หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ถึง‘เล่ห์ร้าย’ในวงการมายาจะฉุดให้ชีวิตเธอถึงคราวตกอับ แต่ด้วย ‘เล่ห์รัก’ ของเขากลับมอบชีวิตใหม่ให้แก่เธอ

ตอนที่ 9 อุบัติเหตุ

ชื่อตอน : ตอนที่ 9 อุบัติเหตุ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ม.ค. 2563 15:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 9 อุบัติเหตุ
แบบอักษร

 

เนื่องจากเป็นการแสดงละครคลาสสิก บทบาทตัวละครทั้งหลายล้วนผ่านการสรรค์สร้างจากนักแสดงรุ่นอาวุโสมาก่อน ย่อมไม่อาจก้าวล่วงได้ ได้แต่ปรับให้ไม่เหมือนของเดิมที่ทำไว้ ดังนั้นหลินหว่านจึงไม่ได้คิดจะแย่งบทที่สำคัญอะไรนัก เธอคิดจะแสดงบทรองที่ไม่สำคัญที่สุดในสี่คนนี้ แต่ที่ไหนได้ พอได้พบหน้ากัน นักแสดงหญิงสองคนนั้นต่างก็เลือกบทไว้เรียบร้อยแล้ว 

“เสี่ยวหว่านคะ ดูสิพี่ท่องบทหญิงรองมา ส่วนอวิ๋นฉังก็อ่านบทหญิงสามมา เฉิงเฉิงเป็นนักแสดงชายคนเดียวก็ต้องเล่นเป็นพระเอกอยู่แล้ว ดังนั้นเธอก็...” 

อันซิงกับอี้อวิ๋นฉังคล้องแขนกันมองมาทางหลินหว่าน ด้วยท่าทีที่ว่า ‘พวกเราจะเอาอย่างนี้เธอจะทำอย่างไรได้’ แม้ว่าหลินหว่านจะไม่ชอบใจนักแต่ก็ไม่อยากจะทำตัวแบบพวกเขา จึงนั่งลงที่ด้านข้าง อ่านบทตัวละครหญิงหนึ่งโดยไม่พูดอะไรอีก 

บทละครในส่วนนี้ บทหญิงหนึ่งเป็นบทที่แสดงยากที่สุด เนื่องจากต้องแสดงระบำมีด แม้ว่าหลินหว่านจะมีทักษะเต้นรำขั้นพื้นฐาน แต่การจะให้ออกแบบท่าเต้นและแสดงการร่ายรำทั้งชุดภายในเวลาหนึ่งวันก็ถือว่ายากยิ่งทีเดียว 

ทั้งสี่คนมารวมตัวกัน การต่อบทเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงเวลาซ้อมบนเวที หลินหว่านคิดจะฝึกการร่ายรำชุดนั้นให้เสร็จ แต่ท่าทีของอันซิงและอี้อวิ๋นฉังเป็นไปในทางเดียวกัน 

“เสี่ยวหว่าน เธอเอาไว้ฝึกซ้อมทีหลังได้ไหม อีกเดี๋ยวฉันยังมีถ่ายโฆษณาอีกชิ้นนะ!” 

“โอย สายแล้วเนี่ย บริษัทเพิ่งจะติดต่อโฆษณาให้ฉันไว้ชิ้นหนึ่ง ฉันไปสายไม่ได้นะ!” 

หลินหว่านยิ้มเย็นพลางผงกศีรษะ “ได้สิ งั้นเดี๋ยวฉันฝึกซ้อมเอง ฝึกซ้อมอีกสองรอบให้คุ้นกันแล้วพวกเราก็เลิกได้เลย” 

เฉิงเฉิงที่ยืนอยู่ด้านข้างแทบจะทนดูไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร จนกระทั่งสองคนนั้นแยกตัวไปจึงเดินเข้ามาหาหลินหว่าน 

“ฉันซ้อมเป็นเพื่อนเธอแล้วกัน ฉันเคยเรียนเต้นรำมาหลายปี อาจจะพอช่วยได้บ้างมั้ง” 

“ไม่เป็นไรค่ะ” หลินหว่านมองดูลักยิ้มเขาแล้วอดยิ้มไม่ได้ “ฉันฝึกซ้อมเองสักพักก็ได้แล้ว” 

“ไม่ต้องเกรงใจแบบนี้ก็ได้ ตอนนี้ถ้าดูความสามารถกันจริงๆ แล้ว อีกหน่อยพวกเราน่าจะมีโอกาสทำงานร่วมกันไม่น้อยเลย คุ้นเคยกันไว้ก็ไม่เสียหายนะ” 

เฉิงเฉิงคลี่รอยยิ้มออก ลักยิ้มเจ้าเสน่ห์ดึงดูดหลินหว่านเอาไว้จนหักใจพูดปฏิเสธไม่ออก 

มีดปลายแหลมทำจากพลาสติกจัดวางบนพื้น หลินหว่านเลียนแบบท่าทางในหนังโดยฝึกซ้อมบนพื้นไปสองรอบ เฉิงเฉิงมองดูไปพลางคอยให้คำชี้แนะเธอไปพลาง หลินหว่านจึงพบว่าการที่เฉิงเฉิงสามารถโด่งดังขึ้นมาในเวลาอันรวดเร็วนั้นไม่ใช่แค่เพียงเพราะใบหน้านี้เท่านั้น 

ในยุคที่หนุ่มน้อยหน้าใสมีให้เห็นอยู่ทั่วไปเช่นนี้ ต่อให้เป็นลูกชายของราชาจอเงินก็ยังอยู่ได้อย่างลำบาก มีผลงานดีก็มีคนว่าพึ่งบารมีพ่อ ผลงานไม่ดีก็มีคนว่าเขาไม่สมกับที่มีพ่ออย่างนี้ 

คนที่ใส่ใจและเห็นถึงความพยายามของเธอจริงๆ มีน้อยยิ่งกว่าน้อย แต่เธอก็ได้แต่พยายามก้าวไปทีละก้าว จนกว่าจะได้รับการยอมรับจากทุกคนทั้งทางวาจาและทางใจ 

หลินหว่านฝึกซ้อมไปไม่รู้กี่รอบ จนกระทั่งสามารถหมุนตัวอยู่บนปลายมีดได้อย่างคล่องแคล่ว ใบหน้ามีเม็ดเหงื่อผุดพราย ฝ่าเท้าก็เริ่มเจ็บระบมขึ้นราวกับมีแมลงตัวเล็กๆ นับพันนับหมื่นกัดกินอยู่ ความรู้สึกนี้ยังทุกข์ทรมานยิ่งกว่าการสวมใส่รองเท้าส้นสูงเสียอีก 

“ขาเจ็บเหรอ” 

เฉิงเฉิงพูดพลางเดินเข้ามา ไม่พูดพร่ำทำเพลงตรงเข้าอุ้มร่างหลินหว่านวางบนเก้าอี้ แล้วช่วยนวดฝ่าเท้าให้เธอ 

“ดีขึ้นมากแล้วล่ะ ถ้ายังฝึกอีกพรุ่งนี้เธอจะยิ่งเจ็บแล้วจะกระทบถึงการแสดงนะ เดี๋ยวกลับไปต้องพักผ่อนดีๆ ล่ะ รู้ไหม” 

หลินหว่านหน้าแดง ไม่ทันฟังว่าเขาพูดอะไรบ้าง กว่าจะรู้ตัวอีกทีอวิ๋นซีก็ยืนอยู่ที่ประตูแล้ว เธอรีบกระโดดผลุงลงจากเก้าอี้ โบกมือลาเฉิงเฉิง 

เฉิงเฉิงยิ้มตอบรับอย่างเอ็นดู ท่าทางเขินอายของเด็กสาวคนนี้ ในวงการหาดูได้ยากเต็มทีแล้ว ท่าทีอย่างนี้ทำให้เขาอดคิดที่จะปกป้องไว้ไม่ได้ ปกป้องรักษาความมีน้ำใสใจจริงของเธอเอาไว้ 

“เสี่ยวหว่าน เมื่อกี้ประธานเซียวโทรเข้ามาถามเธอว่าสถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง เมื่อกี้นี้เธอ...” 

“เมื่อกี้ซ้อมเต้นจนเท้าเจ็บอยู่บ้าง” หลินหว่านแกะเปลือกส้มแล้วส่งเข้าปากอวิ๋นซี “แต่ว่าพี่อวิ๋นคะ ทุกครั้งที่ฉันพบเฉิงเฉิงจะต้องรู้สึกแบบสนิทสนมคุ้นเคยมากๆ เหมือนกับเป็นพี่ชายอย่างนั้นเลย!” 

อวิ๋นซีสีหน้าเปลี่ยนไปทันใด จากนั้นก็พูดเหมือนกลบเกลื่อนว่า “คงเป็นเพราะเขาเหมือนพี่ชายข้างบ้านแบบที่ใสๆ อ่อนโยน นุ่มนวลล่ะมั้ง เธออย่าเห็นว่าฉันอายุปาไปขนาดนี้แล้วเชียว ฉันเห็นเฉิงเฉิงแล้วยังรู้สึกเหมือนเป็นพี่ชายเลยล่ะ!” 

“งั้นเหรอ” หลินหว่านมองอวิ๋นซีอย่างสงสัย ส่วนอวิ๋นซีก็พยักหน้ารับด้วยท่าทางแน่วแน่ท่ามกลางสายตาเคลือบแคลงของหลินหว่าน เธอคงบอกหลินหว่านไปตรงๆ ไม่ได้หรอกว่าแม่ของเธอตอนมีชีวิตอยู่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับพ่อของเฉิงเฉิง 

แม้จะมั่นใจว่าเฉิงเฉิงกับหลินหว่านไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกันแน่ แต่เมื่อมีเรื่องราวความสัมพันธ์ของคนรุ่นก่อนเข้ามาเกี่ยวข้อง ตอนพบหน้ากันสองคนนั้นคงต้องอึดอัดใจน่าดู 

วันต่อมา หลินหว่านไปห้องฝึกซ้อมแต่เช้า เปลี่ยนชุดแล้วร่ายรำการแสดงระบำมีดสองรอบ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดพลาดแล้วก็ไปพักในห้องพักผ่อน 

การถ่ายทอดสดกำลังจะเริ่มต้นแล้ว แต่กลับไม่เห็นอี้อวิ๋นฉังปรากฏตัว หลินหว่านท่องบทครั้งแล้วครั้งเล่าอยู่ในใจ เงยหน้าขึ้นมองดูศิลปินคนอื่นบ้างเป็นครั้งคราว 

“อย่ามัวแต่ท่องบท คิดถึงท่ารำบ้างเถอะ” อันซิงเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าหลินหว่าน พูดอย่างคนที่เหนือกว่าว่า “อย่าให้เกิดข้อผิดพลาดมากระทบพวกเราได้ล่ะ หลังเธอเต้นแล้วฉันยังมีบทต้องพูดอีก!” 

หลินหว่านกวาดตามองผ่านเธอไปเรียบๆ ไม่ตอบกลับ เนื่องจากหลินหว่านรู้ว่าไม่ว่าเธอจะพูดอะไรก็เปล่าประโยชน์ บ้านตระกูลอันเห็นเธอเป็นเหมือนหนามยอกอก ถึงอย่างไรบ้านตระกูลอันก็ไม่ปล่อยเธอไว้อยู่แล้ว 

ในตอนนี้กลับมีคนสวมชุดสีน้ำเงินของพนักงานทำความสะอาดเข็นรถขยะเดินเข้าห้องเก็บอุปกรณ์การแสดงไปอย่างเร่งรีบ ไม่นานนักก็เข็นรถกลับออกมา และเข็นรถไปที่ประตูลิฟต์อย่างรวดเร็วแล้วหายตัวไป 

ต่อเมื่อพวกเธอมารอเข้าฉาก อี้อวิ๋นฉังเพิ่งจะเปลี่ยนเสื้อผ้าตามมา อันซิงเดินเข้าไปจับมือเธอ ทั้งสองส่งยิ้มให้อย่างเข้าใจกัน ไม่รู้ว่าวางแผนลับอะไรกันอีก 

เมื่อวานพวกเขาเตรียมตัวอย่างดีในตอนซ้อม แต่พอขึ้นเวทีทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปเป็นคนละเรื่อง 

ทุกครั้งที่มีบทส่วนของหลินหว่าน อันซิงและอี้อวิ๋นฉังจะพูดบทเกินหรือขาดไป เห็นได้ชัดว่าพวกเธอเตรียมการมาก่อนหน้านี้จึงไม่มีสะดุดหรือติดขัดเลย แต่หลินหว่านที่ต้องรับช่วงต่อกลับรู้สึกกินแรงมาก บางครั้งดูเหมือนเป็นการแย่งกันพูดหรือบางทีก็เหมือนลืมบท จนกรรมการยังอดขมวดคิ้วไม่ได้ รวมทั้งหลางอี้ที่อยู่หน้าจอทีวี 

“หรือว่าเด็กนี่แค่เต้นได้แต่แสดงไม่เป็น อย่างนั้นก็ไม่สมกับที่ผมตั้งความหวังเอาไว้สิ!” ตู้เซวี่ยนวางถ้วยชาลง การแสดงออกของหลินหว่านในวันนี้ทำให้รับได้ยากจริงๆ 

เซียวจิ่งสือนั่งอยู่ด้านล่างเวที คอยลุ้นไปกับหลินหว่านจนเหงื่อตก เขาถึงกับคิดว่า เรื่องของเขาในวันนั้นส่งผลต่อหลินหว่านหรือไม่ ทำให้หลินหว่านท่องบทได้ไม่ดีหรือเปล่า 

หลินหว่านย่อมจะรู้ตัวว่าถูกอันซิงวางกับดักเข้าแล้ว แต่เวลานี้เธอได้แต่ยืนหยัดกัดฟันต่อไป หนึ่งเดียวที่จะกอบกู้สถานการณ์กลับคืนมาได้ก็คือส่วนของการแสดงระบำ 

ในที่สุดบทละครก็มาถึงจุดสูงสุดของเรื่อง หลินหว่านสะบัดชายแขนเสื้อยาวระพื้น เตะเท้าหมุนตัวแล้วย่างเท้าขึ้นบนปลายมีด คิดจะแสดงการร่ายรำที่ฝึกซ้อมไว้เมื่อวานนี้ออกมาอย่างเต็มที่ แต่คิดไม่ถึงว่าขาเธอจะรู้สึกเจ็บปวดราวกับเหยียบลงบนมีดจริงๆ 

เธอเข้าใจว่าเป็นเพราะเช้าวันนี้มาซ้อมอีกหลายรอบจึงไม่ได้ใส่ใจนัก ยังอดทนกระโดดโลดเต้นต่อไป แต่ความเจ็บปวดยิ่งทวีขึ้นจนเหมือนจะลึกถึงกระดูก 

ใต้ฝ่าเท้ามีเลือดไหลออกมาไม่หยุด ทั้งผู้ชมและกรรมการต่างนึกว่าเป็นการแสดง ยังปรบมือชื่นชมทักษะการร่ายรำของหลินหว่าน มีเพียงคนเดียวที่เข้าใจถึงสีหน้าอดกลั้นต่อความเจ็บปวดของเธอแล้วพุ่งพรวดขึ้นไปบนเวที 

ร่างของหลินหว่านร่วงลงมาจากปลายมีด ทั้งห้องส่งพากันตื่นตกใจ พอยกร่างขึ้นก็เห็นใต้ฝ่าเท้าของหลินหว่านมีบาดแผลลึก อีกทั้งยังมีเลือดไหลไม่หยุด 

“ไม่ต้องกลัวๆ นะ เสี่ยวหว่านไม่ต้องกลัว ผมมาแล้ว!” 

เซียวจิ่งสืออุ้มหลินหว่านขึ้น ได้ยินเสียงครวญอ่อนระโหยของหลินหว่านดังขึ้นที่ข้างหู “เจ็บ โอยเจ็บ...” 

เซียวจิ่งสืออุ้มเธออย่างทะนุถนอม เข้าหลังเวทีแล้ววิ่งออกไป เลือดสดๆ ไหลผ่านปลายเท้า หยาดหยดลงกระทบพื้นเวทีราวกับดอกเหมยที่บานสะพรั่ง 

 

ความคิดเห็น