมีของคนบรรลุธรรมฉายออกมาอยู่แล้ว ไป๋อวี่นึกขำกับความคิดของตัวเองจนหลุดหัวเราะเบาๆ จูอี้หลงผละออกมา ขมวดคิ้วถาม 

   "ขำอะไร" ไป๋อวี่ส่ายหัว อมยิ้มแล้วเอ่ยปากขอ 

   "ยกนาฬิกาพวกนั้นให้ผมนะ" เขายกข้อมือขวาขึ้นให้ดู 

   "เมื่อกี้ ผมยกนาฬิกาผมให้เผิงเกอไปแล้ว" จากอมยิ้มกลายเป็นทำหน้าออดอ้อน จูอี้หลงยกคิ้วสูง 

  "นาฬิกาพลาสติกเรือนหนาเป็นพื้นรองเท้านั่นน่ะเหรอ" 

   "พลาสติกที่ไหน นั่นเป็นเรือนที่ผมรักมากนะคร้าบ .... ซื้อเองเพราะรัก ไม่ใช่สปอนเซอร์ให้มาด้วย" 

   จูไฉ่หงยกถุงกระดาษสีดำยื่นมาให้จากทางด้านหน้าอย่างรู้งาน จูอี้หลงรีบรับมากอดไว้ 

   "แล้วเกอจะซื้อให้ใหม่" เขารีบบอก กอดถุงเอาไว้แน่น ไป๋อวี่ยิ้มเจื่อน 

   "ผมไม่ชอบนาฬิกาที่มีเสียงติ้กติ้ก" ถึงไป๋อวี่จะรู้สึกปวดหนึบในใจหน่อยๆแต่ก็ขำกับท่าทางเด็กหวงของของจูอี้หลงที่ดูน่ารักจนเขาหลุดเสียงหัวเราะออกมาจนได้ รอยยิ้มเจื่อนกลายเป็นรอยยิ้มที่แสนจะอ่อนโยน 

   "อืม รู้แล้ว" ..... จูอี้หลงรับคำ ยอมคลายมือจากถุงกระดาษด้วยอาการเก้อเขินปนละอายใจ 

.... 

.... 

 

   ตั้งแต่จูอี้หลงมีแฟนๆติดตามบนเว่ยปั๋วเป็นจำนวนมาก ทางสตูดิโอก็มักจะจองตั๋วเดินทางไว้ให้จูอี้หลงหลายใบเพื่อหลอกล่อพวกปาปารัสซี่กับพวกซื้อขายข้อมูลดารา มีบ่อยครั้งที่คนในทีมงานบินกันคนละเที่ยวบิน 

   การไปทำงานที่เมืองไทยคราวนี้ก็ไม่ต่างกัน ทีมงานส่วนใหญ่บินไปกรุงเทพฯก่อนแล้ว ส่วนจูอี้หลงกับผู้จัดการและสไตลิสต์มีตารางบินในตอนดึกของวันนี้ ซึ่งเมื่อสองวันก่อนหน้านี้จูอี้หลงก็เจาะจงเที่ยวบินกับสายการบินมา ตอนนั้นจูไฉ่หงก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะการสับเปลี่ยนเที่ยวบินเป็นเรื่องที่เธอต้องทำอยู่บ่อยครั้งอยู่แล้วในระยะหลังๆนี้ .... 

   แต่พอมาเจอไป๋อวี่เข้าที่สนามบิน หลินชิงหูกับจูไฉ่หงก็แทบก้าวขาไม่ออก สบตากระซิบกระซาบถามไถ่กัน 

   "ไหงเปลี่ยนมาเป็นเที่ยวบินนี้" หลินชิงหูถามรอดไรฟันมา 

   "ก็ฉันไม่รู้นี่ว่าพวกเขาก็บินตอนนี้.... จูเหล่าซือบอกจะไปเที่ยวบินนี้...." เสียงเธอขาดหายไปในลำคอเมื่อเธอนึกรู้ว่าจูอี้หลงตั้งใจให้เธอเปลี่ยนเที่ยวบินเพื่อที่จะได้มาเจอกับไป๋อวี่ .... นี่เขาบ้าไปแล้วหรือไง!... เธอร้องอยู่ในใจ ....มีคนจับตามองเขาอยู่ตั้งเท่าไหร่..... 

 

  "หลิวเหมิงเหมิงทำหน้าไม่ถูกแล้ว พี่สงสารเธอจัง" หลินชิงหูครางก่อนหันมาเบิ่งตาต่อว่า 

   "จูเหล่าซือของเธอนี่ร้ายกาจจริงๆ" เขากระซิบ แสร้งทำเป็นเข้ามาช่วยเธอดึงสายกระเป๋า 

   "ที่ร้ายกาจน่ะ จูเหล่าซือของไป๋อวี่โน่น" จูไฉ่หงพูดลอดฟันที่กัดไว้ในขณะที่ริมฝีปากคลี่ยิ้มบางส่งให้หลิวเหมิงเหมิง 

  "จูเหล่าซือของฉันยังเป็นเด็กไร้เดียงสา น่ารักอยู่" เธอก้มหน้าลง กระซิบต่อเสียงเบาหวิว ....หลงน้อยของฉัน เสียเด็กเพราะไป๋เหล่าซือนี่แหละ... เธอกระแทกลมออกทางจมูกดังฮึเบาๆ ... มีที่ไหน ตามมาแสดงความเป็นเจ้าของถึงสนามบินนี่ หลิวเหมิงเหมิงไม่ใช่จะไม่รู้นี่นา คนเขาตั้งใจจะมาช่วยตัวเองแท้ๆ .... แล้วดูนายจักรวาลนั่น ยิ้มจนปากยืดไปจรดหูแล้ว ชอบให้เขาหึงตัวเองล่ะสิ... มันน่าหยิกจริงๆ 

   "โอ้ย โอ้ย ..." หลินชิงหูร้องเบาๆ ส่งยิ้มกร่อยๆให้จูอี้หลงที่หันมามองเพียงแว่บก่อนที่เขาจะหันกลับไปทักทายไป๋อวี่กับหลิวเหมิงเหมิงต่อ 

   "หยิกฉันทำไม..." หลินชิงหูลูบหลังมือป้อยๆ ค้อนจูไฉ่หงไปหนึ่งวง 

... 

... 

... 

   "จ จ เจ็บนะ" 

   "นอนนิ่งๆ" จูอี้หลงทิ้งนำหนักตัวทั้งหมดลงบนต้นขาของไป๋อวี่ 

   "หนักอะ .... โอ้ย โอ้ย โอ้ย อย่ากัด" ไป๋อวี่ขยับตัวดิ้นพร้อมสะบัดหน้าหนีริมฝีปากของจูอี้หลงที่ในที่สุดก็ฝังเขี้ยวงับลงบนใบหูของเขา 

   "ถ้านายยังไม่เงียบ เกอจะกัดปากนายด้วย" 

   "ไม่เงียบ จะทำม ม อืมมมม" คำพูดสะดุดอยู่ภายใต้รอยจูบที่ทั้งดุนและดันด้วยลิ้น จนไป๋อวี่ต้องสงบคำดูดปากตอบเหมือนทารกที่กระหายนมแม่มานาน จูอี้หลงถูกคนที่อยู่ใต้ร่างดูดปากตอบจนแทบหายใจไม่ทัน เขาสลัดจนหลุดจากลิ้นและริมฝีปากที่เกาะเกี่ยวเหมือนปลิงตัวโต หอบหายใจหลายเฮือกใหญ่ก่อนจะตัดพ้อ 

   "ไหนนายบอกว่าจะนอนเฉยๆไง นายบอกจะนอนเฉยๆตั้งแต่ต้นจนจบ" 

   "เกอน่ากินออกอย่างนี้ ให้ผมนอนเฉยๆมันทรมานนะ" 

   "งั้นก็ไปนอนที่อื่น" 

   "ผมไปจริงๆนะ" 

   "นายอย่ามาท้านะ นึกว่าเกอแคร์เหรอ" 

   "ผมแค่ชอบเวลาเกอโกรธเพราะหึง ไม่เอาน่า... เกอก็รู้นี่นาว่าผมรักเกอแค่ไหน" 

   "แต่เกอไม่ชอบ กวน.." 

   "อย่าเอ่ยชื่อนั่นขึ้นมาอีกนะ ผมก็มีขีดจำกัดเหมือนกัน" 

   "แล้วเกอไม่มีเหรอ" 

   "...." 

   "แค่จะบอกว่าถ้านายกวนใจเกอมากๆ เกอก็จะไม่เล่นด้วยแล้ว" 

   "ผมจะไม่ติดต่อกับเหมิงเหมิงอีกแล้ว ผมสัญญา" 

   "แล้วสัญญาของวันนี้ล่ะ" 

   "โอเค ผมจะนอนนิ่งๆ รับรองจะไม่ให้เกอต้องใช้แรงจนเพลียเสียงานเสียการวันพรุ่งนี้เด็ดขาด" 

   "ดี" 

   "เปลี่ยนเป็นผมอยู่บนจะดีกว่าไหม" 

   "หุบปากไปเลย ไม่งั้นจะจัดหนักให้นายออกไปช้อปปิ้งวันพรุ่งนี้ไม่ได้เลย เอาไหม... หา?" 

..... 

..... 

..... 

..... 

 

   ไม่รู้ว่ามีใครคนไหนจัดหนักอะไรหรือเปล่า แต่การถ่ายทำโฆษณาของจูอี้หลงก็ยังไม่แล้วเสร็จ ยังจะต้องกลับมาถ่ายทำต่ออีกในบางส่วน 

   "คงไม่ใช่เพราะผมใช่ไหม" ไป๋อวี่ถาม ริมฝีปากประดับรอยยิ้มบางๆ ไม่มีท่าทีสำนึกผิดแม้แต่น้อย 

   "ถ่ายทำแบบนี้มันต้องมีถ่ายเพิ่มถ่ายซ่อมอยู่แล้ว ยังกับนายไม่รู้ เกอก็แค่ต้องกลับมาอีกรอบ" จูอี้หลงพูดพลางลากกระเป๋าไปไว้ใกล้ประตู 

   "ยังมีเวลาอีกตั้งเยอะ .... อีกสักรอบไหม" ไป๋อวี่ยักคิ้วถาม จูอี้หลงหันขวับมามองก่อนจะพุ่งตัวเข้ารวบเอวคนปากดีเบื้องหน้า สาวเท้าประชิดจนคนในวงแขนต้องถอยร่นไปหลายก้าว 

   ก่อนที่ไป๋อวี่จะเสียหลักหงายหลังลงบนเตียงจูอี้หลงก็หมุนตัวพร้อมรัดเขาไว้แน่น ร่างเพรียวแต่ล่ำสันที่ซ่อนไว้ภายใต้เสื้อยืดสีขาวหงายหลังลงบนเตียงพร้อมกับรั้งคนที่แบบบางกว่าล้มคว่ำตามลงมาด้วย 

   ไป๋อวี่ใช้มือข้างขวาท้าวยันที่นอนไว้ กันไม่ให้ตัวเขากระแทกทับลงบนจูอี้หลงที่ตอนนี้ส่งสายตาท้าทายพร้อมรอยยิ้มหยันจางๆมาให้ 

   "คราวนี้ผมไม่ยอมนอนเฉยๆแล้วนะ" ไป๋อวี่ส่งสายตาเจ้าเล่ห์โต้ตอบรอยยิ้มหยันของจูอี้หลง ....ยิ้มท้าทายอย่างนี้ เดี๋ยวต้องจัดหนักเอาให้ร้องขอชีวิตกันเลย.... ไป๋อวี่นึกพลางสอดมือข้างซ้ายเข้าใต้ชายเสื้อยืดของจูอี้หลงที่ค่อยๆพริ้มตาหลับ 

    ไป๋อวี่หายใจหนักขึ้น เพียงแค่นัยน์ตาที่พริ้มลง แผงขนตาหนาที่สั่นไหวน้อยๆด้วยอารมณ์ปรารถนาที่ถูกข่มกลั้นไว้... เพียงแค่นี้ก็แถบจะทำให้เขาคลั่งเจียนบ้าแล้ว... ไป๋อวี่ฉกริมฝีปากลงเหมือนงูตัวใหญ่พุ่งจับเหยื่อ ขบฟันลงกัดริมฝีปากทั้งบนและล่างของคนภายใต้ร่างหลายๆครั้งอย่างแผ่วเบา 

   "กิน.... ให้ผมกินเกอนะ... " ไป๋อวี่ระร่ำระลักถามพลางตอดริมฝีปากเม้มเอาริมฝีปากของจูอี้หลงไว้ 

   "ให้ผมกินเกอทั้งตัวเลยนะ" เขางึมงำ เสียงหอบกระเส่าสอดแทรกด้วยเสียงสูดดมเมื่อริมฝีปากและปลายจมูกทั้งงับตอดและสูดดมไปทั่วบริเวณลำคอและปลายคางที่แหงนขึ้นของจูอี้หลง.... 

..... 

..... 

 

   เรื่องของพวกเรามันเริ่มต้นขึ้นแล้ว .... มันจะจบลงอย่างไร... นั่นมันไม่สำคัญอีกแล้ว ....ที่สำคัญคือ ความรักได้เริ่มต้นแล้ว....... ขอเพียงแค่ตอนนี้ได้รักจนสุดหัวใจก็เพียงพอแล้ว .... 

 

   สองร่างโอบรัดกันแน่นเหมือนต่างอยากรวมร่างเป็นหนึ่งเดียว ...  ภายใต้ท้องฟ้าของแผ่นดินอันเป็นอิสระนี้.... 

   เราเป็นหนึ่งเดียว  ไม่มีคำว่าเมื่อวานนี้  ไม่มีคำว่าวันพรุ่งนี้ มีแค่... ตอนนี้...กับเรา..แค่สองคน 

  ใช่.... เรื่องของพวกเราสองคนมันได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว .... มันจะจบลงอย่างไร... นั่นมันไม่สำคัญอีกแล้ว ....ที่สำคัญคือ ความรักได้เริ่มต้นแล้ว.......  

   ขอเพียงแค่ตอนนี้ได้รักจนสุดหัวใจก็เพียงพอแล้ว .... 

..... 

..... 

มังกรงาม สีชาด วาดผ่านฟ้า 

ผงาดกล้า กรีดพุ่ง มุ่งสวรรค์ 

ตาจับจ้อง ดาราจักร อันอลังก์ 

ขาวขลัง มลังล่อ ล้อมังกร 

   เจ้าสุกใส ดารดาษ คาดแผ่นฟ้า 

   จักให้ข้า พุ่งผ่าน ดั่งแผลงศร 

   จักให้ข้า แหวกว่าย กายมกร 

   ค่อยค่อยช้อน เจ้าไว้ กลางใจฤา 

 

ข้าเปล่งแสง ประกายนี้ ก็เพื่อเจ้า 

ข้าหยอกเย้า เจ้าเช่นนี้ มิเห็นหรือ 

ว่าอยากคว้า มังกรน้อย สู่กำมือ 

จักได้ถือ เจ้าแนบไว้ กลางใจดาว 

   จักรวาล กว้างนี้ มีแต่เจ้า 

   ข้ายอมเนาว์ แนบเนื้อ มิให้หนาว 

   ยอมเปล่งแสง ส่องทาง สุกสกาว 

   ให้เหินหาว หาข้า... มาคู่เคียง 

  

มังกรน้อย ลอยคว้าง กลางอากาศ 

แสงโอภาส กระพริบพราว ราวส่งเสียง 

อำนวยพร คู่รัก อย่างพร้อมเพรียง 

ดารจักรเรียง เคียงข้าง ร่างมังกร..... 

 

มอบแด่... 

มังกรสีชาดที่มีเพียงหนึ่งเดียวตัวนั้น... 朱一龙  และ 

จักรวาลที่กระพริบพราวด้วยมวลดาวขาวสล้าง ... 白宇 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว